“แตงแคนตาลูป” ยุคบุกเบิกอยู่ที่อรัญญประเทศ สระแก้ว ทุกวันนี้

เป็นแหล่งใหญ่ พืชที่นำเข้ามาใหม่ โดยมีของเดิมเป็นตัวเปรียบเทียบ มักจะมีคำว่า “เทศ”ต่อท้าย

บางครั้งพืชนำเข้าทั้งสองชนิด แต่ชนิดที่นำเข้าทีหลังมักได้คำว่าเทศต่อท้าย คำว่าเทศ น่าจะมาจากต่างประเทศ คือนำเข้ามาจากต่างประเทศ

เดิมในเมืองไทยมีหัวมันอยู่หลายอย่าง ชนิดหลังที่นำเข้ามาคือมันเทศ เป็นพืชที่ปลูกและบริโภคอย่างกว้างขวาง แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า มีมันอีกชนิดหนึ่งเรียกว่ามันฝรั่ง

มะขามรสเปรี้ยวๆหวานๆมีถิ่นกำเหนิดในอินเดีย แต่เมื่อนำพืชชนิดใหม่ที่มีถิ่นกำเหนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เข้ามา เรียกว่ามะขามเทศ มะเขือเปราะ พืชในสกุลโซลานัม เมื่อนำญาติของเขาเข้ามา เป็นพืชสกุลเดียวกันเรียกกันว่ามะเขือเทศ

วงการสัตว์ พบว่ามีเรียกม้าไทย ม้าเทศ

พืชตระกูลแตง มีแตงไทย แตงเทศหรือแคนตาลูป

แคนตาลูป มีถิ่นกำเหนิดในอินเดียเหมือนกับมะขามนั่นแหละ แต่การปลูกการบริโภคอาจจะไม่กว้างขวาง ฝรั่งมาอินเดีย จึงนำไปปลูกและมีชื่อเสียงอยู่ที่เมืองแคนตาลูป ใกล้ๆกับกรุงโรม ประเทศอิตาลี พืชที่นำไปจากอินเดีย จึงได้ชื่อว่า “แคนตาลูป”

มีการนำแคนตาลูปมาปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2478 แต่ไม่ได้ผลเพราะวิธีการบำรุงรักษาไม่ดี ในที่สุด ต้นแคนตาลูปที่ปลูกอยู่ได้ตายลง

เมื่อปี 2493-2499 ได้มีการนำแคนตาลูปมาทดลองปลูกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน ปรากฏว่าได้ผลดี

แรกเริ่มงานปลูกแคนตาลูป ทำกันในหมู่นักวิชาการเกษตรหัวก้าวหน้า และในรั้วสถาบันที่สอนทางด้านการเกษตร พันธุ์ที่ได้รับการบันทึกว่า ปลูกแล้วได้ผลดีน้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัมคือพันธุ์ริโอโกลด์ จากสหรัฐอเมริกา

จากที่เคยปลูกอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน พื้นที่ปลูกแคนตาลูปได้ขยายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ปัจจุบันแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในจังหวัดสระแก้ว พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ และเชียงใหม่

แหล่งปลูกมากที่สุดน่าจะอยู่ที่สระแก้ว ถือว่าเป็นเมืองหลวงของพืชชนิดนี้ก็ว่าได้

งานพัฒนาแคนตาลูปของสระแก้ว เริ่มต้นที่วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี เดิมเป็นโรงเรียนเกษตรกรรมสงเคราะห์ปราจีนบุรี จัดตั้งเมื่อปี 2505 จัดการเรียนการสอนวิชาชีพเกษตรกรรมให้แก่นักเรียนที่จบชั้น ม.6 หรือ ม.ศ.3 โดยจัดสรรที่ทำกินให้คนละ 25 ไร่ พร้อมบ้าน 1 หลัง มูลค่า 5,000 บาท มีค่าอุดหนุนพิเศษคนละ 150 บาท ต่อมาได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรีเมื่อปี 2524

วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี ตั้งอยู่ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ

เมื่ออำเภอสระแก้ว ยกฐานะเป็นจังหวัด ชื่อของวิทยาลัยจึงเปลี่ยนตามจังหวัด จนกระทั่งล่าสุดได้ชื่อว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว

การเรียนวิชาชีพเกษตรนั้น เมื่อก่อน เรียนได้หลายทางด้วยกัน ผู้ที่เรียนจบ ม.ปลายสอบเข้ามหาวิทยาลัยเรียน 4-5 ปี ก็จบปริญญาตรี

ผู้ที่เรียนจบมัธยมต้น สามารถสอบเข้าเรียนต่อตามวิทยาลัยเกษตรกรรม ซึ่งมีอยู่กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ เรียน 3 ปี ได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ เรียน 5 ปี ได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

คนที่เรียน 5 ปี สามารถไปสอบเรียนต่อระดับปริญญาตรีอีก 2 ปี ที่นิยมกันมากในสมัยก่อนคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก คณะเกษตรศาสตร์บางพระ แต่ปัจจุบันนี้ เปิดสอนระดับปริญญาตรีกันทุกหัวระแหง

วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนไทย-กัมพูชา ดูชื่อสถานที่ก็บ่งบอกอย่างชัดเจน คือตำบลผ่านศึก สถาบันแห่งนี้มีชื่อเล่นว่า “เกษตรชายแดน” กระนั้นก็ตาม มีผู้เรียนจากเกษตรชายแดน ไปเรียนต่อเกษตรสุรินทร์ เกษตรแม่โจ้ จบออกมามีการงานที่ก้าวหน้าและมั่นคง

งานพัฒนาแคนตาลูปของสระแก้ว เริ่มต้นเมื่อปี 2508 นักเรียนเกษตรกรรมสงเคราะห์รุ่นที่ 5 ชื่อนายเกษมสันต์ ปานพันธ์ ได้พบการจำหน่ายแตงแคนตาลูปที่ไร่ถกลสุข ของหลวงจบกระบวนยุทธ จึงเกิดความสนใจมาก เนื่องจากมีราคาแพง และปลูกยาก เป็นการท้าทายความสามารถของนักเรียนเกษตรกรรมสงเคราะห์สมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง นายเกษมสันต์ได้ปรึกษาและทดลองกับนายสนั่น กลิ่นหอม นักเรียนเกษตรกรรมสงเคราะห์รุ่นที่ 1 โดยซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาค่อนข้างแพงมาปลูก ปรากฏว่า แตงที่ปลูกพอมีผลผลิตบ้าง แต่รสชาติไม่หวาน กลิ่นไม่หอมอย่างไร่ถกลสุข กิจการที่ทำกันขาดทุน

นายเกษมสันต์ไม่ละความพยายาม เมื่อปี 2509 เขาได้ร่วมทดลองปลูกกับนายชลอ สุขเสน นักเรียนรุ่นเดียวกัน ขณะที่นายสนั่น และนายสัมฤทธิ์ ชัยชนะ หันไปปลูกแตงโมแทน แต่ปรากฏว่า แตงเทศของนายเกษมสันต์และนายชลอ คุณภาพดีขึ้น

นายเกษมสันต์และนายชลอ มุ่งมั่นเอาจริงกับงานปลูกแตงแคนตาลูป จนผลผลิตเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคขึ้นตามลำดับ ทำให้นายสนั่นและนายสัมฤทธิ์ทนไม่ได้ ต้องหันมาปลูกแตงแคนตาลูปอีกครั้งหนึ่ง

เอกสารของวิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี บันทึกเกี่ยวกับการปลูกแคนตาลูปเป็นการค้าว่า

นายเกษมสันต์ ทำการส่งเสริมปลูกแคนตาลูปตั้งแต่ปี 2528-2531 สามารถส่งเสริมสมาชิกปลูกแตงแคนตาลูปได้ถึง 50 ครอบครัว แต่ละครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักได้

นายสัมฤทธิ์ ทำการส่งเสริมปลูกแตงแคนตาลูปตั้งแต่ปี 2528-2531 สามารถส่งเสริมสมาชิกปลูกแตงแคนตาลูปได้ถึง 50 ครอบครัว แต่ละครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักได้

นายมิตร บุศราพงษ์พานิช ทำการส่งเสริมปลูกแตงแคนตาลูปตั้งแต่ปี 2514-2531 ในปี 2516 เคยจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกแคนตาลูปมีสมาชิก 40 คน จากนั้นแยกย้ายกันไปปลูกแบบอิสระ

นายคำมี ไชยสาร เดิมรับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี ใช้เวลาว่างทดลองปลูกแคนตาลูป โดยการส่งเสริมและสนับสนุนจากนายเกษมสันต์ ต่อมาปี 2529 เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูง จึงลาออกจากราชการ มาประกอบอาชีพปลูกแตงแคนตาลูปจนมีความชำนาญ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรใกล้เคียงปลูกจำนวน 15 ราย

พันธุ์แคนตาลูปที่ปลูกกันมีดังนี้
พันธุ์ซุปเปอร์บี. นายเกษมสันต์ เป็นผู้นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2509
พันธุ์เดรีเลียส 51 นายสมศักดิ์ พดด้วง เป็นผู้นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2511
พันธุ์เรดเดอร์ซัน นายดำรง ศิริกานนท์ เป็นผู้นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2512
พันธุ์อี.ดีสโต้ นายสมศักดิ์ เป็นผู้นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2513
พันธุ์เรดเดอร์ซัน ดี.เอ็ม.อาร์. นายดำรง นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2513
พันธุ์ท็อปมาร์ค นายเกษมสันต์ เป็นผู้นำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2513

ปัจจัยหนุนส่งที่ทำให้แคนตาลูปในท้องถิ่นนี้ก้าวหน้าและยั่งยืน นอกจากอดีตนักเรียนในโรงเรียนเกษตรกรรมสงเคราะห์ริเริ่มแล้ว เมื่อปี 2528 วิทยาลัยเกษตรกรรมปราจีนบุรี จัดอบรมวิธีปลูกแคนตาลูปให้กับผู้สนใจทั่วไป โดยร่วมมือกับเอกชน โดยที่เอกชนได้นำเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการเข้ามาแนะนำ

ที่เป็นงานธรรมดาจัดแบบชาวบ้าน แต่ช่วยให้ชื่อเสียงของแคนตาลูปมั่นคงมานานคือการจัดงาน “วันแคนตาลูปของดีอรัญประเทศ” โดยนายสันติ เกรียงไกรสุข นายอำเภออรัญประเทศ เริ่มจัดครั้งแรกระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2530 ปัจจุบันก็มีจัดมาอย่างต่อเนื่อง

แคนตาลูปนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยกว่า 60 ปีแล้ว

ที่สระแก้ว ปลูกแคนตาลูปมาร่วม 50 ปีแล้ว จังหวัดนี้ ถือว่าปลูกแตงเทศรสชาติดีมานาน พื้นที่ปลูกหมุนเวียนทั้งปีมีไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปอรัญประเทศช่วงไหน จะเห็นผลผลิตแตงเทศวางขายไม่เคยขาด คนซื้อก็ไม่เคยขาดเช่นกัน

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ เป็นนักท่องเที่ยว ที่ไปจับจ่ายซื้อของตลาดโรงเกลือ

ผู้ค้าบางรายบอกว่า ที่คาสิโนในกัมพูชา มีแม่ครัวมาซื้อแคนตาลูปไปไว้บริการลูกค้า ครั้งละ 40-50 กิโลกรัม

งานผลิตแตงเทศนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนแตงไทย

แนวทางการผลิตแตงไทยสมัยเก่าก่อน ใครมีเมล็ดพันธุ์ก็นำไปปลูกไปฝังไว้ ไม่นานนักก็มีผลผลิตให้ชิม โดยเฉพาะตามไร่ข้าวของชาวบ้าน ปลูกแซมกันไปได้เลย

เนื่องจากแตงเทศ มีถิ่นกำเหนิดในต่างแดน จึงจำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ เกษตรกรบางราย ลงทุนให้ญาติๆปลูก 100 ไร่ ใช้ทุนกว่า 2 ล้านบาท เฉลี่ยไร่ละ 20,000-3,000 บาท หากดูแลดี ทุนที่ลงไปขนาดนี้ถือว่าไม่มาก เพราะแตงเทศให้ผลผลิตเร็ว จำหน่ายได้ราคาดี

เกษตรกรยุคบุกเบิกอย่างนักเรียนเกษตร คงโรยราไปตามกาลเวลา แต่ก็มีรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน

เจ้าหน้าที่จากบริษัทเอกชนแนะนำว่า ทุกวันนี้ แคนตาลูปที่ปลูกอยู่มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในจำนวนแคนตาลูปหลายๆสายพันธุ์นั้น แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือผิวผลเรียบและแบบตาข่าย

แบบผิวผลเรียบ ดูแลรักษาค่อนข้างง่าย ทนทาน ปรับตัวได้ไม่ยาก ผลผลิตต่อไร่จึงมาก

สำหรับผิวแบบตาข่าย ดูแลค่อนข้างยาก ผลผลิตมีรสชาติดี ผลผลิตต่อไร่บางฤดูกาลสู้แบบผิวเรียบไม่ได้ ราคาจึงค่อนข้างแพง แต่คนนิยมซื้อหาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากพันธุ์พืชปรับตัวจนแข็งแร็งตอบสนองผู้คนได้แล้ว ทุกวันนี้เกษตรกรก็มีการปรับตัว ยืดหยุ่นทางด้านการผลิต ด้วยเหตุนี้ แคนตาลูปหรือแตงเทศ คงอยู่ พร้อมทั้งสร้างงานทำเงินให้กับคนที่นี่ไปอีกนาน

ผู้สนใจเพิ่มเติม จะซื้อผลผลิต ซื้อเมล็ดพันธุ์ ถามได้ที่ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด 43 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ 053-211773,211810,217180

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาค้นคว้าวิจัยทดลองงานพัฒนาการเกษตรที่เหมาะสมแก่ท้องถิ่น และนำออกเผยแพร่เป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2527

“กรมปศุสัตว์” เป็นอีกหนึ่งในหลายหน่วยงานสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานศึกษาและทดลองการเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ การจัดการด้านการเลี้ยงสัตว์ และวิธีแก้ปัญหา ทั้งนี้ผลการศึกษาวิจัยที่มีความโดดเด่นในงานรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ของศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แห่งนี้คือ สิ่งที่เรียกว่า “ดินแดนแห่ง 3 ดำ มหัศจรรย์” อันได้แก่ วัวเนื้อทาจิมะภูพาน ไก่ดำภูพาน และหมูดำภูพาน

ในปัจจุบัน สัตว์ทั้ง 3 ชนิด จัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกับขยายผลสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศนำไปเลี้ยงประกอบอาชีพกันมากมาย

นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ 3 ดำ มหัศจรรย์ ได้บอกกล่าวถึงความสำเร็จว่า

“สัตว์ทั้ง 3 ชนิด ที่เกิดขึ้นในศูนย์แห่งนี้เป็นความตั้งใจของทีมงานปศุสัตว์ ซึ่งทำงานภายใต้แนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ศูนย์แห่งนี้จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว และมีความน่าสนใจ ตลอดจนจะต้องเป็นศูนย์ที่ให้บริการได้อย่างครบวงจร แล้วที่พระองค์ท่านเน้นย้ำมากที่สุดคือ ต้องตอบโจทย์ชาวบ้านเท่านั้น ห้ามตอบโจทย์นักวิชาการ อะไรที่ชาวบ้านต้องการจะต้องแก้ไขปรับปรุงพัฒนาให้จนได้สำเร็จ”

สำหรับการเริ่มต้นพัฒนาสายพันธุ์สัตว์ดำทั้ง 3 ชนิด นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ บอกว่า หลักการสำคัญที่ยึดเป็นแนวทางในการทำงานคือ พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ไว้ว่า การทำงานด้านปศุสัตว์จะต้องผ่านเกณฑ์ 5 ข้อ ได้แก่

ต้องเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย
ควรใช้เทคโนโลยีแบบง่ายๆ
ใช้อาหารสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น
สัตว์ที่มีการพัฒนาขึ้นมาต้องมีความทนทานต่อโรคระบาด รวมถึงสภาพพื้นที่เลี้ยงด้วย และ
สัตว์ที่พัฒนาขึ้นมาต้องบริโภคได้ด้วย เพราะต้องการให้เป็นแหล่งโปรตีนของชาวบ้าน อีกทั้งเมื่อทำเป็นอาชีพขายแล้วต้องไม่ขาดทุน
“ดังนั้น ถึงตอนนี้สัตว์ทั้ง 3 ชนิด จึงตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อ ผ่านอย่างสบาย และในปัจจุบันตั้งแต่ทำงานมากว่า 10 ปีถือว่าชาวบ้านได้นำสัตว์ดำทั้ง 3 ชนิด ไปเลี้ยง เพื่อการบริโภคแล้วยังสร้างอาชีพได้ในเวลาเดียวกัน”

นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ ชี้ว่าในเรื่องการเลี้ยงและการดูแลสัตว์เหล่านั้นคงไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากโดยสภาพความเป็นจริงชาวบ้านรู้จักวิธีเลี้ยงกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจแนะนำความรู้และเทคนิคการเลี้ยงบางอย่างเสริมเข้าไป แต่สิ่งที่นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์กังวลคือ เรื่องการขายและการตลาด เนื่องจากชาวบ้านส่วนมากยังไม่คุ้นเคย เพราะพระองค์เคยตรัสไว้ว่า ศูนย์แห่งนี้ทำขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือได้ให้ความรู้แบบพอเพียงและยั่งยืน ซึ่งหมายถึงว่าต้องเลี้ยงเองแล้วขายเอง อีกทั้งควรจะผลิตออกมาให้ได้จำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการ ไม่ใช่ผลิตจนล้น แล้วต้องหาวิธีเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขอีก

“ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทางทีมงานต้องเข้าไปชี้ช่องทางและประสานงานด้านการตลาดและการขายให้แก่ชาวบ้านเท่านั้น แล้วไปติดต่อเจรจากันเอง”

นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ ระบุว่า ชาวบ้านทุกคนต้องปรับตัวให้เป็นคนขายมืออาชีพ จะต้องเรียนรู้วิธีการเจรจา แล้วจะเกิดการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม แล้วจากนั้นมีการสร้างเครือข่ายขึ้น มีการช่วยเหลือระหว่างกัน ผลที่เกิดขึ้นคือ จะเกิดความเข้มแข็งของกลุ่มตามมา

“ขณะเดียวกันเป็นการสอดรับกับนโยบายของทางรัฐบาลในเรื่องประชารัฐ ที่จะเข้ามาจัดระบบการผลิตและจำหน่ายให้แก่ชาวบ้าน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านให้คำแนะนำการเลี้ยงอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด แล้วช่วยลดต้นทุน”

ในบรรดาสัตว์ 3 ดำ ที่ชาวบ้านนิยมเลี้ยงกันมากที่สุดคือ ไก่ดำ ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ บอกว่า อาจเป็นเพราะลงทุนน้อย เพียงมีแม่พันธุ์ 3 ตัว พ่อพันธุ์ตัวเดียว ใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน สามารถได้ผลผลิตรุ่นแรก ทำให้เกษตรกรได้เงินเร็ว ลงทุนต่ำ โดยใช้อาหารตามธรรมชาติหรืออาหารสำเร็จได้ ทนโรค เลี้ยงง่าย

ความแตกต่าง ของ ไก่ดำภูพาน 1, 2 และ 3 หมายถึงอะไร??

นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เผยว่า จากพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่ต้องการให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร มีลักษณะการทำงานที่ให้บริการแบบครบวงจรแบบเบ็ดเสร็จ แล้วต้องตอบโจทย์ชาวบ้านได้ทุกเรื่อง ฉะนั้น ไก่ดำภูพาน ก็คือ คำตอบที่ชัดเจน

แต่ต่อมาพบว่า ไก่ดำ คงตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้านได้เพียงบางกลุ่ม เนื่องจากชาวบ้านบางแห่งเลี้ยงไก่ประเภทนี้ไม่ได้ เพราะมีความเชื่อว่า สีดำ เป็นสิ่งไม่ดี เป็นอัปมงคล และด้วยความเชื่อเช่นนี้จึงต้องมีการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมาใหม่เพื่อให้มีขนสีขาว จึงตั้งชื่อให้เป็น ไก่ดำภูพาน 2

กระทั่งเมื่อผ่านมาระยะหนึ่ง ได้รับข้อมูลจากชาวบ้านบางแห่งอีกว่า ทั้งไก่ดำและไก่ขาว ไม่เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในพิธีที่เป็นมงคล จึงต้องมีการคัดพันธุ์ พัฒนาพันธุ์เพื่อเปลี่ยนสีขนให้มาเป็นสีทอง แล้วประสบความสำเร็จ เมื่อปี 2559 จึงตั้งชื่อให้เป็นไก่ดำภูพาน 3 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ไก่ดำภูพาน 1, 2 และ 3 ล้วนมีคุณสมบัติเด่นเหมือนกันทุกอย่าง ทั้งการเลี้ยง การดูแล และความทนทานต่อสภาพการเลี้ยงและโรค

“วัวดำภูพาน” ขุนส่งตลาดราคาสูง คุณภาพเนื้อเทียบต่างประเทศ

จากไก่ดำ ชาวบ้านต่อด้วยการเลี้ยงวัวดำ เพราะวัวเลี้ยงง่าย ยิ่งถ้ารายไหนมีแม่วัวอยู่แล้ว สามารถนำมาผสมเทียมที่ศูนย์ได้ พอมีลูกวัว ถ้าเป็นตัวผู้ก็เข้าสู่กระบวนการขุน ซึ่งทางศูนย์ก็จะสอนแนะนำให้ ส่วนตัวเมียก็อาจใช้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป

“ภายหลังที่ได้ใช้น้ำเชื้อภูพานผสมเข้ากับแม่วัวพันธุ์ดีก็จะเป็นการสร้างมูลค่าราคาของวัวเพิ่มขึ้น เพราะจากวัวที่มีอายุ 8 เดือน ขายได้เพียงหมื่นบาท เมื่อเป็นวัวเนื้อภูพานแล้ว จะได้ราคาสูงถึง 30,000 บาท จากเพียงแค่ใช้น้ำเชื้อภูพานเท่านั้นราคาต่างกันทันที

ในตอนนี้วัวเนื้อดำภูพานมีกระแสมาแรงมาก เพราะวัวตัวผู้เมื่อเข้าสู่กระบวนการขุนแล้วสามารถสร้างเนื้อให้มีคุณภาพไขมันแทรกในระดับคะแนน 4.5-5 ที่ถือว่าสูงมาก อีกทั้งเป็นความนิยมต่อผู้บริโภคมาก โดยลูกค้าไม่สนใจว่าราคาเท่าไร ขอให้มีคุณภาพเท่านั้น”

หมูดำภูพาน เลี้ยงได้ทั่วประเทศ

มาที่ หมูดำ กันบ้าง นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ กล่าวว่า พันธุ์เดิมต้นทางคือ หมูพันธุ์เหมยซาน ที่ทางประเทศจีนได้น้อมเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในราวปี 2527-2528 ลักษณะและคุณสมบัติเด่นของหมูพันธุ์นี้คือ มีขนาดใหญ่ กับมีลูกดก แต่มีไขมันมาก

ดังนั้น ทางศูนย์จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ โดยใช้พันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรกับพันทางยุโรปผสมเข้าไปด้วยกัน จึงได้ออกมาเป็นหมูดำภูพาน ซึ่งมีลักษณะสีดำ ให้ลูกดก ดั่งเช่นพันธุ์เดิม มีใบหน้าคล้ายหมูพื้นเมือง มีเนื้อสีแดงเหมือนหมูดูร็อกเจอร์ซี่ แล้วที่สำคัญสามารถเลี้ยงได้ง่าย ทนต่อสภาพพื้นที่ตามธรรมชาติทั่วไป

ปัจจุบัน หมูดำภูพาน ได้รับความนิยมเลี้ยงไม่เพียงพื้นที่ทางภาคอีสาน แต่ยังมีการนำไปเลี้ยงในพื้นที่สูงทางภาคเหนือหรือแม้กระทั่งทางภาคใต้อย่างในสวนยางพาราก็พบว่าสามารถเลี้ยงได้ แถมยังมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ตัวใหญ่ เนื่องจากกินลูกยางและหญ้าเป็นอาหาร

“เพราะฉะนั้น หมูดำ เลยตอบโจทย์ชาวบ้านได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ เป็นสัตว์ที่สามารถเลี้ยงง่าย ไม่ว่าจะเลี้ยงในคอก เลี้ยงปล่อย เลี้ยงเป็นหมูหลุม ได้ทุกรูปแบบ”

ในขณะที่กระแสการบริโภคเนื้อหมูแบบไฮโซฯ มีความนิยมรับประทานเนื้อหมูคุโรบุตะกันมาก มีการแนะนำให้ทางศูนย์หาพันธุ์มาเลี้ยงเพื่อเพาะขยาย แต่เมื่อมาพิจารณาจากความหมายของ คำว่า คุโรบุตะแล้ว พบว่า ก็คือ หมูดำนั่นเอง ดังนั้น เพียงแค่นำหมูดำภูพานที่เลี้ยงอยู่มาปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการเลี้ยงเพื่อให้มีคุณภาพเนื้อเช่นเดียวกับหมูคุโรบุตะของญี่ปุ่น ปรากฏว่าออกมาได้ใกล้เคียงกันมาก จึงทำให้หมูดำภูพานมีชื่อต่อท้ายว่า หมูดำภูพานคุโรบุตะ เป็นการผลิตเพื่อป้อนสู่ตลาดระดับบนได้เหมือนกัน

ข่าวดี!! ดำที่ 4 กำลังทำสำเร็จ

เนื่องจากศูนย์ได้รับมอบ กระต่าย เพื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม แล้วใช้เป็นแม่เหล็กสำหรับดึงดูดผู้เข้ามาเยี่ยมชม ทั้งนี้ทางทีมงานมองว่าน่าจะเปลี่ยนจากความน่ารักให้เป็นความแปลกที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันพบว่ามีชาวบ้านลักลอบยิงกระต่ายป่าเพื่อนำมาขายในตลาด แล้วเกรงว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคตประชากรกระต่ายป่าอาจไม่เหลือ ด้วยเหตุนี้จึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการหันมาพัฒนาสายพันธุ์กระต่ายเพื่อใช้เป็นการบริโภค ภายใต้หลักคิดเดิมคือ ต้องมีสีดำ แล้วประสบความสำเร็จเป็น “กระต่ายดำภูพาน”

กระต่ายดำภูพาน เกิดจากการพัฒนา ปรับปรุงสายพันธุ์ของกระต่ายป่ากับกระต่ายบ้าน รวมถึงกระต่ายเนื้อจากต่างประเทศ ซึ่งแม้จะอยู่ระหว่างโครงการ แต่ขณะนี้ได้ต้นแบบกระต่ายดำภูพานเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ บอกว่า จุดประสงค์ของกระต่ายดำภูพานเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ดังนั้น จะสลัดคราบของกระต่ายเลี้ยงสวยงามออกไป เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เพียงมีหญ้าและน้ำเป็นอาหารก็อยู่ได้ สามารถขยายพันธุ์ออกลูกหลานได้ง่าย ปีละ 6 ครอก ครอกละ 5-6 ตัว

ดังนั้น จะได้ลูกปีละไม่ต่ำกว่า 30 ตัว ขายได้ราคาตัวละ 200-300 บาท จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งสัตว์ดำที่จะตอบโจทย์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีพระราชดำรัสไว้เป็นหลักคิดว่า “เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินง่าย แล้วใช้เทคโนโลยีแบบง่ายๆ”

“ผลงานทุกชนิดที่พวกเราคิดแล้วทำสำเร็จ ล้วนเป็นความภูมิใจอย่างสูง เป็นความสุขอย่างหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองและวงศ์ตระกูลที่ได้มีโอกาสทำงานรับใช้พระองค์ท่าน สิ่งเหล่านี้กำหนดออกมาเป็นมูลค่าไม่ได้ แต่เป็นความสุขที่สุดที่ได้เป็นข้ารองบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 9” นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ กล่าวด้วยความภูมิใจ

สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมศึกษาและดูงานกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 712-975 โทรสาร (042) 712-945

ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

คุณทองดี โพธิยอง อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 เดิมคุณทองดีประกอบอาชีพปลูกข้าว ทำสวน โดยใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดแมลงมาตลอด ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง และสารเคมีก็ยังมีผลต่อสุขภาพอีกด้วย ทำให้คุณทองดี หันกลับมามองวิถีชีวิตที่ผ่านมาว่าประสบปัญหาในด้านต่างๆ จึงเกิดแนวคิดที่จะทำการเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพึ่งพาตนเอง ปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกลำไย โดยเน้นการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี เน้นในเรื่องการลดต้นทุน การดูแลรักษาสุขภาพ โดยหันมาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพแทน นอกจากนี้ ยังนำสมุนไพรมาแปรรูปเป็นผงชูรส ทำน้ำเต้าหู้ถั่วพู เป็นต้น

ในเรื่องพลังงานได้เผาถ่านที่มีคุณภาพ และได้น้ำส้มควันไม้เพื่อนำมาใช้กับแปลงเกษตรของตนเอง หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีการทำการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิตแล้ว พบว่ามีสุขภาพดีขึ้น สามารถลดต้นทุนได้มาก สภาพแวดล้อมรอบๆ ที่อยู่อาศัยกลับฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ผลผลิตที่ได้ปลอดภัย และการนำผลผลิตที่ได้ออกไปจำหน่ายในชุมชนด้วยตนเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่เกิดการกดราคาหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งคุณทองดี ยังให้ความสำคัญแก่ชุมชน ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทั้งยังได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนสร้างเครือข่ายทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อีกด้วย

รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร

คุณทองดี ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นในเรื่องการปลูกลำไย โดยเริ่มแรกจะเตรียมดิน โดยเติมปุ๋ยหมักลงในดิน ส่วนการให้น้ำในช่วงเริ่มปลูก จะให้น้ำ 7 วัน ต่อ 1 ครั้ง เมื่อลำไยเจริญเติบโต จึงลดน้ำเหลือเดือนละ 1 ครั้ง จนเหลือเพียงปีละ 1-2 ครั้ง ลำไยแต่ละสายพันธุ์ มีระยะเวลาในการปลูกที่แตกต่างกัน จึงจะทำให้ผลลำไยกรอบและมีรสหวาน เช่น ลำไยสายพันธุ์อีดอ จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ลำไยพันธุ์แห้ว จะเริ่มปลูกในเดือนสิงหาคม ลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียว จะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม

สำหรับการปรับปรุงบำรุงดินหลังจากเก็บเกี่ยวลำไยแล้วจะใส่ปุ๋ยหมักโรยในร่องหลุมและให้น้ำ เมื่อลำไยเริ่มแทงช่อในช่วงเดือนมกราคมจึงให้ปุ๋ยหมักอีกครั้ง ซึ่งอาจเพิ่มอาหารเสริมอย่างอื่นผสมได้ นอกจากนี้ ยังใช้จุลินทรีย์ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำน้ำหมักไล่แมลงโดยใช้บอระเพ็ด เมล็ดสะเดา ข่า ตะไคร้หอม และอาจมีพืชสมุนไพรอื่นที่สามารถฆ่าแมลงนำลงไปหมักกับจุลินทรีย์ด้วย สำหรับผลผลิตลำไยที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว มีตัวแทนจากตลาดกลางลำไยมารับซื้อ หากเป็นลำไยเกรดดีจะนำส่งออกขายไปยังต่างประเทศ อาทิ ประเทศเวียดนาม เป็นต้น สุดท้ายเคล็ดลับสำคัญในการปลูกลำไยคือ ต้องดูแลและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

คุณทองดี ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะหลัก ความพอประมาณ คือ การจะทำอะไรสักอย่างต้องมีการวางแผน และทำให้พอเหมาะกับกำลังตนเอง ว่าตนเองทำได้มากน้อยเพียงใด จะผลิตเท่าใดที่ไม่ทำให้ผลผลิตล้นตลาด เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขสำคัญในการทำการเกษตรคือ การมีคุณธรรม หากมีคุณธรรมในการทำงานจะทำให้การทำเกษตรของตนเองไปในทางที่ถูกที่ควร แต่ในทางกลับกัน หากไม่มีคุณธรรมในการทำงานก็จะส่งผลเสียต่อการทำเกษตรของตนเอง และก่อให้เกิดความเสียหายได้

แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณทองดีได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (089) 555-2345, (053) 428-306

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ การเพิ่มรายได้เกษตรกร ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

คุณจันทร์ นาชัยดุลย์ 117 หมู่ที่ 7 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม 44130 โทรศัพท์ (086) 237-2683, (082) 836-8780 มีอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงเพราะใช้สารเคมี พร้อมทั้งได้ประกอบอาชีพเสริมเป็นช่างไม้ โดยรับเหมาก่อสร้างในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นผู้รับเหมาซึ่งต้องรับผิดชอบและดูแลลูกน้องทุกคน ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บเพราะกำไรเล็กน้อย เงินที่ได้ก็ต้องนำมาลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทำให้ต้องกู้เงินและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คุณจันทร์ได้รับชมข่าวสารจากโทรทัศน์ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเข้ารับการอบรมกับทางอำเภอในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกิดแนวคิดการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เงินที่หาได้มาก็ใช้แต่ในสิ่งจำเป็น และเหลือเก็บเป็นเงินออม ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดเพราะอยู่บ้านก็มีข้าวกิน ปัจจุบันไม่มีหนี้สิน มีเงินออม มีความสุขอยู่กับครอบครัว และได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ครูเกษตรชุมชนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

รูปแบบกิจกรรมทางการเกษตร

คุณจันทร์ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นในเรื่อง เกษตรผสมผสาน มีพื้นที่ในการทำเกษตรกรรม ประมาณ 12 ไร่ แบ่งพื้นที่ตามความเหมาะสม และปลูกพืชหลายอย่าง จัดแบ่งเป็นกลุ่มโดยใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ น้ำส้มควันไม้ที่ผลิตไว้ใช้เองเพื่อลดต้นทุนและนำมาจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งยังมีการปลูกพืชผักหลายชนิดและเพาะเห็ดไว้เพื่อจำหน่ายในชุมชน แล้วแต่ฤดูกาลว่าจะมีผลผลิตของพืชชนิดใดออกมา ซึ่งก็ได้นำออกมาจำหน่ายเอง ทำให้ได้ราคาดีกว่าจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง และได้ผลผลิตสินค้าที่ปลอดภัยไว้จำหน่ายให้แก่พี่น้องและเพื่อนบ้านในชุมชน

คุณจันทร์ปลูกไม้ผล ได้แก่ มะนาว น้อยหน่า มะละกอ ขนุน เป็นต้น โดยปลูกแบบผสมผสานในแปลงและรอบบ่อน้ำ การปลูกมะนาวปลูกพันธุ์ไร้เมล็ดและพันธุ์มะนาวแป้นโดยใช้กิ่งพันธุ์ลงปลูก

สำหรับพันธุ์ไร้เมล็ดจะเสียบกิ่งพันธุ์บนตอต้นกระสัง ทำให้มะนาวให้ผลผลิตเร็วภายใน 1 ปี ก็จะให้ผล การให้น้ำจะให้ 15 วัน ต่อครั้ง และใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นทางใบและเทราดรอบโคนต้นเพื่อให้มะนาวสมบูรณ์และติดผล

ส่วนการปลูกมะม่วง…มีพันธุ์โชคอนันต์ เขียวเสวย น้ำดอกไม้ และฟ้าลั่น เป็นการปลูกโดยใช้กิ่งทาบ การปลูกจะขุดหลุมและใช้ปุ๋ยหมักมูลวัวรองก้นหลุม การปลูกมะม่วงให้ได้ผลผลิตดีจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง แดดส่องถึง จะทำให้มะม่วงออกช่อดอกและติดผลดี การให้ปุ๋ยจะให้ปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลาปลูก 3-4 ปี ก็จะให้ผลผลิต

การปลูกน้อยหน่า…ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นบ้าน และพันธุ์เพชรปากช่อง การปลูกใช้ทั้งเมล็ดและกิ่งพันธุ์ซึ่งจะให้ผลผลิตไม่ต่างกัน ระยะเวลาปลูก 2 ปี ก็จะให้ผลผลิต การดูแลให้น้ำทุก 10-15 วัน และให้ปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง หากพบโรคแมลงจะใช้น้ำส้มควันไม้หมักกับรากไหลแดงฉีดพ่น

มะละกอ…ปลูกพันธุ์ท้องถิ่นซึ่งมีข้อดีคือ ดูแลรักษาง่าย ไม่มีโรค การปลูกใช้วิธีเพาะเมล็ดและการปลูกมะละกอจะต้องมีการปรับปรุงสภาพดินให้มีความร่วนซุย โดยใส่ปุ๋ยหมักเดือนละ 1 ครั้ง และให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมทั้งควรหาเศษใบไม้ กิ่งไม้ ไปกองรอบโคนต้นเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นและทำให้ดินมีความโปร่ง ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีเพราะจะทำให้ดินแน่น ระยะเวลาปลูก 4 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้และจำหน่ายได้ทั้งผลดิบและผลสุก ราคามะละกอดิบ กิโลกรัมละ 5-6 บาท มะละกอสุก กิโลกรัมละ 10 บาท

ขนุน…ปลูกพันธุ์ทวายและพันธุ์ทองประเสริฐ แทงบอลออนไลน์ การปลูกจะใช้กิ่งพันธุ์ โดยสภาพดินที่เหมาะสมในการปลูกขนุนควรเป็นดินเหนียว การให้น้ำเดือนละ 1 ครั้ง และให้ปุ๋ยหมักรอบโคนต้น ปีละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงต้น ผลผลิตที่ได้จะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นโดยจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 10-12 บาท ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่คุณจันทร์จะนำมาจำหน่ายภายในชุมชน พร้อมทั้งมีการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต โดยมีการปลูกพืชผัก ผลไม้ ไว้บริโภคในครัวเรือนและนำไปจำหน่ายทำให้รายจ่ายของครัวเรือนลดลงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามปรัญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาปฏิบัติ

คุณจันทร์ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะใช้หลัก ความพอประมาณ คุณจันทร์รู้จักประมาณตนเองโดยไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พอเพียง และการเข้าสังคมก็ประมาณตนไม่หน้าใหญ่ใจโต ไม่อวดร่ำอวดรวย พออยู่พอกิน พอเพียง เหลือจากกินก็แจกจ่ายและนำไปจำหน่าย โดยทำหลายๆ อย่าง และทำอย่างละเล็กละน้อยพออยู่ได้ ตามกำลังที่ตนเองทำได้โดยการพึ่งพาตนเองและไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ การเพิ่มรายได้เกษตรกร ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์