แต่ปี 2556 ได้ผลผลิตน้อย ซึ่งเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงงดส่ง

ห้างแต่มีจำนวนเพียงพอเพื่อส่งให้ลูกค้าประจำที่สั่งกันมาตลอด คุณช้อย เผยว่า ลิ้นจี่ปลูกง่ายกว่ามะม่วงมาก แถมยังลงทุนน้อยเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัญหาด้านศัตรูและโรคพืชพบน้อยมาก การใช้เงินลงทุนปลูกลิ้นจี่และลำไยพอกัน แต่ถือว่าลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ลงทุนปลูกน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า คุณสมบัติของดินในบริเวณนี้มีแคลเซียมสูง และมีค่า pH สูงกว่าที่นครพนม อีกทั้งยังมีความสูง 500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปัจจัยเหล่านี้จึงมีผลทำให้เนื้อลิ้นจี่แห้ง แข็ง กรอบ และมีรสชาติหวาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจอเช่นนี้

อาจารย์ประทีป บอกอีกว่า จากประสบการณ์มีความคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 มากทั้งลักษณะและรสชาติ ทั้งนี้สันนิษฐานอาจมีโอกาสกลายพันธุ์จากตาหรือกิ่ง และเมื่อเทียบเคียงแล้วอาจคล้ายกับการกลายพันธุ์ของมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ถูกคัดเลือกจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ออกเป็นทะวายหลายต้น หรือแม้แต่องุ่นในบ้านเราก็มีการกลายพันธุ์เช่นกัน เพราะพืชสวนมากจะมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่แปลก

การควั่นกิ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นวิธีหนึ่งที่ยับยั้งการแตกใบอ่อนซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการออกดอกของลิ้นจี่ได้ระยะใบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการควั่นกิ่งควรอยู่ในระยะใบแก่ แต่สำหรับลิ้นจี่พันธุ์นี้คุณช้อยบอกว่าไม่จำเป็นต้องควั่นกิ่งผลผลิตก็สามารถออกได้ดี อันนี้เคยมีการทดลองมาแล้ว โดยมีการใช้เลื่อย ใช้มีด หรือปล่อยไม่ต้องควั่น ผลออกมาว่าไม่แตกต่างกันเลย

“อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่พันธุ์นี้สามารถออกดอกติดผลง่าย แม้ว่าจะถูกกระทบจากอุณหภูมิเย็นที่ 20-25 องศาเซลเซียส แล้วยังออกดอกได้ทั่วทั้งต้น อีกทั้งมีผลขนาดโต เนื้อแน่น แล้วไม่แฉะแม้จะมีฝนในช่วงเก็บเกี่ยว”

ท้ายสุด เจ้าของสวนอัมรินทร์ บอกว่า ถึงแม้พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกอยู่นี้อาจจะยังหาที่มาไม่ได้แน่ชัด และมีความเป็นไปได้อย่างที่อาจารย์ประทีปบอกว่าคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) มาก แต่เมื่อนำมาปลูกได้ผลประการใดก็จะบอกไปตามข้อมูลจริงที่พบ

ถือเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกแล้ว ต้นทุนไม่สูง รายได้ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้สนใจปลูกต้องศึกษาพื้นที่สวนของตนเองก่อน ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเรื่องการตอนผักหวานป่า โดยนักตอนมืออาชีพมาแล้ว ในช่วงต้นปี 2551 เจ้าของสวนผักหวานป่ารายนี้คือ จ่าสิบเอก เทวัญ ปาลกะวงศ์ (จ่าติ๊ก) นี่แหละ นับเป็นที่ฮือฮาพอสมควร ไม่ว่าจากสื่อมวลชนต่างๆ พากันไปสัมภาษณ์และทำข่าวจากจ่าติ๊กหลายสำนัก ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มเกษตรกรหลายส่วนไปศึกษาดูงาน และ สั่งจองกิ่งตอนกันมากมาย เวลาผ่านมาหลายปี จึงพาท่านหันกลับไปยังสวนผักหวานป่าจ่าติ๊กอีกครั้ง ว่าเป็นอยู่อย่างไร

จ่าติ๊กปลูกผักหวานป่าแบบต้นชิด เพราะหวังผลจากการตอนกิ่ง ทำให้กิ่งก้านแทบชนกัน เลยกลายเป็นความทึบรก จึงเป็นผลดีต่อการขยายพันธุ์ ต้นแม่ก็เติบโตดี ให้กิ่งให้ผลแก่ผู้เป็นเจ้าของกว่าปีที่แล้ว จ่าติ๊กบอกว่าขายลูกได้เงินหมื่นเชียวแหละ เมื่อมีส่วนดีส่วนเสียก็ยังคงอยู่ คือส่วนที่น้ำท่วมขัง หากท่วมไม่นานเกินครึ่งเดือนก็ไม่ตาย แต่ต้นที่ตายถูกน้ำท่วมนานเกินเดือน

จ่าติ๊ก เล่าให้ฟังว่า ในหน้าฝนมีโรคมากมายหลายชนิดเกิดขึ้น ไม่ว่ากับพืชหรือสัตว์ แม้กระทั่งมนุษย์ โรคของผักหวานป่าก็เหมือนโรคของพืชทั่วไป โรคที่เกิดจากน้ำหรือฝน

โรคชนิดแรกคือ โรคที่เกิดจากน้ำหรือฝน เมื่อฝนตกมาก ดินก็อุ้มน้ำจนเป็นดินเละ เมื่อดินมันแฉะย่อมเป็นอันตรายต่อระบบของราก รากผักหวานป่าหายใจไม่ได้ เพราะขาดอากาศ การดูดหาอาหารไปเลี้ยงลำต้นก็ชะงัก ซึ่งเป็นเหตุให้ผักหวานป่าขาดอาหาร ใบก็จะเหี่ยวเฉา และที่สุดก็สลัดใบร่วงหล่นจนหมดจากต้น แต่ถ้าฝนไม่ตกติดต่อกันนาน ผักหวานป่าก็จะฟื้นคืน แตกผลิกิ่งใบขึ้นมาทดแทน

น้ำท่วม

ที่หนักกว่านั้นคือ น้ำท่วม จ่าติ๊กว่า ถ้าท่วมไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่เป็นเหตุให้ถึงตาย เพราะที่สวนผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้วหลายครั้ง อาจมีบางท่านสงสัยว่าน้ำท่วมเป็นโรคหรือ อันนี้ผู้เขียนขอตอบเองว่าเป็นโรคแน่ๆ เพราะมนุษย์ก็เคยเป็นโรคน้ำท่วมมาแล้ว ก็โรคน้ำท่วมปอดนั่นไง การบรรเทาความเสียหายจากโรคนี้ จ่าติ๊กแนะนำว่าไม่ควรเหยียบย่ำบริเวณโคนหรือใกล้ต้นผักหวานป่า เพราะจะทำให้รากได้รับการกระทบกระเทือน หรืออาจถึงขั้นรากหัก

โรครากเน่าหรือโคนต้นเน่า

โรคอีกชนิดที่จ่าติ๊กพบเห็นคือ โรครากเน่าหรือโคนต้นเน่า โรคนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าฝนตก ฝนแล้ง จุดที่พบว่าเป็นโรคจะอยู่ตรงโคนลำต้น โดยอยู่ระดับใต้ผิวดิน ถ้าไม่คุ้ยเขี่ยดินก่อนจะมองไม่เห็น ถ้าคุ้ยเขี่ยดินตรงโคนต้นออก จะเห็นเป็นคล้ายผลเน่าสีน้ำตาลคล้ำ ใช้มือแคะเปลือกส่วนที่เน่าดู หากเน่ารอบโคนต้นก็หมายถึงตาย

หากแผลเน่ายังไม่รอบโคนต้น พอมีทางเยียวยา คือให้ใช้น้ำสะอาดล้างชำระแผลส่วนที่เน่าออกให้หมด แล้วใช้น้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน อีเอ็ม 1 ส่วน ผสมน้ำสะอาด 30 ส่วน ฉีดล้างหรือพ่นที่โคนต้น ทำทุก 15 วัน สำหรับส่วนที่เหลือก็ฉีดพ่นตามพุ่มใบ ป้องกันพวกแมลงกินใบ หรือหนอนต่างๆ ได้อีกด้วย

หอยทาก

โรคต่อมาคือ หอยทาก ปีนี้ฝนตกชุกกว่าปีที่แล้ว ทำให้การเจริญพันธุ์ของหอยทากไร้อุปสรรค อาหารของหอยทากคือใบหรือยอดอ่อนผักหวานป่า จ่าติ๊กว่าในยามค่ำคืนหรือแม้แต่วันที่ฟ้าครึ้มๆ ฝนปรอยๆ พวกมันพากันขึ้นไปกัดกินยอดหรือใบอ่อนต้นละหลายสิบตัว บางครั้งมองดูคล้ายกับคนเราตอนไปกินโต๊ะจีนทีเดียว

หากเป็นต้นผักหวานป่าที่เพาะด้วยเมล็ดแล้วมันจะกินทั้งลำต้นอ่อนด้วย เรื่องของหอยทากนี้ผู้เขียนเองก็เพิ่งเจอปัญหาในปีนี้เอง เพราะกล้าผักหวานป่าหลายพันถุงต้องเสียหายไปกับหอยทากเกือบครึ่ง

การป้องกันแก้ไข จ่าติ๊กเคยนำกระดาษหนังสือพิมพ์ ผสมสารเคมีฆ่าแมลงยี่ห้อหนึ่งชุบกับกระดาษ ก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แต่วิธีนี้ก็ไม่สามารถทำได้ทั่วถึงนัก ปกติแล้วจ่าติ๊กเป็นคนรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด เห็นว่าวิธีที่กล่าวผิดศีล ข้อ 1 จึงต้องเ ลิกทำ หันมาใช้วิธีเก็บใส่ถุงแล้วนำไปปล่อยในที่ที่ห่างไกลชุมชนแทน

พูดถึงหอยทากจ่าติ๊กขอต่ออีกว่า เจ้าของสวนตานิด ผู้เคยซื้อกิ่งพันธุ์ผักหวานป่าไปปลูกจำนวนมาก สวนตานิดที่ว่านี้อยู่ที่สลกลบาตร ที่ชื่อว่าปั๊มสลกบาตรปิโตรเลียม สวนแห่งนี้ปลูกพืชพันธุ์มากมายหลายชนิด มีคนสวน คนงานมากตามขนาด เจ้าของสวนตานิดบอกว่า ถ้าที่สลกบาตรมีหอยทาก ไม่จำเป็นต้องฆ่าทิ้งหรือจับไปปล่อย เพราะมันจะกลายเป็นของว่างหรือกับแกล้มอย่างดีของพวกคนงาน

พายุลมแรง

นอกจากภัยดังกกล่าวที่เล่ามาแล้ว ยังมีภัยที่เกิดจากพายุลมแรงอีก เพราะพายุจะพัดต้นไม้ที่เป็นพี่เลี้ยงผักหวานป่าล้ม โค่น หรือกิ่งก้านหักทับ ก็สร้างความเสียหายให้กับผักหวานป่าเช่นโรคอื่นๆ ไม้ที่หักง่าย เช่น มะขามเทศ ตะขบ แค เป็นต้น

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผักหวานป่า

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผักหวานป่า ซึ่งจ่าติ๊กคิดเอง โดยจัดเป็นกระเช้าของขวัญของฝาก คือจัดกระเช้าที่ประกอบไปด้วยยอดผักหวานป่า กิ่งตอน เมล็ดผักหวานป่าที่สุก ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้พบเห็นมาก ท่านผู้อ่านอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 989-6184 สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ ภาพประกอบข่าว จาก เฟสบุ๊ค เทวัญ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา “ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน

หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่

คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เล่าให้ฟังว่า ตนเรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้แก่บริษัทในกรุงเทพฯ ก่อนไปเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี หลังจากหมดหน้าที่ตั้งใจจะกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่ในขณะเดียวกัน จังหวะนั้นทางบ้านประสบปัญหาทางการเงิน เป็นหนี้ที่เกิดจากการลงทุนทำนา

“หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ ครับ เนื่องจากที่ผ่านมาครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยจะกำหนดตามระยะเวลา ตามรอบที่เคยทำมา ซึ่งบางช่วงเวลาต้นข้าวไม่ได้ต้องการสารเคมีบางตัว ส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยที่ปริมาณข้าวกลับได้เท่าเดิม บางปีลดลง” คุณป๊อป เล่าถึงการผันตัวมาทำการเกษตร

คุณป๊อป หันหลังจากเมืองกรุง กลับบ้านเกิดที่ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มาช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร ภายใต้แนวคิด “เงินดิน” แทน “เงินเดือน” ทั้งๆ ที่ตัวเองขณะนั้นมีความรู้การทำนาไม่มาก แม้ครอบครัวจะทำนามายาวนาน แต่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน แต่การเข้ามารับช่วงต่อเขากลับมีหลักคิดว่านาของเขาจะต้องไม่ทำลายธรรมชาติและไม่ทำร้ายผู้คนเด็ดขาด

“ผมย้อนกลับไปคิดถึงรุ่น ปู่ ย่า ตา ยา ว่าที่ผ่านมาพวกเขาทำการเกษตรกันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ผลผลิตยังออกมาดีและมีคุณภาพได้ ถึงแม้ยุคจะเปลี่ยนผ่านมาถึงปัจจุบันที่ความต้องการด้านอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหลายคนเพิ่มปริมาณโดยที่ไม่คิดถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค”

บทเรียนที่ผ่านมาผลักดันให้คุณป๊อปให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีทุกประเภท โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทให้ความรู้อบรม การบริหารจัดการพื้นที่ทำการเกษตร การทำนาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการวิเคราะห์ดิน ตรวจแร่ธาตุในดิน รวมถึงการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เกื้อกูลกันอย่างลงตัว

พื้นที่นากว่า 60 ไร่ คุณป๊อป ปรับแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ นาข้าว 40 ไร่ อีก 20 ไร่ ประยุกต์มาปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โรงสีข้าว ถมดินสร้างทางเดิน ปลูกผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ และขุดสระทำการประมง กักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารที่ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

“ปัจจุบัน เราทำให้รูปแบบผสมผสาน กระบวนการทุกอย่างภายในฟาร์มที่ผลิตออกมาสามารถใช้วนอยู่ในฟาร์มได้ โดยทุกอย่างเน้นทำเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ รอบแปลงนาข้าวจะขุดร่องน้ำ ปลูกไม้ขนาดกลางและใหญ่ เป็นแนวป้องกันลม คันบ่อปลูกหญ้าแฝกเพิ่มความชุ่มชื้น ผสมกับปลูกกล้วยหอม มะละกอ และพืชผักสวนครัวอื่นๆ ซึ่งการปลูกผสมผสานนี้ ทำให้เรามีรายได้เข้ามาตลอด อีกทั้งยังเป็นการสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติอีกทางหนึ่ง”

การนำแนวทางที่อบรมมาปรับใช้ หยุดใช้สารเคมี ไม่เผาตอซังข้าว หันมาเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลวัว หมู ไก่ เป็ด ที่เลี้ยงไว้ โดยใช้วัสดุเหลือใช้ในไร่นานำมาเป็นอาหารสัตว์ ส่วนหนึ่งนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และนำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ทำให้ธาตุอาหารในดินสมบูรณ์ขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่ลดลงและมีรายได้เพิ่มขึ้น

พูดถึงรายได้ คุณป๊อป บอกว่า มีรายได้เข้ามาทุกวัน พืชผัก อย่างชะอม ไข่จากเป็ดและไก่ คือรายได้รายวัน รายเดือนเป็นกล้วยหอม มะละกอ ส่วนรายปีคือ ข้าว ที่แม้ปริมาณผลผลิตจะน้อยกว่าแปลงนาทั่วไป แต่หากพูดถึงคุณค่าทางอาหารและความปลอดภัยแล้ว ข้าวที่ผลิตจากแปลงนาที่ลด ละ เลิก สารเคมีแห่งนี้ สร้างทั้งกำไรชีวิตให้กับเขาและครอบครัว

วันนี้ บนพื้นที่ 60 ไร่ ได้พัฒนากลายเป็นโรงเรียนชาวนาของเยาวชน ตำบลทุ่งบัว เป็นแปลงนาสาธิตเกษตรกรรมธรรมชาติ ที่ใช้คัดเลือกและอนุรักษ์ข้าวสายพันธุ์ “นครชัยศรี” ที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ การปลูก การสี จนไปถึงการตลาดที่เริ่มต้นจากตลาดในชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่ได้บริโภคของที่ดีและปลอดภัย

“การทำงานทุกอาชีพมีความสำคัญหมดทุกอาชีพ มีเกียรติ การได้รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของอาชีพตนเอง มันย่อมนำมาถึงความภาคภูมิใจของตนเอง ในการที่เราเลือกแล้วในอาชีพนั้น ผมภูมิใจในอาชีพชาวนา ได้รักษาเกียรติของชาวนา ก็คือการได้ทำข้าวที่ปลอดภัย”

“จากอาชีพคนเมือง พลิกตัวเองจนกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ ที่ผ่านการเรียนรู้ ลงมือทำ ผ่านช่วงเวลาท้อแท้ ผิดหวัง ท้อใจ เหมือนคนทั่วไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยท้อถอย จนสามารถลุกขึ้นยืนหยัดอย่างสง่างาม ด้วยการสานต่ออาชีพของบรรพบุรุษ” คุณป๊อป ฝากทิ้งท้าย

จากสภาพอากาศในช่วงฝนตกชุกและมีความชื้นสูงระยะนี้ อาจส่งผลกระทบให้ต้นกล้ามะละกอเกิดโรคได้ง่าย กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอให้เตรียมรับมือ โรคเน่าคอดิน สามารถพบได้ในระยะต้นกล้า โดยจะพบต้นกล้ามะละกอแสดงอาการทรุดโทรมผิดปกติ เหี่ยวเฉา หากตรวจดูบริเวณโคนต้นในระดับผิวดิน จะเห็นเป็นแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาล ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณแผลนั้นจะเน่า ลำต้นหักพับ และตายในที่สุด เชื้อราอาจเข้าทำลายเมล็ด ทำให้เมล็ดเน่าก่อนจะงอกพ้นดิน

หากเกษตรกรพบต้นกล้าที่เป็นโรค ให้รีบนำต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงเพาะกล้าหรือแปลงปลูกทันที และในบริเวณโคนต้นที่อยู่ใกล้เคียงให้ราดด้วยสารโพรพาโมคาร์บไฮโดรคลอไรด์ 72.2% เอสแอล อัตรา 1.5-3 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 5 ลิตร หรืออัตรา 6-12 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไฮเมกซาโซล 36% เอสแอล อัตรา 22-26 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ ก่อนการเพาะต้นกล้ามะละกอ ให้เกษตรกรเลือกใช้มะละกอพันธุ์ต้านทานโรคคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และเลือกวัสดุปลูกจากแหล่งที่ปราศจากการระบาดของโรค จากนั้น ให้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอคลุกด้วยสารเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม อีกทั้งควรวางถุงหรือกระบะเพาะต้นกล้ามะละกอให้ได้รับแสงแดดส่องผ่านอย่างเพียงพอ มีอากาศถ่ายเทสะดวก และบริเวณภายในโรงเรือนเพาะต้นกล้าควรรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

กรณีปลูกมะละกอด้วยเมล็ดโดยตรง ก่อนปลูกให้เกษตรกรเตรียมดินด้วยการไถกลบพลิกหน้าดินให้ลึก ให้ดินได้ตากแดดนานหลายๆ วัน และไถกลบพลิกหน้าดินซ้ำอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ วิธีนี้จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อราในดิน และป้องกันการสะสมของเชื้อราสาเหตุของโรคได้

มะขาม เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งมะขามหวานและมะขามเปรี้ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะขามเปรี้ยว คนไทยเราใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารหลายชนิดคู่ครัวไทย นอกจากนั้น เนื้อไม้มะขามที่มีความเหนียวยังนิยมนำมาทำเขียงใช้กันทุกครัวเรือน

ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ถือว่า มะขาม เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม

โดยทั่วไป มะขาม เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบขนาดเล็กออกตามกิ่งก้าน มีใบเป็นคู่ ประกอบด้วยใบย่อย 10-15 คู่ ออกดอกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา

เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็ง กรอบ หักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยวหรือหวาน ตามชนิดพันธุ์ ฝักหนึ่งๆ จะมีเมล็ด 3-12 เมล็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลเป็นมันเงา

มะขามเปรี้ยวมีปลูกอยู่ทั่วไปทุกจังหวัด แต่มีมะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ ที่เรียกว่า มะขามยักษ์ ซึ่งเป็นของดีในภาคตะวันตก มีปลูกอยู่ที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เหตุที่เรียกว่า มะขามยักษ์ เนื่องจากเป็นมะขามเปรี้ยวที่มีฝักใหญ่ประมาณ 300 กรัม/ฝัก

สำหรับการปลูกมะขามยักษ์นั้น คุณสร้อยสน ปรกแก้ว ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนมะขามเปรี้ยวยักษ์ ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่ปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์เป็นอาชีพ กล่าวว่า มะขามยักษ์ ปลูกไม่ยาก สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ดินคุณภาพต่ำ ฝนตกน้อย การปลูกมะขามเปรี้ยว ใช้ระยะปลูก 10×10 เมตร หรือ 5×5 วา (ระยะห่างของแถว 10 เมตร ระยะห่างของต้น 10 เมตร) 1 ไร่ จะปลูกได้ 16 ต้น เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่กลางแจ้ง แดดมาก น้ำน้อย เก็บผลผลิตได้ในระยะยาวหลายสิบปี ถ้าปลูกชิดกันมากจะมีผลต่อทรงพุ่มและผลผลิตของมะขามเปรี้ยว

ถ้าปลูกในที่ร่ม มะขามจะไม่โตและไม่ติดฝัก และถ้าบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยมากจนเกินไปก็จะติดฝักน้อยด้วยเช่นกัน ส่วนการเตรียมหลุมปลูกสำหรับดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข็ง ในช่วงแรกให้ขุดหน้าดินให้กว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร หาเศษหญ้า ปุ๋ยคอก (มูลวัว) มารองก้นหลุม ถ้าดินในที่นั้นแห้งแล้ง น้ำน้อย ให้ใส่กาบมะพร้าวชิ้นใหญ่ๆ ลงไปที่ก้นหลุมด้วย กลบดินตามเดิม แล้วขุดดินขึ้นมาแค่ 1 หน้าจอบ แล้วนำต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้รอยทาบกิ่ง 1 สัปดาห์ หลังจากลงปลูกจึงกรีดผ้าเทปที่ทาบกิ่งออก และต้องใช้ไม้ช่วยค้ำต้นกันลมด้วย จากนั้นจึงรดน้ำ วันละ 1 ครั้ง ในช่วงแรกๆ หลังจากนั้น ค่อยทิ้งช่วงประมาณ 6 เดือน

หลังจากปลูกให้ใส่ปุ๋ยคอก แต่ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 100-200 กรัม/1 ต้น ใน 1 ปีแรก

แบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ 6 เดือน/ครั้ง สำหรับปีต่อๆ ไป ให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามทรงพุ่มของต้น

ในการดูแลนั้นเหมือนไม้ผลทั่วๆ ไป เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ถ้าจะให้มะขามติดฝักต้องหยุดการให้น้ำและปุ๋ยจะทำให้ต้นทิ้งใบในช่วงหน้าร้อน พอเข้าสู่ต้นช่วงฝน ต้นมะขามจะแตกใบอ่อนพร้อมกับการออกดอกและติดฝัก

หลังจากออกดอกติดฝักจึงบำรุงต้นโดยการรดน้ำ ใส่ปุ๋ยและเด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้าง ถ้าเกิดช่วงปีแรกหากเราเก็บฝักไว้มากเกินไป จะทำให้ต้นโทรมได้ เพราะเมื่อมะขามติดฝักแล้วต้นจะเริ่มโตช้าลง โดยจะนำอาหารไปเลี้ยงฝักหมด เมื่อมะขามให้ฝักเราสามารถใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง พร้อมกับมูลวัวจะช่วยให้ฝักมีขนาดใหญ่ และน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

สูตรมะขามแช่อิ่ม

คุณสร้อยสน ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนมะขามเปรี้ยวยักษ์ ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ยังได้กล่าวถึงการทำมะขามแช่อิ่ม สูตรเลิศรสถึงท่านผู้อ่านด้วย โดยมีส่วนผสม ดังนี้

– มะขามสดฝักใหญ่ 1 กิโลกรัม ประมาณ 4 ฝัก

– น้ำต้มเดือด

– น้ำปูนใส 5 ถ้วย

– น้ำเกลือ (เกลือ ครึ่งถ้วย/น้ำ 5 ถ้วย )

– น้ำเชื่อม

– น้ำตาลทราย ครึ่งกิโลกรัม

– เกลือป่น ครึ่งช้อนชา

– น้ำ 3 ถ้วย

วิธีทำ

นำมะขามใส่หม้อ ต้มน้ำให้เดือด taniavaughan.com เทลงในหม้อที่ใส่มะขาม ให้ท่วมฝักมะขาม ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที เทน้ำออกให้หมด แช่น้ำเย็นทันที แกะเปลือกออก
นำมะขามที่แกะเปลือกออกแล้ว แช่ในน้ำปูนใส ประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วนำไปล้างด้วยน้ำอีกครั้ง
แช่ในน้ำเกลือ ประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำ ตั้งไฟพอเดือด ให้น้ำตาล เกลือ ละลายหมด กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ให้เย็น
นำมะขามลงแช่ ให้น้ำเชื่อมท่วมมะขาม พักไว้ 1 วัน วันที่ 2 นำมะขามขึ้นจากน้ำเชื่อม นำน้ำเชื่อม อุ่นให้เดือด พักไว้ให้เย็น ใส่มะขามลงแช่ใหม่ ทำเช่นนี้ 3-4 วัน แต่วันหลังๆ ควรเพิ่มน้ำตาลอีกเล็กน้อย
ข้อแนะนำ

– น้ำร้อนช่วยทำให้แกะเปลือกมะขามออกได้ง่ายขึ้น แต่อย่าแช่นานเกินไป จะทำให้มะขามสุกเปื่อย

– แช่มะขามในน้ำปูนใส เพื่อต้องการให้กรอบและแช่ในน้ำเกลือเพื่อให้มะขามลดความเปรี้ยวลง

– มะขามแช่อิ่มที่ดีจะต้องกรอบ รสเปรี้ยวๆ หวานๆ

– น้ำเชื่อมสูตรนี้ ใช้ทำมะยม มะดัน มะม่วงดิบ มะปรางดิบ หรือผลไม้อื่นแช่อิ่มได้

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่และรับซื้อฝักสดด้วย สนใจติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 943-0793

คุณองค์อร พิพัฒธาดา อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/1 หมู่ที่ 13 บ้านนาไผ่ ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 โทร. (089) 501-3332 เป็นหญิงแกร่งผู้ต่อสู้กับชีวิตด้วยความมุ่งมั่น จัดระบบนาข้าวอินทรีย์จนประสบผลสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาด และเป็นผู้สร้างเครือข่ายช่วยเหลือเพื่อนๆ เกษตรกรอาชีพเดียวกันให้รวมกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง จนได้รับรางวัลเป็นแรงหนุน นับเป็นเกษตรกรดีเด่นและเกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer) ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรชาวนาไทย