แต่ละฟาร์มแบ่งกันครับ ช่วยกันทดลอง แต่เอาผลการทดลอง

มารวมกันหาข้อสรุปร่วมกัน ใช้เวลาราว 2 ปี จึงได้คำตอบ 2 อย่างอย่างแรกคือ สมมติฐาน “เป็นจริง” การให้ปลาตาเดียวกินอาหารผสมน้ำส้ม ทำให้เนื้อปลาตาเดียวมีรสส้มฝังเข้าเนื้อได้จริง

อย่างที่สอง ค้นพบสูตรที่เหมาะสมว่าควรผสมอาหารเท่าไหร่ และน้ำส้มเท่าไหร่ ที่จะให้ผลสูงสุดในการเปลี่ยนเนื้อปลาตาเดียว ให้มีรสส้มสมใจนึก

หลังการอดทนรอคอย หมู่บ้านประมงแห่งนี้ ก็มีสินค้าเชิดหน้าชูตา กลายเป็นจุดขาย เป็นแบรนด์ท้องถิ่น นั่นคือ “ปลาตาเดียวรสส้ม” ซึ่งหากินที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่เท่านั้น

ฟังแล้วอะเมซิ่งไหมครับ การตั้งสมมติฐาน แล้วทดลอง เพื่อหาคำตอบ เราเรียกวิธีการนี้ว่าเป็นการ “วิจัย” รูปแบบหนึ่ง

แทนที่จะมาเรียกร้องโวยวายให้ช่วยอย่างเดียว เขาเริ่มต้นด้วยการ “คิด” แล้วก็คิด คิด คิด คิด…

ตั้งสมมติฐาน ทดลอง ทำวิจัยด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอภาครัฐมาบอก ผลสำเร็จผมเชื่อว่าเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันทั้งชุมชน เพราะเขาช่วยกัน ทุกคนมีส่วนร่วม เวลาพูดถึงผลิตภัณฑ์นี้ เป็นนวัตกรรมทางการเกษตร ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “ปลาตาเดียว” การโดนคู่แข่ง ส่งปลาตาเดียวราคาถูกเข้ามาแย่งชิงตลาด ก็ไม่มีผลต่อไป เพราะปลาตาเดียวของคามาเอะ “มีมูลค่าเพิ่ม”

ผมอยากเห็นเกษตรกรไทย แก้ปัญหาแบบนี้บ้างครับ และก็อยากเห็นเจ้าหน้าที่ผู้ส่งเสริมด้านการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรเริ่มต้นจากการ “คิด” ไม่ใช่จากการ “ถาม” ว่าจะปลูกอะไร หรือเลี้ยงสัตว์อะไร แล้วก็แห่ทำตามกัน ถึงเวลาผลผลิตออกมามโหฬาร ไม่มีตลาด ก็ต้องมาเรียกร้องให้รัฐช่วยซื้อ

บางทีผมเองก็สงสัยว่า ในเมื่อปลูกแล้วราคาไม่ดี ทำไมไม่เลิก ไม่เปลี่ยน ไม่หาสิ่งอื่นมาทดแทน

หรือเราเคยชินกับการเสนออ้อมแขนมาช่วยอุ้มจากภาครัฐจนชิน จนไม่สามารถคิดเองได้

ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ได้โง่ ถ้าเราจะคิด เราก็คิดได้ไม่แพ้ใครในโลก เพียงแต่เราไม่ถูกสนับสนุนให้ทำเช่นนั้น แล้วก็มีคนชอบมาสปอยล์ให้เราไม่คิด แค่เรียกร้องก็ได้รับ

ถ้าการเดินไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 เกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถงัดมาสู้ชาวโลก ด้วยการมีสมาร์ตฟาร์มเมอร์ เรื่องนี้คงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจนะครับ

เมื่อใดที่เราประสบปัญหา อย่าเริ่มต้น “เรียกร้อง” แต่หันมา “ช่วยกันคิด” แล้วช่วยกันลองทำ เราก็สามารถมีสินค้าดีๆ ไอเดียโดนๆ ไม่แพ้คนญี่ปุ่นแน่นอนครับ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2559 หรือ Thailand Research Expo 2016 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 17-21 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศด้วยองค์ความรู้ด้านงานวิจัย

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่ วช. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 11 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการ องค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม อันเป็นการตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

การพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย อันเป็นผลงานวิจัยของ นิฏฐิตา เชิดชู วีระศักดิ์ ชื่นตา และ ขนิษฐา แซ่ลิ้ม ในสังกัดหน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็น 1 ใน 600 ผลงาน ที่นำมาร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้

วัตถุประสงค์ในการพัฒนาและศึกษาประโยชน์ของระบบบริหารจัดการฟาร์มกุ้งก้ามกรามอัจฉริยะด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบไร้สาย คณะผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า เพื่อออกแบบสร้างเครื่องวัดคุณภาพน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งประกอบด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับออกซิเจนละลาย ค่าความเป็นกรด-ด่าง และอุณหภูมิ ทั้งนี้ ผลการตรวจวัดจะแบ่งคุณภาพน้ำออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปกติ เฝ้าระวัง และวิกฤต ซึ่งข้อมูลระดับคุณภาพจะถูกนำไปสั่งการทำงานของเครื่องตีน้ำ

พร้อมกันนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้พัฒนาระบบให้อาหารกุ้งแบบอัตโนมัติ โดยคำนวณและสั่งการที่สัมพันธ์กับช่วงเวลา และปริมาณการให้อาหารและระดับคุณภาพน้ำ

ข้อมูลจากการทำงานของระบบเซ็นเซอร์จะถูกผ่านระบบไร้สายไปยังเครื่องแม่ข่ายที่สถานีฐานในฟาร์ม เพื่อจัดทำเป็นรายงานและแจ้งเตือนผ่านระบบโทรศัพท์มือถือไปยังเจ้าของฟาร์ม

คณะผู้วิจัยได้นำระบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นไปติดตั้งเพื่อทดสอบหาประสิทธิภาพ ณ ฟาร์มดอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามผสมกุ้งขาว โดยทำการทดสอบ 2 รอบการเลี้ยง รอบการเลี้ยงละ 2 บ่อ แบ่งเป็นบ่อทดลองที่เลี้ยงด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นและบ่อควบคุมที่ใช้วิธีการเลี้ยงแบบเดิม จำนวนอย่างละ 1 บ่อ

ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่นำเสนอสามารถช่วยลดความเสียหายของการเลี้ยงที่เกิดจากปัญหาอันเนื่องมาจากคุณภาพน้ำที่มักจะส่งผลการเลี้ยงกุ้งไม่สามารถดำเนินการไปได้ครบรอบการเลี้ยงตามปกติ จากผลการทดลองพบว่า บ่อทดสอบที่ใช้ระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ สามารถยืดอายุการเลี้ยง จาก 74 วัน เป็น 89 วัน และยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบดั้งเดิม คิดเป็น 12.55 เปอร์เซ็นต์ และ 73.3 เปอร์เซ็นต์

จากผลงานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาคุณภาพน้ำเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการเลี้ยงกุ้ง การมีระบบที่สามารถบริหารจัดการควบคุมคุณภาพน้ำแบบเวลาจริง เป็นสิ่งจำเป็นหากเกษตรกรต้องการเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต นอกจากข้อดีของระบบที่สามารถยืดจำนวนวันของรอบการเลี้ยงได้ เมื่อเทียบกับบ่อควบคุม ระบบที่นำเสนอยังสามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการตีน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการฟาร์มจะช่วยให้การดูแลคุณภาพการเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หากสนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายและสมองกลฝังตัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เลขที่ 85 ถนนมาลัยแมน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 109-300 ต่อ 3000

เมื่อเร็วๆ นี้ บมจ. มติชน และนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้ ครั้งที่ 8 ณ สุนีย์ ทาวเวอร์ ซิตี้ มอลล์ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมจัดเวทีเสวนาเกษตรชี้ช่องรวย กับ “กล้วยน้ำว้า-มะละกอ” ไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่กำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศได้รับชมการถ่ายทอดสดจากเวทีเสวนาผ่านทางเฟซบุ๊ก “khaosod” ปรากฏว่า มีผู้สนใจรับชมการถ่ายทอดสดตลอด 2 วัน นับแสนราย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเปิดชมวิดีโอย้อนหลังทางเฟซบุ๊ก khaosod ได้ทุกวัน

มะละกออีสาน ปลูกกินเองได้ ปลูกขายรวย

สำหรับการเสวนาเกษตรสัญจร หัวข้อ “มะละกออีสาน ปลูกกินเองได้ ปลูกขายรวย” ดำเนินรายการโดย คุณวิไล อุตส่าห์ นักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี และมีวิทยากรร่วมให้ความรู้เรื่องมะละกอ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่

คุณธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ บรรยาย เรื่อง “มะละกอแขกดำศรีสะเกษ พืชพรรณล้ำค่าประจำถิ่นอีสาน ปลูกทำส้มตำได้ ปลูกกินสุกดี” คุณธวัชชัย กล่าวว่า ทางศูนย์วิจัยฯ ได้วิจัยพัฒนามะละกอแขกดำศรีสะเกษรุ่นแรก เมื่อประมาณ 20 ปี ที่แล้ว ข้อดีของมะละกอแขกดำศรีสะเกษคือ ใช้งานได้ตลอดช่วงอายุ กินดิบก็ได้ กินสุกก็ดี ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปก็ได้ สร้างโอกาสการขายแก่เกษตรกร หลังจากมะละกอออกดอกแล้ว ประมาณ 1-2 เดือน หากมะละกอราคาดี เกษตรกรก็จะเก็บผลดิบออกขาย หากช่วงไหน มะละกอดิบมีราคาถูก ก็จะเลี้ยงผลมะละกอจนครบ 4 เดือน เพื่อขายในรูปผลสุก หากเก็บผลก่อนถึงระยะผลสุก ก็จะส่งขายเข้าโรงงาน

โดยธรรมชาติของต้นมะละกอ หลังจากเก็บผลดิบออกขายแล้ว จะติดดอกรุ่นใหม่ทันที ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอดิบได้ผลผลิตต่อไร่สูง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายรุ่นต่อปี และไม่เปลืองปุ๋ย หากเก็บผลสุกออกขาย ก็ต้องใช้ปุ๋ยเยอะกว่า และใช้เวลาปลูกดูแลนาน ทั้งนี้ คนไทยมีนิสัยใจร้อน จึงพยายามปรับปรุงพันธุ์มะละกอให้มีอายุน้อยลง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไวขึ้น

เนื่องจากภาครัฐยังไม่เปิดโอกาสให้นักวิจัยพัฒนาดัดแปลงพันธุกรรมพืช (GMOs) จึงต้องพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชโดยใช้วิธีธรรมชาติ เพื่อพัฒนาพันธุ์มะละกอให้มีความทนทานต่อโรคมากขึ้น โดยเฉพาะโรคไวรัสจุดวงแหวน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกมะละกอ โรคไวรัสจุดวงแหวน สาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ที่แพร่กระจายในอากาศ อาจเกิดจากการติดเชื้อปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์ก่อนการนำมาปลูก โรคชนิดนี้ยังไม่มียาต้านทานไวรัส ไม่มียารักษา เปรียบเสมือนโรคเอดส์มะละกอ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้พันธุ์มะละกอคุณภาพดีและวิธีเขตกรรม นับเป็นทางเลือกที่ช่วยป้องกันโรคไวรัสจุดวงแหวนได้เช่นกัน

โดยทั่วไป มะละกอแขกดำศรีสะเกษ มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ปลูกดูแลง่าย มะละกอคอแรกมีความสูงเฉลี่ย 2 เมตรเศษ ผลล่างติดตั้งแต่ความสูง 1.20 เมตรขึ้นไป มะละกอแขกดำศรีสะเกษของทางศูนย์วิจัยฯ ผลิตในลักษณะสายพันธุ์บริสุทธิ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกขยายพันธุ์ได้ในรุ่นต่อไป

ทุกวันนี้ มะละกอแขกดำของศูนย์วิจัยฯ ผลิตมากเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของตลาด เกษตรกรทั่วประเทศสนใจสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอแขกดำศรีสะเกษเข้ามาเป็นจำนวนมาก ต้องรอคิวสั่งจองกันล่วงหน้าข้ามปี มะละกอแขกดำศรีสะเกษ เปิดตัวมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ยังขายดีจนถึงทุกวันนี้ น่าจะการันตีคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี

มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีอายุยืน หากไม่เป็นโรคจะมีอายุเก็บเกี่ยวยาวนานถึง 10 ปี สมัยก่อนต้นมะละกอมีความสูงประมาณตึก 3 ชั้นทีเดียว ขนาดลำต้นใหญ่เท่ากับต้นมะม่วง ปัจจุบัน ปรับปรุงให้ต้นมะละกอมีอายุสั้นลง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น ในอนาคต นักวิจัยอาจปรับปรุงพันธุ์ต้นมะละกอให้มีลักษณะใบที่สั้นลง เพื่อเพิ่มจำนวนปลูกต่อไร่ให้ได้มากขึ้น ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ก็จะสูงขึ้น รวมทั้งพัฒนาคุณภาพเนื้อมะละกอให้มีความกรอบ มีรสหวานมากขึ้นด้วย

ทางศูนย์วิจัยฯ ได้พยายามพัฒนาปรับปรุงมะละกอแขกดำศรีสะเกษรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น และตอบสนองความต้องการของตลาด เนื่องจากทุกวันนี้ ไม่มีมะละกอที่มีเนื้อสีแดงเข้มวางขายในท้องตลาดเลย ทางศูนย์วิจัยฯ จึงเน้นพัฒนามะละกอแขกดำศรีสะเกษเวอร์ชั่นใหม่ ที่มีเนื้อสีแดงจัด เป็นจุดขาย แล้วยังพัฒนาให้มีลักษณะข้อถี่ขึ้น มีลักษณะบั้นท้ายอวบ รูปทรงสวยคล้ายผู้หญิง รวมทั้งปรับปรุงพันธุ์ให้มีลำต้นเตี้ยลง เพื่อป้องกันการหักโค่นล้มจากลมพายุ ที่เกิดขึ้นบ่อยในพื้นที่ภาคอีสานและช่วยให้ง่ายต่อการดูแลเก็บเกี่ยวผลผลิต หากใครสนใจมะละกอแขกดำพันธุ์ใหม่ อดใจรออีก 2-3 ปี ได้มีโอกาสทดลองปลูกแน่นอน

ด้าน คุณละไม ยะปะนัน นักปรับปรุงพันธุ์มะละกอและผู้จัดการงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพตราศรแดง ได้กล่าวว่า บริษัทใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงมะละกอพันธุ์ส้มตำโดยวิธีธรรมชาติถึง 15 ปี จนได้มะละกอพันธุ์ดี ที่มีลักษณะเด่นคือ ลำต้นใหญ่ แข็งแรง การติดผลดก ความสูงของดอกแรกต่ำ มีจำนวนข้อมาก ให้ผลผลิตสูง มีช่อใหญ่ และมี 2-3 ผล ต่อช่อดอก ผลผลิตสูงสุดถึงต้นละ 150 ผล

มะละกอลูกผสม พันธุ์ส้มตำถูกใจตลาด โดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้าส้มตำ เพราะมะละกอพันธุ์นี้มีเนื้อกรอบ อร่อย เก็บไว้ 5-7 วัน ยังมีคุณภาพดี และมะละกอพันธุ์นี้มีคุณภาพดีถูกใจเกษตรกรด้วยเช่นกัน เพราะมีจุดเด่นในเรื่องความดก 1 ขั้ว จะติดผลถึง 3 ผล ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวจัดและร้อนจัด ที่สำคัญทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวน ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และโรครากเน่า ผลเน่า ได้ดี ทนทานต่อการขนส่ง ให้ผลเร็ว อายุการเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน ทรงผลยาว 33-35 เซนติเมตร สีเนื้อเป็นสีเหลือง น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 1.5 กิโลกรัม ความหวาน 13-14 บริกซ์

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกมะละกอ พันธุ์ส้มตำได้ จำนวน 213 ต้น โดยปลูกในระยะ 3×2.5 เมตร จะได้ผลผลิตต่อต้น เฉลี่ย 80-100 ผล น้ำหนักผล เฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม หรือประมาณ ต้นละ 120 กิโลกรัม คำนวณผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 25,560 กิโลกรัม หรือ 20-25 ตัน ต่อไร่ เกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเฉลี่ย กิโลกรัมละ 4บาท หรือประมาณ 80,000-100,000 บาท ต่อไร่ กล่าวได้ว่า มะละกอลูกผสม “พันธุ์ส้มตำ” เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออก

นอกจากนี้ ทางบริษัทได้พัฒนามะละกอพันธุ์กินสุก ที่มีลักษณะเด่น คือ มะละกอลูกผสม พันธุ์มะม่วง ที่มีลักษณะเด่นคือเนื้อเหลืองทอง มีกลิ่นหอม อร่อยมาก น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ความหวาน 13-14 บริกซ์ เมื่อนำไปกินกับข้าวเหนียวมูนก็ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อม ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับการกินข้าวเหนียวมะม่วง หากใครสนใจมะละกอลูกผสมของศรแดงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่เบอร์โทร. (02) 831-7777

คุณอภิชาติ นาคประสงค์ เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอในภาคอีสานมานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ได้ 200 ต้น ให้ผลผลิต ต้นละ 50 ผล ขายในราคาขั้นต่ำ ผลละ 10 บาท จะมีรายได้จากผลผลิต ต้นละ 500 บาท เท่ากับรายได้ขั้นต่ำ เฉลี่ยไร่ละ 100,000 บาท ต่อปี แต่ตอนนี้ มะละกอฮอลแลนด์ ซื้อขายในราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท เท่ากับมีรายได้ ไร่ละ 300,000 บาท หากใครอยากมีรายได้ ปีละ 500,000 บาท ก็ลงทุนปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์สัก 5 ไร่ และขอแนะนำให้รวมกลุ่มเกษตรกรปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ คนละ 2 ไร่ ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างพลังต่อรองซื้อขายผลผลิตกับแม่ค้าได้ดีขึ้น

การปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ได้สร้างเศรษฐีมาแล้วหลายราย การปลูกมะละกอให้ได้ผลดี ต้องเริ่มจากเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม เน้นสภาพพื้นที่ดอน ระบายน้ำได้ดี และมีแหล่งน้ำเพียงพอ อาจใช้แหล่งน้ำบ่อบาดาลได้ หากอยู่ใกล้ริมห้วยหรือแม่น้ำก็ยิ่งดี หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงกับปัญหาน้ำท่วมขัง หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ สามารถพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณอภิชาติ ได้ที่เบอร์ โทร. (088) 529-2956 ได้ทุกวัน แต่อย่าโทร.เกินเวลา 21.00 น. เพราะจะรบกวนเวลาพักผ่อนส่วนตัว

สร้างอาชีพ-รายได้ อย่างมั่นคงด้วย กล้วยน้ำว้า

ส่วนเวทีเสวนา เรื่อง “สร้างอาชีพ-รายได้ อย่างมั่นคง ด้วย กล้วยน้ำว้า” คุณวิไล ทำหน้าที่ดำเนินรายการ ส่วนผู้ที่มาให้ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยคือ คุณศิลาพร สิงหรักษ์ รองประธานกลุ่มแม่บ้านฯ เกาะคู จังหวัดพิษณุโลก และ คุณณัชคิรากร ดำชมทรัพย์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 จังหวัดฉะเชิงเทรา วิทยากรทั้ง 2 ต่างยืนยันตรงกันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะกล้วยเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาด โดยเฉพาะทั้งตลาดผลสดและแปรรูป ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ทั้งในประเทศและส่งออก

คุณศิลาพร บอกว่า ปีนี้แหล่งปลูกกล้วยน้ำว้าหลายจังหวัดเจอปัญหาภัยแล้งรุนแรง ทำให้ต้นกล้วยเจอปัญหาหักคอ เสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดค่อนข้างน้อย กล้วยน้ำว้าปีนี้จึงมีราคาแพงมาก จูงใจให้เกษตรกรเร่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามากขึ้น ราคาหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องจากเดิมที่เคยซื้อขายในราคา หน่อละ 15 บาท ก็ปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็น หน่อละ 20 บาท

ด้าน คุณณัชคิรากร กล่าวว่า การปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่องไม่ใช่เรื่องยาก ปลูกในระยะ 3×4 เมตร หากอยากได้กล้วยหวีใหญ่ ต้องปลูกให้พื้นที่กว้างหน่อย จะช่วยคุณภาพของกล้วยได้ ก่อนปลูกควรตรวจสอบสภาพดินว่า เป็นดินแบบไหน หากทำในลักษณะแปลงปลูกแบบยกร่อง จะทำให้ปลูกดูแลให้น้ำได้ง่ายหน่อย เพราะต้นกล้วยต้องการน้ำมาก ปลูกแค่ 8 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว นอกจากขายเครือกล้วยแล้ว ยังขายหน่อกล้วยได้อีก ในราคา หน่อละ 25 บาท เรียกว่า ปลูกกล้วยขายได้ดีมีกำไรหลายทาง

เรื่องกล้วยน้ำว้า ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมาก SBOBETSIX.COM เสียดายพื้นที่น้อยไปหน่อย ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมของวิทยากรแต่ละท่านอย่างละเอียดอีกครั้ง โปรดติดตามอ่านได้ในตอนต่อไปค่ะ ปัจจุบันในโลกเรา มีการบริโภคข้าวเพียง 2 ชนิด คือ ชนิดอินดิก้า (Indica Type) เป็นข้าวเมล็ดยาว อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ชนิดจาโปนิก้า (Japonica Type) เป็นข้าวเมล็ดสั้น

ข้าวอินดิก้า มีเมล็ดเรียว ยาว ปลูกและบริโภคในเขตร้อนชื้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอัสสัม-ยูนนาน รอยต่อระหว่างจีนกับอินเดีย ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีใบสีเขียวซีด โค้งโน้มต่ำลง ไม่ตั้งตรง ลำต้นสูง และเป็นชนิดที่ตอบสนองต่อช่วงแสง คือจะออกดอกในช่วงฤดูหนาว ที่เวลากลางวันสั้นกว่าเวลากลางคืน ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชนิดอินดิก้า ส่วน ข้าวจาโปนิก้า ปลูกอยู่ในญี่ปุ่น จีนตอนเหนือ ไต้หวัน และเกาหลี ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีเมล็ดป้อม สั้น ค่อนข้างกลม เมื่อหุงต้มแล้วไม่มีกลิ่น เกาะตัวกันคล้ายข้าวเหนียว ลำต้นเตี้ย ใบตั้ง แตกกอดี ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง แต่จะตอบสนองต่ออุณหภูมิ ตัวอย่าง เมื่อนำข้าวชนิดดังกล่าวมาปลูกที่สถานีทดลองข้าวบางเขน เขตจตุจักร ซึ่งมีอากาศร้อนกว่าที่ญี่ปุ่น ปลูกไปได้เพียง 45 วัน ข้าวก็จะออกดอก หากต้องการปลูกให้ได้ผลดี ต้องนำไปปลูกที่ภาคเหนือของไทย ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น

โดยธรรมชาติแล้ว ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น ผลผลิตของพืชหรือต้นไม้จะสูงกว่าพืชในเขตร้อน ด้วยในเขตหนาวอุณหภูมิกลางคืนกับกลางวันแตกต่างกันหลายองศาเซลเซียส อีกทั้งบางช่วงพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา ทำให้เวลากลางวันค่อนข้างยาวนาน ช่วยให้ขบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลจึงมีมาก ในขณะที่เวลากลางคืนมีอากาศเย็น ขบวนการหายใจที่ต้องดึงเอาแป้งและน้ำตาลไปเผาไหม้ ในระดับต่ำกว่าพืชในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแทบไม่ต่างกัน ดังนั้น ปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ส่งไปเก็บยังผล ลำต้น หรือที่หัวของพืชในเขตหนาว จึงมีมากกว่าพืชในเขตร้อน ตามที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าญี่ปุ่นมีความสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณต่อพื้นที่สูงมากก็ตาม แต่ญี่ปุ่นก็ปลูกข้าวได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น ฮือฮา ประติมากรรมจากหินทรายอาชีพที่เริ่มสูญหาย พ่อเฒ่าวัย 62 ปี ชาวบ้านตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ใช้เวลาว่างจากการทำไร่ข้าวโพดสร้างงานแกะสลักจากหินทรายเป็นอาชีพเสริม โดยทำมานานกว่า 39 ปี ซึ่งอาชีพนี้นับวันเริ่มเลือนหาย เนื่องจากมีผู้สืบทอดน้อย

โดยนายเกตุ บัวงาม อายุ 62 ปี ชาวบ้านตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ชาวไร่ข้าวโพดที่ใช่เวลาว่างในการทำไร่ มารับจ้างแกะสลักหินทราย เป็นประติมากรรมรูปสัตว์ เช่น กวาง สิงห์ เป็นต้น รวมทั้งพระพุทธรูป ธรรมจักร และลูกนิมิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาชีพที่เริ่มหาคนทำได้ยาก ทำให้นายเกตุถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งที่ยังสืบทอดอาชีพนี้ให้เห็นในพื้นที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก