แต่หลังจากปลูกพริกทั้งสองสายพันธุ์ได้สักระยะหนึ่งนั้น พบว่า

พริกซุปเปอร์ฮอทมีปัญหาเรื่องการเก็บซึ่งเป็นพริกเม็ดเล็ก การเก็บจะค่อนข้างช้า ทำให้แรงงานที่จ้างเก็บไม่อยากเก็บพริกพันธุ์นี้เท่าไรนัก แม้ค่าจ้างจะแพงกว่าการเก็บพริกฮอท ชิลลี่ ก็ตาม ซึ่งตอนนั้นจ้างเก็บ กิโลกรัมละ 5 บาท สมาชิกจึงตกลงกับทางบริษัทผู้รับซื้อว่าขอปลูกพริกฮอท ชิลี่ เพียงพันธุ์เดียวเท่านั้น เนื่องจากเก็บเกี่ยวได้ง่ายกว่าเพราะเป็นพริกเม็ดใหญ่ คนรับจ้างเก็บก็ชอบเก็บ

ซึ่งตอนนี้จ้างเก็บพริก กิโลกรัมละ 2 บาท คนรับจ้างเก็บตอนนี้สามารถเก็บได้ วันละ 100 กิโลกรัม ขึ้นไป ก็จะมีรายได้ 200-300 บาท ต่อวัน หลังการเก็บแล้วก็จะขนย้ายมาในร่มเพื่อมาเด็ดขั้วพริกออก แรงงานก็จะได้ค่าจ้างเด็ดขั้วพริกอีก กิโลกรัมละ 1 บาท พร้อมคัดแยกเกรดพริก ซึ่งเป็นต้นทุนเบื้องต้นสำหรับการเก็บพริก คือ 3 บาท ต่อกิโลกรัม ก็ได้แรงงานในหมู่บ้านที่ว่างเว้นจากงานหรือว่างจากงานไร่ตัวเองก็จะหารายได้เสริม คือการรับจ้างเก็บพริก สร้างรายได้ให้กับชุมชน

พริกตอนนี้ที่ตกลงกับทางบริษัทที่รับซื้อ คือ เก็บพริกสุกสีผลแดงพร้อมเด็ดขั้ว ราคารับซื้อที่ทางโรงงานรับประกันคือ พริกเกรดเอ ผิวสวย กิโลกรัมละ 14-18 บาท ส่วนพริกตกเกรด คือ ผิวมีตำหนิบ้างเล็กน้อย ไม่เน่า ไม่เสีย กิโลกรัมละ 6 บาท ซึ่งทางโรงงานนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำพริกสำเร็จรูปสูตรต่างๆ แล้วส่งขายทั้งในและต่างประเทศ นำพริกไปทำซอสพริก

พริก หลังย้ายกล้าปลูก เพียง 2 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ก็จะต้องบำรุงรักษาใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรู ก็จะเก็บผลผลิตพริกได้ยาวนานไปอีก 5-8 เดือน อย่างที่นี่เมื่อถึงช่วงหน้าร้อน ราวๆ เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ก็จะหยุดรื้อแปลง ไถพักดินหรือปลูกพืชผักหมุนเวียนแทน แล้วจะเริ่มกลับมาปลูกพริกอีกครั้งราวช่วงเดือนสิงหาคม

เรื่องของเมล็ดพันธุ์ หรือสายพันธุ์ ทางบริษัทจะจัดหามาให้ เพื่อให้เกษตรกรปลูกพริกสายพันธุ์ที่ทางโรงงานต้องการ ซึ่งเกษตรกรก็จะต้องนำเมล็ดพริกมาเพาะกล้าอีกทีหนึ่ง แต่ปัจจุบันเพื่อความสะดวกและเพื่อความแม่นยำในการวางแผนการผลิต ทางกลุ่มได้ซื้อกล้าพันธุ์พริกที่เขารับจ้างเพาะมาใช้เลย เนื่องจากคำนวณต้นทุนแล้วกับที่เกษตรกรต้องมาเพาะกล้าพริกเอง ดูแลรักษากล้า ต้นทุนก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ซึ่งตอนนี้ราคาต้นพันธุ์พริกที่เพาะมาพร้อมปลูก ราคาต้นละ 1 บาท มาส่งพร้อมปลูกได้เลย

หลังจากคุยกับทางบริษัทแล้ว เราก็จะมารวบรวมสมาชิกว่าในฤดูกาลต่อไปแต่ละคนจะปลูกพริกในพื้นที่เท่าไร เพื่อจะได้ทราบจำนวนผลผลิตพริกเบื้องต้น และจำนวนกล้าพันธุ์ที่จะต้องสั่ง ซึ่งเบื้องต้นจะให้สมาชิกในกลุ่มปลูกคนละไม่เกิน 3 ไร่ เพื่อควบคุมคุณภาพของผลผลิต ซึ่งสมาชิกที่ส่วนมากใช้แรงงานในครอบครัวนั้นจะได้ดูแลพริกอย่างทั่วถึง แปลงปลูกพริกนั้นตอนนี้จะปลูกแบบแถวคู่ ขึ้นแปลงกว้าง ประมาณ 1 เมตร ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 45×45 เซนติเมตร เว้นทางเดินระหว่างแปลง กว้าง 1 เมตร

เกษตรกรสมาชิกในกลุ่มตอนนี้ที่ทำกันมา พบว่ามีรายได้ดีกว่าการทำนามากเมื่อเทียบพื้นที่กัน อย่างการปลูกพริกตอนนี้ทุกคนจะมีรายได้เฉลี่ยแบบกลางๆ ต่อไร่ 50,000-60,000 บาท แต่เกษตรกรในกลุ่มบางคนสามารถผลิตออกมาได้ผิวดี เกรดเอเยอะมาก ออกดอกติดผลดก ไม่โดนโรคและแมลงรบกวนมากนัก สามารถสร้างรายได้ 100,000 บาท ต่อไร่ มาแล้ว

หลังปลูกแล้วราว 25 วัน ก็จะแต่งหรือรูดแขนงที่โคนต้นออกไปเรื่อยๆ ไม่ให้ลำต้นมีแขนง จากพื้นขึ้นไป 20-30 เซนติเมตร เพื่อให้ลำต้นพริกในช่วงแรกอวบอ้วน เมื่อลำต้นสมบูรณ์มันก็จะส่งอาหารขึ้นไปยังยอดได้ดี และไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลงและโรค และพบว่าต้นพริกออกดอกติดผลในช่วงนี้ควรจะต้องเด็ดดอกหรือผลอ่อนบนต้นทิ้งไป

หลังจากที่ยกร่องแปลงพริกเสร็จ ก็จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 หว่านบนแปลงปลูกก่อนเพื่อเป็นปุ๋ยรองพื้น (กรณีรองก้นหลุม ช่วงดังกล่าวพืชจะต้องการสร้างรากเป็นหลัก ธาตุที่มีความจำเป็นสำหรับช่วงนี้คือ P ซึ่งมีอยู่แล้วใน 15-15-15) แล้วหลังจากย้ายกล้าพริกปลูกลงแปลงได้สัก 7 วัน กล้าพริกตั้งตัวได้ดีก็จะเริ่มการให้ปุ๋ยผ่านทางระบบน้ำสายน้ำหยด ปุ๋ยที่ใช้ในการให้ผ่านระบบน้ำไปนั้น เกษตรกรก็ประยุกต์ใช้ปุ๋ยทางดินนำมาละลายในน้ำ เน้นการให้ปุ๋ยผ่านน้ำเป็นหลัก โดยให้ปุ๋ยเคมีผ่านทางระบบน้ำ

ลุงเล็ก อธิบายว่า ทำงานง่าย ไม่ต้องเดินใส่ปุ๋ยเม็ดทั้งแปลงซึ่งเหนื่อยมาก การให้ปุ๋ยต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้ผ่านระบบน้ำซึ่งได้ผลค่อนข้างดีมาก แต่การนำปุ๋ยเคมีแบบเม็ดหรือเราเรียกปุ๋ยทางดิน มาให้ผ่านระบบน้ำหยดนั้น จะมีวิธีการใช้ คือ นำปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 2 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยเคมี 15-0-0 จำนวน 1 กิโลกรัม (ปุ๋ยเคมี 15-0-0 หรือแคลเซียมไนเตรต (Ca NO3) เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุดแหล่งหนึ่ง เนื่องจากละลายง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังให้ธาตุไนโตรเจนได้ด้วย การให้ปุ๋ย 15-0-0 เป็นวิธีการให้แคลเซียมกับพืชที่ดีที่สุด และประหยัดเงินในกระเป๋ามาก คือให้แคลเซียมทางราก เนื่องจากปุ๋ย 15-0-0 ปริมาณแคลเซียมสูงมาก มีไนโตรเจนเป็นของแถม ปุ๋ยสูตรนี้เราต้องการ Ca แล้ว มี N ด้วยปุ๋ยสูตร 15-0-0 คือ แคลเซียมไนเตรต เวลาละลายน้ำ เราจะได้ไนโตรเจนในรูปไนเตรต 15% กับแคลเซียม 19% ทำให้ต้น ใบ แข็งแรง ผิวพริกแข็งแรง ทนต่อโรค)

การใช้ ให้ใส่น้ำให้เต็มถังแล้วใช้ไม้คนน้ำให้ปุ๋ยเคมีละลายในถังน้ำสะอาด 200 ลิตร ไว้ก่อน 1 คืน ซึ่งเช้าขึ้นมาปุ๋ยเคมีที่เราละลายทิ้งไว้จะแยกชั้น ซึ่งกากปุ๋ยจะตกตะกอนอยู่ด้านล่าง ส่วนน้ำปุ๋ยใสๆ เราจะนำไปใช้นั้นเอง เราก็จะเอาสายยางจากปั๊มน้ำดูดปุ๋ย เพื่อให้น้ำปุ๋ยผ่านระบบน้ำไป อัตรานี้เราจะสามารถให้ปุ๋ยกับพริกในพื้นที่ 1 ไร่ ก็จะใช้สูตรนี้ยืนพื้นไปตลอดการปลูกพริก แต่อาจจะมีการให้ปุ๋ยเพิ่มแบบเจาะหยอดลงบนแปลง วิธีการคือ ใช้ไม้แทงลงบนพลาสติกคลุมแปลงให้ขาดทะลุเป็นหลุม แทงช่องว่างระหว่างต้น จากนั้นก็จะหยอดปุ๋ยเม็ดลงไป ประมาณ 1 ช้อนแกง ต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 เพื่อช่วยส่งเสริมกันทั้งทางดินและทางน้ำ

การเก็บพริกส่งโรงงาน

ก็จะนัดหมายกับโรงงานล่วงหน้า เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง อย่างสมาชิกนำผลผลิตมาส่งที่จุดรวมสินค้า เช่น สมมติว่าสมาชิกเอาพริกมาส่ง น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม หลังการคัดเกรดแล้ว ก็จะมีคณะกรรมการในกลุ่มที่ทำหน้าที่จดบันทึกว่าได้เท่าไร เช่น คัดได้ เกรดเอ 80 กิโลกรัม ตกเกรด 20 กิโลกรัม ก็สามารถรู้ยอดของผลผลิตที่ผ่านการคัดเกรดได้ในวันนั้น

หัวใจสำคัญในการค้าขายกับทางบริษัทคือความซื่อสัตย์เรื่องของการคัดแยกผลผลิตพริกจะต้องดี ไม่ปนหรือยัดไส้เอาของไม่ดีปนไป ถ้าตรวจสอบเจอก็จะส่งผลต่อกลุ่มเป็นอย่างมาก สินค้าก็จะเกิดปัญหา เช่น ถูกตีกลับ หรือส่งกลับมาคัดแยกใหม่แล้วกลับไปส่งใหม่ ซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาและเสียค่าขนส่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงงานนั้นอยู่ที่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ดังนั้น การคัดแยกพริกจะต้องมาคัดแยกที่จุดศูนย์รวมเท่านั้น เพื่อควบคุมคุณภาพ การคัดแยกผลผลิตดังที่กล่าวเอาไว้คือ หลังจากเด็ดขั้วพริก แบ่งเป็น 2 เกรด คือ เกรดเอ กับ ตกเกรด ก็จะถูกบรรจุลงถุงที่มีรู ถุงละ10 กิโลกรัม เพื่อขนส่งไปโรงงาน

คุณเล็ก เกตุนาค เล่าว่า พริก 1 ไร่ จะสามารถเก็บผลผลิต เฉลี่ย 4-5 ตัน โดยประมาณ แต่ก็เคยมีสมาชิกที่ทำได้ ไร่ละ 6 ตัน มาแล้ว ถ้าเป็นตัวเงินก็เฉลี่ย 60,000-100,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งจากการพูดคุยกับทางบริษัทหรือโรงงานนั้น ยังมีความต้องการพริกอีกจำนวนมาก ผลผลิตที่ปลูกส่งโรงงานนั้นยังไม่มีความเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบ เกษตรกรหรือสมาชิกในกลุ่มค่อนข้างพอใจในรายได้จากการปลูกพริกป้อนโรงงาน มีการรับซื้อที่แน่นอน ส่วนผลผลิตพริกก็ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรเองและสภาพดินฟ้าอากาศประกอบ

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นมนุษย์เงินเดือนลาออกจากงานประจำ หันมายึดอาชีพเกษตรกรรมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นอย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้คือ ก่อนปลูกพืชชนิดใด จะศึกษาหาความรู้ว่าพืชชนิดนั้นๆ เหมาะกับดินประเภทใด พร้อมหาตลาดรองรับไว้เรียบร้อย ซึ่งเมื่อมีการวางแผนและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบก็สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นานนัก จากนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เป็นผลกำไร ซึ่งถือเป็นรายได้ดีทีเดียว

อย่าง คุณวิชิต ทองประสาร หรือ คุณแมน อายุ 41 ปี เจ้าของ “สวนไผ่ทองประสาร” และ คุณสุภาวดี บุญทศ หรือ คุณมด อยู่ที่ตำบลโคกสำราญ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สองสามีภรรยาที่เคยทำงานในบริษัทเอกชนมาก่อน โดยคุณแมนนั้นเป็นถึงผู้จัดการศูนย์รถยนต์มิตซูบิชิ ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุดท้ายเมื่อปลายปี 2557 ตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เพราะมองว่าแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด แต่ก็คือลูกจ้างอยู่วันยังค่ำ สู้ออกมาทำอาชีพอิสระเป็นเจ้าของกิจการเองดีกว่า ซึ่งวันหนึ่งลูกๆ ก็ยังสามารถสืบทอดต่อไปได้

จุดเด่น ไผ่ตงอินโดฯ

คุณวิชิต เล่าที่มาที่ไปของการปลูกไผ่ตง สายพันธุ์อินโดฯ ว่า ก่อนหน้านี้ได้เริ่มศึกษาหาพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศ และสภาพดินของสวนที่มีอยู่ 4 ไร่ เนื่องจากดินเป็นดินทราย และเป็นที่นาดอน หน้าแล้งจะแล้งมาก พอถึงหน้าฝน น้ำมาเยอะก็ท่วมขัง ขณะที่ไผ่ตงสายพันธุ์อินโดฯ เป็นพืชชนิดเดียวที่ตอบโจทย์สวนแบบนี้ได้ดีที่สุด เนื่องจากปลูกได้ในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ อีกทั้งทนแล้งได้ดี น้ำท่วมไม่ตาย ไฟไหม้ก็ไม่ตาย วิธีการปลูกก็ง่าย ดูแลง่าย โตไว และสามารถจำหน่ายและแปรรูปได้ทั้งหน่อ ลำ และกิ่งพันธุ์ ที่สำคัญไม่ต้องสิ้นเปลืองเรื่องปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีอื่นๆ เพราะไผ่ไม่มีโรคและแมลงรบกวน สามารถปลูกและดูแลแบบออร์แกนิกได้เลย

ใช้เวลาปลูก 7-8 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ และอายุในการเก็บผลผลิตยาวนาน ถือเป็นการลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปีและต่อเนื่องอีกหลายสิบปี

สวนไผ่ทองประสาร ปลูกไผ่ตงอินโดฯ บนเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่ 600 ต้น ที่ยโสธร ส่วนที่อำเภอชัยบาดาล เช่าพื้นที่ปลูกไผ่ตงอินโดฯ อีก 52 ไร่ โดยปลูกแบบไม่พึ่งพาสารเคมีหรือเป็นเกษตรอินทรีย์นั่นเอง ซึ่งคุณวิชิตอธิบายขั้นตอนการปลูกเพื่อให้ได้ต้นไผ่ที่สมบูรณ์ว่า ในการบำรุงรักษานั้น จะต้องพรวนดินรอบกอไผ่ทุกๆ 2-3 เดือน เพื่อกระตุ้นให้ไผ่ออกหน่อ ส่วนการให้ปุ๋ยจะเน้นปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ให้ต้นละ 2-3 กิโลกรัม ต่อเดือน ต่อครั้ง และให้น้ำ 3 วันครั้งในช่วงหน้าแล้ง

ในการขุดหลุมปลูกนั้นตามหลักวิชาการจะต้องขุดหลุม 30 คูณ 30 เซนติเมตร แต่ในความเป็นจริง คุณวิชิต บอกว่า ขุดหลุมให้ลึก 20 เซนติเมตร และกว้าง 20 เซนติเมตร ก็พอ โดยปลูกให้เอียง 45 องศา และเว้นระยะห่างต่อต้น 3 คูณ 3 เมตร

เกษตรกรรายนี้ย้ำว่า ไผ่ตงอินโดฯ ชนิดนี้ไม่มีปัญหาศัตรูพืชระบาด จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใดๆ เลย ผลผลิตหน่อไม้สดจึงเก็บได้ทุกวันและให้หน่อทั้งปี ผลผลิต (หน่อ-ลำ) ที่ได้ จะเน้นนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าก่อนจำหน่ายและจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

หน่อสด แปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้ต้ม เพื่อจัดจำหน่ายกับตลาด ห้าง ร้าน ที่ได้ติดต่อไว้แล้ว
2. ลำไผ่ แปรรูปโดยการเผาถ่าน เพื่อทำถ่านดูดกลิ่นและถ่านอัดแท่ง ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อจัดวางจำหน่ายตามห้าง ร้าน ที่ได้ติดต่อไว้
ในการทำสวนไผ่นี้ เขาใช้เงินลงทุน ประมาณ 100,000 บาท แบ่งเป็นค่ากิ่งพันธุ์ 36,000 บาท เจาะบ่อบาดาล 8,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ ระบบน้ำ-ไฟ-ในที่พัก ประมาณ 55,000 บาท ซึ่งในปีแรกสวนแห่งนี้ก็ได้เงินทุนคืนเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือคือกำไร เพราะไผ่ลงทุนครั้งเดียว

ปลูกแล้วรับซื้อผลผลิต

คุณวิชิต ระบุว่า เนื่องจากสวนไผ่ทองประสารเป็นสวนแรกๆ ในเขตนี้ ที่ส่งเสริมให้ปลูกและรับซื้อผลผลิตคืนด้วย ทางสวนจึงเน้นที่การผลิตและขยายพันธุ์ไว้จำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจไผ่ตงอินโดฯ ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อขยายพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและความต้องการของคู่ค้า ดังนั้น รายได้หลักในช่วง 1-3 ปี ของทางสวนจึงมาจากการขายกิ่งพันธุ์เป็นหลัก โดยขายในราคากิ่งละ 60 บาท ซึ่งเป็นกิ่งพันธุ์ที่ใช้วิธีชำเป็นเวลา 3 เดือน มีรากเต็ม สูงประมาณ 90-100 เซนติเมตร

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้ามาเป็นเครือข่ายของสวนทองประสาร 60-70 ไร่ ในพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในอีสาน ทั้งยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ

ถามถึงปัญหาหรืออุปสรรคในการปลูกไผ่ตงอินโดฯ คุณวิชิต บอกว่ามีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เรื่องศัตรูพืชที่เคยเจอจะมีแค่มดแดงที่มาเกาะกินน้ำหวานจากหน่อไม้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระยะ 15-30 วัน ในช่วงแรกที่ปลูกลงดินจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า พอผ่านช่วงนี้ไปเมื่อรากหากินเองได้ ก็จะไม่ยุ่งยากแล้ว

คุณวิชิต พูดถึงการขายผลผลิตว่า เนื่องจากสวนมีการวางแผนการตลาดไว้ก่อนจะลงปลูกแล้ว แต่ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดหรือร้านค้าที่ติดต่อไว้ล่วงหน้า จึงนำความรู้เรื่องไผ่ที่มีประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจและมาเยี่ยมชมสวนให้เข้าใจ เพื่อเป็นรายได้เสริม นอกเหนือจากการทำนา ปลูกอ้อย และมันสำปะหลัง เพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คุณวิชิต ได้ขยายความให้ฟังว่า กรณีที่เกษตรกรซื้อกิ่งพันธุ์จากสวนไผ่ทองประสาร สิ่งที่เกษตรกรจะได้รับคือ ทางสวนรับประกันกิ่งพันธุ์ ถ้าปลูกแล้วตาย เปลี่ยนคืนให้ฟรี และรับซื้อผลผลิต (หน่อ-ลำ) ที่ได้คืนทั้งหมด โดยประกันราคาตามฤดูกาล สรุปคือ มีตลาดรองรับผลผลิตชัดเจน

หลังจากทางสวนได้รวบรวมผลผลิต (หน่อ-ลำ) ที่ได้จากลูกสวนแล้ว จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

หน่อสด แปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง หน่อไม้ต้มอัดถุงสุญญากาศ เพื่อจัดจำหน่ายให้กับตลาด ห้าง ร้าน ที่ทางสวนได้ติดต่อไว้แล้ว
2. ลำไผ่ แปรรูปโดยการเผาถ่าน เพื่อทำถ่านดูดกลิ่นและถ่านอัดแท่ง ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อจัดวางจำหน่ายตามห้างร้านที่ได้ติดต่อไว้ ซึ่งในระยะแรกขายให้กับโชว์รูมรถยนต์ก่อน เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังมีสินค้าไม่มากนัก จากนั้นจึงจะค่อยขยายกลุ่มลูกค้า
สำหรับแผนในอนาคต คุณวิชิต บอกว่า นอกจากปลูกไผ่ตงอินโดฯ เพื่อสร้างอาชีพและเป็นศูนย์เรียนรู้แล้ว จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางรับซื้อผลผลิตและแปรรูปผลผลิตทั้งหน่อและลำแบบมีมาตรฐานอย่างครบวงจร ไว้รองรับผลผลิตที่ลูกสวนจะส่งกลับมาในอนาคตอีกด้วย

ชี้ค่าตอบแทนดีกว่าพืชอื่น

คุณวิชิต ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะปลูกไผ่ตงอินโดฯ ว่า ไผ่เป็นพืชที่ให้ประโยชน์อย่างมหาศาล มีความสัมพันธ์กับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยมาแต่โบราณ เป็นพันธุ์ไม้ที่มีคุณประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันไผ่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งการปลูกไผ่ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ไผ่ออกหน่อก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ในส่วนของเงินลงทุนนั้น คุณวิชิต ให้รายละเอียดว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ไผ่ประมาณ 150 ต้น โดยกิ่งพันธุ์ราคาต้นละ 60 บาท รวมแล้ว 1 ไร่ ต้องใช้เงิน 9,000 บาท ให้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อเดือน ซึ่งช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาด สามารถเก็บผลผลิตหน่อสดขายได้ตลอดทั้งปีทั้งในและนอกฤดู

การตลาด สามารถส่งเข้าตลาดเจริญศรี ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตลาดสุระ จังหวัดนครราชสีมา และตลาดไท กทม.ราคาผลผลิต (หน่อสด) ขึ้นลงตามฤดูกาล หน้าแล้งตกกิโลกรัมละ 35-60 บาท ส่วนหน้าฝนกิโลกรัมละ 10-25 บาท คิดค่าเฉลี่ยขั้นต่ำทั้งปี อยู่ที่ประมาณ 25-30 บาท ต่อปี

คำนวณแล้ว ใน 1 ไร่ จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 300 กิโลกรัม ต่อเดือน และจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต(หน่อสด) 300 กิโลกรัม ต่อเดือน x 12 เดือน = 3,600 กิโลกรัม ต่อปี ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะมีรายได้ 3,600 x 25 = 90,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าปลูก 4 ไร่ คิดเป็นรายได้ดังนี้ 90,000 x 4 = 360,000 ต่อปี รายได้นี้คือรายได้จากการขายหน่อสดอย่างเดียว ไม่ได้รวมการจำหน่ายหน่อไม้แปรรูป ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ดอง กิ่งพันธุ์และลำไผ่ ซึ่งถ้าเทียบระยะเวลาในการปลูกและราคาที่ขายได้ จะเห็นว่าไผ่ตงอินโดฯ ได้เงินดีกว่าพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา

สำหรับผู้สนใจอยากจะเข้าไปชมสวนไผ่ทองประสาร ติดต่อ คุณวิชิต ทองประสาร ได้ที่ โทร. (099) 206-4518 หรือที่ คุณสุภาวดี บุญทศ โทร. (062) 836-0468

อดีตสาวโรงงาน ปลูกผักชีฝรั่งกิโลกรัมละ 50 รายได้งาม

วันนี้ 23 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า ช่วงต้นฤดูหนาวนี้ได้รับแจ้ง มีเกษตรกรปลูกผักสวนครัว สร้างรายได้ดี โดยเฉพาะผักชีฝรั่ง มีผู้ปลูกทำเงินสร้างรายได้มากกว่าแสนบาท จึงลงพื้นที่พบนางศิริพร คล้ายเจริญ อายุ 44 ปี เลขที่ 46หมู่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตสาวโรงงาน ที่ผันชีวิตสาวโรงงานหันมาทำการเกษตรกรรมแบบอินทรีย์แบบผสมผสาน สร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนใช้แรงงานในบ้านกับสามี ไม่ได้ว่าจ้างใคร ผลตอบรับได้ผลเกินคาด จากการทดลองปลูกผักชีฝรั่งในที่ดินว่างเปล่า 1 ไร่เศษ ครั้งแรกขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท รับเงินสดมาแล้วเป็นๆแสนบาท

นางศิริพร หรือ (เอ๋)กล่าวว่า “การปลูกผักชีฝรั่ง หรือ ที่เราเรียกกันอีกอย่าง ผักชีใบเลื่อย ไม่ยุ่งยากนักซื้อเมล็ดพันธ์มา กก.ละ1,500 บาท ใช้ปลูกในอัตรา 10 กก/ไร่ ผักชีฝรั่งจะเริ่มถอนได้ต่อเมื่อมีอายุ 3 เดือนพอดี

วิธีการเก็บผักชี ฝรั่งจะใช้มือถอนเอานั่งถอน ซึ่งจะเลือกถอนเฉพาะต้นที่โตสมบูรณ์เต็มที่ โดยให้สังเกตดูว่าต้นจะยาวพอประมาณครึ่งศอก หรือ 25 ซม.มัดด้วยยาง วงไว้หนึ่งกำใหญ่ จากนั้นก็เก็บใส่ตระกร้ามาเด็ดใบล่างทิ้งให้เหลือไว้ 2-3 ใบต่อต้นเท่านั้นจะได้ราคาดีมาก เมื่อเด็ดใบล่างออกหมดแล้ว ก็จะนำไปใส่ถังน้ำล้างให้สะอาด 2 น้ำ นำทาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม เก็บทุกวัน วันละ 70-80 กิโลกรัม มัดเป็นกำ กำละครึ่งกิโลกรัม”

“ในการปลูกผักชีฝรั่งนี้ค่อนข้างง่ายมาก สำหรับคนมือใหม่ที่เพิ่งหัดทำ แค่มีที่ดิน ซื้อเมล็ดมา แล้วตีดินให้ร่วนแบบนาน้ำตม อาทิตย์เดียวผักชีก็จะงอก วิธีให้น้ำโดยใช้ท่อสปริงเกอร์ กว้าง4 x 4 เมตร ใช้ซาแลนด์ดำแบบโปร่งทำหลังคา และรอบข้างคล้ายโรงเรือนสูง 4 เมตร ใช้เสาไม้ไผ่ ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ผักชีฝรั่งแมลงไม่ค่อยรบกวน”นางศิริพร กล่าว

นางศิริพรกล่าวต่อไปว่า “ผักชีฝรั่งปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บได้ 2 รุ่น ซึ่งจะเก็บต้นเล็กๆฝอย ที่ยังไม่โตเต็มที่ แม้ต้นเล็กๆที่ยังไม่ได้ถอน ซึ่งเรานั่งถอนเหยียบย่ำ ถ้ารถน้ำ ต้นมันก็จะทะลึ่งขึ้นอีกภายใน 2-3 วัน รออีก 7-10 วัน ก็จะถอนได้อีกครั้งหนึ่ง ปลูกรอบเดียวเก็บได้สองรุ่นถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุน”

“ในการปลูกพืชสวนครัวนี้ ใช้แรงงานในครอบครัว สามี,ลูกและเพื่อนบ้าน มาช่วย 4-5 คน เพื่อให้ทันต่อการมารับของพ่อค้า ขายส่งที่ตลาดไทย และที่เหลือส่งภายในอำเภอนิดหน่อย”

ครั้งที่สองได้ปลูกผักชีฝรั่ง 2 ไร่ ทำแบบเดิม ส่งพ่อค้า แม้ว่าจะทำครั้งเป็นครั้งแรก แต่ช่วงต้นหนาวผลตอบรับดีมาก ทำให้มีกำลังใจทำต่อ หักแล้วเหลือ 3 หมื่นบาทต่อครั้ง ดีกว่าทำโรงงานขาแข็ง เพราะเป้นผลผลิตจากที่ดิน ,แรงงาน และ การประกอบการจากเราเอง ก็ยังดีที่ได้ลงมือทำเกษตรมือใหม่และจะปลูกผักชีฝรั่งนี้ต่อไป เพราะว่ามีรายได้ดีและชอบ หากมีใครสนใจอยากทราบข้อมูลเทคนิคนิดหน่อยติดต่อสอบถามได้ที่ทางโทรศัพท์ 087 999 4452- 061 545 298”นางศิริพร กล่าวในที่สุด

“น้ำ อุณหภูมิ และแสงแดด” นับเป็นปัจจัยสำคัญ เว็บเล่นพนันออนไลน์ ที่มีผลกระทบต่อผลผลิต คุณภาพ และการเก็บเกี่ยวของอ้อย ทั้งนี้ พื้นที่เพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก หากเจอภัยแล้งอาจสร้างความเสียหายต่อตออ้อยและอ้อยปลูกได้ ดังนั้น การวางแผนปลูกอย่างถูกต้อง และปลูกในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ต้นอ้อยได้รับน้ำอย่างเพียงพอตลอดช่วงการเจริญเติบโต ผลผลิตอ้อยจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น

กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลออร์แกนิก และบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ร่วมมือกันจัดทำ โครงการ วังขนาย-คูโบต้า พลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ ให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ลดปัญหาด้านแรงงานไปพร้อมๆ กัน

ปลูกอ้อยอินทรีย์ ที่มหาสารคาม

คุณนธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มวังขนาย เปิดเผยว่า กลุ่มวังขนาย ร่วมมือกับสยามคูโบต้า จัดโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการปลูกอ้อยอินทรีย์แล้วกว่า 30,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ชัยภูมิ นครราชสีมา และลพบุรี
กลุ่มวังขนายสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การเพาะปลูก การฝังปุ๋ย การดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยว ภายใต้แนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions โดยใช้แทรกเตอร์ติดอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับงานไร่อ้อย เช่น ผาลระเบิดดินดานในการเตรียมดิน สำหรับปลูกอ้อยข้ามแล้ง เพื่อเก็บความชื้นไว้ในดินช่วงหน้าแล้ง และช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ในดิน