แต่หลังจากเก็บผลใหม่ๆ คุณฉัตรชัยจะใส่ปุ๋ยยืนพื้น สูตร 12-12-17

ที่เป็นปุ๋ยเร่งลูก เร่งดอก และต้องสังเกตสภาพดินในการเลือกใส่ปุ๋ยทุกครั้ง โรคและแมลง ดูแลกำจัดได้ นอกจากจะต้องดูแลในเรื่องการให้ปุ๋ยให้น้ำแล้ว ก็ยังมีโรคและแมลงที่จะต้องดูแล กำจัดออก เพื่อไม่ให้มาทำลายผลผลิต ซึ่งในการปลูกส้มเช้งโรคที่พบจะเป็นแคงเกอร์ เพลี้ยหอย แมลง มีการกำจัดโดยใช้ยาฉีดทั่วไป พวกเพลี้ยไฟจะสังเกตตามยอดอ่อนๆ ถ้ายอดอ่อนไหนมีตัว ลักษณะของใบจะหงิก ไม่สวย ส่วนหนอนชอนใบ กำจัดโดยใช้ยาพื้นๆ ฉีดคลุมเป็นประจำ

แม่ค้า เจ้าประจำรับซื้อ

ส้มเช้ง มีขนาดที่หลากหลาย ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ จึงมีการแบ่งเกรดเพื่อจะนำไปขาย แต่ในสวนของคุณฉัตรชัยจะมีแม่ค้าที่เป็นเจ้าประจำมาคัดเองจากสวน คุณฉัตรชัย เล่าว่า “เป็นแม่ค้าที่ซื้อขายกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ ผมเห็นตั้งแต่ผมยังเด็กๆ จนตอนนี้ก็ 20 กว่าปีแล้ว” ราคาที่ขายจะขึ้นอยู่กับแม่ค้าที่มารับซื้อ ถ้าผลใหญ่ แม่ค้าจะให้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท

เจ้าของบอกว่า ต้นส้มเช้งยิ่งแก่ก็ยิ่งป่วยง่าย ต้นไม้ก็เหมือนคน ยิ่งต้นที่มีอายุเยอะ ก็จะสามารถออกผลผลิตได้น้อยลง อย่างในสวนของคุณฉัตรชัย อายุต้นมากที่สุดในสวนก็ 5 ปี จะเข้าปีที่ 6 ผลผลิตในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2560 ได้ประมาณ 10,000 กิโลกรัม แต่สิ้นปีนี้คาดว่าผลผลิตจะได้ประมาณ 20,000 กิโลกรัมเศษๆ จากที่เคยได้ถึง 30,000 กิโลกรัม ก็เพราะต้นไม่ค่อยสมบูรณ์ มีอายุมากแล้ว

เลือกอย่างไร ให้อร่อย

วิธีเลือก ถ้าคนที่ซื้อไปไหว้จะเน้นขนาดลูกที่ใหญ่ แต่ถ้าเลือกไว้รับประทาน ควรเลือกที่มีขนาดลูกกลางๆ บีบเปลือกแล้วนิ่มมือ ไม่แข็ง มีสีเขียวอมเหลืองนิดๆ จะมีรสชาติหวานกำลังดี

ส้มเช้ง เป็นพืชที่น่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นการทำเกษตร ปลูกง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่เปลืองแรงงาน เราสามารถดูแลเองได้ พื้นที่ที่ปลูกก็มีในหลายจังหวัด อย่าง ลพบุรี กาญจนบุรี ก็สามารถปลูกได้

ถ้าหากใครสนใจ ส้มเช้ง จากสวนของ คุณฉัตรชัย จันทนะโสด ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (081) 019-3364 หรือสะดวกเดินทางไปได้ที่ บ้านเลขที่ 114/1 หมู่ที่ 3 ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แนะนำว่าให้โทร.ไปสอบถามที่สวนของคุณฉัตรชัย ว่ามีพอขายให้หรือเปล่า จะได้ไปไม่เสียเที่ยว หรืออยากได้กิ่งเพื่อนำไปปลูก ก็สอบถามแหล่งขายได้จากคุณฉัตรชัย ยินดีให้คำแนะนำ

เราอาจจะรู้จักกันแต่โทรศัพท์มือถือ แต่สำหรับ “เตามือถือ” มันคืออะไร คงต้องไปหาคำตอบจากหนุ่มรับเหมาก่อสร้างชาวชัยภูมิ คนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์พลังงาน อย่าง คุณรัฐพงษ์ นราพล หรือ คุณโตด เจ้าของไอเดียนี้กัน

แต่เดิมที่บ้านพักคุณโตด เลขที่ 155 หมู่ที่ 1 บ้านบัว ตำบลบ้านบัว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีเตาเผาชนิดที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง เวลาต้องการใช้งานต้องคอยเติมแกลบ ความจริงเตาประเภทนี้ก็ให้พลังงานความร้อนดี แต่เสียอย่างเดียวที่ต้องหมั่นตักแกลบออกจากเตาทุกครั้งเมื่อเสร็จงาน

คุณโตดจึงมองเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา เลยเกิดแนวคิดเพื่อประดิษฐ์เตาขึ้นมาให้สามารถใช้งานได้ง่าย แล้วต้องให้พลังงานความร้อนเพียงพอกับการใช้งานหลายอย่าง อีกทั้งต้องเคลื่อนย้ายง่ายด้วยการหิ้ว จึงเรียกว่า “เตามือถือ”

“ความจริงแล้วเขาเคยเห็นเตาลักษณะแบบนี้ในยูทูป แต่มองว่าการใช้งานยังยุ่งยาก ไม่ตอบสนองต่อความต้องการอย่างแท้จริง เลยมาหาวิธีแปลงด้วยการเพิ่มช่องใส่เชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้หรือแกลบ พร้อมกับใส่หัวเตาด้านบนเพื่อให้สะดวกต่อการนำภาชนะมาวาง พร้อมกับได้ออกแบบให้มีที่หิ้วเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก”

เตามือถือในแบบฉบับของคุณโตดมีจุดเด่นตรงทำจากวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายและราคาประหยัด ไม่ว่าจะเป็นปี๊บสังกะสี, กระป๋องสีทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 นิ้วที่ใช้แล้ว, เหล็กเส้นขนาดเล็ก

เมื่อได้อุปกรณ์ทุกอย่างครบแล้วให้คว่ำปี๊บลงแล้วเจาะด้านบนเปิดออก จากนั้นให้นำกระป๋องสีเพื่อใช้สำหรับใส่เชื้อเพลิงมาวางด้านใน เจาะรูบริเวณขอบปี๊บทั้งสองข้างเพื่อยึดเหล็กเส้นทำเป็นหูหิ้ว ขณะเดียวกัน ให้เจาะช่องด้านข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนาด 3 คูณ 3 นิ้วเพียงด้านเดียว เพื่อเปิดเป็นช่องใส่เชื้อเพลิง แล้วต่ำลงมาให้เจาะเป็นช่องขนาดยาว 5 นิ้ว กว้าง 2 นิ้ว ทั้งสองด้าน เพื่อสำหรับให้อากาศถ่ายเท

คุณโตดชี้ถึงความจำเป็นที่จะต้องออกแบบให้มีช่องใส่เชื้อเพลิงด้านข้างว่า เพื่อเป็นการทำให้สะดวกต่อผู้ใช้งานเพราะแต่เดิมต้องคอยยกภาชนะทุกครั้งที่ต้องเติมเชื้อเพลิง แต่คราวนี้ไม่ต้องทำเช่นนั้นแล้ว เพียงนำวัสดุเชื้อเพลิงใส่ในช่องด้านข้างเท่านั้น

สำหรับต้นทุนที่ใช้ประดิษฐ์เตามือถือต่อ 1 อัน คุณโตดบอกว่า จากการที่เราสามารถหาวัสดุได้ไม่ยากและทุกอย่างล้วนแต่เป็นของใกล้ตัวทั้งนั้น อย่างปี๊บมีราคาอันนี้ประมาณ 10-20 บาท (แล้วแต่พื้นที่), เหล็กเส้นสำหรับใช้ทำเป็นที่หิ้วราคาประมาณ 10 บาท, หัวเตา (แบบเดียวกับเตาแก๊ส) หาซื้อได้ในราคาประมาณ 20-30 บาท ดังนั้น เตามือถือของคุณโตดจึงมีราคาลงทุนเพียงอันละ 100 บาท หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีราคาแตกต่างกัน

“เตามือถือ” ของคุณโตดถือว่าเป็นนวัตกรรมของการปิ้งย่างที่ช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด สามารถนำมาใช้งานได้เหมือนเตาทั่วไป ให้ความร้อนเท่ากับเตาชนิดอื่น เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า จึงเหมาะกับการปิ้ง/ย่าง/ทอด ที่ใช้ในครัวเรือน หรือหิ้วไปตามสถานที่ อย่างไปพักค้างแรมตั้งแคมป์ ถือเป็นแนวคิดแบบชาวบ้าน แล้วยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ภายใต้แนวคิดอย่างพอเพียง แล้วยังตอบโจทย์การใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาไม่แพง

เอาล่ะครับ คงหายสงสัยแล้วว่าทำไมเจ้าของแนวคิดนี้จึงตั้งชื่อว่า “เตามือถือ” ถ้าสนใจต้องการหาซื้อไปใช้หรือต้องการจะทำใช้เองก็ได้ เพราะเจ้าของไม่สงวนลิขสิทธิ์ เงาะ…เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง พันธุ์ที่นิยมปลูกเชิงการค้า เช่น เงาะพันธุ์สีชมพู สีทองหรือพันธุ์โรงเรียน พื้นที่การปลูกมากอยู่ในบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทย แต่ปัจจุบันพื้นที่ภาคอีสานใต้ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สภาพพื้นที่ก็มีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกได้ผลเงาะดีมีคุณภาพที่ตลาดต้องการ วันนี้จึงนำเรื่อง เงาะพันธุ์โรงเรียน…ผลไม้เศรษฐกิจคุณภาพจากเมืองน้ำขุ่น ถิ่นอีสานใต้ มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเสน่ห์ ในจิตร เกษตรอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่า เงาะพันธุ์โรงเรียน ที่เกษตรกรอำเภอน้ำขุ่นปลูกและผลิตได้มีคุณภาพดี เนื้อหนา ล่อน รสชาติหวานหอมอร่อยไม่แตกต่างกับเงาะที่ปลูกภาคตะวันออกและภาคใต้ เกษตรกรที่นี่ได้ไปนำเงาะพันธุ์โรงเรียนคุณภาพจากจังหวัดศรีสะเกษ มาปลูกที่นี่กว่า 10 ปีแล้ว เกษตรกรมีพัฒนาการปลูกและผลิตเรื่อยมากระทั่งได้ผลเงาะดีมีคุณภาพที่ตรงกับความต้องการตลาดผู้บริโภค เงาะพันธุ์โรงเรียนจึงเป็นหนึ่งไม้ผลเศรษฐกิจของอำเภอน้ำขุ่นที่มีเกษตรกรนิยมปลูกกันแพร่หลาย ปัจจุบัน มีพื้นที่เงาะพันธุ์โรงเรียน 50 ไร่ เกษตรกรปลูก 15 ราย มีทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ เฉลี่ยเกษตรกรจะปลูกรายละ 1-3 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกในแบบสวนผสม

ต้นเงาะ…เป็นไม้ผลยืนต้น ขนาดกลางถึงใหญ่ ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิเหมาะสม อยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์สูง 75-85% ลักษณะดินปลูกที่เหมาะสมควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างปานกลางหรือค่า pH 5.5-6.5 และที่สำคัญพื้นที่แปลงปลูกควรมีแหล่งน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำที่มีพอเพียงให้ใช้ได้ตลอดปี

ราก…ต้นเงาะมีระบบรากลึก 60-90 เซนติเมตร จากเหนือผิวดิน ต้นเงาะที่ได้รับผลกระทบกับสภาพแล้ง 21-30 วัน ช่วงก่อนออกดอก ถ้ามีการจัดการให้ได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ต้นเงาะก็จะออกดอก ซึ่งช่วงพัฒนาการของดอกหรือผลิตดอกถึงดอกแรกเริ่มบาน 10-12 วัน ดอกเงาะจะเริ่มทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ 25-30 วัน ก็จะบานทั้งช่อ ดอกเงาะมี 2 ชนิด คือ ดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศ ต้นเงาะที่มีดอกตัวผู้จะไม่ติดผล ส่วนต้นเงาะที่มีดอกสมบูรณ์เพศแล้ว เกสรตัวผู้ไม่แข็งแรงก็จะไม่ติดผล อาจต้องฉีดพ่นฮอร์โมนพืชเพื่อช่วยให้เกสรตัวผู้แข็งแรงและได้ละอองเกสรตัวผู้เพิ่ม

การปฏิบัติดูแลรักษา ต้องให้ต้นเงาะได้รับปุ๋ยตรงตามสูตร อัตราส่วน และระยะเวลา ให้ได้รับน้ำพอเพียง ควบคุมป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีการที่เหมาะสม ก็จะทำให้ผลเงาะดีมีคุณภาพ และส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่พอเพียงและมั่นคง

คุณลุงนิรันดร์ กำลังดี เกษตรกรปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 30 ไร่ ส่วนหนึ่งจัดเป็นพื้นที่บ้านพักและโรงเรือนจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์การเกษตร จัดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกมันสำปะหลัง 30 ไร่ ปีที่แล้วได้ผลผลิตมันเฉลี่ย 7 ตัน ต่อไร่ หรือได้ผลผลิตเฉลี่ย 220 ตัน ทำให้มีรายได้พอยังชีพ

และได้จัดการปรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่งมาปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ปลูกได้กว่า 40 ต้น เพื่อให้เป็นพืชเสริมรายได้ โดยเริ่มปลูกมาตั้งแต่ ปี 2549 ถึงเวลานี้ก็ปลูกมาได้กว่า 10 ปีแล้ว

การเตรียมพันธุ์เงาะ ได้รวมกับเพื่อนเกษตรกรไปซื้อกิ่งพันธุ์เงาะพันธุ์โรงเรียนจากกลุ่มเครือข่าย เพื่อนหรือพี่

เกษตรกรที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นแหล่งพันธุ์เงาะคุณภาพปลอดภัยจากโรค ขนาดกิ่งพันธุ์มีความสูง 80 เซนติเมตร ขึ้นไป กิ่งพันธุ์เงาะพันธุ์โรงเรียน ซื้อมาในราคากิ่งละ 35 บาท แล้วนำมาปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

การเตรียมดิน เนื่องจากเป็นการจัดการแบ่งพื้นที่ส่วนที่เคยปลูกมันสำปะหลัง การเตรียมดินจึงง่าย เพียงไถพรวน เก็บวัชพืชออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้ราบเสมอกัน จัดระยะปลูกระหว่างต้นและแถวต้นเงาะห่างกัน 6×6 เมตร

หลุมปลูก เมื่อเตรียมดินแปลงปลูกแล้วได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแห้ง 2-4 กิโลกรัม หรือราว 2 พลั่ว ต่อหลุม คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วกัน นำกิ่งพันธุ์เงาะพันธุ์โรงเรียนลงปลูก ปักไม้ค้ำยันให้แน่นแล้วผูกกับกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันการโค่นล้ม เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูก 30-45 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นเงาะ จากนั้นอีก 60 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นเงาะ แล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม

เมื่อต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนอายุ 1 ปี ได้นำปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่โรยหว่านรอบทรงพุ่ม 2-3 กำมือ ต่อต้น ต้นเงาะอายุ 2 ปี และ 3 ปี ได้นำปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่โรยหว่านรอบทรงพุ่ม 2-3 กำมือ ต่อต้น โดยแบ่งใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ต่อปี ในช่วงปีที่ 3 นี้ต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนเริ่มติดดอกออกผลบ้างแล้ว พอมีผลเงาะให้เก็บไปกินไปขายบ้างไม่มาก

แต่เมื่อต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนเข้าสู่ปีที่ 4 จะเป็นช่วงที่เริ่มให้ผลผลิตมาก ก่อนเริ่มติดดอกได้บำรุงต้นด้วยการนำปุ๋ย สูตร 15-15-15 มาใส่ ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2 ครั้ง ใส่ครั้งที่ 2 เว้นระยะห่างจากครั้งแรก 45-60 วัน หลังจากใส่ปุ๋ยต้องให้น้ำแต่พอชุ่มเพื่อให้ปุ๋ยละลายลงดิน รากจะดึงปุ๋ยไปใช้ได้ง่ายและช่วยให้ต้นเงาะเจริญเติบโตสมบูรณ์

คุณลุงนิรันดร์ เกษตรกรปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ที่สำคัญต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนต้องได้รับน้ำอย่างพอเพียงสม่ำเสมอ มีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชที่เหมาะสม จึงจะทำให้ได้ผลเงาะดีมีคุณภาพ เมื่อปี 2559 เก็บเกี่ยวผลเงาะได้ 45-50 กิโลกรัม ต่อต้น หรือได้ผลผลิตราว 35 ตัน นำขายส่ง 25-30 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับปี 2560 นี้ คาดว่าจะได้ผลเงาะเท่าเดิมหรือมากกว่า หรือ 35-36 ตัน เพราะสภาพภูมิอากาศดีเป็นใจ ถ้าเศรษฐกิจดี ผู้ซื้อมีกำลังซื้อดี ก็อาจจะขายส่งผลเงาะดีมีคุณภาพได้ 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม

การตัดสินใจปรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่งมาปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ความสำเร็จนี้นั้นเพราะได้รับการสนับสนุนความรู้ด้านวิชาการ หรือการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา จากสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่น สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด หรือหมอดินหมู่บ้าน จึงทำให้ได้ผลเงาะดีมีคุณภาพขาย มีรายได้พอเพียงให้ยังชีพได้มั่นคง

จากเรื่อง เงาะพันธุ์โรงเรียน…ผลไม้เศรษฐกิจคุณภาพจากเมืองน้ำขุ่น ถิ่นอีสานใต้ เป็นการจัดการใช้พื้นที่ปลูกเงาะพืชเสริมเพิ่มรายได้ที่ทำให้ยังชีพได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณลุงนิรันดร์ กำลังดี เลขที่ 61 หมู่ที่ 6 บ้านรุ้งแสงจันทร์ ตำบลตาเกา อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี

แต่เดิมการค้าขายผลไม้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ การควบคุมคุณภาพไม่ว่าจะเป็นรูปทรง รสชาติ สีผล อาจยังไม่ค่อยสำคัญนัก กระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่ต้องควบคุมรักษาคุณภาพมาตรฐานของไม้ผลจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะส่งผลต่อการนำไปขายยังตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพของพืชและไม้ผลได้อย่างมาก

ความนิยมบริโภคมะพร้าวเพื่อสุขภาพสร้างความตื่นตัวต่ออุตสาหกรรมการผลิตมะพร้าว เป็นการตื่นตัวที่กระจายไปทั่วโลก จนทำให้ตัวเลขความต้องการบริโภคมะพร้าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตมะพร้าวหันกลับมาพัฒนากระบวนการตั้งแต่การปลูก การแปรรูป และการส่งออกพร้อมไปกับการนำเทคโนโลยีทางด้าน ดีเอ็นเอ มาพัฒนาคุณภาพมะพร้าวให้มีมาตรฐานคงที่

งานสัมมนา “มะพร้าว…พืชเศรษฐกิจทำเงิน” ขอนำท่านผู้อ่านไปรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับวิธีคัดพันธุ์มะพร้าว โดยใช้เทคโนโลยี ดีเอ็นเอ จาก ดร.ศิวเรศ อารีกิจ ภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ดร.ศิวเรศ กล่าวถึงงานที่ได้รับมอบหมายว่าเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี ดีเอ็นเอ เข้ามาช่วยในเรื่องพืชที่เห็นอย่างที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด แต่สำหรับมะพร้าวยังเพิ่งจะเริ่มอย่างจริงจัง

สมัยก่อนราคามะพร้าวค่อนข้างต่ำจึงทำให้มีงานวิจัยออกมาน้อยและไม่แพร่หลายมาก จนมาถึงตอนนี้ราคามะพร้าวสูงขึ้นจึงทำให้มีผู้สนใจมาก แล้วจึงมีงานวิจัยออกมาหลากหลายขึ้น แต่ก่อนจะเข้าถึงเทคโนโลยี ดีเอ็นเอ ในมะพร้าว ขอชี้แจงให้ทราบว่า ดีเอ็นเอ มีพื้นฐานมาจากความหลากหลายทางพันธุกรรมของมะพร้าว เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีผล ขนาด รูปร่าง รวมถึงน้ำและเนื้อ

อย่างขณะนี้พันธุ์มะพร้าวที่ใช้ในทางการค้า ได้แก่ มะพร้าวแกงและมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมของไทยถือว่าเป็นไม้ผลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ กระทั่งได้มีการนำไปใช้ในธุรกิจแปรรูปน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม

พอมาดูทางด้านพันธุกรรมจะเห็นได้ว่าในกลุ่มประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปินส์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดมะพร้าว แต่แท้จริงแล้วมะพร้าวของไทยไม่ได้มาจากประเทศทางแถบแอฟริกาหรือทางอเมริกาใต้อย่างที่เคยมีการเข้าใจ แต่ขอบอกว่ามะพร้าวของไทยมีถิ่นกำเนิดในไทย แล้วมีการเดินทางได้อย่างไร อย่างแรกมีคนชาวเกาะของประเทศต่างๆ นำผลมะพร้าวใส่เรือแล้วเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ แล้วใช้น้ำมะพร้าวที่นำติดมาสำหรับไว้ดื่มกินเมื่อกระหาย เพราะสมัยก่อนน้ำจืดหายากแล้วเดินทางไปยังประเทศต่างๆ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการออกกฎว่าถ้าต้องการส่งออกหรือเรียกมะพร้าวน้ำหอมจะต้องระบุว่ามีกลิ่น 2 A-P ชนิดนี้ด้วย เพราะหากไม่มีการระบุจะไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้

สำหรับประเภทมะพร้าวน้ำหอมที่ได้มีการวิจัยไว้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มก้นจีบ ผลกลม พวงร้อย ทั้งนี้ กลุ่มก้นจีบจะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมมากที่สุด จึงได้เริ่มงานวิจัยจากกลุ่มนี้ก่อน ถ้าถามทุกท่านที่ต้องการปลูกมะพร้าวว่า พันธุ์ในอุดมคติเป็นอย่างไร คำตอบก็คงบอกว่าต้องมีผลดกมาก มีผลใหญ่และสม่ำเสมอ ซึ่งหลายคนมีความต้องการเช่นนั้น แต่อาจจะผิดหวังเมื่อปลูกผ่านไป 3 ปีแล้วปรากฏว่าไม่ใช่??

ทั้งนี้ อาจจะเกิดจากข้อบกพร่องทางด้านการบริหารจัดการ หรือบางคนคิดว่าเกิดจากพันธุ์ ซึ่งมีความน่าจะเป็นได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นของชาวสวนมะพร้าวคือการสรรหาพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะอย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงลงไปได้มาก

ด้วยเทคโนโลยี ดีเอ็นเอ ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสามารถนำมาแก้ไขหรือปรับปรุงปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ ได้ จึงต้องนำยีนที่ควบคุมความหอมในข้าวมาค้นหาในมะพร้าวก่อนว่ามียีนชนิดนี้ไหม จนกระทั่งประสบความสำเร็จสามารถค้นเจอยีนตัวนี้ได้ แล้วยังพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนจากดีเอ็นเอ

ดีเอ็นเอ ของมนุษย์ประกอบด้วย เบทจำนวน 4 ตัว ได้แก่ A, T, C และ G ซึ่งถ้าเป็นมะพร้าวที่ไม่หอมจะมีเบท G ขณะเดียวกัน พบว่ามะพร้าวมีเบท C จึงถือเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมแท้ ดังนั้น จึงใช้หลักการนี้เพื่อเป็นตัวควบคุมความหอมของมะพร้าวตั้งแต่ต้นยังมีขนาดเล็ก จึงมั่นใจเครื่องหมาย ดีเอ็นเอ ที่กล่าวมาเพื่อชี้ว่ามะพร้าวน้ำหอมชนิดนี้เป็นพันธุ์แท้จริง

การค้นหา ดีเอ็นเอ ตัวที่หายไปจะต้องมีจำนวนมะพร้าวทั้งที่หอมและไม่หอมอยู่รวมกัน แล้วพบว่าเกิดเป็นลูกผสมขึ้นในทะลายเดียวกัน โดยบางลูกมีรสหวานหอม แล้วบางลูกไม่หอม เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการถูกควบคุมโดยยีน

จากนั้นจึงนำข้อมูลนี้มาใช้ด้วยการขยายผล โดยนำเครื่องหมาย ดีเอ็นเอ มาตรวจสายพันธุ์พ่อ-แม่จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากลูกมะพร้าวเมื่อนำไปใช้เพาะก็จะได้มะพร้าวน้ำหอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นงานวิจัยร่วมกับเกษตรกร โดยได้รับความกรุณาจากท่าน อาจารย์ประสงค์ ทองยงค์ ช่วยให้คำแนะนำ พร้อมกับได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกันมาได้ราว 2 ปี ก็สามารถตรวจสอบค้นหามะพร้าวน้ำหอมพันธุ์แท้ได้ตั้งแต่ต้นเล็ก ก่อนจะนำไปปลูกลงดินเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในอีก 3 ปี

มีสวนมะพร้าวอีกแห่งที่เจ้าของสวนมีเป้าหมายที่จะผลิตมะพร้าวน้ำหอมแท้ทั้งหมด เพื่อต้องการขายพันธุ์ให้แก่ชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างดำเนินการคัดพันธุ์ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะจากการทดสอบมะพร้าวสายพันธุ์จำนวน 1,001 ต้น ได้มะพร้าวที่เป็นน้ำหอมแท้จำนวน 937 ต้น มีลูกผสมจำนวน 56 ต้น และไม่ใช่น้ำหอมจำนวน 8 ต้น ดังนั้น หากข้อมูลเป็นเช่นนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจตัดผลสดขาย

แต่ถ้าไปมองเรื่องการทำพันธุ์ หากกำหนดให้ชุดดังกล่าวเป็นชุดที่ 1 แล้วมีต้นที่ไม่ใช่น้ำหอมอยู่ 1 เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้ามองข้ามไปก็จะทำให้เกสรปลิวไปติดยังต้นที่เป็นน้ำหอมแล้วเกิดการผสมขึ้น แล้วเมื่อนำต้นรุ่นที่ 2 ไปปลูกต่อก็จะกลายเป็นมะพร้าวน้ำไม่หอมไปอีกหลายรุ่น

จึงเป็นคำถามจากชาวสวนมะพร้าวที่สงสัยว่าทำไมมะพร้าวไม่ใช่น้ำหอมหรือเกิดการกลายพันธุ์รึเปล่า หรือว่าคุณภาพดินไม่ดี ?? ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ขึ้นจากการสันนิษฐานของชาวบ้านเลย แต่ความจริงเกิดจากพันธุกรรมเริ่มต้นครั้งแรกที่ปะปนมากับมะพร้าวที่เป็นต้นน้ำหอม แล้วมีการแพร่กระจายมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนจะเป็นมะพร้าวที่ไม่ใช่น้ำหอมเลย จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านคิดเช่นนั้น

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเทคโนโลยี ดีเอ็นเอ ได้ถูกพัฒนาเพื่อใช้สำหรับการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม เพราะเมื่อชาวสวนนำไปปลูกแล้วจะไม่สร้างปัญหาในเวลาอีก 3 ปีเมื่อมีผลผลิต

เวลาคัดเลือกมะพร้าวเพื่อใช้สำหรับทำพันธุ์ ชาวบ้านมักเลือกอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นรุ่นเก่าแก่ที่มีการปนของมะพร้าวไม่หอมน้อยมาก หรือดูว่ามีความเสี่ยงน้อย แต่ในระยะหลังพบว่ามีการปนเข้ามามาก แล้วเมื่อปลูกไปถึงรุ่นที่ 3, 4 ก็มักพบว่าความหอมหายไป

“สิ่งสำคัญเวลาต้องการไปซื้อพันธุ์มะพร้าวมาปลูกควรพิจารณาเลือกสวนที่มีชื่อคุ้นเคยหรือได้ยินบ่อย หรือสืบประวัติดูหน่อยว่าเป็นสวนเก่าแก่แค่ไหน เพราะถ้านำข้อมูลเหล่านี้มาใช้นอกจากประสบการณ์อย่างเดียวคงไม่พอ หรือบางท่านบอกว่าต้องดมจากรากเพื่อพิสูจน์ หากเป็นเช่นนั้นคงลำบากเพราะถ้าต้องการใช้มะพร้าวเป็นพันต้นแล้วจะเสียเวลาหรือไม่สะดวกแน่ ดังนั้น การนำเทคโนโลยี ดีเอ็นเอ มาใช้คงสามารถชี้ชัดได้ทันที” ดร.ศิวเรศ กล่าว

ภายหลังความนิยมบริโภคมะพร้าวเพิ่มขึ้นทั่วโลก อันมีเหตุผลสำคัญในเรื่องสุขภาพ จึงทำให้เกิดภาวะความตื่นตัวของตลาด สร้างความคึกคักต่อวงการมะพร้าวอย่างถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการผลิต การแปรรูป รวมไปถึงการจำหน่าย

สถานการณ์ความต้องการมะพร้าวทั้งในรูปมะพร้าวแกงและมะพร้าวผลสด ดูจะสดใสขึ้นมาทันที หลายธุรกิจต่างพุ่งเป้าเข้าใส่สวนมะพร้าว จนสามารถฉุดราคามะพร้าวไทยให้รอดพ้นจากความตกต่ำทันที

อีกธุรกิจที่สร้างชื่อเสียงให้แก่มะพร้าวไทย โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมคือ “all coco” แบรนด์มะพร้าวน้ำหอมที่โด่งดังไปทั่วโลกจากมะพร้าวผลสด คุณวราภรณ์ มนัสรังสี ผู้บริหาร all coco เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่มีประสบการณ์ด้านการปลูกและจัดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมอยู่หลายสิบปี เนื่องจากครอบครัวประกอบอาชีพธุรกิจทำน้ำตาลมะพร้าว จนกระทั่งความต้องการมะพร้าวที่เกิดขึ้นในโลกตามกระแสของการรักสุขภาพ ส่งผลให้การบริโภคผลิตภัณฑ์มะพร้าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก จึงทำให้เกิดความต้องการสินค้ามะพร้าวมากขึ้น

แบรนด์ “K FRESH”

สินค้าชนิดแรกของบริษัทคือ มะพร้าวน้ำหอมส่งออกแบบลูก ในชื่อแบรนด์ “K FRESH” ที่เน้นทำตลาดส่งออกเป็นหลัก เพราะต้องการให้ผู้ซื้อในต่างประเทศรู้จักเสน่ห์ของมะพร้าวน้ำหอมไทย ซึ่งปัจจุบันส่งออกไปสหรัฐอเมริกา แคนาดา รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ รวมแล้วกว่า 30 ประเทศ

กลยุทธ์สำคัญของ “K FRESH” เพื่อผูกมิตรกับลูกค้าต่างแดนด้วยการคัดเลือกสินค้าเกรดเอ และส่งสินค้าให้ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เชื่อใจ แล้วไว้วางใจ จนกระทั่งเกิดเป็นลูกค้าประจำขึ้น

K FRESH มีโรงงานอยู่ที่บ้านแพ้ว ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมแบบคุณภาพจำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ที่สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และนครปฐม มีสวนของบริษัทเองและมีสวนของชาวบ้านในเครือข่ายหลายแห่ง พร้อมกับสร้างความเข้มแข็ง ด้วยการสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคราชการ เพื่อพัฒนาคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมผ่านการทดลองและวิจัย

คุณวราภรณ์ ชี้ว่า การจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมเป็นผลมีหลายปัจจัยที่เป็นตัวแปรและมีส่วนสำคัญต่อการทำธุรกิจนี้ โดยจะต้องควบคุมขนาด น้ำหนัก และความหวาน ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ฉะนั้น จึงเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้เทคโนโลยีพร้อมกับนำนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับลงทุนก่อสร้างโรงงานด้วยงบฯ กว่า 300 ล้านบาท เพื่อผลักดันมะพร้าวน้ำหอมของไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก

แตกไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและไอศกรีม

กว่า 14 ปี ที่ความนิยมบริโภคมะพร้าวน้ำหอมจากลูกค้าทั่วโลกยังแรงไม่หยุด จึงทำให้ all coco ตัดสินใจต่อยอดธุรกิจด้วยการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมให้แตกไลน์ออกไปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและไอศกรีมในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังต้องรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นมะพร้าวน้ำหอมให้คงอยู่ แล้วได้วางเป้าหมายส่งผลิตภัณฑ์นี้ไปสู่ตลาดต่างประเทศ

“ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องใช้นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวน้ำหอม แล้วจัดกิจกรรมต่างๆ แบบคู่ขนาน ไม่ว่าจะเป็น Coconut Café ที่รวมความเป็นมะพร้าวน้ำหอมไว้ โดยมีเจตนาเพื่อให้ชาวต่างประเทศได้เห็นว่าผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอมของไทยสามารถนำไปขายได้ในตลาดโลก”

ขณะเดียวกัน all coco ได้จัดทำแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการเปิดพื้นที่นำร่องในลักษณะ Shop All coco จำนวน 15 สาขาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเมืองกรุง ที่ประกอบไปด้วย 2 คอนเซ็ปต์ คือแบบที่มีพื้นที่นั่งหรือในลักษณะ Café กับอีกลักษณะเป็นแบบคีออสที่ให้บริการ Take away แก่ลูกค้าที่ไม่ต้องการรอ

ผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ภายใต้ชื่อแบรนด์ all coco ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์ไอศกรีมน้ำมะพร้าว, มะพร้าวน้ำหอมเกล็ดหิมะ, สโนว์บอล, น้ำมะพร้าวน้ำหอม 100 เปอร์เซ็นต์บรรจุขวด, พุดดิ้งมะพร้าว ฯลฯ ได้รับความนิยมค่อนข้างดี และมีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง เช่น สยามพารากอน, กูร์เมต์มาร์เก็ต, เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลพระราม 2, เดอะมอลล์บางแค, เซ็นทรัลเวสต์เกต บางใหญ่

คุณวราภรณ์ กล่าวว่า สมัครเว็บ UFABET ปกติจำนวนมะพร้าวที่ใช้ในธุรกิจประมาณ 1 แสนลูก ต่อวัน เป็นจำนวนที่ยังต้องควบคุม เนื่องจากต้องย้อนกลับมาดูถึงศักยภาพการผลิตเสียก่อนว่าสามารถรองรับได้จริงเท่าไร เพราะความต้องการใช้มะพร้าวมีหลายส่วน โดยแต่ละส่วนล้วนต้องใช้มะพร้าวที่มีคุณภาพทั้งนั้น ดังนั้น การผลิตมะพร้าวให้มีคุณภาพทั้งขนาดผล เนื้อ และรสชาติน้ำ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก

“ต้องบอกว่ามะพร้าว 1 ทะลาย ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมดทุกผล การดูแลผลสดจึงถือว่าต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ผลสดยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาที่สวนทางกับตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ เพราะเมื่อใดที่ทางต่างประเทศเป็นช่วงที่ต้องการบริโภค แต่ทางบ้านเรากลับหามะพร้าวยาก แล้วยังมีราคาสูงด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการตลาดแนวทางแก้ปัญหาคือต้องสต๊อกน้ำมะพร้าวด้วยการใช้ความเย็นแช่แข็งเพื่อให้มีใช้ได้ตลอดเวลา ต้องนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เพื่อรักษาคุณภาพและความเป็นอัตลักษณ์ของน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวให้คงสภาพและรสชาติที่ได้มาตรฐานไว้”

ในส่วนของอุตสาหกรรมมะพร้าวแล้ว ราคาถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คุณวราภรณ์ ชี้ว่า ถ้าราคามะพร้าวสูงเกินไป ผู้ประกอบการคงรับภาระไม่ไหว แล้วอาจใช้วิธีหันไปหาทางออกด้วยการใช้สินค้าชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่มีราคาถูกกว่ามะพร้าวน้ำหอมแท้ หรือบางรายอาจย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่อื่น เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวแล้วอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ชาวบ้านควรวางแผนการปลูกให้รอบคอบ ควรแก้ไขให้มีความสมดุลระหว่างจำนวนผลผลิตและราคา เพื่อให้ราคามะพร้าวอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการอยู่ได้

การรักษาคุณภาพ มาตรฐาน ต้องเริ่มต้นที่สวนมะพร้าวก่อน โดยจะต้องมีการคัดเลือกสวนมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกอย่างมีคุณภาพ แล้วเป็นสวนที่ได้รับรองจากหน่วยงานราชการ การเลือกสายพันธุ์จึงมีความสำคัญและควรเป็นสายพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ ทางบริษัทมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องคุณภาพสายพันธุ์ พร้อมกับมีบุคลากรที่มีหน้าที่ในการคัดสายพันธุ์โดยเฉพาะ