แต่เป้าหมายสูงสุดของครูตัวเล็กๆ ที่ต้องการตอบโจทย์ค้นหาสูตรปุ๋ย

เกษตรอินทรีย์ที่ดีที่สุด ให้กับเกษตรกรรากหญ้า เพื่อลดปัญหาด้านต้นทุนในการใช้ปุ๋ย รวมถึงลดละการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อความเป็นเกษตรกรอินทรีย์ (Organic Thailand) อย่างแท้จริง โดยยึดแนวพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ครูพิมลพรรณ จบการศึกษาสูงสุด วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งงานปัจจุบัน ครูวิทยฐานะชำนาญการ ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร

สำหรับผลงานรางวัลที่โดดเด่นด้านโครงงานวิทยาศาสตร์ จากการทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจในการคิดค้นเรื่องปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น มีดังต่อไปนี้

– ชนะเลิศรางวัลโล่พระราชทานฯ “ปุ๋ยน้ำหมักมูลไส้เดือนเพื่อเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง”

เป็นรางวัลสูงสุดในปี 2558 ของการเป็นครูที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดิน เพื่อเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง” ระดับ ปวส. ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ และเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

จากผลการทดลองโครงงานนี้ สามารถตอบโจทย์เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองได้อย่างแท้จริง จากการใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดิน เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดิน และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นดาวเรือง ซึ่งแตกต่างจากการรดด้วยน้ำธรรมดาๆ โดยพิจารณาความสูงของลำต้น จำนวนกิ่ง และจำนวนดอก ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในการศึกษาการเจริญเติบโตของต้นดาวเรือง

นอกจากความสูงของต้นและจำนวนดอกแล้ว การรดด้วยน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดิน สูตรที่ 6 ในอัตราส่วนปริมาณมูลไส้เดือนดิน 1,100 กรัม แบบไม่เติมออกซิเจน ยังส่งผลให้ดอกดาวเรืองมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่มากกว่าทุกๆ ดอกดาวเรืองต้นอื่นๆ ในแปลงทดลอง ในระยะเวลาการทดลอง 75 วันเท่ากัน เรียกว่าเป็นการตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรในการเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง และยังเป็นความต้องการของตลาดอีกด้วย

อย่างที่ทราบกัน ต้นดาวเรือง หรือดอกดาวเรือง เป็นดอกไม้ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และที่สำคัญ ต้นดาวเรือง เกษตรกรต่างก็นิยมปลูกกันทั่วประเทศ จึงเป็นรางวัลสูงสุดแห่งความภาคภูมิใจ

– กล้วยไข่หมักผลิตไฟฟ้าและน้ำไวน์กล้วยไข่ ปีต่อมา 2559 เป็นครูที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การผลิตไฟฟ้าโดยการหมักน้ำส้มสายชูจากกล้วยไข่สุก” ระดับ ปวส. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ระดับประเทศ

โครงงานนี้แม้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 แต่ผู้เขียนก็มองเห็นถึงแนวคิดในการนำผลผลิตที่ล้นตลาดที่แปรรูปไม่ทันและเน่าเสียในที่สุด โดยเฉพาะกล้วยไข่พืชเศรษฐกิจของดีจังหวัดกำแพงเพชร

ครูพิมลพรรณ เล่าว่า การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องนี้เกิดจากแนวคิดที่จะศึกษาการผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยหลักการทำงานของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์แบบห้องเดี่ยว โดยใช้กระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูจากกล้วยไข่สุก ที่สุกงอมและเกิดผิวเปลือกดำจนไม่สามารถนำไปขายได้ หรือนำมาแปรรูปได้ยาก นอกเสียจากเอาไปทำเป็นอาหารสัตว์

ในฐานะครูที่ปรึกษา จึงศึกษารูปแบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากน้ำส้มสายชูที่ได้จากการหมักกล้วยไข่สุก เพื่อศึกษารูปแบบใดที่เหมาะต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าและผลของการเติมหรือไม่เติมออกซิเจนที่มีต่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตไฟฟ้าในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

ส่วนขั้นตอนการทดลองนำกล้วยไข่ที่สุกงอมจนเปลือกดำ เอามาปั่นให้ละเอียดและผสมน้ำตาลทรายขาว แล้วเติมโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ (KMS) ความเข้มข้น 0.2 กรัม ต่อลิตร เติมยีสต์ผงลงไปในถังหมักปริมาตร 18 ลิตร จำนวน 3 ช้อนโต๊ะ เพื่อให้ยีสต์เปลี่ยนน้ำกล้วยไข่สุกเป็นไวน์กล้วยไข่ น้ำใสๆ เพื่อนำมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในผลการทดลองขั้นต่อไป

สรุปโดยย่อ การทดลองครั้งนี้นอกจากได้กระแสไฟฟ้าแล้วยังได้น้ำไวน์กล้วยไข่ที่รสชาติดีมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นการตอบโจทย์ ผลิตภัณฑ์น้ำไวน์กล้วยไข่ได้อีกทางหนึ่ง

– “ปุ๋ยมูลสัตว์” เพิ่มการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่

ในปี 2560 เป็นครูที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “ศึกษาการเจริญเติบโตของกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน” ระดับ ปวส. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ

โครงงานนี้ ครูพิมลพรรณ มีความมุ่งมั่นด้วยหัวใจอย่างแท้จริงที่จะศึกษาการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร พืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจังหวัด โดยเริ่มจากการนำต้นแม่พันธุ์ที่ชนะเลิศการประกวดในงานประจำปีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ไปทำการทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ จนได้ต้นกล้ากล้วยไข่ที่ดีที่สุด 50 ต้น ไปทำการทดลองในแปลงปลูกจริงของเกษตรกร

ช่วงเวลาของการทดลอง 1 ปีนี้ นับเป็นบทพิสูจน์ของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ผ่านความยากลำบากตากแดดตากฝนลุยโคลนเพื่อเข้าสวนแปลงกล้วยไข่อันรกทึบ แต่ก็คุ้มค่ากับการตอบโจทย์ของโครงงานนี้คือ “ศึกษาการเจริญเติบโตของกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน”

ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยมูลสัตว์ต่างชนิดกันที่ว่านี้ ได้แก่ มูลวัว มูลสุกร และมูลไก่ และยังได้ทำการทดลองแบ่งแยกย่อยอีกหลายมิติ ในการนำมูลสัตว์แต่ละชนิดมาทำเป็นปุ๋ยบำรุงต้นกล้วยไข่ ได้แก่ มูลแบบเปียก มูลแบบแห้ง และแบบแห้งมาก

ผู้เขียนเฝ้าติดตามและเอาใจช่วยเพราะเธอบอบบางเกินกว่าที่จะเป็นเกษตรกรที่กำยำ แต่ด้วยหัวใจสู้ แม้จะมีอุปสรรคมากมายแต่เธอก็ผ่านบททดสอบที่เหนื่อยยากมาได้ด้วยดี ไม่เสียแรงเปล่าที่ทุ่มเทกับการทดลองและทำให้รู้ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่างชนิดกัน ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้วยไข่ จากการเก็บสถิติ ตลอดระยะเวลา 8 เดือน ล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตด้านความสูงของต้นกล้วยไข่/ด้านระยะเวลาในการออกหน่อของต้นกล้วยไข่/ด้านจำนวนหน่อของต้นกล้วยไข่/ด้านระยะเวลาในการออกปลีของต้นกล้วยไข่ และด้านจำนวนการออกหวีต่อเครือของต้นกล้วยไข่ เป็นต้น

โครงงานนี้จึงทำให้รู้ว่า หากเกษตรกรต้องการเพิ่มปริมาณจำนวนหน่อ ควรใช้ปุ๋ยชนิดใด หากต้องการเพิ่มปริมาณจำนวนหวีต่อเครือควรใช้ปุ๋ยแบบไหนบำรุงในช่วงเวลาใด เป็นต้น และที่สำคัญจากผลการทดลองโครงงานนี้ ยังทำให้รู้อีกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดใดที่ให้ค่าสีและค่าความหวานของผลกล้วยไข่ นับเป็นความคุ้มค่าที่สุด…

– ค้นพบ “ปุ๋ยมูลวัวแบบแห้ง” ตอบโจทย์ให้ค่าสีและค่าความหวานของกล้วยไข่

ปีต่อมา 2561 เป็นการต่อยอดจากโครงงานที่แล้วภายใต้ชื่อเรื่อง “การศึกษาการใช้ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์เพื่อไปกำหนดค่าสีและค่าความหวานของกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร” ระดับ ปวส. และก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ระดับประเทศ มาอีกครั้ง

โครงงานนี้เป็นการต่อยอดจากที่รู้ค่าผลอยู่ในใจจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” แต่เพื่อความแน่ชัดและตอบโจทย์ให้กระจ่างจึงสุมตรวจและตอบแบบสอบถามของกลุ่มผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อกล้วยไข่ ที่ตลาดมอกล้วยไข่ ตลาดค้าขายของฝากกล้วยไข่ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดกำแพงเพชร ว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อกล้วยไข่สีแบบไหน ความสุกแบบใด จำนวน 20 ราย แล้วนำมาถ่ายภาพในกล่องค่าวัดสีเพื่อไปเปรียบเทียบแผ่นเทียบสีมาตรฐานของสีกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” ซึ่งได้ทำการทดลองวัดค่าสีและหาค่าระดับความหวาน ไว้รองรับก่อนหน้าแล้ว

สรุปผลจากการสัมภาษณ์และตอบแบบสอบถามต่อกลุ่มผู้บริโภคที่มาหาเลือกซื้อกล้วยไข่ต่างให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันกับการเลือกซื้อกล้วยไข่ที่มีสีมาตรฐานใกล้เคียงกับสีกล้วยไข่ที่ปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” ส่วนค่าความหวานผู้ทดลองได้นำกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรสุก ที่ว่านี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหาร จำนวน 20 ราย ได้เลือกชิม ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้คำตอบไปในทางเดียวกันว่า ระดับค่าความหวาน 22.48 องศาบริกซ์ ของกล้วยไข่ที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” มีค่าความหวานรสชาติดีที่สุดกว่าการปลูกโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ

จึงสรุปได้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” มีความเหมาะสมในการนำไปใช้เป็นปุ๋ยให้กับต้นกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชรเพื่อให้มีค่าสีของเปลือกกล้วยไข่ที่สวยงาม และได้ค่าความหวาน รสชาติอร่อยมากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดอื่นๆ

นับเป็นอีกหนึ่งโครงงานวิทยาศาสตร์ที่สามารถตอบโจทย์ให้กลุ่มเกษตรกร ในการนำปุ๋ยอินทรีย์ “มูลวัวแบบแห้ง” ไปใช้เพื่อจะได้ค่าสีของเปลือกผลกล้วยไข่ที่สวยงาม และยังได้ค่าความหวานของเนื้อกล้วยไข่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมรับประทานกล้วยไข่สายพันธุ์กำแพงเพชร

ที่สำคัญปุ๋ยอินทรีย์ชนิด “มูลวัวแบบแห้ง” ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในการเพิ่มค่าสีและค่าความหวานให้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ของประเทศไทยได้อีกมากมาย…

โครงงานวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง ผลงานที่โดดเด่นของ ครูพิมลพรรณ พรหมทอง ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2561 ระดับอาชีวศึกษา ยังมีผลงานที่โดดเด่นอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการเป็นครูที่ปรึกษาด้านสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ อีกหลายโครงงาน

สมแล้วกับรางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น แห่งปี 2561 นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของครูพิมลพรรณ พรหมทอง ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ที่เน้นการสร้างกระบวนการคิด โดยใช้โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นสื่อให้กับผู้เรียน และนำองค์ความรู้โดยการใช้สะเต็มศึกษา (STEM Education) มาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนไปสู่กระบวนการทางวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ และเชื่อมโยงไปสู่ภาคเกษตรกรรม ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เป็นสุภาษิตไทยที่ใช้ได้เสมอ หลายคนเกิดมามีใบหน้าไม่สวยงามตามธรรมชาติ แต่ “เครื่องสำอาง” เปรียบเสมือนเวทมนตร์เปลี่ยนโฉมหน้าผู้หญิงทุกคนให้สวยและดูดีขึ้นได้ทันตาเห็น “เครื่องสำอาง” จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้หญิงทั่วโลก ตราบใดที่ผู้หญิงไม่หยุดสวย ตลาดเครื่องสำอางย่อมไม่มีวันซบเซาเช่นกัน

สร้างบัณฑิต “วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง” รับใช้สังคมกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ประเทศไทย มีสถานบริการด้านสปา และความงามมากกว่า 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดต่อปีมากกว่า 8,000 ล้านบาท หากนับรวมรายได้ของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในธุรกิจสปาและความงาม คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท ทีเดียว

รองศาสตราจารย์ ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เล็งเห็นความสำคัญของ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามว่า มีโอกาสเติบโตสูง และมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศได้ แต่ยังขาดบุคลากรที่เรียนจบสาขานี้โดยตรง จึงก่อตั้งสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เปิดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและหลักสูตรเทคโนโลยีความงามเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา

นักศึกษาที่เรียนจบสาขาวิชานี้ สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ในสถาบันของรัฐและเอกชน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เช่น การขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หรือวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เช่น ผู้ให้คำปรึกษาด้านเครื่องสำอาง หรืออาจารย์ เป็นต้น

วิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

เครื่องสำอางที่ไม่เพียงแต่มุ่งประโยชน์แก่ผู้บริโภค แต่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมองถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร คณาจารย์และนักศึกษา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จึงได้นำพืชผักผลไม้ในท้องถิ่น เช่น ข้าวเหนียวดำ ข้าวสังข์หยด ดอกกล้วยไม้ ผักปลัง รวงข้าวหอมมะลิ เห็ดฟาง เห็ดหูหนูขาว เห็ดถั่งเช่า ฯลฯ มาพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบผลงานวิจัยทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ จนกลายเป็น “นวัตกรรมเครื่องสำอางแบรนด์ไทย” คุณภาพดี มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่

– ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดรวงข้าวหอมมะลิ ผลงาน รองศาสตราจารย์ ดร. มยุรี กัลยาวัฒนกุล

– อายไลเนอร์จากข้าวเหนียวดำ ผลงาน ดร. นิสากร แซ่วัน

– ผลิตภัณฑ์แต่งคิ้วจากข้าวเหนียวดำ และเซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้นผิวกระจ่างใส ที่มีส่วนประกอบของสารพอลิแซ็กคาไรด์จากเห็ดหูหนูขาว ผลงาน ดร. ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ

– เซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดดอกกล้วยไม้ และ เอสเซ้นส์ต้นแบบผสมสารสกัดผักปลัง ผลงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐยา เหล่าฤทธิ์

– เอสเซนส์น้ำอบบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดเห็ดฟาง ผลงาน ดร. ปัญญวัฒณ์ ปินตาทอง ขณะเดียวกัน โรงงานเครื่องสำอางต้นแบบ และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก็ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก แม้กระทั่ง “โดม-ปกรณ์ ลัม” ศิลปินชื่อดัง ก็ลงนามความร่วมมือ (MOU) จัดส่งผลิตภัณฑ์สินค้าของเขามาให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวิเคราะห์ทดสอบและจดสิทธิบัตร

นวัตกรรมเครื่องสำอาง “มฟล.” คว้ารางวัลนานาชาติ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ประสบความสำเร็จในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอาง ที่มีประสิทธิภาพสูง ผลงานหลายชิ้นถูกนำไปจัดแสดงและคว้ารางวัลผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมจากเวทีประกวดระดับนานาชาติหลายครั้ง กลายเป็นเครื่องการันตีคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ว่ามีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทำให้สินค้าเครื่องสำอางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ และบริษัทเอกชนหลายรายติดต่อขอซื้อองค์ความรู้ ไปผลิตเชิงการค้า โดยมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นผู้ควบคุมคุณภาพการผลิต

ผลิตภัณฑ์ชะลอความชราจากสเต็มเซลล์ข้าว ผลงาน ดร. นิสากร แซ่วัน และคณะ ประกอบด้วย นางสาววรรณิศา วิชิต นักศึกษาระดับปริญญาเอก นายธนนท์ ปริญญารักษ์ และ นางสาวจิตราภรณ์ เผือกนาง นักศึกษาระดับปริญญาโท สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) ในงาน “Seoul International Invention Fair 2017” และรางวัล Special Award จาก President Taiwan Invention Assocition ประเทศไต้หวัน

ผลงานชิ้นนี้ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน (สวก.) ทีมนักวิจัยได้ทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากการเพาะเลี้ยงจมูกข้าว ได้ชักนำการสร้างสเต็มเซลล์ (แคลลัส) จากจมูกข้าว 3 พันธุ์คือ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวมันปู และข้าวเหนียวดำ แล้วนำมาสกัดและวิเคราะห์คุณสมบัติชะลอความชรา

พบว่าสารสกัดสเต็มเซลล์มีปริมาณสารออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นจากสารสกัดจากเมล็ดข้าวถึง 3 เท่า และมีคุณสมบัติชะลอความชราผ่านกลไกการต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการเจริญของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวกระจ่างใสผ่านกลไกการต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส จึงสรุปได้ว่า สารสกัดสเต็มเซลล์ข้าวไทยมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นสารออกฤทธิ์ชะลอความชราในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้นำผลงานวิจัยดังกล่าวมาผลิตเป็นเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ “ลานาดีน” ใช้ชื่อทางการค้าว่า “Red Rice Stemcell” เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเลือกใช้ทั้งในรูปแบบ Night Cream และ Serum ปัจจุบันผลงานชิ้นนี้มีบริษัทเอกชน 2 ราย คือ บริษัท วธูธร จำกัด และ บริษัท โปรดักส์พลัสอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำสัญญาซื้อองค์ความรู้เพื่อนำไปผลิตเครื่องสำอางเชิงการค้า จำหน่ายในประเทศและส่งออก

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวแม่ฟ้าหลวง คือ ครีมรวงข้าว : ลานาดีนครีมลดริ้วรอยจากสารสกัดรวงข้าวหอมมะลิ ผลงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มยุรี กัลยาวัฒนกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐยา เหล่าฤทธิ์ และ ดร. ภักวดี ไชยกุล อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) จากเวทีประกวด “Seoul International Invention Fair 2017” และ Diploma Award สำหรับนวัตกรรมยอดเยี่ยมจากการใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากประเทศรัสเซีย

ครีมรวงข้าว เป็นผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ (สวก.) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ทีมงานวิจัยได้ใช้เวลากว่า 3 ปี ในการศึกษาสารสกัดรวงข้าว 5 สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในไทยคือ ข้าวเจ้าสุพรรณบุรี 1 พิษณุโลก 2 ข้าวหอมดอกมะลิ 105 ข้าวเหนียวสันป่าตอง 1 และ กข 6

ผลการทดลองพบว่า รวงข้าวขาวดอกมะลิ 105 อายุ 90 วัน นับจากวันปลูกสู่รวงข้าวระยะก่อนน้ำนม จะมีปริมาณฟีนอลิกในปริมาณสูง ต้านอนุมูลอิสระได้ดี สามารถลดรอยหมองคล้ำจางลงในสัปดาห์ที่ 4 และริ้วรอยลดเลือนลง เมื่อใช้ต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ 8 ช่วยกระชับผิว เพิ่มความเรียบเนียน ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ผลงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้คนไทยสวยหล่อขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวหอมมะลิได้ถึง 10 เท่าตัว

ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม NUMBER 333 ผลิตจากข้าวสังข์หยด ผลงาน ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ ซึ่งค้นพบว่า เมล็ดข้าวสีดำและสีแดงของข้าวสังข์หยด มีสารชีวภาพต้านผมร่วงมากที่สุด ผลการทดลองกับอาสาสมัครชาย พบว่า สามารถเพิ่มการงอกของเส้นผมได้มากขึ้นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือนขึ้นไป ปริมาณผมมากจนมองไม่เห็นหนังศีรษะเมื่อใช้นาน 3 เดือน ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล Gold Medal 2015 จากประเทศไต้หวัน รวมทั้ง รางวัล Special Award จากประเทศโปแลนด์และประเทศโรมาเนีย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดจำหน่ายโดย M-Store (ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อสินค้าได้ที่ กล่องข้อความ (Inbox) www.facebook.com/mstoremfu หรือ Line@ : @M-STORE หรือทางโทรศัพท์ 053-917-020 หรือทางอีเมล m – store@mfu.ac.th

อ.วชิรญา เหลียวตระกูล อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการทำแป้งกล้วย เพื่อน้ำมาใช้ทดแทนแป้งชนิดอื่นๆ ที่เป็นส่วนผสมของขนมเค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ รวมทั้งขนมไทย นั้น ได้ศึกษาและวิจัยโดยใช้วัตถุดิบจากกล้วยน้ำว้า โดยนำกล้วยน้ำว้ามาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแป้ง คือ แป้งกล้วยน้ำว้า และนำแป้งที่ได้มาเป็นส่วนผสมในการทำขนม

ต่อมาได้งบประมาณจาก บริษัท ไทเบฟเวอเรจ จำกัด ในโครงการทำมาค้าขาย ทางทีมนักวิจัย มทร. สุวรรณภูมิ ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลในชุมชน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน พบว่าที่โรงเรียนวัดโบสถ์ ได้ทำขนมคุกกี้ แต่เป็นคุกกี้เนยสดทั่วไป ไม่โดดเด่น จึงมีแนวคิดในการแปรรูปคุกกี้ที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากท้องตลาด ประกอบกับ ชุมชนใน อ.บางบาล มีการปลูกกล้วยหอมเป็นจำนวนมาก เมื่อมีจำนวนมากๆ ก็จะส่งผลต่อการจำหน่ายของชุมชนด้วย จึงเกิดแนวคิดนำกล้วยหอม ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นถิ่นมาเป็นจุดเด่น โดยเอากล้วยหอมดิบมาอบแห้งที่อุณหภูมิ 65 องศา นาน 7 – 8 ชั่วโมง จนแห้ง และนำมาบดเป็นแป้ง ก่อนที่จะนำไปอบต้องนำมาปอกเปลือกแล้วนำไปแช่น้ำเกลือก่อน จากนั้นนำมาสไลซ์หั่นให้เป็นแผ่นบางๆ และนำมาอบแห้งบดให้เป็นแป้งกล้วยหอม เพื่อนำมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ข้อดีของกล้วยหอมคือ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอยู่แล้ว มีไฟเบอร์ โพแทสเซียม และแร่ธาตุ วิตามินต่าง ๆ ซึ่งปกติตัวขนมหรือว่าผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไป จะใช้แป้งสาลี เลยคิดว่าถ้าเอาแป้งกล้วยเข้ามาช่วยเสริม จะเสริมในเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ และอีกประการหนึ่งคือ มีคนที่แพ้กลูเตนที่มีอยู่ในแป้งสาลี ตัวแป้งกล้วยสามารถนำมาทดแทนการใช้แป้งสาลีสำหรับคนที่แพ้ได้ แป้งกล้วย มีโปรตีนต่ำ แต่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เพราะฉะนั้นความนุ่มฟูของผลิตภัณฑ์ก็อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่เราได้ใช้ผงฟู เบกกิ้งโซดา ช่วยเสริมในส่วนนี้ได้ เมื่อได้แป้งกล้วย เราได้นำมาผสมในเค้ก เอามาใช้แทนแป้งสาลีในเค้กกล้วยหอม คุกกี้ ขนมปัง และกำลังคิดต่อยอดไปทำเรื่องของแป้งพาย ชูครีม

ปัจจุบัน โรงเรียนวัดโบสถ์ ได้เข้าร่วมแข่งขัน โอท็อป จูเนียร์ มทร. สุวรรณภูมิ โดยคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนวัดโบสถ์ โดยการนำกล้วยหอม ซึ่งเป็นวัตถุดิบของพื้นถิ่น มาแปรรูปทำเป็นแป้ง นำมาเป็นส่วนผสมในการทำขนมคุกกี้จำหน่ายต่อไป นอกจากนี้ ยังมีจำหน่ายตามเทศกาลต่างๆ และมีจำหน่ายที่ มทร. สุวรรณภูมิ ด้วย

อ.วชิรญา กล่าวต่อว่า โครงการในอนาคตจะมีการต่อยอดแปรรูปกล้วย โดยนำแป้งกล้วยหอมมาทำเป็นแผ่นฟิล์มที่บริโภคได้ คล้ายถุงพลาสติก โดยใช้ทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยทำร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร โดยทำแผ่นฟิล์มเพื่อนำไปทำอาหารต่อ และก็ไม่ต้องทิ้ง ตอนนี้ที่ทดลองคือเอาไปใส่ผงปรุงรส ในผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พอเราจะกินก็ใส่ไปทั้งถุงเลยไม่ต้องทิ้ง ซึ่งมันเป็นนวัตกรรมใหม่ เริ่มมีคนรู้จักบ้างแล้ว ต้นทุนไม่สูง แต่วิธีการทำค่อนข้างละเอียด จึงยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก โดยงานวิจัยนี้ได้มีการนำเสนอที่ญี่ปุ่นมาแล้ว อีกผลิตภัณฑ์ ที่มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ นำมาทำแป้งทอดกรอบ นำไปชุบกล้วยทอดและแป้งชุบซีฟู้ด

ท่านใดที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร. สุวรรณภูมิ โทรศัพท์ 035-709-096

“ตั๊กแตนไผ่” เป็นแมลงศัตรูพืชต่างถิ่นตัวร้ายที่ทำลายพืชได้หลากหลายชนิด อาทิ ไผ่ – ข้าว – ข้าวโพด -พืชตระกูลปาล์ม แมลงชนิดนี้ คนไทยไม่ค่อยรู้จักแต่ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ทำให้แมลงศัตรูพืชสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี และแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น หากตั๊กแตนไผ่หลุดเข้ามาในพื้นที่การเกษตรของไทยก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง จึงอยากนำเรื่องราวตั๊กแตนไผ่มาบอกเล่าให้เกษตรกรไทยได้รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของตั๊กแตนไผ่กันไว้สักหน่อยเพื่อจะได้ช่วยกันติดตามเฝ้าระวัง หากใครพบตั๊กแตนไผ่ในแปลงเพาะปลูก จะได้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เข้ามาดำเนินการควบคุม และหาแนวทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง