แถบจังหวัดระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช

จะเรียกว่า มะไฟป่า ส้มไฟแดง ส้มไฟดินเป็นไม้ผลพื้นเมืองของภาคใต้ รสชาติจะออกหวานอมเปรี้ยวถือเป็นผลไม้มงคล ปลูกไว้สำหรับเพื่อกินผลสดและปลูกเป็นไม้ประดับสีสันสวยงาม สามารถนำไปปรุงเป็นซอสรสเปรี้ยว แทนส้มและมะนาว ทำส่วนผสมของไอศกรีมเชอร์เบท

เนื่องจากมีผลสีแดง จึงเหมาะสำหรับใช้ไหว้เจ้าและเป็นของขวัญของกำนัล

ด้วยเป็นผลไม้สีแดงทับทิม ตามคำภาษาชาวจีนเรียกว่า “อั่ง” เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี มีความสุขและความเจริญเติบโตรุ่งเรืองมั่นคง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

คุณโอสถ บอกว่า ในท้องถิ่นรู้จักมะไฟกากันดี ส่วนใหญ่แล้วพบว่า รสชาติที่ได้กินกัน มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน แต่มีอยู่ไม่กี่ต้นที่รสชาติหวานอมเปรี้ยว

ต้นที่บ้านของตนเองมีลักษณะโดดเด่นคือ รสชาติดี ติดผลดกวิธีการขยายพันธุ์ ใช้การเพาะเมล็ด เมื่อปลูกไป 4-5 ปี จึงเริ่มมีผลผลิต ผลอ่อนของมะไฟกามีสีดำ เมื่ออายุของผลมากขึ้นสีแดงเข้ม เมื่อสุกสีแดงอ่อนลง เนื้อในเหมือนมะไฟทั่วไป แต่รสจะไม่หวานจัด

ส่วนใหญ่แล้ว ผลผลิตจะออกช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมถามว่า ผลผลิตต่อต้นได้มากน้อยแค่ไหน

คุณโอสถ บอกว่า ผลผลิตดกเป็นบางปี ซึ่งปีที่ดกๆ เคยเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ต้นหนึ่งเป็นเงินถึง 30,000 บาท สนนราคาที่ขาย กิโลกรัมละ 30 บาท

เจ้าของแนะนำวิธีการปลูกว่า โดยธรรมชาติท้องถิ่นที่อยู่ปัจจุบัน ปลูกผสมผสานกับไม้อื่น เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้อื่นๆ ยังไม่ได้ปลูกเป็นพืชเดี่ยวกลางแจ้ง หากต้องการปลูกคงทำได้ แต่ต้องอาศัยเวลาให้ต้นไม้ปรับตัว

ที่มีอยู่ ไม่ได้ปลูกเป็นการค้าเชิงเดี่ยว แต่ผสมผสานได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยพืชอื่นด้วย

ถามถึงจุดเด่น เจ้าของตอบว่า

“ลูกสวยสีแดงสด น่าจะเป็นไม้ประดับได้ดี ผลกินเหมือนมะไฟ” เรื่องของต้นพันธุ์ เจ้าของบอกว่า มีไม่มากนัก ราคาไม่แพง แต่อาจจะต้องลงไปซื้อถึงถิ่น

“จำนวนต้นที่ปลูกแล้วมีผลผลิตไม่มากนัก แต่ก็ขยายพันธุ์ สำหรับผู้สนใจ” คุณโอสถ บอกบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมแรงร่วมใจ ภายใต้ โครงการจิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าส่งไทย พัฒนาร้านโชห่วยเชิงบูรณาการจำนวน 100 ร้านค้าทั่วไทย เพื่อแสดงความจงรักภักดี และถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยพนักงานในพื้นที่ทุ่มสรรพกำลัง ปรับปรุงร้านโชห่วยในชุมชนให้ดูดีมีระบบ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน ร้านโชห่วยทั่วประเทศมีอยู่ราว 700,000 ราย ซึ่งส่วนมากยังขาดความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าแบบมืออาชีพ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม็คโครจึงได้ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาร้านค้าปลีกไทย อันเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเป็นพลังขับเคลื่อนกระจายรายได้ในท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “จิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย” โดยร่วมกันคัดเลือกร้านค้าสมาชิกและร้านค้าในเครือข่ายกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 100 ร้านค้าทั่วไทย เพื่อปรับปรุงให้ก้าวสู่ความเป็นมาตรฐาน ทั้งในด้านการปรับปรุงภาพลักษณ์ และกระบวนการบริหารจัดการร้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์มิตรแท้โชห่วยและพนักงานแม็คโครจิตอาสา ใช้ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่ 29 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม ปี 2562

“ปัจจุบัน ร้านโชห่วยรายย่อยที่มีจำนวนมากมายอยู่นั้น ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเชิงบริหารจัดการ การจัดเรียงสินค้าให้เป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมีคู่แข่งรายใหม่ๆ โดยเฉพาะร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กและร้านออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งหากไม่พัฒนาปรับปรุงร้านโชห่วย ก็จะสูญเสียโอกาสทางการค้าไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้รับการพัฒนาศักยภาพ ร้านค้าเล็กๆ เหล่านี้ก็จะเติบโตเคียงคู่ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นางศิริพร กล่าว

โดย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กล่าวย้ำถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ว่า “โชห่วยเป็นร้านค้าชุมชน ที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทยมาตลอด ที่ผ่านมาคนมองว่า โชห่วยไทยจะอยู่รอดได้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าทุกภาคส่วน อยู่กันด้วยการแบ่งปัน จะทำให้โชห่วยอยู่ต่อไปได้ ซึ่งรัฐบาลมีความชัดเจนในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ให้ผู้ประกอบการมีอาชีพที่มั่นคง เป็นความร่วมมือช่วยเหลือกันในหลายมิติ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ให้ความสำคัญกับโชห่วย ซึ่งจะอยู่รอดหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่การขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันของทุกองคาพยพ ทั้งภาครัฐ เอกชน อย่างเช่นโครงการจิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย ที่ร่วมกันทำความดี ช่วยเหลือโชห่วยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในธุรกิจค้าปลีก โดยมืออาชีพอย่างแม็คโคร มาเป็นผู้คอยแนะนำ และช่วยเหลือ”

ทั้งนี้ที่ผ่านมา แม็คโครได้จัดโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ และตอกย้ำการเป็น “มิตรแท้โชห่วย” อย่างต่อเนื่องภายใต้ 4 โครงการหลัก ประกอบด้วย ศูนย์มิตรแท้ โชห่วย โครงการ U Project ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์หลักสูตรการจัดการร้านค้าปลีก, โครงการโชห่วยรุ่นเยาว์ และ “ตลาดนัดโชห่วย” ที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยแม็คโคร มุ่งมั่นเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ ให้ก้าวทันต่อกระแสเทคโนโลยี ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ละโครงการได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมผู้ประกอบอาหารไทย “ครัวไทย สู่ครัวโลก” ณ เวสต์เกตฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต จ.นนทบุรี การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาทักษะให้พ่อครัวและแม่ครัวไทย ให้ประกอบอาหารที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยและมีมาตรฐานเดียวกัน

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงานว่า นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกเป็นนโยบายที่ พล.ต.อ.อดุลย์ รมว. แรงงาน ให้ความสำคัญมาก ได้ปลุกปั้นมาตลอด วันนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว อาหารไทยเป็นที่เชิดหน้าชูตาคนไทยมาตลอด สั่งสมกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายจนเป็นเอกลักษณ์ ที่ผ่านมา กิจการร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทั้งในสหภาพยุโรป อเมริกา ฯลฯ รัฐบาลไทยต้องการผลักดันให้ร้านอาหารไทยรักษาความเป็นเอกลักษณ์และรสชาติของอาหารไทย การจัดโต๊ะอาหาร ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน การจัดงานในวันนี้เพื่อประกาศศักดาให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า อาหารไทยที่สั่งสมจากบรรพบุรุษมาเป็นร้อยๆ ปีนั้น มีมาตรฐานและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อย่างไร

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวเปิดงานว่า ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องอาหารมายาวนาน และเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก อาหารไทยหลายเมนูมีชื่อเสียงติดระดับโลก เช่น แกงมัสมั่น ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรต่างๆ ที่นำมาใช้ปรุงเพิ่มรสชาติอาหารและบำรุงสุขภาพด้วย

“ผมได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นำเรื่องครัวไทยสู่ครัวโลกไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จึงเป็นที่มาของโครงการในวันนี้ กระทรวงแรงงานนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาทำให้เป็นจริง เพื่อผลักดันอาหารไทยสู่ครัวโลก ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพขึ้นมาได้” รมว. แรงงาน กล่าว

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จากการสำรวจของกระทรวงแรงงาน พบว่า ในทวีปยุโรปเวลานี้มีร้านอาหารไทยกว่า 2,000 แห่ง ขณะที่ทั่วโลกมีร้านอาหารไทยกว่า 20,000 ร้าน และมีพ่อครัวคนไทยอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 168 ประเทศ และเท่าที่ทราบ มีเรือสำราญอีก 55 ลำ ที่จ้างพ่อครัวแม่ครัวไทยไปประกอบอาหาร โดยมีรายได้เดือนละ 40,000-90,000 บาท สร้างรายได้เข้าประเทศไทยกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท

“การจัดงานในวันนี้ นอกจากสนองนโยบายนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นการทบทวนว่า เราจะรักษามาตรฐานรสชาติอาหารไทยได้อย่างไร อย่าง แกงมัสมั่น ผัดไทย ต้องคงรสชาติอาหารไทยและเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยอย่างไร รวมถึงการบริหารจัดการครัว ต้องจัดระบบอย่างไร ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานต้องการเพิ่มทักษะให้ความรู้ทางกฎหมายเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับการอบรมในวันนี้ เพื่อรักษามาตรฐานอาหารไทยให้คงอยู่ตลอดไป และขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประกวดแกงมัสมั่น เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย” รมว. แรงงาน กล่าว

ทั้งนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สถาบันการศึกษา สถาบันอาหาร มติชนอคาเดมี ฯลฯ ได้ร่วมกันตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบอาหารไทยกว่า 15,700 คน ประกอบด้วย การฝึกอบรมผู้ประกอบอาหารไทย 13,000 คน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาผู้ประกอบอาหารไทย 2,500 คน และฝึกอบรมผู้ประกอบการอาหารไทยมืออาชีพ (Professional Thai Chef) จำนวน 200 คน

“สำหรับการเปิดงานครัวไทยสู่ครัวโลกในวันนี้เป็นงานสุดท้ายในฐานะ รมว. แรงงาน เพราะในวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง รมว. แรงงาน มีผลทางการกฎหมายในวันพรุ่งนี้ (9 พ.ค.) อย่างไรก็ดีกิจกรรมอย่างนี้เป็นการสร้างงานที่สำคัญ ตลาดแรงงานเปิดกว้างมาก และยังมีความต้องการอยู่ เป็นการรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทย ตนได้ขับเคลื่อนมาเดือนกว่าๆ วันนี้เป็นงานสุดท้ายที่ตนภูมิใจ” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการส่งเสริมผู้ประกอบอาหารไทย “ครัวไทย สู่ครัวโลก” ในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้จัดแสดงและสาธิตการปรุงอาหารไทยที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ 10 เมนู ได้แก่ มัสมั่น ผัดไทย แกงเขียวหวานไก่ ต้มยำกุ้ง ต้มยำไก่ พะแนงหมู หมูสะเต๊ะ ส้มตำ ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และปอเปี๊ยะทอด นอกจากนี้ ยังมีเมนูขนมไทยที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ คือ ข้าวเหนียวมะม่วง และทับทิมกรอบ

ส่วนกิจกรรมไฮไลท์ในงานครั้งนี้ คือ อบรม Professional Thai Chef จำนวน 1 รุ่น อบรมการประกอบอาหารไทย 15 เมนู มอบเงินรางวัลและเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขัน แกงมัสมั่นไก่ (World Best Food Dish by CNN) มอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับ 1 ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 400 คน สาธิตการประกอบอาหารไทย โดยเยาวชนที่เข้าร่วม World Skill Kazan2019 และแกงมัสมั่นไก่ตำรับวังยะหริ่งอีกด้วย

เมื่อเวลา 08.37 น. วันที่ 9 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพิธีมณฑลท้องสนามหลวง ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2562

จากนั้น เสด็จขึ้นพลับพลาพิธีมณฑลท้องสนามหลวง ประทับพระราชอาสน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ประทับพระเก้าอี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวน พร้อมด้วยเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เข้าเฝ้าฯ ถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เสร็จแล้ว กลับโรงพิธีพราหมณ์

พราหมณ์นำสิ่งของไปเลี้ยงพระโคที่หน้าพระที่นั่ง เจ้าหน้าที่นำพระโคไปกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย โดยมีของกิน 7 สิ่ง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า
เมื่อพระโคกินสิ่งใดแล้ว โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ โดยรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อ่านกราบบังคมทูล ทั้งนี้ พระโคเพิ่ม พระโคพูน ได้กิน ข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี นอกจากนี้ ยังกินน้ำและหญ้า โดยพยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี
ส่วนผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนา ประจำปี 2562 พระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย (การเสี่ยงทายผ้านุ่ง) ได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

8 พฤษภาคม 2562 : ขอนแก่น – เอสซีจี โดย นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับ พลตรีสมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพบก และเครือข่ายจิตอาสา ส่งมอบถังเก็บน้ำที่ผลิตด้วยวัสดุโพลิเมอร์ “เอลิเซอร์” ของเอสซีจี จำนวน 68 ใบ ให้แก่ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อช่วยเหลือเเละบรรเทาปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” ที่ร่วมเฉลิมพระเกียรติเเละถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์

พร้อมเชิญชวนจิตอาสาระดมพลังสร้างฐานติดตั้งถังเก็บน้ำจากวัสดุรีไซเคิลที่เหลือจากการก่อสร้างให้สอดคล้องกับแนวทาง SCG Circular Way หรือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา”

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดขอนแก่น เริ่มส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ 10 อำเภอ 10 หมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนกว่า 2,300 ครัวเรือน ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากไม่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมา จังหวัดได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยการแจกจ่ายน้ำสะอาดในหลายพื้นที่ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เอสซีจีเชื่อมั่นว่า ถังเก็บน้ำและน้ำจากกองทัพบก รวมถึงพลังจากจิตอาสาที่มาร่วมด้วยช่วยกันในครั้งนี้ จะช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนให้แก่ผู้ประสบภัยแล้งให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป

เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผ่านการดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” และกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การผลักดันสังคม และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดความยั่งยืน และสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โกโก้เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่หน่วยงานภาครัฐส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูก โดยการปลูกแซมในสวนร่วมกับพืชอื่นๆ เช่น มะพร้าว, ยางพารา, สวนปาล์ม เพื่อเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม เพราะใช้ระยะเวลาในการปลูกน้อยเพียง 3 ปีก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตตลอดปี และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ถึงปีละหลายหมื่นบาทต่อไร่

นอกจากนี้โกโก้ยังเป็นพืชที่สามารถส่งออกได้ด้วยทั้งในรูปแบบของวัตถุดิบและการแปรรูปทางกระบวนการเทคโนโลยีอุตสาหกรรรมด้านผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ และเครื่องสำอาง นับได้ว่าโกโก้เป็นอีกหนึ่งไม้ผลที่น่าจับตามองเลยทีเดียว

จากความสำคัญนี้เองทำให้ คุณชนินทร์ ชินวงศ์ ผู้บริหารแฟรนไชส์เครื่องดื่ม ChocoToss ได้นำโกโก้มาเป็นตัวชูโรงในการสร้างความแตกต่างของธุรกิจเครื่องดื่ม ที่ตลาดส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านร้านกาแฟมากกว่า นอกเหนือไปจากความชอบส่วนตัวแล้ว โกโก้ยังเป็นเครื่องดื่มที่สามารถบริโภคได้ทุกเพศทุกวัยทุกเวลา ซึ่งทำให้คุณชนินทร์มองเห็นโอกาสทางธุรกิจร้านเครื่องดื่มโกโก้นี้ จนสามารถสร้างสาขา แฟรนไชส์ได้ 50 สาขาภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่งเท่านั้น โดยตั้งเป้าครบ 100 สาขา ภายในปี 2562 นี้

ในขณะที่ภายในร้านมีเครื่องดื่มเมนูแสนอร่อยทั้งโกโก้สด กาแฟสด และอื่นๆ แล้ว คุณชนินทร์ยังมองหาผลิตภัณฑ์อื่นๆ เข้ามาเสริมภายในร้านเพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานคู่กับเครื่องดื่มต่างๆ ด้วย หนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์ขนมผักกรอบ DEEDY ของบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งเป็นสแน็กเฮลธ์ตี้ที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอีกด้วย

โดยเฉพาะคนไม่ชอบรับประทานผัก ทำให้สามารถรับประทานผักได้ง่ายขึ้น เพราะโดยส่วนตัวแล้วคุณชนินทร์ก็ชอบทำเครื่องดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นดื่มเพื่อสุขภาพเป็นประจำ จึงเห็นว่าขนมผักกรอบ DEEDY น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพสำหรับลูกค้าที่มาซื้อเครื่องดื่มที่ร้าน หรือต้องการซื้อขนมผักกรอบ DEEDY ก็สามารถซื้อได้ที่ร้าน ChocoToss ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ คือ การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เหมือนที่เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการทำเครื่องดื่มของร้าน

หากท่านใดสนใจเปิดร้านแฟรนไชส์เครื่องดื่มโกโก้ ChocoToss ก็สามารถติดต่อได้ที่ Facebook : @ChocoTossFranchise และผู้บริโภคที่สนใจขนมผักกรอบ DEEDY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด โทร. (098) 026-6636 หรือ Facebook : @DEEDYVeggies / Line@ : @deedyveggies

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด หรือ ธุรกิจห้าดาว เป็นประธานเปิดร้าน Five Star สาขาสถานีขนส่งหมอชิต 2 พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับ นางอภัชนีย์ กรศรี และ นายณัฐเชษฐ คุณากร คู่ค้าธุรกิจของบริษัท สาขาที่ 314 ในรูปแบบร้านนั่งรับประทาน หรือ สั่งกลับบ้านได้ ทั้งนี้ บริษัทเน้นการปรับภาพลักษณ์ของร้าน Five Star ให้มีความทันสมัย สวยงาม ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และมี เป้าหมายขยายสาขาทั่วประเทศไทย ในปี 2562 รวมทั้งสิ้น 600 สาขา เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจ

ปลาหลด ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง เป็นอาหารที่หาได้ตามท้องนาทางอีสาน หากถามลูกอีสานทุกคน ส่วนใหญ่ต้องบอกว่ารู้จักปลาชนิดนี้แน่นอน เนื้อปลาหลดมีความหวานและเนื้อแน่น ชาวนาคนอีสานส่วนมากมักจะนิยมกินกันมาก โดยส่วนมากจะเอามาทำได้หลายๆ เมนู เช่น ย่าง ทอด ต้มส้ม ทำเป็นปลาแดดเดียว และทำแกงใส่หน่อไม้ดองก็อร่อยเช่นกัน

ตอนเด็กๆ จำได้เวลาไปหาปลาหลดต้องใช้มือควักลงไปในขี้โคลน พอเจอตัวแล้วต้องรีบคว้าและรีบจับ แถมยังจับยากมากๆ เพราะปลาหลดตัวจะเลื่อนๆ มีเมือก ปลาหลดมักจะชอบอยู่ในโคลนตมคล้ายๆ ปลาไหล แต่ตัวจะสั้นกว่า ปากแหลม ลำตัวกลม พบมากในช่วงน้ำน้อย หรือช่วงหน้าหนาว (ช่วงเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จใหม่ๆ ลมหนาวพัดมาเย็นๆ เด็กๆ จะพากันไปวิดบ่อปลาในทุ่งนาแล้วลุยโคลนจับปลาหลดกัน พอขึ้นจากบ่อต้องรีบเอาน้ำมาล้างตัวทันทีเลย เพราะไม่งั้นรับรองตามต้นหน้าแข้งจะตกสะเก็ดเป็นเกล็ดงูในไม่ช้า เนื่องจากหน้าหนาวอากาศทางอีสานลมจะแรงมากๆ)

ปลาหลด อาหารท้องไร่ท้องนา ชาวอีสาน

ปลาหลด เป็นชื่อปลาน้ำจืดในสกุลปลากระดูกแข็งจำพวกหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในอันดับปลาไหลนา เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันมานาน สามารถจับได้ทั่วไปในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ บึง หรือตามทุ่งนา ซึ่งเป็นปลาที่นิยมนำมาประกอบอาหารในรูปปลาสด ปลาตากแห้ง หรือทำปลาเค็ม เนื่องจากเนื้อลำตัวด้านข้างจะให้เนื้อแน่น ไม่มีก้าง เนื้อนุ่ม มีรสมัน โดยในช่วงฤดูฝนถึงปลายฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่จับปลาหลดได้มาก บางพื้นที่มีชาวบ้านนำมาขายตามตลาดสด ตลาดหมู่บ้าน ซึ่งมีราคาแพงพอสมควร (ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าเป็นปลาหลดที่ต้องเพาะเลี้ยงกันขึ้นมาหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจ)