แถลงแนวทางแก้ปัญหายางพารา เน้นเพิ่มรายได้แก่ชาวสวนยาง

สร้างความเข้มแข็งด้านทักษะ ผลักดันสู่ธุรกิจการแปรรูปยางจำหน่ายต่างประเทศรักษาการผู้ว่าการ กยท. แถลงแนวทางการแก้ไขปัญหายางพารา กยท. เน้นนโยบายการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ควบคู่นโยบายการแก้ไขราคายาง สนับสนุนองค์ความรู้ ทักษะ ด้านการแปรรูปยางเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมด้านการผลิตและแปรรูปยาง ก่อนผลักดันสถาบันเกษตรกรร่วมธุรกิจจำหน่ายยางแปรรูปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ณ ห้องประชุมรัษฎา การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แถลงว่า จากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากประเทศผู้ผลิตยางไม่สามารถกำหนดราคายางในตลาดโลกเองได้ ซึ่งปัญหาสำคัญ คือ ราคายางพาราในตลาดส่งมอบจริงปัจจุบันถูกกำหนดโดยราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยที่ผ่านมาประเทศผู้ผลิตยางได้พยายามหาแนวทาง วิธีการแก้ไขปัญหา แต่ก็เป็นเพียงการยกระดับราคาได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะติดหล่ม “กับดักทางความคิด” เพราะนอกจากการแก้ปัญหาเรื่องราคายางแล้ว การส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้มแข็งเป็นเรื่องสำคัญ โดยการผลักดันให้เกิดการพัฒนาตนเองจากการทำอุตสาหกรรมเกษตรต้นน้ำ(Upstream) สู่การแปรรูปผลผลิตยางพาราเป็นอุตสาหกรรมเกษตรกลางน้ำ(Midstream) ด้วยการแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางคอมปาวด์ และน้ำยางข้น เกิดเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

นายเยี่ยม กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันและสนับสนุนเกษตรกร โดยการจัดหาปัจจัยในด้านการผลิตและแปรรูป ได้แก่ เงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรและสภาบันเกษตรกรชาวสวนยางนำไปจัดหาเครื่องจักรกล นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านการฝึกอบรมเพื่อสร้างทักษะความชำนาญ การบริหารจัดการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับสถาบันเกษตรกร ในขณะเดียวกัน กยท. ได้วางแนวทางในการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Trading Company) ร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยรวบรวมยางพารา (ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางคอมปาวด์และน้ำยางข้น ฯลฯ) จากสถาบันเกษตรกรฯ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อสถาบันเกษตรกรฯ มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งด้านเงินทุน ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการโรงงานในด้านต่างๆ ก็จะสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยางปลายน้ำ(Downstream) โดย กยท. จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาแปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ยางในระดับอุตสาหกรรมให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เช่น หมอน/ที่นอนยางพารา ถุงมือ/ถุงเท้ายาง ของใช้ในครัวเรือน เครื่องมือการแพทย์ ยางล้อรถยนต์ ฯลฯ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกถึง 7-8 พันล้านคน

ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ผลิตและส่งออกน้ำยาง โดยมีปริมาณประมาณ 1.2 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ มูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ยางที่แปรรูปจะมีมูลค่าสูงกว่ายางพาราที่เป็นวัตถุดิบ และยางพาราที่แปรรูปในเบื้องต้นหลายสิบหลายร้อยเท่า และเมื่อยางพาราที่เป็นวัตถุดิบถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มมากขึ้น ยางดิบในท้องตลาดก็จะมีปริมาณลดลง รวมถึงมีการส่งออกในลักษณะยางดิบน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางพาราในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น ชาวสวนยางก็จะมั่งคั่งร่ำรวย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมยาง/ผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ของประเทศก็จะเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจของประเทศก็จะเติบโตอย่างมั่นคง รัฐก็จะได้รับการยอมรับ ความศรัทธาและความร่วมมือจากประชาชนทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรติดตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ฤดูนาปรัง ปี 61 ภายหลังเริ่มดำเนินโครงการ 4 เดือนแรก เผย มีเกษตรกรผ่านคุณสมบัติเข้าร่วม 963 ราย พื้นที่ 7,318 ไร่หนุนเกษตรกรผลิตต้นข้าวโพดสดพร้อมฝักและเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ช่วงฤดูแล้งที่พืชอาหารสัตว์ขาดแคลน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ฤดูนาปรัง ปี 2561 ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายให้เกษตรกรผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีใช้เลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งและลดพื้นที่นาปรัง มีกำหนดระยะเวลาโครงการระหว่าง ธันวาคม 2560 – สิงหาคม 2561 ในพื้นที่ 20 จังหวัดทั่วประเทศ โดยอุดหนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรไร่ละ 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นข้าวโพดสดพร้อมฝักและเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวในฤดูนาปรัง

จากการติดตามผลการดำเนินงานปี 2561 ในช่วง 4 เดือนแรก (ธันวาคม 2560 – มีนาคม2561) สศก. พบว่า มีเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 963 ราย พื้นที่รวม 7,318 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูก ต้นข้าวโพดสดพร้อมฝักสำหรับนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ 6,994 ไร่และเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (เก็บเมล็ด) 324 ไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิต และถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีด้านการผลิตพืชอาหารสัตว์ รวมทั้งประสานกับกรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาคมการค้าพืชไร่ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อสนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิเดเผยว่า กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อน “โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” หรือ “ปศุสัตว์ OK” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน สร้างอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยได้ดำเนินการทั้งในร้านค้าและเขียงจำหน่ายในตลาดสด ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ ร้านโมเดิร์นเทรด รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยในลักษณะเถ้าแก่เล็กเนื้อหมูตู้เย็นชุมชนพอร์คชอป ที่เป็นปลายน้ำของห่วงโซ่อาหารปลอดภัย ทำหน้าที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สู่ผู้บริโภคโดยตรง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

“ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ทั่วประเทศเข้าสู่โครงการปศุสัตว์ OK แล้ว 4,232 แห่ง ขณะเดียวกันได้ขยายความสำเร็จของโครงการนี้ไปสู่ร้านจำหน่ายไข่ OK ได้อีก 384 แห่ง คาดว่าปีนี้จะสามารถเดินหน้ามาตรฐานการจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่ปลอดภัยนี้สู่ผู้บริโภคทั่วไทยให้ถึง 5,000 แห่ง และผลักกันโครงการนี้ให้เป็นต้นแบบบูรณาการสู่กิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ได้รับอาหารที่ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้าง” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

กล่าวอีกว่า นอกจากการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำมาตรฐานโครงการของกรมปศุสัตว์ไปปรับใช้แล้ว ยังแนะนำให้จัดเก็บผลิตภัณฑ์ระหว่างจำหน่ายไว้ในตู้แช่เย็นเพื่อให้สินค้าคงความสดและคงคุณภาพไว้จนถึงมือผู้บริโภค ขณะเดียวกันร้านจำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่จะเข้าตรวจสอบมาตรฐานอย่างต่อเนื่องทั้งที่ร้านจำหน่าย และตรวจสอบย้อนกลับถึงกระบวนการผลิตที่ฟาร์มเลี้ยงและโรงชำแหละก่อนนำมาจัดจำหน่ายที่ร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ถูกหลักสุขอนามัย สด สะอาด ปลอดภัย

ทั้งนี้ โครงการปศุสัตว์ OK เป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดความปลอดภัยในอาหาร สร้างความน่าเชื่อถือ และการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ โครงการนี้มุ่งเน้นผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยในระดับสูง โดยกำหนดให้สินค้าที่จำหน่ายในร้านที่ได้รับการรับรองปศุสัตว์ OK จะต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์และได้มาตรฐาน GMP ผ่านการเชือดชำแหละจากโรงฆ่าที่ถูกกฎหมาย กระทั่งถึงโรงงานแปรรูปและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความสะอาด เนื้อสัตว์วางแยกกับเครื่องในสัตว์ เขียง มีดและอุปกรณ์ต้องล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ และผู้จำหน่ายต้องสวมเครื่องแต่งกายที่สะอาด

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิต ปี 2559/2560 ตามมาตรา 55 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นรายเขต 9 เขต โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตราตันอ้อยละ 1,083.86 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 65.03 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 464.51 บาท ต่อตันอ้อย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)

เสนอ การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2559/2560 จำเป็นต้องดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทรายและอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ.2553 ประกอบกับคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2559/2560 ไปเรียบร้อยแล้วและในการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2559/2560 จะต้องใช้ตัวเลขปริมาณและรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศรวมทุกปีโควต้าในระหว่างเดือนตุลาคม 2559-กันยายน 2560

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย ในฐานะรองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาผลผลิตสับปะรดมีราคาตกต่ำเหลือเพียง กิโลกรัม (กก.) ละ 2.20-2.40 บาท ขณะที่โรงงานสับปะรดกระป๋องเพื่อการส่งออกรับซื้อกิโลกรัมละ 2.80 บาท จากเดิม 5-6 บาท ทำให้การผลิตไม่คุ้มกับต้นทุนที่ กิโลกรัมละ 4.60 บาท ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่สับปะรดได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังราคาตกต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ นอกจากนั้น ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีผลผลิตออกมาเพิ่มจะทำให้ราคาลดลงอีก ประกอบกับโรงงานรับซื้ออ้างว่ามีปัญหาจากการผลิตเพื่อส่งออกและเงินบาทแข็งค่า ทำให้มีผลกระทบเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

นายสุรัตน์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ ที่ผ่านมาสมาคมได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสับปะรดร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขอให้เร่งระบายผลผลิตสับปะรดผลสดไปจำหน่ายในจังหวัดอื่น แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่โรงงาน แปรรูปยอมรับว่าจะรับซื้อสับปะรดจากโควต้าเดิมของเกษตรกรเท่านั้น

บอร์ด ทอท.ไฟเขียวรับโอนย้าย 4 สนามบินจากท่าอากาศยานไทย เตรียมใช้งบลงทุน 1.2 แสนล้าน ผุดสนามบินแห่งที่ 2 ที่เชียงใหม่ และภูเก็ต รองรับนโยบายเมืองรอง และจำนวนผู้โดยสาร 20 ล้านคน/ปี ลุ้นบอร์ดไฟเขียว 25 พ.ค.นี้

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบรับโอนย้ายท่าอากาศยาน 4 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ให้มาอยู่ภายใต้ ทอท. คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานตาก และท่าอากาศยานชุมพร เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาล โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 1-2 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ

นายนิตินัย กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการบริหารงานและขั้นตอนเพื่อโอนย้ายท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่งมาให้ ทอท.กำกับดูแล นั้น ทาง ทย.จะต้องโอนไปให้กรมธนารักษ์ก่อน จากนั้น ทอท.จะเข้าไปเช่าท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่งจากกรมธนารักษ์เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าว ทอท.จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

“ทอท.จะเดินหน้าพัฒนาสนามบินทั้ง 4 แห่ง คาดนำร่องลงทุนพัฒนาศักยภาพของสนามบินอุดร และสกลนครก่อน โดยใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ภาคพื้นดิน อาคารผู้โดยสาร รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่วนอีก 2 สนามบิน คือ ตาก และชุมพร จะต้องทำการศึกษาความเหมาะสมก่อนว่าควรจะพัฒนาเป็นสนามบินเพื่อตอบสนองทางด้านไหน คาดศึกษาเป็นปี เบื้องต้นสนามบินตาก วางเป้าหมายให้เป็นสนามบินเพื่อขนส่งสินค้าทางอากาศภายในภูมิภาคเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ไม่เน้นขนส่งผู้โดยสาร เป็นต้น” นายนิตินัย กล่าว

นายนิตินัยกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2 และ ท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เหมาะสม ส่วนสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 พื้นที่จังหวัดพังงา เหมาะสมที่จะสร้าง โดยฝ่ายบริหาร ทอท.จะเสนอให้บอร์ด ทอท.พิจารณาเห็นชอบในหลักการลงทุนก่อสร้างสนามบินทั้ง 2 ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยสนามบินพังงา ใช้เงินลงทุน 70,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 10 ล้านคนต่อปี ส่วนสนามบินเชียงใหม่ แห่ง ที่ 2 ที่จังหวัดลำพูน จะใช้งบประมาณลงทุน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 10 ล้านคน ต่อปี

“งบประมาณที่จะใช้ในการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ 2 สนามบิน มูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาทนั้นยืนยันว่าไม่กระทบต่อสภาพคล่อง และกระแสเงินสดที่ ทอท.มีอยู่ เพราะปัจจุบัน ทอท.มีเงินสดในมือกว่า 62,000 ล้านบาท และจะมีเงินสดที่เป็นกำไรยังไม่หักค่าเสื่อมเข้ามาอีกว่าปีละ 30,000 ล้านบาท ดังนั้น งบประมาณที่จะมาใช้ลงทุนก่อสร้างจึงไม่มีปัญหาในระยะยาว แต่อาจจะมีกระทบบ้างในปี 2563 ที่ต้องใช้จ่ายในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ตาม หากมีสัดส่วนการกู้ก็จะเป็นการกู้ระยะสั้นเท่านั้น” นายนิตินัย กล่าว

นางสมฤดี ชัยมงคล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ในแผนลงทุนพัฒนาธุรกิจของธุรกิจ ช่วงปี 2558-63 ภายใต้กลยุทธ์ “Greener & Smarter” และเตรียมงบประมาณไว้ 1,200 ล้านบาท เพื่อสอดรับตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก คือ ความ ต้องการใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการและพัฒนาพลังงานทดแทน และการพัฒนาสู่ระบบดิจิทัล โดยยกระดับธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงทุนแล้วเกือบ 1,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนและลงทุนอีกหลายโครงการในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย

นางสมฤดี กล่าวว่า การลงทุนจะสอดรับกับสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้น โดยธุรกิจเหมืองถ่านหิน สัดส่วนจะเหลือ 40% จากปัจจุบัน 60% แต่ยังเป็นธุรกิจที่ขยายตัวได้ 5%ในปี 2561 และคาดยอดปริมาณขายในเหมือง 12 แห่งในออสเตรเลีย อินโดนีเซียและจีน รวม 46 ล้านตัน และราคาขายยังสูงตันละ 93-95 เหรียญสหรัฐ ขณะที่สัดส่วนรายได้อีก 40 %จากธุรกิจโรงไฟฟ้า และอีก 20 % เป็นธุรกิจพลังงานทดแทนใหม่ๆ เช่น ธุรกิจโซลาร์ในจีนและญี่ปุ่น 5% ธุรกิจแก๊ส 8% และ 7% กลุ่มเทคโนโลยีพลังงาน (EnergyTechnology) ซึ่งผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ยังขยายตัวได้สูง และบริษัทไม่ได้ผลกระทบจากชดเชยคดีโรงไฟฟ้าหงสาพร้อมดอกเบี้ย 2,700 ล้านบาท เพราะยังมีสภาพคล่องการเงินสูงกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ และไม่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็งเพราะเป็นการลงทุนและรายได้เกิดในต่างประเทศเป็นหลัก

นางสมฤดี กล่าวว่า สำหรับแผนการลงทุนในประเทศ บริษัทสนใจลงทุนในโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเริ่มลงนามจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงานทดแทนแล้วกับปั๊มน้ำมัน โรงเรียน โรงงาน โรงพยาบาลและโรงแรม เป็นต้น รวมถึงแสดงความสนใจการส่งเสริม Smart Energy ของภาครัฐ โดยร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ส่วนต่างประเทศ อาทิ ลงทุนโรงไฟฟ้า 3 โรงในเวียดนามและจีน ลงทุนธุรกิจแบตเตอรี่/แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในสิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และไทย และการลงทุนระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและลดต้นทุน เช่น การซ่อมแซมโดยไม่ต้องใช้คน ระบบการสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ ระบบการสำรวจที่เปิดหน้าดิน ระบบกำจัดสารพิษ เป็นต้น

“ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจในต่างประเทศ จะเป็นเรื่องกฎระเบียบ เช่น อินโดนีเซียมีกฎระเบียบบังคับให้ขายถ่านหินให้กับบริษัทในท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 15% หรือ จีนมักมีการปิดท่าเรือขนส่งถ่านหิน หรือนโยบายของนายโดนัล ทรัมป์ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เพราะได้ปรับธุรกิจให้สอดรับกับกฎระเบียบต่างๆ อยู่แล้ว” นางสมฤดี กล่าว

กระทรวงพาณิชย์แจงเงินเฟ้อเดือนเมษายน ขยับ 1.07% สูงสุดในรอบ 14 เดือน และต่อเนื่องเป็นเดือน ที่ 10 เหตุจากราคาน้ำมัน อาหารสด และสินค้าเกษตรปรับตัว คาดไตรมาส 2 ยังสูงขึ้นตามราคาสินค้า เชื่อทั้งปีอยู่ในกรอบที่วางไว้ที่ 0.7-1.7%

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้สรุปจำนวนรายการสินค้าทั้ง 422 รายการ ที่นำมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน 2561 พบว่า มีสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น 239 รายการ อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง ข้าวสารเจ้า ก๊าซหุงต้ม และผลไม้สดที่มีการปรับตัวจากการเปลี่ยน แปลงของสภาพอากาศ สำหรับราคาสินค้าที่ยังทรงตัว มี 71 รายการ และสินค้าที่ราคาลดลง 112 รายการ อาทิ เนื้อหมู ไก่สด ไข่ไก่ และข้าวเหนียว เป็นต้น

โดยสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.68% และหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 1.31% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นถึง 3.90% ทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สูงขึ้น 1.07% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และเป็นอัตราสูงที่สุดในรอบ 14 เดือน และในช่วง 4 เดือนแรก อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.75%

“ประเมินการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อเดือนนี้ มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการปรับตัวของราคาสินค้าเกษตรเป็นหลัก ซึ่งราคากลุ่มพลังงานสูงขึ้น 4.69% จากน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกที่ปรับเพิ่ม 3.90% รวมทั้งการ สูงขึ้นของกลุ่มอาหารสด 0.49% จากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ผลผลิตเสียหายโดยเฉพาะผักสดสูงขึ้น 6.82% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไป 4 เดือนแรกสูงขึ้น 0.75% และเงินเฟ้อพื้นฐานก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันที่ 0.62% แต่โดยรวมสะท้อนว่าการบริโภคและการใช้จ่ายของทางภาครัฐและเอกชนอยู่ในระดับที่ดี ทำให้มีการหมุนเวียนเงินในระบบเอื้อต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชน”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวอีกว่า คาดว่าเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาสินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน รวมทั้งโครงการลงทุนภาครัฐเอกชน เริ่มดำเนินการได้เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ความต้องการและราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำปี 2561 อาจส่งผลดีต่อกำลังซื้อสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับตัว ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้คาดว่าทั้งปีอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.7-1.7% ตามเดิม

วันที่ 2 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขายอาหารเช้าราคาประหยัดจากจังหวัดพิษณุโลก พบแม่ค้าผู้ประกอบการหลายรายเน้นขายกับข้าวราคาถูก โดยเฉพาะร้านขายรถเข็นของ นางประเสริฐ รอดปลื้ม อายุ 45 ปี ชาว อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก นับว่าเป็นอีกหนึ่งร้าน ที่เป็นขวัญใจคนจนจริงๆ ยึดอาชีพขายกับข้าว ขนมหวาน ราคาถูก ถุงละ 5-12 บาท โดยใช้รถเข็นออกตระเวนขายในละแวกซอยชนโค ม. 8 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก และบริเวณชุมชนในย่านตลาดโคกมะตูม ตลาดเทศบาล 4 มาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว

โดย “ร้านพี่เสริฐ” คือชื่อที่ลูกค้าเรียกติดปาก พี่เสริฐจะเริ่มต้นขายของในช่วงเวลาประมาณ 06.00 น. นำรถเข็น ที่รับซื้อสินค้าถุงหลากหลายชนิด มาตั้งขายในซอยชนโค ม.8 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก บริเวณหน้าร้านขายข้าวแกง ในรถเข็นจะมีอาหารถุงสำเร็จรูปสารพัดชนิด วางเรียงรายและห้อยเต็มไปหมด อาทิ แกงถุง 12 บาท ข้าวต้ม 5 บาท ขนมหวาน ชุดละ 5-10 บาท ข้าวเหนียว ผัดไทย ถุงละ 10 บาท ผลไม้ชุดละ 10 บาท เป็นต้น จะมีลูกค้าเริ่มมาซื้อจำนวนมากในช่วงเช้า กระทั่งประมาณ 09.00 -12.00 น. ก็จะเริ่มเข็นรถออกมายังถนนพิชัยสงคราม เข้าสู่ถนนพระองค์ดำ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ถนนสุรงคเดชะ หรือ เรียกโดยรวมว่า ย่านตลาดโคกมะตูม ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก กับข้าวที่รับมาขายก็จะขายหมดเกลี้ยงทุกวัน

นางประเสริฐ กล่าวว่า ยึดอาชีพเข็นรถจำหน่ายกับข้าวในเขตตัวเมืองพิษณุโลกได้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว สินค้าทั้งหมด เป็นอาหารสำเร็จรูป ที่รับจากแม่ค้ามาขาย เน้นขายราคาถูก 5-12 บาท ไม่เอากำไรมาก จะมีลูกค้าขาประจำเป็นประชาชนในละแวกซอยชนโค พนักงานออฟฟิศ ร้านขายของ คนงานก่อสร้าง นักเรียน นักศึกษา ในย่านตลาดโคกมะตูม ขายทุกวัน หยุดวันอาทิตย์ และจะขายหมดทุกวัน ได้กำไรเฉลี่ยวันละ 300 กว่าบาท แค่พออยู่ได้ ไม่ได้เน้นเอากำไรมาก