แนวโน้มของอนาคตจะเป็นอย่างไรอนาคตไม้สักยังเป็นที่ต้องการ

ของตลาดอย่างแน่นอนแต่กว่าจะให้ผลผลิตได้ต้องใช้เวลา 10-15 ปี ขึ้นไป หากคิดผลตอบแทนปีต่อปี ต่อไร่ ก็คงจะไม่มากอย่างที่คิด แต่ถ้าจะปลูกไว้ให้เป็นมรดกของลูกหรือหลานก็ถือว่าน่าสนใจ และอาจจะเรียกว่า โครงการพ่อปลูกลูกรวย ก็คงไม่ผิด

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบว่า เพราะเหตุใด ญี่ปุ่นจึงสามารถปลูกข้าวได้สูงในระดับต้นๆ ของโลก ผมเคยอ่านหนังสือทำให้ทราบว่า ญี่ปุ่น เคยเป็นลูกค้านำเข้าข้าวจากไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันเขาผลิตได้เกินความต้องการแล้ว ช่วยกรุณาอธิบายด้วยครับ

ญี่ปุ่น เร่งพัฒนาระบบการทำนาอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในธรรมชาติ ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ผลผลิตของพืชจะสูงกว่าในเขตร้อน สาเหตุจากอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนมีความแตกต่างกันหลายองศา ซึ่งในฤดูร้อนมีแสงแดดจ้า การสังเคราะห์แสงดำเนินไปเต็มประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราที่สูง แต่พอตกกลางคืนอากาศเย็นลง การนำแป้งและน้ำตาลไปใช้ในขบวนการหายใจจึงอยู่ในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้ขบวนการสะสมอาหารได้มากกว่าในเขตร้อนตามที่กล่าวมาแล้ว

อีกปัจจัยหนึ่งรัฐบาลจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรถือครองที่ดิน รายละ 1 เฮกเตอร์ หรือ 6.25 ไร่ เท่านั้น การทำนาของญี่ปุ่นจึงประณีตมากเป็นพิเศษ เนื่องจากญี่ปุ่นมีอากาศร้อนเพียงระยะสั้นๆ เกษตรกรจึงเริ่มเพาะกล้าในกระบะเก็บไว้ในตู้อบที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ระยะนี้อากาศยังคงหนาวเย็น มีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หลังจากเมล็ดงอกแล้วจึงนำกระบะต้นอ่อนเข้าเก็บในโรงเรือนพลาสติก ที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ดูแลจนต้นกล้ามี 3 ใบ ก่อนนำออกไปปักดำด้วยเครื่องปักดำ ระยะนี้อากาศภายนอกอบอุ่นขึ้นแล้ว

เทคนิคสำคัญคือ ในกลางเดือนสิงหาคม มีอากาศร้อนจัด เกษตรกรญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกจากแปลงนา 4 ครั้ง แต่ละครั้งทิ้งระยะให้ดินแตกระแหง แล้วจึงไขน้ำเข้าแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ก๊าซไข่เน่าและหญ้าที่ไถกลบลงดินก่อนการปักดำ ให้ระเหยไปในอากาศ เพราะว่าก๊าซทั้งสองชนิดเป็นพิษกับระบบรากของต้นข้าว ครั้งสุดท้ายคือ ครั้งที่ 4 เป็นระยะข้าวใกล้ออกรวง เมื่อดินแตกระแหง เกษตรกรจะหว่านปุ๋ยแต่งหน้า ให้เม็ดปุ๋ยตกลงตามรอยแยกของดิน เข้าใกล้ระบบรากมากที่สุด แล้วไขน้ำเข้ามา น้ำจะละลายดินปิดรอยแยกของผิวดิน เก็บรักษาปุ๋ยไว้ให้ละลายออกมาอย่างช้า ให้ต้นข้าวนำไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้น 7-10 เปอร์เซ็นต เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีใส่ปุ๋ยด้วยวิธีหว่านลงดิน-พื้นนาโดยตรง ระยะนี้ต้นข้าวในแปลงจะเริ่มแทงช่อให้เห็นพอดี

ด้วยชาวนาญี่ปุ่นได้นำเอาวิธีการมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ทำให้สามารถยกระดับผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศสูงถึง 79 ถัง ต่อไร่ นี่เป็นน้ำหนักของข้าวกล้อง แต่หากคิดรวมทั้งเปลือกข้าวด้วย ค่าเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 120 ถัง ต่อไร่ สูงกว่าจีน ที่ผลผลิตเฉลี่ย 77 ถัง ต่อไร่ข้าวเปลือก ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น

มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ที่กรมวิชาการเกษตร ประกาศรับรองพันธุ์ไปเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถือเป็นความสำเร็จที่กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์มะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรมและลดการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าวในประเทศไทย เพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก

เกือบ 30 ปี กว่าจะได้มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสามทาง
คุณทิพยา ไกรทอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร ผู้สืบสานงานทดลองและพัฒนามะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสามทางต่อจากนักวิชาการเกษตรผู้ริเริ่มรุ่นก่อนๆ เล่าให้ฟังว่า คุณอานุภาพ ธีระกุล อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เป็นผู้ริเริ่มทำงานวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์มะพร้าวลูกผสมพันธุ์สามทางขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่ามะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 และ ลูกผสมชุมพร 2 ซึ่งได้รับรองพันธุ์มาแล้วประมาณกว่า 30 ปี

โดยเฉพาะมะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 มีข้อด้อย คือ ผลเล็ก ไม่เป็นที่ต้องการของเกษตรกร โดยเกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคามะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 เนื่องจากการซื้อขายมะพร้าวบ้านเราซื้อขายกันด้วยขนาดของผล จึงถูกตีราคาเป็นมะพร้าวเกรดต่ำ ส่วนมะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา จนได้ผลขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อหนา อายุการตกผลประมาณ 4 ปีครึ่ง จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ณ ปัจจุบันมียอดสั่งจองต้นกล้ากว่า 2 ล้านต้น ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการ แต่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ดีเท่าที่ควร ในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานเกิน 3 เดือน มะพร้าวจะกระทบแล้งทำให้ผลผลิตเสียหายไปด้วย

ด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้ คุณอานุภาพ ธีระกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรในขณะนั้น จึงคิดริเริ่มปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว เพื่อที่จะผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมพันธุ์สามทางขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่มาของพันธุ์
ที่มาของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ได้จากงานวิจัย “การเปรียบเทียบพันธุ์มะพร้าวลูกผสมสามทาง” ประกอบด้วยมะพร้าว 4 พันธุ์ด้วยกัน คือ

พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง
พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง
พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์ตาฮิติ และ
พันธุ์มลายูสีแดงต้นเตี้ย x พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง โดยพันธุ์ที่ 1, 3 และ 4 นำเข้ามาจากประเทศไอวอรีโคสต์ เมื่อปี 2517 แล้วนำมาปลูกคัดเลือกภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร
ส่วนพันธุ์ที่ 2 มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง ได้จากการคัดเลือกพันธุ์ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร มะพร้าวลูกผสมเดี่ยวทั้ง 4 พันธุ์ ดังกล่าว ผสมกับพันธุ์ไทยต้นสูง (พ่อพันธุ์) ที่ได้จากการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปี 2532-2533 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ บันทึกข้อมูลการเจริญเติบโต ผลผลิต น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง และองค์ประกอบของผลตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ จนสามารถคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเด่น ได้จำนวน 2 พันธุ์ ด้วยกันคือ

(พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง) x ไทยต้นสูง หรือ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1
(พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง) x ไทยต้นสูง หรือ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2
มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ได้ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

ความแตกต่างระหว่าง มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1
กับ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2
ลักษณะเด่นของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,252 ผล/ไร่/ปี หรือ 102 ผล/ต้น/ปี น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้ง เฉลี่ย 337 กรัม/ผล หรือ 766 กิโลกรัม/ไร่/ปี เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง 61% ผลผลิตน้ำมันเฉลี่ย 21 กิโลกรัม/ต้น/ปี จัดเป็นมะพร้าวผลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ย 1,882 กรัม/ผล สามารถจำหน่ายเป็นมะพร้าวผลได้เทียบเคียงกับมะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูงที่เกษตรกรขายตามปกติ

สำหรับลักษณะเด่นของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,372 ผล/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 108 ผล/ต้น/ปี ผลมีขนาดกลาง น้ำหนักเฉลี่ย 1,509 กรัม/ผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 250 กรัม/ผล หรือ 524 กิโลกรัม/ไร่/ปี เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง 62% คิดเป็นผลผลิตน้ำมันเฉลี่ย 17 กิโลกรัม/ต้น/ปี

คุณทิพยา ยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าเทียบกับมะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูง ผลผลิตเฉลี่ย 30-50 ผล/ต้น/ปี มะพร้าวลูกผสมสามทางทั้งสองพันธุ์ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 2 เท่า

“ข้อดีอยู่ที่ว่า ในส่วนของเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ถึงแม้จะน้อยกว่าสวีลูกผสม 1 หรือลูกผสมชุมพร 2 ก็จริง แต่ถ้าคิดเป็นผลผลิตน้ำมัน/ต้น/ปี จะให้ผลผลิตน้ำมันได้มากกว่า ดังนั้น มะพร้าวลูกผสมสามทางทั้งสองพันธุ์ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร”

ต้านทานต่อโรคและแมลงหรือไม่
คุณทิพยา กล่าวว่า ถ้าจะนำมะพร้าวพันธุ์สามทางทั้งสองพันธุ์ดังกล่าวไปปลูกทดแทนในพื้นที่ที่เคยมีปัญหาในเรื่องการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว จะต้านทานต่อโรคและแมลงหรือไม่นั้น ทางศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรได้บันทึกข้อมูลมาตั้งแต่ 2533-2560 ซึ่งงานทดลองได้สิ้นสุดลง สรุปข้อมูลได้ว่า ไม่พบว่ามีการเข้าทำลายของแมลงศัตรูที่ร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็น หนอนหัวดำมะพร้าว และ แมลงดำหนาม แต่จะพบด้วงแรดเข้าทำลายได้รับความเสียหายบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเสียหายระดับเศรษฐกิจ อาจกล่าวได้ว่า มะพร้าวลูกผสมสามทางทั้งสองพันธุ์มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูมะพร้าวได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม การปลูกมะพร้าวไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใดก็ตาม มีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องปริมาณน้ำฝน ไม่ควรน้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตร/ปี และต้องระวังในช่วงที่แล้งติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน เพราะจะส่งผลกระทบต่อมะพร้าวได้รับความเสียหาย เกษตรกรที่จะนำมะพร้าวไปปลูก ควรหาพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำสำรองไว้ด้วย เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นตาดอกของมะพร้าว และจะทำให้มะพร้าวเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี

ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เตรียมขยายพื้นที่เพาะกล้า
ขณะนี้ศูนย์ฯ ชุมพร เตรียมขยายพื้นที่สำหรับการสร้างแปลงแม่พันธุ์ลูกผสมสามทางชุมพร 1 โดยแม่พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง ดำเนินการภายในศูนย์ฯ ชุมพร เบื้องต้น 80 ไร่ ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร อาจจะถึงปี 2570 จึงจะสามารถผลิตพันธุ์สู่เกษตรกร เนื่องจากมะพร้าวเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ช้ากว่าพืชอื่น โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่การผสมพันธุ์จนถึงเก็บผลพันธุ์ไปเพาะ 11-12 เดือน และเพาะเป็นต้นกล้าพร้อมปลูก ใช้เวลา 5-6 เดือน

คุณทิพยา บอกว่า ศูนย์พยายามที่จะเร่งผลิตพันธุ์ เพื่อจะให้พี่น้องเกษตรกรได้นำไปปลูก แต่เนื่องจากพื้นที่ศูนย์มีไม่มากพอ ดังนั้น ในส่วนของลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ทางศูนย์ฯ ชุมพร ได้ขยายพื้นที่ปลูกแม่พันธุ์ไปแล้ว 200 ไร่ ที่สวนผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมคันธุลี สังกัดศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ซึ่งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง 50 ไร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส 50 ไร่ และศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย 5 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในอนาคต และการขยายผล

ศูนย์ได้ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรในเรื่องของการผลิตมะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสามทางให้แก่เกษตรกรที่มีการปลูกแม่พันธุ์มะพร้าวอยู่แล้ว รวมทั้งบริษัทเอกชน ซึ่งจะเป็นการช่วยกระจายต้นกล้าให้มากขึ้น

คุณทิพยา ไกรทอง กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มทดลองปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และ ชุมพร 2 นับตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบัน ปี 2562 รวมแล้วเป็นเวลา 29 ปี เริ่มจาก คุณอานุภาพ ธีระกุล อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรเป็นท่านแรก ต่อมาผู้ที่รับช่วงงานต่อคือ คุณจุลพันธ์ เพ็ชรพิรุณ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ปัจจุบันข้าราชการบำนาญ และดิฉันเป็นรุ่นที่สาม เพราะในเรื่องของการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก กว่าจะได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมาและต้องมีใจรักด้วย

แต่ก็ยังมีนักวิชาการเกษตรรุ่นน้องที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรที่ทำงานวิจัยด้านมะพร้าวและอนาคตคงมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและอุตสาหกรรมมะพร้าว สำหรับมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ประมาณปลายปี 2563 เกษตรกรที่ต้องการต้นกล้าไปปลูก สามารถเตรียมจองต้นกล้าได้ ส่วนมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 อาจต้องรอออกไปก่อน ประมาณปี 2570

เกษตรบางรายไม่ทราบวิธีการใช้น้ำบาดาลมาใช้ในทางการเกษตร เมื่อสูบน้ำขึ้นมาก็ใช้ในการเกษตรและเลี้ยงปลาเลย ผลคือทำให้ปลาตาย พืชผักที่รดด้วยน้ำใต้ดินก็ไม่ค่อยได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำใต้ดินบางพื้นที่อาจเป็นกรด หรือ ด่าง ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้นายธวัชชัย บุญมีชัย เกษตรกรหนุ่มวัย 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 บ้านบุผาง หมู่ 3 ต.หนองเมธี อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เจ้าของสวน “บุญมีชัยฟาร์ม เกษตรพอเพียง” ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงและเป็นเกษตรกรที่มีความคิดก้าวหน้า ปัจจุบันได้เป็นประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรขึ้นในระดับชุมชนอำเภอท่าตูม ได้คิดหาวิธีการที่จะทำการปรับสภาพน้ำบาดาล ให้ใช้ได้โดยไม่ต้องสร้างบ่อพักให้เสียเวลา ซึ่งอาศัยหลักรูปแบบจากธรรมชาติง่ายๆ

นายธวัชชัย ได้นำรูปแบบมาดัดแปลงในพื้นที่ไร่ของตัวเอง โดยการดึงน้ำขึ้นมาจากใต้ดินให้ไหลผ่านชั้นหิน ถ่าน และมูลสัตว์ที่ทำดักไว้ที่จุดปล่อยน้ำออกมา ก่อนให้น้ำไหลผ่านไปยังร่องน้ำตามที่ทำไว้ไหลเข้าไปยังสระน้ำและสวนพืชผัก

หากสังเกตน้ำที่ไหลผ่านออกไปจากชั้นที่กรองและปรับสภาพแล้ว น้ำจะใสแบบธรรมชาติ ที่สำคัญน้ำที่ผ่านการปรับสภาพแล้วสามารถเลี้ยงปลาได้ โดยที่ปลาไม่ตายและสามารถน้ำไปรดพืชผักได้ผลเป็นอย่างดี ใช้ได้ตลอด โดยไม่ต้องสร้างบ่อพักน้ำก่อนนำมาใช้

นายธวัชชัย เปิดเผยว่า รูปแบบดังกล่าวเป็นการปรับสภาพน้ำบาดาลที่เป็นกรด ด่าง ให้สามารถใช้น้ำได้เลย โดยไม่ต้องสร้างบ่อพัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าทางภาคอีสานเราจะมีปัญหาความแห้งแล้งน้ำไม่พอใช้ จำเป็นจะต้องสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ทำการเกษตร ซึ่งวิธีการทำระบบกรองหรือปรับสภาพน้ำก็ง่ายๆ โดยน้ำที่สูญขึ้นมาก็จะผ่านชั้นต่างก่อนไหลไปตามคลองที่ขุดไว้ ชั้นแรกจะไหล่านชั้นหิน จากนั้นไหลผ่านชั้นถ่าน และสุดท้ายคือมูลสัตว์

เพื่อเป็นการสร้างจุลินทรีย์ให้กับน้ำ ซึ่งปกติถ้าน้ำออกจากบ่อบาดาลแล้วน้ำไปเลี้ยงปลาเลยปลาจะตาย ต้องมีการปรับสภาพน้ำก่อนน้ำไปใช้ ถือว่าเป็นการปรับสภาพน้ำด้วยวิธีง่ายๆ ใช้วัสดุในพื้นที่เราที่มีอยู่ ซึ่งน้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาและผ่านชั้นกรองน้ำแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม้ต้องผ่านการพักน้ำ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาในแบบธรรมชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าฝนที่ตกลงมาตามภูเขากลายเป็นน้ำตกแล้วไหลผ่านซากพืช ซากสัตว์ จะเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุ จึงได้นำแนวทางดังกล่าวมาจำลอง ซึ่งก็คิดค้นขึ้นมาเอง ถือเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่ทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้งที่ขาดน้ำและจำเป็นต้องสูบน้ำบาดาลมาทำการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันวิธีการปรับสภาพน้ำบาดาลให้เป็นกลางก่อนนำมาทำการเกษตร ถูกบรรจุในฐานการเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่ในฟาร์มของนายธวัชชัย กว่า 24 ไร่ เป็นพื้นที่จัดตั้งฐานเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ถ่ายทอดเทคโนโลยี ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ 5 ฐาน ผลิตปุ๋ย-น้ำ-ถ่าน-ผลิตพืชอาหาร ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการปรับเปลี่ยนสภาพน้ำใต้ดินด้วยวิธีธรรมชาติก่อนนำมาทำการเกษตร ได้รับความสนใจจากเกษตรกรมาดูงานอย่างต่อเนื่อง โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอท่าตูมได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งศูนย์ ศพก.ของ อ.ท่าตูม เป็น 1 ใน 882 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่า ปี 2562 เนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ รวมทั้งประเทศ 10,354 ไร่ ลดลง จากปี 2561 ซึ่งมีจำนวน 10,430 ไร่ (ลดลงร้อยละ 0.73)ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 37,072 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 36,838 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.64) ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 3,580 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3,532 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.36)

สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ในปี 2562 คาดว่าเนื้อที่ลดลงจากปีที่แล้ว เนื่องจากราคาหอมหัวใหญ่เบอร์ 1 ที่เกษตรกรขายได้ ในปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 9.46 บาทเมื่อเทียบกับปี 2560 ราคาลดลงร้อยละ 34.40 ซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 14.42 บาท จึงไม่จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูก ส่วนผลผลิตต่อไร่ คาดว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว หากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น ไม่มีโรค และแมลงรบกวน เอื้ออำนวยต่อการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ฝนตกชุกและอากาศชื้นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนฝรั่งให้เฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ มักพบได้ในระยะที่ฝรั่งพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 ฟอง อยู่ลึกจากผิวผลฝรั่งประมาณ 2-5 มิลลิเมตร หลังจากฝรั่งติดผลแล้ว 9 สัปดาห์ ตัวหนอนจะทำลายชอนไชกัดกินเนื้อฝรั่งอยู่ภายในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงในที่สุด

ส่วนแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรควรหมั่นรักษาความสะอาดแปลงปลูก และเก็บผลที่ถูกแมลงวันผลไม้เข้าทำลายหรือผลที่เน่าออกจากแปลงปลูก แล้วนำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก จากนั้น ให้เกษตรกรทำการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการเกิดร่มเงาในทรงพุ่ม ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้ และให้ศัตรูธรรมชาติมีบทบาทในการทำลายแมลงวันผลไม้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เกษตรกรควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวที่เจาะรูแบบซ่อนรูปสำเร็จมาจากโรงงาน ขนาด 6×14 นิ้ว โดยเริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 8 สัปดาห์หลังดอกบาน ห่อผล 1 ผลต่อถุง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้และหนอนแดง แล้วให้หุ้มทับด้วยกระดาษสมุดโทรศัพท์ห่อเป็นรูปกรวย เพื่อป้องกันแสงแดด จะทำให้ผิวสวยและเจริญเติบโตเร็ว

จากนั้น ให้ใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารล่อเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 :1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1 เมตร จำนวน 2 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยเพศผู้ และสำรวจการระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก ถ้าพบปริมาณแมลงวันผลไม้เพิ่มมากขึ้นในกับดักโดยเฉพาะช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวควรดำเนินการพ่นเหยื่อพิษโปรตีนต่อไป

หากพบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นเหยื่อพิษโปรตีนที่ประกอบด้วยเหยื่อโปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตรผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 5 ลิตร โดยใช้วิธีเดินพ่นแบบเป็นจุดบริเวณใต้ใบ พ่นทุก 5 ก้าว และพ่นทุก 7 วันตั้งแต่ห่อผลเสร็จจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด ซึ่งควรพ่นในเวลาเช้าตรู่ที่เป็นช่วงเวลาของแมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร

คุณทิม ไทยทวี อายุ 74 ปี เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จจากการปลูกส้มโอมานานกว่า 47 ปี เป็นเจ้าของสวนส้มโอไทยทวี ที่อำเภอสามพราน จำนวน 10 ไร่ และที่อำเภอนครชัยศรีอีก 30 ไร่ ในจังหวัดนครปฐม ผู้ได้รับรางวัลและมีชื่อเสียงจากการปลูกส้มโอโดยอย่างแท้จริง

มารู้จัก ส้มโอนครชัยศรี
คุณทิม ไทยทวี ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อ ส้มโอนครชัยศรี ว่า “ส้มโอนครชัยศรี จริงๆ แล้วหาที่มาที่ชัดเจนยังไม่ได้ ตนจำความได้ว่าส้มโอแรกเริ่มเดิมทีนั้น ปลูกกันที่ ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน ทำกันเรื่อยมา จนกระทั่ง ปี 2526 เริ่มเก็บผลผลิตเพื่อการส่งออก เกษตรกรที่อ้อมใหญ่เริ่มต้นปลูกส้มโอเป็นธุรกิจ คือพันธุ์ขาวพวง ทองดี นิยมส่งออกไปยังประเทศจีน ฮ่องกง และแคนาดา เป็นต้น เนื่องจากผลส้มโอพันธุ์ขาวพวงมีลักษณะคล้ายกับน้ำเต้า ซึ่งคนจีนมีความเชื่อว่าจะทำให้เงินทองพอกพูน จึงนิยมนำไปไหว้เจ้าในเทศกาลต่างๆ

ส่วนพันธุ์ขาวแป้น นิยมปลูกเพื่อขายผลผลิตในประเทศ นำไปสู่การขยายพื้นที่ปลูก จนมาถึงนครชัยศรี ทีนี้ คำว่า “ส้มโอนครชัยศรี” จากการสันนิษฐานน่าจะเกิดจากตอนที่ส้มโอเริ่มขยายมาปลูกในเขตนครชัยศรี ตอนนั้นยังเป็นมณฑลนครชัยศรี ส้มโอ จึงถูกเรียกตามชื่อมณฑล จึงกลายเป็นส้มโอมณฑลนครชัยศรีแต่นั้นมา เรียกกันจนเหลือแค่ ส้มโอนครชัยศรี ซึ่งในภายหลังได้มีการก่อตั้งเป็นจังหวัดนครปฐม มณฑลนครชัยศรีจึงกลายเป็นอำเภอไป

คุณทิม เป็นคนในพื้นที่อำเภอสามพราน บาคาร่าออนไลน์ เดิมประกอบอาชีพเป็นชาวนาปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาชีพเก่าแก่ของบรรพบุรุษที่ทำสืบทอดกันมา แต่ด้วยความลำบากที่ตนได้พบเห็นจากพ่อแม่ และได้ประสบพบเจอกับตนเอง เนื่องจากทำนา ทำได้แค่ปีละครั้ง ได้ผลผลิตและรายได้เป็นรายปี อีกทั้งใช้เวลานานกว่าครึ่งปีจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวจะตรงกับช่วงเดือน 12 เป็นฤดูที่น้ำมาก การเกี่ยวข้าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องแช่อยู่ในน้ำ ทำให้มือเท้าเปื่อยและเป็นแผล จึงเกิดความท้อ

คุณทิม คิดในใจเสมอว่า ในวันข้างหน้าหากมีอาชีพที่ดีกว่าและไม่ยากลำบาก จะเลิกทำนาทันที เพราะการทำนาแม้เวลาผ่านพ้นไป 5-10 ปี ภาพความลำบากก็ยังคงเหมือนเดิม อีกทั้งราคาข้าวที่ขึ้นลงไปตามตลาด ไม่มีความแน่นอน

จากชาวนาสู่อาชีพใหม่
เมื่อตั้งใจว่าจะเลิกทำอาชีพชาวนา ประกอบกับช่วงที่พ่อแม่อายุค่อนข้างมากทำนาไม่ไหว จึงได้ยกที่นาโดยแบ่งกับน้องคนละครึ่ง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตอนนั้นคุณทิมอายุได้ 28 ปี ได้ตัดสินใจมาทำสวนส้มโอ ยกร่องสวน โดยใช้แรงงานคนทั้งหมด

“ที่เลือกทำสวนส้มโอ สาเหตุหนึ่งคือ ใจชอบ และจากการที่สังเกตระหว่างชาวนาและชาวสวนในพื้นที่นี้ พบว่าชาวสวนผิวขาวไม่เหมือนชาวนา มองว่าไม่ลำบากเหมือนชาวนาในอดีตที่ต้องทำทุกอย่างด้วยแรงงานคน และพบว่าชาวนามีที่นาเยอะก็จริง แต่เป็นหนี้กันเยอะ ส่วนชาวสวนแม้มีที่น้อย แต่สามารถหารายได้จากที่พื้นที่ตรงนั้นได้ตลอดปี ปลูกได้หลายอย่าง หมากก็เก็บขายได้ ไม่เหมือนการทำนาที่ทำได้เพียง 6 เดือน ต่อปี เท่านั้น หลังจากนั้นก็อยู่เฉยๆ ใช้เงินจากการขายข้าวไปอีกครึ่งปี” คุณทิม กล่าว

คุณทิม ยกเลิกการทำนา และหันมาทำสวนส้มโออย่างเต็มตัว ในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นการทดลอง เริ่มต้นมีถูกบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วผิด เพราะตอนนั้นไม่มีความรู้และข้อมูลที่มากพอ เริ่มจากความรู้ที่ตนมี ซึ่งส้มโอที่คุณทิมปลูกตอนนั้น ประกอบด้วย พันธุ์ขาวหอม ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทองดี จนกระทั่ง ในปี 2525 เริ่มมีผลผลิตออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน จนสามารถทำเป็นธุรกิจ ขายอย่างจริงจังได้ ซึ่งช่วงนั้นราคาส้มโอ ขายกันอยู่ที่ ลูกละ 10-20 บาท ขายให้กับชาวบ้านและพ่อค้าที่นำไปขายในกรุงเทพฯ และเริ่มมีการนำผลผลิตจากสวนส่งเข้าประกวดในงานต่างๆ