แนะนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมะม่วงแบบชิดการตัดแต่งกิ่งมะม่วงนั้น

เริ่มตั้งแต่งเมื่อมะม่วงยังเป็นต้นกล้าอยู่ โดยเฉพาะมะม่วงที่เพาะในถุงพลาสติก หรือเพาะลงในแปลงปลูก และเวลาที่ปลูกลงหลุมจำเป็นต้องตัดแต่งรากและใบเพื่อลดการคายน้ำลงด้วยประการหนึ่ง

ระบบการตั้งพุ่มต้นมะม่วงนั้น นิยมเปิดกลางของทรงพุ่มให้โปร่งโดยเฉพาะการปลูกในระบบปลูกชิด จำนวนต้นที่ปลูกหนาแน่น ถ้าทรงต้นหนาทึบอาจจะทำให้เป็นที่สะสมของโรคและแมลงศัตรูได้ โดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนส ฉะนั้นต้องตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ระบบกิ่งภายในทรงพุ่มโปร่ง เพื่อแก้ปัญหาโรคแมลงได้น้อยลง ระบบการเลี้ยงกิ่งข้างนี้จะทำให้การตั้งพุ่มของมะม่วงมีทรงพุ่มได้ดีคือ จากช่วงที่ 1 เลี้ยงกิ่งไว้ 1-2 กิ่ง

พอช่วงที่ 2 เลี้ยงกิ่งที่แตกจากช่วงที่ 1 ไว้กิ่งละ 3 กิ่ง รวมกันเป็น 6 กิ่ง พอช่วงที่ 3 เลี้ยงไว้ 18 กิ่ง (1-2-6-18) การแตกกิ่งของมะม่วงแตกด้านข้างละ 3 ช่วง และรวมทั้งการเลี้ยงกิ่งจากลำต้นอีก 2 ช่วง รวมเป็น 5 ช่วง จะใช้เวลาเลี้ยงดูทั้งหมดประมาณ 7-8 เดือน การเลี้ยงระบบนี้กิ่งจะค่อยๆ โปร่งขึ้นและโคนกิ่งแข็งแรง กิ่งจะไม่หักหรือห้อยลงมาขณะที่มะม่วงติดผล

จุดประสงค์ของการตัดแต่งกิ่งมะม่วงระบบปลูกชิด
1. เพื่อเอาโครงสร้างให้ทรงพุ่มและลำต้นเตี้ย จะเริ่มตัดเมื่อยอดพันธุ์ดีเจริญได้สูงจากพื้นดิน 2 ฟุต หรือ 2 ชั้นใบ และเมื่อกิ่งที่แตกออกมาใหม่ซึ่งแตกจากตาข้างนั้น เราก็เริ่มตัดกิ่งหรือปลิดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้ได้โครงสร้างตามที่เราต้องการให้เหลือไว้ 2 กิ่ง หรืออาจจะไว้ 3 กิ่ง ก็ได้ (ในขั้นแรก)

2. เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน มะม่วงระบบปลูกชิดนั้น เมื่อเราตัดแต่งกิ่งแล้วจะได้ลักษณะรูปทรงพุ่มต้นเตี้ยสะดวกในการปฏิบัติงาน เช่น ฉีดสารเคมี การเก็บเกี่ยวผล การใส่ปุ๋ยซึ่งการปลูกมะม่วงระบบชิดต้นเตี้ย การเก็บเกี่ยวมะม่วงก็จะไม่เกิดความเสียหายหรือเกิดขึ้นน้อย

3. เพื่อให้ปริมาณกิ่งและผลสมดุลกับลำต้นและธาตุอาหาร คือตัดแต่งเพื่อให้มะม่วงมีจำนวนกิ่งที่ออกดอก และถือผลในปริมาณที่พอดีกับสัดส่วนของลำต้นและปริมาณธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ได้ผลมะม่วงที่สมบูรณ์เป็นที่ต้องการของตลาด ถ้าหากไม่ได้ตัดแต่งกิ่งมะม่วงจะติดผลมาก กิ่งใบมาก จะทำให้ผลเล็กและอาจทำให้มะม่วงทรุดโทรมได้

4. เพื่อป้องกันโรคและแมลง การปลูกมะม่วงระบบชิด ถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งจะทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและแมลงได้ เพราะจำนวนต้นมะม่วงที่ปลูกต่อไร่นั้นมีความหนาแน่น และถ้าไม่ตัดจะทำให้ทรงพุ่มทึบ แสงแดดส่องเข้าไปไม่ถึงบริเวณโคนกิ่งจะทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้หรือเป็นที่หลบซ่อนหรือว่างไข่ของพวกแมลงศัตรูได้

รูปแบบของการตัดแต่งกิ่งในระบบปลูกชิด
การปลูกมะม่วงในระบบปลูกชิดนั้น ต้องการตัดทรงพุ่มเตี้ย แคระเป็นหลัก รูปแบบที่นิยมใช้และเหมาะสมกับการปลูกมะม่วงระบบปลูกชิดนั้น คือแบบทรงแจกันซึ่งทำได้โดยตัดยอดหรือวิธีดียวกันกับตั้งพุ่มต้น ซึ่งได้กล่าวมาแล้วคือ การตัดยอดหรือลำกระโดงให้สูงจากพื้นดินประมาณ 2 ฟุต หรือ 2 ชั้นไป และเมื่อมียอดใหม่แตกออกมาตามด้านข้างของลำต้น เลือกกิ่งบริเวณบนสุดไว้ประมาณ 2-3 กิ่ง และเลือกกิ่งที่มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด และมีระยะห่างพอดีทำให้เกิดทรงพุ่มคล้ายแจกัน มีช่องว่างตรงกลางพุ่ม ถ้าหากตัดกิ่งกระโดงในขั้นแรกให้อยู่ในระดับที่เตี้ย ก็จะทำให้ทรงพุ่มต้นมะม่วงเตี้ย

และถ้าตัดกิ่งที่แตกออกมาชุดแรกอีกแต่ละกิ่งจะแตกยอดอ่อนออกมาหลายยอด ในแต่ละกิ่งเลือกเอาไว้ 2 ยอด หรือ 3 ยอด การตัดยอดนั้นไม่ควรทำเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ทรงพุ่มมะม่วงทึบเกินไป ซึ่งการตัดแต่งกิ่งมะม่วงแบบแจกันนี้ จะทำให้มะม่วงมีการกระจายผลดีมากผลมะม่วงจะมีคุณภาพดี ทรงพุ่มโปร่ง แต่อาจทำให้กิ่งฉีกหักได้ง่าย

การตัดแต่งกิ่งมะม่วงระบบชิดในต้นที่ให้ผลแล้ว การตัดแต่งมะม่วงระยะนี้แบ่งทำ 2 ครั้ง คือ การตัดแต่งครั้งแรก ควรตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทุกปี ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ฝนเริ่มตกแต่มะม่วงยังไม่แตกยอดอ่อนเลือกกิ่งเริ่มจากโคนกิ่งใดกิ่งหนึ่งจนถึงปลายกิ่ง กิ่งที่ควรตัดทิ้งนั้น คือ กิ่งกระโดง หรือกิ่งน้ำค้าง กิ่งแห้ง กิ่งที่มีกาฝาก กิ่งที่ทับซับซ้อนกันหลายๆ กิ่ง กิ่งที่ทำมุมแคบเกินไป และกิ่งที่ไม่สามารถยื่นออกไปรับแสงแดดได้เป็นต้องตัดออกเพื่อให้ได้ทรงพุ่มโปร่งและรูปทรงที่เราต้องการ และหลังจากตัดกิ่งแล้วควรใช้สารเคมีฉีดเพื่อจำกัดโรคและแมลง

การตัดแต่งกิ่งครั้งที่ 2 เริ่มตัดเมื่อฝนหมดแล้วเพื่อเป็นการให้มะม่วงออกดอก โดยการตัดกิ่งที่เกิดจากการตัดในครั้งแรก เพื่อลดจำนวนกิ่งให้น้อยลงจะได้ไม่แย่งอาหารและน้ำจากลำต้น จะทำให้กิ่งที่เหลือนั้นสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะออกดอกที่ติดผลต่อไป

วิธีการตัดแต่งกิ่งในระยะชิด
1. จะเป็นการสร้างโครงสร้างให้กับต้นมะม่วงที่ปลูก ซึ่งมีความสำคัญมาก โดยเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงยอดหรือลำต้นที่เกิดจากการติดตา ต่อกิ่ง จนมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร หรือประมาณ 2 ฟุตขึ้นไป (ถ้ามะม่วงเป็นกิ่งทาบ ปกติจะมีความสูงพร้อมที่จะตัดแต่งได้เลย)

2. ใช้เล็บสะกิดยอดออก หรือใช้ปลายมีดปาดเป็นรูปสามเหลี่ยมตัดตายอดออกเพื่อให้ตาข้างที่อยู่ ใกล้ในระดับเดียวกันแตกออกเป็นกิ่งข้าง ปล่อยให้ตาข้างแตกเป็นอิสระ เมื่อกิ่งแตกออกมามีความยาว 3-4 นิ้ว เลือกกิ่งที่แข็งแรง มีขนาดใกล้เคียงกันไว้ 2-3 กิ่ง และควรมีทิศทางที่เป็นมุมพอดีได้ระยะกัน ไม่แคบหรือกว้างเกินไป (กิ่งที่ทำมุมแคบเกินไปคือกิ่งที่ทำมุมกับลำต้นน้อยกว่า 45 องศา แต่ต้องไม่กว้างเกิน 60 องศา)

3. เป็นยอดที่เลี้ยงไว้ 2-3 กิ่ง เป็นใบแก่ให้ทำลายยอดของกิ่งใหม่ อีกครั้งเพื่อให้แตกกิ่งแขนงพร้อมกัน และเลือกไว้ยอดละ 2 กิ่ง เลือกกิ่งที่สมบูรณ์สม่ำเสมอกัน พร้อมทั้งอยู่ตำแหน่งตรงข้าม มีง่ามกิ่งกว้าง มุมที่ง่ามกิ่งประมาณ 60 องศา ถึงขั้นนี้ยอดทั้งหมดจะได้ 6-9 ยอด

4. เมื่อยอดชั้นที่ 2 เลี้ยงไว้ 6 หรือ 9 กิ่ง ใบแก่อีกครั้งก็จะทำลายยอดเช่นกัน ขั้นตอนที่ 2 และ 3 และเลี้ยงไว้ยอดละ 3 กิ่ง มุมที่ง่ามกิ่งประมาณ 45 องศา ก็จะได้ยอกดรั้งสุดท้าย เท่ากับ 18 หรือ 21 กิ่ง

ถ้าเขียนเป็นสูตรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงขั้นสุดท้าย คือ

1-2-6-18 หรือ 1-3-9-21 หรืออาจจะตัดแต่งสูตร 1-3-6-18 ก็ได้

สูตร 1-2-6-18
สูตร 1-3-9-21
สูตร 1-3-6-1

การตัดแต่งกิ่งมะม่วงที่ให้ผลในระยะชิด
การปลูกมะม่วงในระบบระยะชิดเมื่อปลูกไปได้ 3 ปี ถึงปีที่ 4 เป็นช่วงที่จะเริ่มให้ต้นมะม่วงออกดอกและผลอย่างเต็มที่ และเมื่อเก็บผลผลิตเก็บเกี่ยวไปแล้วจะต้องตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นมะม่วงให้มีขนาดที่เท่าเดิม มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาทรงพุ่มใหญ่เกินไปมีผลต่อการออกดอกติดผลในครั้งต่อไป และไม่สะดวกในการปฏิบัติงานภายในสวน

ตัดแต่งกิ่งมะม่วงในระบบชิดที่ให้ผลแล้วควรทำดังนี้ คือ

มะม่วงที่ปลูกในระยะชิด เมื่ออายุประมาณ 3-6 ปี ทรงพุ่มก็เริ่มจะชนกัน การตัดแต่งกิ่งจะต้องตัดให้เหลือสั้น โดนตัดจากปลายกิ่งลึกเข้ามา 3 ช่วงใน ทุกกิ่ง ทุกต้น ซึ่งตัดแล้วทรงพุ่มของต้นมะม่วงจะเหลือประมาณ 2 ช่วงใบ (ช่วงการเจริญ) และการตัดในครั้งต่อๆ ไป ก็จะทำในลักษณะเดียวกันนี้ แต่จะเหลือโคนกิ่งของช่วงใบที่ 3 ติดอยู่ที่ปลายกิ่ง ช่วงใบที่ 2 กิ่ง ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร โดยเลือกเอากิ่งที่แตกเข้าพุ่มไว้ เพื่อป้องกันมิให้ทรงพุ่มขนาดเกิน 1 เมตร จะทำให้มีพื้นที่ว่างระหว่างต้นได้กว้างขึ้น สะดวกต่อการปฏิบัติงานต่างๆ ภายในสวน

การแตกของกิ่งจะอาศัยตาที่โคนกิ่ง เมื่อกิ่งที่แตกออกมาโตพอสมควร ควรจะปลิดกิ่งที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้แต่กิ่งที่เจริญเหมาะสม

การตัดแต่งกิ่งในลักษณะนี้ ควรจะต้องมีการวางแผนและเตรียมการไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ซึ่งจะทำให้ยอดที่แตกออกมาแก่และสมบูรณ์พอที่จะออกดอกได้ในปีนั้นเลย ถ้าไม่มีการเตรียมการไว้ก่อนตัดแต่งช้าเกินไป จะส่งผลต่อผลผลิตที่จะได้ในปีนั้นอาจจะลดลงไปได้มาก และควรจะตัดแต่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งยอดก็จะแก่ในเดือนพฤศจิกายน ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน นับตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งที่มีอายุขนาดนี้จะสามารถออกดอกติดผลได้ดี

ในสมัยก่อน การปลูกพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นการทำเกษตรเพื่อการดำรงชีวิต ภายในครัวเรือน แต่ทุกวันนี้ ธุรกิจการปลูกพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีโอกาสทำกำไรได้ดี จึงเกิดผู้ประกอบการธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเพาะปลูกเชิงการค้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสร้างปัญหาน้ำเสียที่ระบายออกมาสู่สิ่งแวดล้อม

จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การปลูกพืชไร้ดิน หรือไฮโดรโปนิกส์ รวมทั้งแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เรื่องการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการผสมผสานระหว่างเกษตรอินทรีย์กับเทคโนโลยี ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของการเลี้ยงปลาแบบอควาโปนิกส์

“คนไทยคุ้นเคยกับระบบปลูกพืชแบบไร้ดินที่เรียกว่า ไฮโดรโปนิกส์ แต่หลายคนไม่รู้จัก ระบบอควาโปนิกส์ อันที่จริงแล้วทั้งไฮโดรโปนิกส์ และอควาโปนิกส์ เป็นรูปแบบการปลูกพืชที่ใกล้เคียงกัน “อควาโปนิกส์” มาจาก คำว่า Aquaculture ซึ่งเป็นการปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น อควาโปนิกส์ จึงหมายถึง การรวมระบบของการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันทำได้โดยการเลี้ยงปลาแบบน้ำไหลเวียนร่วมกับการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์” อาจารย์ดุสิต เอื้ออำนวย ภาควิชาผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าว

วิธีนี้ทำให้พืชได้รับสารอาหารที่เป็นของเสียจากบ่อปลา ประเภทธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพื่อบำรุงพืชตลอดระยะการเพาะปลูก เทคโนโลยีอควาโปนิกส์ แตกต่างกับระบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใส่ปุ๋ยให้แก่พืช หลักการทำงานของวิธีอควาโปนิกส์ คือ เวลาเลี้ยงปลา มักมีของเสียจากปลา (เมื่อเลี้ยงไปนานๆ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ) จึงนำน้ำเลี้ยงปลาซึ่งมีสารแอมโมเนีย (NH3) และของเสียที่ตกค้างในบ่อเลี้ยงปลาเมื่อนำมารดพืชผักจะถูกย่อยสลายกลายเป็นสารอาหารบำรุงพืชผักต่อไป

การบำบัดน้ำเสียของระบบอควาโปนิกส์
น้ำเสียจากการเลี้ยงปลาและสิ่งปฏิกูลจากการขับถ่ายของปลา ที่อยู่ในกลุ่มสารแอมโมเนีย อาทิ แอมโมเนีย (NH3) ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (F) ฯลฯ ถูกใช้เป็นปุ๋ยให้กับการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยรากพืชและจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณรากพืช จะใช้สิ่งปฏิกูลของปลามาเป็นธาตุอาหาร บริเวณรากพืชจะมีแบคทีเรียบางชนิด เช่น Nitrifryting bacteria ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะอาศัยอยู่ตามบริเวณกรวดหินและรากพืช ทำหน้าที่เปลี่ยนสารประกอบแอมโมเนีย (NH3) ให้กลายเป็นสารประกอบพวกไนไตร์ต (NO-2) ไนเตรต (No-3) ตามลำดับ โดยพวกไนไตร์ต (NO-2) และไนเตรต (No-3) พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลามีปริมาณแอมโมเนียลดลง (NH3) สามารถนำน้ำมาใช้ได้อีก

คุณนิพนธ์ จิตตำนาน นักวิทยาศาสตร์ ประจำภาควิชาเทคโนโลยีผลิตสัตว์และประมง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การปลูกพืชและเลี้ยงปลาระบบอควาโปนิกส์ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ บ่อปลากับแปลงปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เหมาะสำหรับการทำเกษตรในเมือง หรือบริเวณพื้นที่จำกัด เช่น การทำสวนหลังบ้าน อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการลงทุนในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง การปลูกพืช-เลี้ยงปลาต้องสัมพันธ์กัน แต่ในต่างประเทศสามารถทำได้เพราะเป็นเขตเมืองหนาว ผักที่ปลูกมีราคาแพง เช่น ผักสลัด แต่คนไทยสามารถทำเองได้สำหรับปลูกผักกินเองในครัวเรือน โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวหรือผักกินใบ เพราะมีไนเตรตสูง

หลักการทำงานของระบบนี้คือ เวลาเลี้ยงปลา มีน้ำเสียและของเสียจากปลา จึงนำน้ำเสียของปลามารดน้ำผัก พืชผักใช้ของเสียจากปลาเป็นปุ๋ยบำรุงต้น เป็นการบำบัดน้ำเสียให้กับปลา โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทั้งนี้ แนะนำการทำอควาโปนิกส์แบบ Grow Bed (GB) โดยให้บ่อปลาอยู่ต่ำสุด

ขั้นตอนในการทำ

เตรียมกระบะเพาะ โดยนำซาแรนวางล่างสุดของกระบะเพาะ จากนั้นนำหินกรวด ถ่านไม้ วางลงไป
นำท่อ ขนาด 13.5 นิ้ว ยาว 1 เมตร และท่อรูปตัว L นำมาต่อกัน
นำปั๊มน้ำเสียบ ต่อเข้ากับท่อทางน้ำเข้า
เจาะท่อพ่นน้ำเป็นไซเรน ไว้รดน้ำต้นไม้
นำไบโอบอลไว้อ่างน้ำล่างสุด ไว้สำหรับกรองน้ำ
นำเมล็ดมาหว่านลงกระบะเพาะ นำปลามาปล่อย
ข้อดีของระบบอควาโปนิกส์

อควาโปนิกส์ เป็นศาสตร์การผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของการเลี้ยงปลาและการเพาะปลูกพืชผักแบบไม่ใช้ดิน สรุปข้อดีจากระบบอควาโปนิกส์ ได้ดังนี้

– ใช้น้ำน้อยลง เมื่อเทียบกับการเพาะปลูกพืชจากระบบปกติน้อยลงถึง 90%

– หมดปัญหาวัชพืช และปัญหาแมลงน้อยลง

– ไม่ต้องรดน้ำ

– ไม่ต้องใส่ปุ๋ย

– ไม่ต้องปักชำ ขุดดิน

– ลดต้นทุนจากการเพาะปลูก โดยเฉพาะค่าปุ๋ยสำหรับพืช เมื่อเทียบการซื้อปุ๋ยสำหรับปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ 1 กิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงกว่าการซื้ออาหารปลา 1 กิโลกรัม สำหรับใช้ในระบบอควาโปนิกส์

– ความคุ้มค่าในการทำเกษตรในระบบอควาโปนิกส์ เพราะได้ทั้งปลาและพืชผักเพื่อการบริโภคในเวลาเดียวกัน

– ระบบอควาโปนิกส์ช่วยในการเลี้ยงปลาควบคู่ปลูกผัก (ผักสวนครัว ผักออร์แกนิก ผักสลัด และผักสมุนไพร) ทุกวันนี้ ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในทิศทางขาลง หากเกษตรกรคนใดต้องการลดต้นทุนการผลิต ขอแนะนำวิธีที่ทำได้ง่ายและต้นทุนถูก คือ ปลูกปุ๋ยพืชสด ที่สามารถตอบโจทย์ 3 ข้อ ที่เกษตรกรต้องการมากที่สุด คือ ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และช่วยปรับปรุงบำรุงดินไปพร้อมๆ กัน

รู้จัก “ปุ๋ยพืชสด” กันรึยัง?
ปุ๋ยพืชสด คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง ย่อยสลายง่าย โดยใช้วิธีการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืชที่ยังสดอยู่ลงในดิน เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ระยะเวลาที่พืชปุ๋ยสดจะให้คุณประโยชน์สูงสุด คือช่วงระยะออกดอก เพราะเป็นช่วงที่พืชมีธาตุอาหารสูงสุด โดยจะตัดส่วนเหนือดินไถลบลงดินแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชหลักที่จะปลูกตามมา

พืชปุ๋ยสดที่คนส่วนใหญ่รู้จักและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พืชตระกูลถั่ว เพราะหาเมล็ดพันธุ์ปลูกได้ง่าย เมื่อนำไปจำหน่ายก็ได้ราคาดี พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนแอฟริกัน โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม เป็นต้น

การปลูกปุ๋ยพืชสด จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช (Function of Organic Matter in Soil) อาทิ เป็นแหล่งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส สำหรับการเจริญเติบโตของพืช มีผลอย่างมากต่อการทำงานของจุลินทรีย์ในการช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ ช่วยเสริมโครงสร้างดินให้ดีขึ้น เพิ่มอากาศ กักเก็บความชื้น เพิ่มประจุความสามารถของดินในการแลกเปลี่ยนเกลือ แร่ธาตุ และการปรับสมดุล กรด-ด่าง ในดินได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสดมีมากมาย เช่น เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช กรดที่เกิดจากการผุพังของพืชสดจะช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยพืชปุ๋ยสดจะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยที่ตกค้างจากการใส่แปลงปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพืชหลัก เป็นการป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารไม่ให้ถูกชะล้างไป พืชตระกูลถั่วที่มีระบบรากลึกก็สามารถดูดดึงธาตุอาหารที่อยู่ในดินชั้นล่างขึ้นมาในลำต้น กิ่ง ก้าน และใบได้ เมื่อไถกลบพืชปุ๋ยสด และสลายตัวแล้วธาตุอาหารเหล่านั้นก็จะตกอยู่ในดินชั้นบน อันจะเป็นประโยชน์แก่พืชเศรษฐกิจหลักต่อไป

นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยพืชสดจะช่วยทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน อุ้มน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการรักษาความชุ่มชื้นในดินอีกทางหนึ่ง ช่วยควบคุมวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน ช่วยลดอัตราการสูญเสียดิน อันเกิดจากการชะล้าง และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตของพืชให้สูงขึ้นด้วย

“ปุ๋ยพืชสด” ดีกว่า “ปุ๋ยเคมี” อย่างไร?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายของปุ๋ยพืชสดต่ำกว่าปุ๋ยเคมีอย่างมหาศาล เพราะปุ๋ยพืชสดสามารถผลิตได้เองโดยไม่ต้องง้อพ่อค้าในช่วงสถานการณ์ปุ๋ยแพง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ก็สามารถขอรับฟรีได้ ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ จะมีก็เพียงการไถเตรียมแปลงที่เกษตรกรต้องลงทุนเองเท่านั้น

ส่วนทางด้านปฏิกิริยาต่อดินนั้น พบว่า การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็ง ไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อยลง ส่งผลทำให้ผลผลิตที่ได้รับไม่ดี…ท่านทั้งหลายคงไม่แปลกใจที่หลังจากใช้ปุ๋ยเคมีเป็นเวลานาน หน้าดินจะแข็งและเกิดภาวะดินไม่กินปุ๋ย ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยในอัตราที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

หากพิจารณาในภาพรวมทางด้านต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน แรงงาน และเวลา ในการผลิตปุ๋ยพืชสดยิ่งชนะปุ๋ยเคมีขาดลอย แม้กระทั่งปุ๋ยคอกยังสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะในแปลง/ไร่นา ที่มีขนาดใหญ่ เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวจะสูญเงินไปมาก เพราะทุกวันนี้ปุ๋ยคอกเริ่มหาซื้อได้ยาก ราคาก็แพงขึ้นเรื่อยๆ หากจะใช้ปุ๋ยคอกจริงๆ ก็ต้องใช้เป็นตันๆ ถึงจะเห็นผลดี ไหนจะต้องหาแรงงานในการช่วยหว่าน นึกแล้วลำบากแทน ไฉนเลยจะสู้ปุ๋ยพืชสด-พระเอกตัวจริงได้…

พืชปุ๋ยสด ชนิดไหนดีที่สุด?
คำถามนี้ตอบได้ยาก เพราะแต่ละชนิดดีใกล้เคียงกัน…เกษตรกรคงต้องเลือกชนิดที่เหมาะกับตนเองมากที่สุดจะดีกว่า แต่ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันของพืชปุ๋ยสด ก่อนตัดสินใจปลูก…เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลคุณสมบัติของพืชปุ๋ยสดแต่ละชนิดให้เหมาะกับลักษณะพื้นที่ สภาพดิน และฤดูกาลปลูกเสียก่อน รวมทั้งคำนึงถึงแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก วันออกดอก และวันไถกลบด้วย

สำหรับคุณสมบัติของพืชปุ๋ยสดแต่ละชนิด พิจารณาได้จากชนิดของพืชปุ๋ยสด ลักษณะของพื้นที่ที่เหมาะสม ฤดูปลูกที่เหมาะสม จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก วันออกดอก (วัน) วันไถกลบ (วัน) เพื่อการไถกลบ เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ หว่านไถกลบ กิโลกรัม/ไร่ ปลูกขยายพันธุ์ กิโลกรัม/ไร่

ปอเทือง ชอบที่ดอนที่มีการระบายน้ำดี ปลูกก่อนหรือปลายฤดูฝน กลางหรือปลายฤดูฝน

โสนอินเดีย ชอบดินเหนียว ทนเค็ม ปลูกก่อนฤดูฝน

โสนแอฟริกัน ชอบดินที่ดอนและลุ่ม ทนเค็ม ปลูกก่อนฤดูฝน

ถั่วพุ่ม ชอบที่ดอน ทนแล้ง ปลูกก่อนหรือปลายฤดูฝน ถั่วพร้า ชอบดินเหนียวและดินกรด ทนแล้ง ปลูกก่อนฤดูฝน หรือปลายฤดูฝน

ถั่วเขียว ชอบดินที่ดอน ทนแล้ง ปลูกก่อนฤดูฝน SIXBETG8.COM หรือปลายฤดูฝน หากเกษตรกรท่านใดสนใจ อยากลองผลิต “ปุ๋ยพืชสด” : สุดยอดเมนูเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดิน ดินที่เกษตรกรไทยไม่ควรมองข้าม สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศได้ เพราะคุณประโยชน์ที่ได้ นอกจากเพิ่มความสมบูรณ์ให้ดินแล้ว ยังสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ผลิต จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีลดลง เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเหมือนเคย รวมทั้งมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้แก่สถานีพัฒนาที่ดิน เพื่อนำไปขยายผลแก่เกษตรกรที่สนใจ นำไปปลูกเพื่อปรับปรุงดินต่อไป…

เคยสังเกตกันไหมว่า หากพูดถึงเรื่องผลไม้หรือลองถามกับเพื่อนเล่นๆ ว่า เพื่อนชอบรับประทานผลไม้อะไร เชื่อว่าคำตอบที่หลายคนมักจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น ทุเรียน เงาะ มังคุด แตงโม กล้วย และอื่นๆ แต่เคยสังเกตไหมว่า จะมีผลไม้อยู่ชนิดหนึ่งที่จะหาคนชอบรับประทานได้น้อยมาก นั่นก็คือ “ละมุด” แต่ก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่า จริงๆ แล้วที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานเป็นเพราะรสชาติที่ไม่ถูกปาก หรือเป็นเพราะหารับประทานได้ยากกันแน่ ละมุดจึงถูกจัดอยู่ในหมวดผลไม้ที่ถูกลืม กลายเป็นผลไม้นอกกระแสไปโดยปริยาย แต่รู้หรือไม่ว่าผลไม้ที่หลายคนมองข้ามกลับกลายเป็นผลไม้ที่ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้แบบเงียบๆ กว่าปีละเป็นล้านบาทกับพื้นที่การปลูกเพียง 11 ไร่ และที่สำคัญเจ้าของสวนผลิตไม่ทันขายด้วยซ้ำ

คุณสิทธิชัย ขวัญทอง อยู่บ้านเลขที่ 623/1 หมู่ที่ 1 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง อดีตวิศวกรโรงงาน ผันชีวิตเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เข้ามาพัฒนาพื้นที่มรดกของครอบครัวด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ภายในสวน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน จนสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้อยู่อย่างสุขสบายได้จนถึงทุกวันนี้

คุณสิทธิชัย เล่าถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพการเป็นเกษตรกรว่า อดีตเคยทำงานเป็นวิศวกรด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งนานกว่า 10 ปี หลังจากนั้นได้ลาออกจากงาน เนื่องจากต้องมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน นั้นคือ การทำสวนผลไม้ โดยคุณพ่อมีพื้นที่ 2 แปลง แบ่งปลูกมะม่วงมันศาลายาไว้ 1 แปลง อีกหนึ่งแปลงเป็นละมุด ตนได้เข้ามาดูแลในส่วนของแปลงละมุดที่คุณพ่อปลูกไว้เมื่อ 16 ปีก่อน ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ไร่ ใช้เวลาสะสมประสบการณ์กว่า 5 ปี ในการศึกษาการปลูกการดูแลละมุดจนเกิดความชำนาญ จึงตัดสินใจขยายแปลงปลูกละมุดเพิ่มอีก 11 ไร่ รวมทั้งหมดเป็น 22 ไร่ กลายเป็นสวนละมุดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพัทลุง และในอนาคตมีการวางแผนขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 50 ไร่ เนื่องจากละมุดเป็นผลไม้ที่อยู่นอกกระแสแต่ราคาดีไม่มีตก ต่างจากผลไม้ทั่วไปที่ราคาผันผวนสูง และอีกส่วนคือการใช้ประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับละมุดมาตลอด 9 ปี มองตลาดแล้วว่าละมุดยังไปได้อีกไกล สังเกตจากสถานการณ์ของสวนตอนนี้ผลิตเท่าไรก็ยังไม่พอขาย เพราะยังมีคนปลูกน้อย จึงกลายเป็นโอกาสเป็นช่องทางสร้างรายได้อีกมาก แต่ยังติดปัญหาเรื่องแรงงาน จึงต้องชะลอไว้ก่อน