แนะเคล็ดลับการทำสวนทุเรียนนอกฤดูปีนี้ถือเป็นปีทองของทุเรียน

เพราะขายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าทุกปี สร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น แต่การทำสวนทุเรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของต้นทุเรียนเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีป้อนตลาดในอนาคต

ในฉบับนี้ จะพาไปเรียนรู้เคล็ดลับการผลิตทุเรียนนอกฤดู ของ “ คุณสุเนตร สุทธิสถิตย์ ” (โทร.089-936-1214)ตั้งอยู่พื้นที่บ้านจำรุง หมู่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง จังหวัดระยอง เกษตรกรต้นแบบที่มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนมากว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 600 ต้น จำนวน 4 แปลง กระจายอยู่ในพื้นที่ตำบลกองดิน ตำบลบ้านนา ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแถลง และตำบลน้ำเป็น อำเภอเขาชะเมา

สวนทุเรียนเนื้อที่กว่า 30 ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเนินฆ้อ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกว่า 200 ต้น เป็นต้นทุเรียนอายุ 30 ปี จำนวน 100 ต้น อายุ 11 ปีจำนวน 30 ต้น อายุ 7 ปี จำนวน 50 ต้น อายุ 6 ปีจำนวน 15 ต้นและอายุ 3 ปีจำนวน 5 ต้น สำนักงานเกษตรอำเภอแถลง ยกย่องให้สวนแห่งนี้ เป็นแปลงสาธิตการผลิตทุเรียนนอกฤดูของอำเภอแถลง

คุณสุเนตรเป็นเกษตรกรที่ขยันทำงาน ที่นี่เน้นดูแลจัดการสวนทุเรียนแบบประณีต ตั้งแต่เริ่มมีดอก คอยตัดแต่งกิ่ง ควบคุมทรงต้นให้ต้นทุเรียนมีโครงสร้างต้นที่แข็งแรง รับน้ำหนักผลผลิตได้ดี พร้อมกับดูแลป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูสม่ำเสมอ ทำให้ต้นทุเรียนออกดอกเต็มที่และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

“ อากาศแปรปรวน ” อุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน คุณสุเนตรบอกว่า ภาวะอากาศแปรปรวน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของสวนทุเรียน ปีนี้ ต้นทุเรียนทยอยออกดอกติดผล 5 รุ่น เก็บเกี่ยวรุ่นละ 1 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม –เมษายน –พฤษภาคม –มิถุนายน –กรกฎาคม ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาในการดูแลจัดการสวนมากขึ้นกว่าเดิม แต่จุดดีคือ ขายทุเรียนได้ในราคาสูงเพราะผลผลิตไม่กระจุกตัวเหมือนกันปีก่อน

สวนทุเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เจอผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวนดอกกำลังบาน เจอฝนช่วงปีใหม่ ดอกร่วงกันหมด ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ 5-6 ตันเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยทำได้ถึง 20 ตัน แต่สวนทุเรียนของคุณสุเนตรปีนี้กลับมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 32 ตัน จากเดิมที่เคยทำได้30 ตันเมื่อปีก่อน เพราะคุณสุเนตรดูแลจัดการสวนตามคำแนะนำของอาจารย์ดนัย อังศุสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านอารักขาพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอทุเรียน”

อาจารย์ดนัยแนะนำให้คุณสุเนตรใช้ “ฟอส ครอป. เค ”เป็นปุ๋ยน้ำตัวใหม่ในรูปฟอสฟอรัสแอซิค เป็นทั้งสารอาหารพืช และเป็นวัคซีนป้องกันโรคช่วยให้ต้นทุเรียนมีขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่าย สารฟอสไฟด์ ช่วยแก้ไขปัญหาโรครากลำต้นกิ่งผลเน่า จากเชื้อราไฟทอปธอร่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภัยธรรมชาติ นับเป็นอุปสรรคต่อการปลูกดูแลต้นทุเรียน ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเจอปัญหาอุปสรรคมากมายทั้งเรื่องดอกและผลที่เสียหายจากลมพายุ ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ต้นโทรม เพราะขาดการดูแลอย่างถูกวิธี ชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ไม่สามารถทำให้ต้นทุเรียนออกดอกได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร

อาจารย์ดนัย ศึกษาจากฐานข้อมูลปริมาณน้ำฝนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า มักมีปัญหาฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคม และมีฝนตกหนักในเดือนสิงหาคม – กันยายน ปริมาณฝนหมดในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นเผชิญกับภาวะอากาศหนาวเย็นลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ไม้ผลออกดอกพร้อมๆ กัน

ลมหนาวยังมีอิทธิพลให้ไม้ผลที่แตกใบอ่อนในเดือนพฤศจิกายนออกดอกรุ่นหลังในเดือน มกราคม แต่จะมีปริมาณไม่มากนัก เพราะพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ออกดอกหมดแล้วในเดือนธันวาคม ถึงจะแตกใบอ่อนมาจากเดือนตุลาคมก็ออกดอกได้ สำหรับเดือน มกราคม เป็นระยะที่ไม้ผลกำลังอยู่ในระยะดอกบานเป็นส่วนใหญ่ มักพบปัญหาด้านแมลงศัตรูพืชระบาดรุนแรง โดยเฉพาะเพลี้ยไฟที่แมลงพาหะของอาการทุเรียนหนามจีบหรือหัวจีบ และการระบาดของไรแดงรวมถึงเพลี้ยแป้ง เพลี้ยต่าง ๆ ทำให้หนามทุเรียนล้มได้

เดือนมีนาคม – 15 เมษายน เป็นระยะเวลาที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนนอกฤดู (กลุ่มทำสาร) และมังคุดที่ออกดอกรุ่นแรกในวันที่ 25 พฤศจิกายน -10 ธันวาคม ราคาและการตลาดคงดี เพราะมีปริมาณผลลิตเข้ารุ่นแรกในปริมาณน้อย เดือนเมษายน-พฤษภาคม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไปจนถึง 20 พฤษภาคม ผลผลิตของไม้ผลต่าง ๆ จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้นอันเป็นผลมาจากลมหนาวในเดือนธันวาคม

เดือนมิถุนายน ไม้ผลโดยรวมเริ่มมีปริมาณผลผลิตลดน้อยลงเป็นเหตุให้ความต้องการตลาดเริ่มสูงขึ้น ราคาขายขยับสูงขึ้น แต่เกษตรกรมักเจอปัญหาผลผลิตเสียหาย เนื่องจากมีปริมาณฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพเช่น ทุเรียนเนื้อแข็งเป็นไต มังคุดอาการยางไหลไส้เหลือง และโรคผลเน่าของไม้ผลต่างๆ

ภาวะเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทย นับเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้เป็นอย่างมาก เพราะมีฝนตกต่อเนื่องผิดฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นระยะที่ไม้ผลควรจะออกดอก แต่กลับแตกใบอ่อนเป็นจำนวนมาก

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดสภาวะลมหนาวเย็นและกระแสลมแรงมาก จนทำให้ผลไม้ร่วงหล่นเสียหาย ดอกที่กำลังบานก็ไม่สามารถติดผลได้ ยังประสบกับสภาวะภัยแล้งทุกพื้นที่ จากสภาพความเสียหายดังกล่าว ทำให้ไม้ผลจำนวนมากไม่ให้ผลผลิตและ บางส่วนเสียหายมากจนต้องได้รับการจัดการดูแลอย่างดี

อาจารย์ดนัยมีข้อแนะนำเรื่องการเตรียมแปลงไม้ผลก่อนเข้าสู่ฤดูการผลิตต่อไปดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การจัดการฟื้นฟูสภาพต้นทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต (เดือน พฤษภาคม-มิถุนายน โดยประมาณ) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนต้องประเมินสภาพความสมบูรณ์ของต้นว่าอยู่ในระดับใด เพื่อส่งผลต่อขั้นตอนการจัดการฟื้นฟูสภาพต้นโดยดูจากสภาพใบ

ขั้นตอนที่ 2 การปรับโครงสร้างสวนการตัดแต่งกิ่งและการควบคุมโรครากลำต้นเน่า การตัดแต่งกิ่ง เป็นประเด็นสำคัญในความหมายตรงนี้ จะแตกต่างกันออกไปจากการตัดแต่งเพื่อปรับโครงสร้างสวนเพราะการตัดแต่งตรงนี้เป็นการตัดแต่ง เพื่อส่งเสริมหรือสนับสนุนการเจริญเติบโต ของต้นทุเรียน เช่น การตัดกิ่งแขนง, การตัดแต่งดอก,การตัดแต่งผล และการตัดแต่งกิ่งเพื่อส่งเสริมการออกดอก

เคล็ดลับเพิ่มผลผลิตทุเรียนของอาจารย์ดนัย มีหลักการง่ายๆ ดังนี้ เริ่มจากการตัดกิ่งแขนง โดยทั่วไป กิ่งแขนง คือกิ่งที่มีขนาดเล็กจะเกิดขึ้นภายในกิ่งใหญ่ โดยจะเกิดด้านข้างของกิ่งหรือด้านล่างกิ่งใหญ่ แขนงมีประโยชน์มากโดยสามารถที่จะสังเคราะห์แสงสำหรับต้นที่ไม่มีใบนอกทรงพุ่มหรืออาการเจ็บป่วยจากอาการยอดแห้งใบ แคระแกรน และที่สำคัญยังเป็นตัวดึงพลังงานที่ใบด้านนอกส่วนยอดผลิตแล้วให้ไหลลงมาสะสมตามกิ่งแขนงเพื่อสร้างตาดอกอีกด้วย จึงพบว่ามีการออกดอกได้ดีและทั่วต้น

อาจารย์ดนัยแนะนำหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ไม่ทำการตัดแต่งต่อ หากพบว่าทุเรียนต้นนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบด้านนอกและขาดความสมบูรณ์หรือมีการระบาดของโรครากลำต้นเน่า, โรคใบแก้วหรือใบด่างเหลือง เมื่อพบว่าเป็นระยะที่ทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในระยะไข่ปลาหรือตาปู และจะตัดแขนงได้เมื่อดอกมีปริมาณมากพอ อยู่ในระยะเหยียดตีนหนูขึ้นไป

อาจารย์ดนัยแนะนำให้ทำการตัดแต่งกิ่งแขนงต่อ ใน 5 กรณีคือ1.เมื่อต้องการให้ทุเรียนแตกใบอ่อนหรือเมื่อใบอ่อนเริ่มแตกและต้องการเร่งให้ต้นแตกใบอ่อนดีขึ้น 2. เมื่อต้องการให้ทุเรียนออกดอกในรุ่นธรรมชาติ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ ต้นสมบูรณ์ ใบแก่ อากาศเริ่มมีความหนาวเย็น หรือมีสภาวะฝนทิ้งช่วง 3. เมื่อต้องการเตรียมต้นเพื่อผลิตทุเรียนนอกฤดู 4. เมื่อมีการตัดแต่งดอกทุเรียน ให้ดอกมีความสมบูรณ์ ไม่เป็นที่หลบอาศัยของศัตรูพืช 5. หลังจากต้นออกดอกแล้วหรือติดผลแล้ว มีการแตกแขนงภายใน ตามตำแหน่งตาดอกหรือผลอ่อนที่หลุดร่วง มักเป็นแขนงที่ท้องกิ่งด้านล่าง

อาจารย์ดนัยแนะนำวิธีการป้องกันโรคในสวนทุเรียน โดยปรับปรุงระบบหัวจ่ายน้ำ ไม่ให้น้ำเหวี่ยงโดนบริเวณลำต้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม ควรทำต้นทุเรียนแห้งนานถึง 6 เดือน วิธีนี้่จะช่วยลดการระบาดของโรคลำต้นเน่าให้ลดลงอย่างมาก ยกเว้นต้นที่มีอาการรากเน่าอยู่แล้ว แต่ควรเปิดหัวเหวี่ยงเข้าต้นเพียงเล็กน้อย ป้องกันอาการเปลือกแตกต้นโทรม หากเป็นไปได้ ควรปรับให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ และให้สารเคมีหรือยาฆ่าเชื้อได้จะเป็นผลดีอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 การจัดการใบเพื่อเตรียมความพร้อมของต้น โดยทั่วไปการผลิตทุเรียนมีแนวทางปฎิบัติ 3 ประการคือ การผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติและรุ่นหลัง หรือรุ่นล่า คือออกดอกเก็บเกี่ยวช้ากว่าแปลงอื่น ๆ ซึ่งตามลักษณะของพื้นที่และในสภาพต้นทุเรียนในแปลงเดียวกัน อาจมีความพร้อมที่แตกต่างกันได้ เกษตรกรต้องบริหารจัดการต้น ให้สภาพใบโดยรวมมีความสมบูรณ์และมีปริมาณใบที่ใกล้เคียงกัน ตรงจุดนี้คือความหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมของต้น

ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมความพร้อมของต้นและใบชุดสุดท้ายก่อนการออกดอก อาจารย์ดนัย อธิบายเพิ่มเติมว่า ความหมายของใบที่ 2 หรือ 3 ทำความเข้าใจได้ยากโดยแต่ละคนจะเรียกไม่เหมือนกัน แต่หากได้ดำเนินการมาจากขั้นตอนที่ 3 แล้วเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจะทราบดีว่า “ใบสุดท้าย” คือใบรุ่นใดซึ่งจะแตกต่างกันออกไปในการผลิตทุเรียนนอกฤดูรุ่นธรรมชาติหรือรุ่นล่าหรือรุ่นหลัง จะแตกต่างกันทั้งวัน เดือน ปี แต่การจัดการเหมือนกันคือ “การสะสมความสมบูรณ์ของต้นให้พร้อมต่อการออกดอก”

อาจารย์ดนัยให้ข้อสังเกตว่า ใบอ่อนทุเรียนชุดสุดท้ายนี้จะแตกต่างกัน ทุเรียนที่ผลิตนอกฤดู (ทำสาร) จะแตกใบอ่อนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทุเรียนที่ทำการผลิตหัวธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือน กันยายน ทุเรียนที่ทำการผลิตธรรมชาติ จะแตกใบอ่อนในเดือน ตุลาคม ส่วนทุเรียนที่ทำการผลิตรุ่นหลัง จะแตกใบอ่อนในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนนอกฤดู หรือการดูแลไม้ผลอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากอาจารย์ดนัยได้ที่เบอร์โทร.092-656-9529 เวลา 8.00-13.00 น. ได้ทุกวัน

ล่องใต้ไปเยี่ยมชมสวนปาล์มน้ำมันของ “ ลุงบำรุง หนูด้วง ” เกษตรกรคนเก่งเจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2556 ลุงบำรุงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 77/7 หมู่ที่ 8 ตำบลสินปุน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ลุงบำรุงจบการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น (มศ.3) แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างงดงามทีเดียว เพราะลุงบำรุงเป็นเกษตรกรที่ขยัน ฉลาด มีความคิดริเริ่มในการทำงาน จึงฟันฝ่าอุปสรรคจนสร้างฐานะร่ำรวย มีรายได้ที่มั่นคงเป็นปึกแผ่น ทุกวันนี้ลุงมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองกว่าร้อยไร่ มีทั้งสวนปาล์มน้ำมัน และสวนยางพารา ใช้ทะลายปาล์มน้ำมันเป็นปุ๋ยหมักในสวนปาล์ม

เดิมลุงบำรุงมีอาชีพเป็นลูกจ้างสวนป่าสินปุน องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ต่อมาในปี 2533 ได้รับมรดกเป็นที่ดินลูกรังรกร้างว่างเปล่า จึงได้ทำการศึกษาลักษณะของดินเพื่อหาวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ริเริ่มใช้ซังทะลายปาล์มคลุมดินให้ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกวิธีการใช้ซังทะลายปาล์มคลุมดินยังไม่เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วไปมากนัก เนื่องจากเกรงว่าจะก่อให้เกิดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืช

สยามคูโบต้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำเกษตรครบวงจร เดินหน้ายกระดับชาวนาไทยปลูกข้าวคุณภาพสูงและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ด้วย KUBOTA (Agri) Solutions เน้นให้เกษตรกรทำเกษตรประณีต โดยการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าวในการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุน บำรุงรักษาง่าย และได้ข้าวบริสุทธิ์ ในพื้นที่กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

คุณสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าตระหนักดีว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำและนาหยอด ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย จึงได้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวคุณภาพสูงด้วยวิธีการใช้รถดำนาและรถหยอดข้าว ทดแทนการทำนาหว่าน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่สยามคูโบต้าได้เข้าไปส่งเสริมคือ กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต

“จังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน เหมาะแก่การทำนา แต่เกษตรกรบางส่วนยังคงประสบปัญหาการทำนาที่มีปัจจัยการผลิตสูง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าบำรุงรักษา จึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนจากการทำนาหว่านมาเป็นนาดำและนาหยอด ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวคุณภาพ GAP ที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกอยู่ในขณะนี้” คุณสมศักดิ์ กล่าว

คุณบุญฤทธิ์ หอมจันทร์ (พี่ฤทธิ์) รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายแรกๆ ของจังหวัดชัยนาทที่ให้ความร่วมมือกับสยามคูโบต้า สละแปลงนา 10 ไร่ ให้ทีมงานได้ทดลองนำรถดำนาและรถหยอดข้าวมาใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งในระยะเวลา 3-4 ปี ที่ผ่านมาจากการทดลองถือว่าการทำนาด้วยรถดำนาและรถหยอดข้าวประสบผลสำเร็จ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

“ผมทำนามา 15 ปี เพิ่งจะหันมาปลูกข้าวแนวใหม่ได้ 3-4 ปี แนวใหม่ที่ว่าคือ การปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ที่ช่วยลดอัตราการใช้ปุ๋ย ใช้ยา และเมล็ดพันธุ์ลง” พี่ฤทธิ์ บอก

พี่ฤทธิ์ เล่าว่า เมื่อย้อนกลับไป ช่วง 12 ปีก่อน พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทำนาหว่าน เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่คิดว่าการปลูกข้าวนาหว่านจะทำให้ได้ผลผลิตเยอะ และผมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่คิดแบบนั้น การปลูกข้าวนาหว่านได้ผลผลิตเยอะก็จริง แต่เมื่อย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองกับแย่ลง กลายเป็นว่าทำนาแล้วติดหนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกษตรกรยังยึดติดและเคยชินกับการปลูกข้าวแบบเดิมๆ มีแนวคิดที่ว่ายิ่งหว่านเยอะ ใส่ปุ๋ย ใส่ยา เยอะเท่าไร ก็จะได้ผลผลิตมากตาม แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า เป็นวิธีคิดที่ผิดมาตลอด

ปลูกข้าว ระบบ KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ได้ผลดีตามลำดับ

พี่ฤทธิ์ บอกว่า อยู่กับความคิดผิดๆ มานานกว่า 12 ปี จนกระทั่งปี 2557 ได้หันมาเก็บข้อมูลการปลูกข้าวของตัวเอง ก็ค้นพบถึงปัญหาของหนี้สินที่ว่าทำเท่าไร ได้ผลผลิตเยอะเท่าไร แต่พอขายหักลบต้นทุนแล้วไม่เหลืออะไร แถมยังติดหนี้ ต้นเหตุเกิดจากการทำนาที่ผิดวิธี การทำนาหว่าน 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 20-30 กิโลกรัม ตนเองมีพื้นที่ทำนา 40 ไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กิโลกรัมละ 20 บาท บางปีขึ้นสูงถึง 25 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก ถ้าพี่น้องเกษตรกรหว่าน 20 กิโลกรัม ให้คูณ 20 นับเป็นเงินไม่น้อย เพราะเกษตรกรที่นี่ส่วนใหญ่มีที่นาคนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ไร่ ลองนั่งคิดคำนวณดูแล้วแค่ค่าเมล็ดพันธุ์ก็มีต้นทุนสูงแล้ว ยังไม่ต้องคิดไปถึงค่ายา ค่าปุ๋ย ที่ต้องเสียอีก

“นั่งคิดและจดบันทึกมานานนับปี จนมาถึง ปี 2558 มีทีมงานจากคูโบต้า ได้เข้ามาเผยแพร่เทคโนโลยีการปลูกข้าวสมัยใหม่ ที่จะช่วยประหยัดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต มีการขอความร่วมมือจากเกษตรกรแถวนี้ ขอแปลงทดลองปลูกโดยใช้รถหยอดข้าวและปักดำ ผมจึงตัดสินใจเป็นแกนนำให้ตัวแทนคูโบ้ต้านำเครื่องจักรมาลงในการหยอด ปรากฏว่าเมื่อได้เห็นประสิทธิภาพในการทำงานของรถหยอดข้าวแล้ว คนรุ่นใหม่แต่อายุเยอะอย่างผม กลับคิดว่าเครื่องพวกนี้แหละจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทั้งของผมและของเกษตรกรรายอื่นให้ดีขึ้นได้…ในช่วงของการทดลองฤดูแรกที่ทำการใช้รถหยอดข้าว จากเมื่อก่อนใช้วิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวน 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อเปลี่ยนมาใช้รถหยอดลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ตอนนั้นบอกได้เลยว่าใจหายวาบ คิดในใจว่า จะได้ผลหรือไม่ ผลผลิตออกมาจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตกลับดีเกินคาด ผมเกี่ยวข้าวได้ตามมาตรฐานเหมือนครั้งที่ใช้วิธีการหว่าน คือได้ผลผลิต 800-900 กิโลกรัม แต่ใช้เมล็ดพันธุ์ในสัดส่วนแค่ 10 กิโลกรัม ถือว่าลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ไปได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มีเงินเหลือไปจ่ายค่าเตรียมดินในการปลูกครั้งต่อไปได้เลย อันนี้ถือเป็นความสำเร็จขั้นที่ 1” พี่ฤทธิ์ เล่า

พี่ฤทธิ์ บอกว่า ความสำเร็จขั้นที่ 2 คือ เมื่อลดปริมาณการหยอดเมล็ดข้าวลงได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ การทดลองตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อลดการใช้ปุ๋ยและยาลง จากที่เคยใส่ปุ๋ย 60 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่ได้ตรวจวิเคราะห์ดิน ประกอบกับการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่น้อยลง ตนจึงลดปุ๋ยเคมีลงทันที เหลือแค่ 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลตอบรับก็ดีเกินคาด ผมได้ผลผลิตข้าวในปริมาณเท่าเดิม คือ 800-900 กิโลกรัม ต่อไร่ ตามมาตรฐานของข้าวปทุมธานีของที่นี่ แต่กลับมีรายได้เพิ่มในส่วนของค่าปุ๋ย ค่ายา จากเดิมใช้สารเคมี 300-400 บาท ต่อไร่ เมื่อปลูกข้าวได้เป็นแถวเป็นแนวทำให้ดูแลและกำจัดวัชพืชในแปลงได้มากขึ้น ก็สามารถลดค่าสารเคมีเหลือเพียงไร่ละ 100 บาท

ความสำเร็จขั้นที่ 3 คือ การประหยัดแรงงาน การลดต้นทุนพี่น้องเกษตรกร สามารถทำได้ในหลายวิธี อย่างการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมเข้ากับจิตวิณญาณการปลูกข้าวของพี่ฤทธิ์ ซึ่งก็เป็นไปได้ดี ผมลดการใช้แรงงานจากเมื่อก่อนทำนา 1 ไร่ ต้องใช้แรงงาน 4 คน เมื่อมีรถหยอดข้าว สามารถลดแรงงานเหลือเพียงคนเดียว อย่างเครื่องหยอดข้าว สามารถทำให้ 4 ขั้นตอน ที่ต้องใช้คน 4 คน เหลือแค่ 1 คน ทำขั้นตอนเดียวจบ ยกตัวอย่าง 10 ไร่ เมื่อก่อนต้องใช้เวลา2-3 วัน พอมีรถหยอดข้าวเข้ามาช่วย สามารถย่นระยะเวลาทำเสร็จใน 3 ชั่วโมง ทั้ง 10 ไร่ อันนี้ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้ลดทั้งน้ำมัน ทั้งแรงงาน ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้ทั้งหมด และตอนนี้ผมพยายามผลักดันเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาใช้เทคโนยีนำการผลิต ผมจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกคนต้องเดินไปด้วยกัน แต่ถ้าพาใครไปไม่ได้ทั้งหมด 100 คน ขอเอาไปสัก 70-80 คน ก็ยังดี

ใช้เทคโนโลยีนำการผลิต วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ตั้งแต่ได้ทดลองปลูกข้าวโดยใช้รถหยอด วิถีชีวิตของพี่ฤทธิ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนขายข้าวไม่มีเงินเหลือให้ใคร ซ้ำยังติดหนี้ แต่ทุกวันนี้มีเงินใช้ มีเงินเก็บ แล้วยังมีเงินเหลือส่งให้ลูก 2 คน ไปโรงเรียนได้อย่างไม่ขัดสน และในการทำงานแต่ละครั้งพี่ฤทธิ์ไม่มีปัญหากู้หนี้ยืมสิน จากเมื่อก่อนติดหนี้เยอะ และต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายและใช้หนี้วนเวียนอยู่อย่างนี้ พอจะทำรอบใหม่ ไม่มีเงินลงทุนก็ต้องไปกู้ แต่พอเปิดใจรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รู้สึกว่ารายจ่ายเราน้อยลง แต่รายได้เราเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนทำนา 1 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุน 5,000 บาท ต่อไร่ แต่ปัจจุบัน ทำนา 1 ไร่ ลงทุนแค่ 2,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเหลือกำไรจากการทำนากว่าครึ่งหนึ่ง

เมืองไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย กินอาหารเป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหารหากบ้านไหนยังมีที่ดินว่างเปล่า ขอแนะนำให้ซื้อกิ่งพันธุ์ต้นมะขามป้อม ไปปลูกเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัวสำหรับดูแลสุขภาพคนในครอบครัวที่คุณรัก สัก 1-2 ต้น

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำให้คนไทยหันมาปลูก “มะขามป้อม” เป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านมากขึ้น เพราะมะขามป้อมมีสรรพคุณทางยาสูง ในตำราแพทย์แผนไทยใช้มะขามป้อมเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยามากกว่า 100 ตำรับ เช่น ตำรับยา “สมุนไพรตรีผลา” ซึ่งเป็นกลุ่มยาอายุวัฒนะ

นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศยืนยันตรงกันว่า มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูงเป็นชนิดที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากกว่าส้มถึง 20 เท่า

“ไร่ครูลออ” อ.ไทรโยค… แหล่งรวมมะขามป้อมพันธุ์ดี

หากขับรถออกจากตัวเมืองกาญจน์ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) ช่วงกิโลเมตรที่ 46 จะเจอน้ำตกไทรโยคน้อย (น้ำตกเขาพัง) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก

จากน้ำตกไทยโยคน้อย ขับรถเลยออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตร สังเกตด้านขวามือ จะเจอ “ไร่ครูลออ” แหล่งรวบรวมมะขามป้อมพันธุ์ดีที่หลายคนรู้จัก “ครูลออ ดอกเรียง” รับราชการครูในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี และอาศัยเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำไร่เป็นอาชีพเสริมโดยปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เพื่อขายผลสดและจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามป้อมแก่ผู้สนใจ

สาเหตุที่ครูลออตัดสินใจปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก สมัครเแทงบอล เนื่องจากประทับใจในคุณประโยชน์ของมะขามป้อมยักษ์ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และใช้บำรุงผิวพรรณ กำลังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ก่อนหน้านี้ครูลออมีโอกาสไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะขามป้อมยักษ์ เนื้อที่ 20 ไร่ ของเกษตรกรรายหนึ่ง แค่เก็บผลออกขายอย่างเดียวสร้างรายได้สูงถึง 4 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการขายกิ่งพันธุ์แก่ผู้สนใจ ทำให้ครูลออเล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของมะขามป้อมว่า เป็นพืชสมุนไพรที่มีโอกาสเติบโตสดใสในระยะยาว

ครูลออ ได้รวบรวมกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด ในเรื่อง ลูกดก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกทั้งปี มาปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้แก่ 1. พันธุ์ท้อพวงองุ่น ( พันธุ์ท้อยักษ์จัมโบ้, ท้อมหากาฬ) ลำต้นสูงปานกลาง ลักษณะผลเหมือนลูกท้อ ผิวสวยใส ลูกมีขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ ให้ผลดกคล้ายพวงองุ่น 2. พันธุ์แม่ลูกดก เป็นไม้กึ่งเตี้ยกึ่งสูง ที่ให้ผลดกมาก ขนาดผลใหญ่ประมาณเหรียญ 10 บาท

3.พันธุ์แป้นพัชชา (พันธุ์แป้นเตี้ย) เป็นมะขามป้อมสายพันธุ์ไทย กิ่งใหญ่แข็งแรง ต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 1.5-2 เมตร แผ่ขยายไปในแนวกว้าง หากปลูกในระยะห่าง 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 64 ต้น พันธุ์แป้นพัชชา จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 โดยปีที่ 3 จะให้ผลผลิต ประมาณ 50-100 กิโลกรัม หากดูแลจัดการแปลงที่ดีจะได้ผลใหญ่ขนาดเท่าฝาแบรนด์เลยทีเดียว

4. พันธุ์ท้อยักษ์ไทรโยค ลักษณะผลก้นมีจะงอย คล้ายผลลูกท้อผิวสวยใส ลำต้นสูง 2-3 เมตร ขนาดผลใหญ่เท่ากับมะขามป้อมสายพันธุ์อินเดีย เฉลี่ยประมาณ 25-30 ผล ต่อกิโลกรัม ออกลูกดกทั้งปี ปลูกดูแลง่าย ทนอากาศแล้งได้ดี ใช้เวลาปลูก 2-3 ปี เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว มะขามป้อมสามารถปลูกได้ทุกสภาพดินทั่วประเทศ แต่ดินที่ให้ผลผลิตได้ดีคือดินร่วนปนทราย ดินลูกรัง

มะขามป้อมยักษ์ ปลูกดูแลง่าย

ครูลออ บอกว่า มะขามป้อม เป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้งได้ดี ควรปลูกในดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่ แกลบดิน แกลบดำ และดินในอัตราส่วน 1:1:1:2 ปลูกโดยขุดหลุมลึกประมาณ 50×50 เซนติเมตร เทปุ๋ยขี้ไก่หรือขี้วัวรองก้นหลุม ประมาณ 1 กิโลกรัม เติมน้ำลงให้ท่วมหมักไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย คลายความร้อน เติมหน้าดินลงไปเล็กน้อย จึงค่อยนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก ปักไม้พยุงต้น เมื่อต้นมะขามป้อมที่ปลูกมีความสูงระดับหัวเข่า ให้ตัดยอดทันทีเพื่อให้แตกกิ่งออกด้านข้างเป็นทรงพุ่ม วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ต้นเตี้ย ง่ายต่อการดูแลรักษาและเก็บผลผลิต