แบ่งปันช่วยเหลือชุมชนเป็นวิทยากรเมื่อคุณสุริยาประสบผลสำเร็จ

จากการทำเกษตรผสมผสานแล้วได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ การสรุปบทเรียน แง่คิดมุมมองต่างๆ มาแบ่งปันให้แก่คนในชุมชนและเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร เยาวชน บุคลากรของหน่วยงานราชการและเอกชน ปีหนึ่งๆ ก็หลายครั้ง หลายกลุ่ม โดยมีรายได้จากค่าวิทยากรบ้าง ขายผลผลิต ทั้งผักสด เมล็ดพันธุ์บ้าง ก็พอคุ้มค่ากับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดการ ซึ่งส่วนใหญ่ที่มาขอดูงานหรือให้เป็นวิทยากรในเรื่องระบบน้ำ Automatic Watering System ในแปลงเกษตร การเลี้ยงไส้เดือน ปุ๋ยหมักจากมูลไส้เดือน ผักปลอดสารพิษ และคุณสุริยาได้รับการคัดเลือกให้เป็นปราชญ์เพื่อความมั่นคงระดับจังหวัด ปี 2561 จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

คุณสุริยา บอกว่า เฉพาะปลูกผักขายก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในชุมชน ผลิตไม่ทัน จึงต้องขยายไปยังกลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะผักบุ้งจีน เป็นที่ต้องการมาก เพราะที่บ้านแม่ลานและเขตอำเภอลอง มีร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขนมจีนน้ำย้อยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแพร่ ตั้งอยู่ในอำเภอลองหลายร้าน แต่ละวันมีคนมากินและซื้อกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก “วาดฝันไว้ว่า ผมจะส่งผลผลิตทางการเกษตรไปยังคนบ้านเดียวกัน แต่ไปทำงานต่างถิ่นให้ได้กินพืชผักจากบ้านแม่ลานเหนือ เพื่อเป็นการสื่อสารบอกให้รู้ว่า นี่นะ ผลผลิตจากถิ่นบ้านเกิดของเขา ผู้ผลิตก็เคยใช้ชีวิตต่างถิ่นเช่นกัน แต่วันนี้เขากลับบ้านเกิดแล้ว เขายังทำเกษตรได้”

คุณสุริยา วางแผนชีวิตและครอบครัวมาดีตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา มีกิจกรรมต่างๆ ให้ครอบครัวทำงานร่วมกันเป็นครอบครัวอบอุ่นมีสุข ที่หาซื้อไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน

คุณสุริยา บอกว่า ตนเองรับผิดชอบดูแลแปลงเกษตรและวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติแม่ลานเหนือ ภรรยาดูแลงานหัตถกรรมและวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์และหัตถกรรมบ้านแม่ลานเหนือ ส่วนลูกๆ หลังเลิกเรียนหรือมีเวลาว่างในวันหยุดเรียนจะช่วยพ่อ-แม่ ในแปลงเกษตรและงานหัตถกรรม

มีคำถามจากผู้เขียนว่า เห็นลูกๆ ลงทำงานในแปลงเกษตรคิดอย่างไร จึงให้ลูกทำเช่นนั้น

คุณสุริยา ตอบว่า “ผมว่ามันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการของเด็ก และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ลูก”

“ช่วยขยายความหน่อย” ผู้เขียนกล่าว

คุณสุริยา อธิบายขยายความว่า การให้ลูกได้คลุกคลีกับธรรมชาติ ดิน น้ำ ได้วิ่ง ได้เล่น ได้ลงแปลง ไม่ได้บังคับนะ เขาได้กินอาหารที่ผลิตแบบธรรมชาติ ทำให้เขาได้สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตจริงของชนบทบ้านเกิด เป็นเด็กที่มีอารมณ์ร่าเริง มองโลกในแง่ดี ตั้งใจทำงาน จริงใจ เป็นธรรมชาติ สุขภาพของเขาก็แข็งแรงมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพราะตั้งแต่ย้ายมาจากกรุงเทพฯ ไม่เคยป่วยหรือเป็นไข้ ซึ่งแตกต่างจากที่อยู่กรุงเทพฯ เขารู้จักการคิดเชิงระบบและมีกระบวนการคิดตามพื้นฐานของธรรมชาติ เช่น เขาเห็นน้ำในนาไหลจากที่สูงลงที่ต่ำกว่า นี่แหละธรรมชาติ เมื่อโตขึ้นเขาจะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้บนพื้นฐานของการคิดที่อิงธรรมชาติ อีกอย่างเขามีวิถีชีวิตผูกพันกับครอบครัว ปู่ ย่า ตา ยาย มีจิตวิญญาณในการผูกพันบ้านเกิด ว่านี่คือ ถิ่น ผืนดินของพ่อแม่ทำไว้

“ให้เขามีสำนึกว่าเขาเป็นคนบ้านแม่ลาน หรือเขาเป็นคนเมืองแพร่นะ และวาดฝันไว้ว่าเขาจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนต่อไปในอนาคต” สำหรับคุณสุริยาแล้วงานอดิเรกของเขาคือ การตกปลา คุณสุริยาให้ทรรศนะว่า การตกปลาในแม่น้ำยม จะใช้ช่วงเวลาที่ปลอดจากงานในแปลงเกษตร นอกจากเป็นการกีฬาตกปลาแล้ว ก็เพื่อการผ่อนคลาย ฝึกสมาธิความนิ่ง เรียนรู้ธรรมชาติของปลาว่าช่วงเวลาใดที่ปลากินเหยื่อหรือไม่กินเหยื่อ บางครั้งก็ได้ข้อคิดดีๆ เกิดความคิดขึ้นมาทันที ในช่วงรอปลากินเหยื่อ ได้บทเรียนชีวิตนำไปประยุกต์ใช้เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ

หลักคิดในการทำเกษตรผสมผสาน

จากประสบการณ์ของการทำเกษตรผสมผสานและการใช้ชีวิต ณ ถิ่นบ้านเกิด คุณสุริยาได้ฝากหลักคิดไว้ว่า

– ต้องเรียนรู้ถึงธรรมชาติของพืชผักชนิดนั้นๆ ที่เราต้องการปลูก รวมทั้งเรียนรู้เรื่องดิน น้ำ ธาตุอาหาร อินทรียวัตถุ การจัดการ การตลาด การแปรรูป

– ต้องคำนึงถึงการใช้พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำเทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมมาใช้

– เกษตรผสมผสานเป็นคำตอบที่สร้างรายรับหมุนเวียนให้แก่ครอบครัว บริหารวัตถุดิบป้อนสู่ตลาดชุมชนได้ตลอดปี และเกษตรผสมผสานส่งผลต่อการพออยู่พอกิน ตอบโจทย์การป้องกันรักษาสุขภาพได้เป็นอย่างดี

– ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้แก่ชีวิตและอาชีพเกษตรกรรม

ฝากข้อคิดสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่อยากกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิด

บทสนทนาสุดท้าย คุณสุริยา บอกว่า ผม จากคนชนบทไปร่ำเรียน ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 26 ปี ได้พบเห็นอะไรๆ หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ฉุกคิดเมื่อนำไปเทียบเคียงกับวิถีชีวิตใหม่ในชนบท

การดำเนินชีวิตในกรุงเทพฯ ที่ต้องแสวงหาเงิน แม้จะมีเงินเดือนสูงๆ แต่ถ้าเดือนๆ หนึ่ง เงินไม่มีเหลือ สำหรับตนแล้วไม่มีประโยชน์อันใด ขณะที่การใช้ชีวิตในชนบทบ้านเกิด มีกินมีใช้ ไม่มีหนี้สิน มีทรัพย์ในดิน มีสินในนา นำมาเพิ่มมูลค่าได้ ส่งลูกเรียนหนังสือได้
การส่งเสียให้ลูกได้เรียนหนังสือ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าลูกได้เรียนในกรุงเทพฯ หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียง สุดยอดแล้ว แต่ คุณสุริยา บอกว่า เมื่อย้ายลูกไปเรียนที่บ้านเกิด เปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า ถ้าให้ลูกเรียนในโรงเรียนดังๆ แล้ว ลูกจะเป็นคนเก่ง ไม่เสมอไป อาจจะเรียนสู้เด็กในต่างจังหวัดไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปติดยึดกับชื่อเสียงโรงเรียน มันขึ้นอยู่กับเด็ก ถ้าพ่อ-แม่ เกื้อหนุน ส่งเสริมในทางที่ถูกที่ควร ดูแลดีๆ เด็กก็จะเป็นคนเก่งฉลาดฉาดฉานและเป็นคนดีได้
ความมั่นคงในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงาน แต่ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

เคยเห็น พ่อ-แม่ ที่ใช้ชีวิตในชนบทมีความสามารถส่งลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาได้ แต่ลูกที่เรียนจบปริญญาบางคนทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แต่กลับเลี้ยงลูกเองไม่ได้ ต้องนำไปให้ปู่ ย่า ตา ยาย ในชนบทเลี้ยงดู แล้วชีวิตความเป็นครอบครัวจะมีคุณค่าได้อย่างไร
ใครที่มองหาคำตอบความยั่งยืนในชีวิต คนที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ที่ดิน คุณสุริยาเชิญชวนให้กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ช่วยกันพัฒนาชนบท จากประสบการณ์ของคุณสุริยา บอกว่า ทำได้จริงจึงถ่ายทอดกิจกรรมที่ตนเองทำในแปลงเกษตร ผ่านทาง Facebook มีเพื่อนๆ หรือแฟนคลับ ถึง 600 คน ในจำนวนนี้มีคนบ้านเดียวกันกับคุณสุริยา 50 คน และมีบางคนได้กลับมาทำเกษตรที่บ้านของตนเองบ้างแล้ว
แวะเยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน

คุณสุริยา ได้กล่าวในตอนท้ายเชิญชวนให้ผู้สนใจไปเยี่ยมชม ดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งที่บ้านเปิดเป็นสถานที่ฝึกอบรมด้วย แล้วยังเป็นแหล่งเรียนรู้ถึง 3 แห่ง คือศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติบ้านแม่ลานเหนือ และวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์และหัตถกรรมบ้านแม่ลานเหนือ

การเดินทางไปยังสถานที่แปลงเกษตรของคุณสุริยา ไปได้หลายทางครับ แนะนำเส้นทางจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ วิทยาเขตแพร่ (อำเภอลอง) ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นโรงพยาบาลลอง ขับรถเข้าไปในซอยข้างมหาวิทยาลัย ผ่านร้านอาหารที่ขึ้นชื่อลือนามหลายแห่ง ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 บ้านของคุณสุริยาอยู่ฝั่งซ้ายมือก่อนถึงวัดแม่ลานเหนือ

วัดแม่ลานเหนือ หรือบ้านแม่ลาน เป็นสถานที่ที่มีการกล่าวขานกันในอดีตถึง 2 เรื่อง ซึ่งหากท่านดูจากสื่อกระแสหลักหรือสื่อออนไลน์เรื่องหนึ่งคือ ที่มาของระฆังลูกระเบิดสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 เรื่องที่ 2 คือฐานการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ถ้าท่านสนใจมีผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ

อาชีพเกษตรกรรมของบ้านเรา นอกจากต้องอาศัยลมฟ้าอากาศธรรมชาติแล้ว ฝีมือ หรือความรู้ ทักษะของเกษตรกรก็ต้องได้รับการพัฒนาในทุกขั้นตอน ดังกรณีตัวอย่างของ คุณสุริยา ขันแก้ว เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการวางแผนการผลิตทั้งก่อน-ระหว่าง-และหลังการผลิต มีการจัดการแปลงเกษตรที่ดีด้วยการใช้ที่ดิน บริหารจัดการน้ำ การใช้ปัจจัยการผลิตแบบผสมผสาน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ผู้เขียนได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์และช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆ พูดคุยกับคุณสุริยาไว้แล้วในตอนต้นของบทความนี้ครับ

ระยะนี้ เป็นช่วงฤดูของผลไม้อันเลื่องชื่อของภาคตะวันออก ทั้ง ทุเรียน มังคุด ลองกอง มีให้ชมและชิมกันอย่างจุใจ ในฉบับนี้ขออาสาพาไปชม “สวนคุณลูกหมู” ของ “คุณกิติภูมิ พรเจีย” เกษตรกรคนเก่ง ที่ปลูกไม้ผลนานาชนิดที่มีคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยม มาตรฐานส่งออก ฟันกำไรได้ก้อนโต แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าชาวบ้าน หากอยากรู้เขามีเคล็ดลับเทคนิคการบริหารจัดการอย่างไร …ไปหาคำตอบด้วยกันได้เลย

เดิมที สวนแห่งนี้ปลูกเงาะมาก่อน แต่เจอปัญหาผลผลิตล้นตลาด ขายเงาะกิโลกรัมละไม่ถึง 10 บาท คุณกิติภูมิ พรเจีย จึงตัดสินใจตัดต้นเงาะทิ้ง และหันมาปลูกทุเรียนหมอนทอง 600 ต้น ผสมผสานกับต้นมังคุดจนเต็มพื้นที่ 34 ไร่

คุณกิติภูมิ เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ใส่ใจนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด การจัดการผลผลิต และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันผสมปุ๋ยใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตในปี 2540-2545 ตั้งกลุ่มปรับปรุงคุณภาพ มังคุด-ทุเรียน เพื่อการส่งออก เพื่อรวบรวมผลผลิตส่งขายตรงกับตลาดปลายทางเพื่อลดปัญหาพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้กลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตำบลชากไทยเกี่ยวกับการผลิตไม้ผลคุณภาพและการตัดแต่งกิ่งมังคุด ตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนรักษ์มังคุด บ้านเนินมะหาด-มูซู หมู่ที่ 5 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เข้าร่วมโครงการเมืองเกษตรสีเขียวและโครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

คุณกิติภูมิ ได้รับเชิญจากหน่วยงานภาครัฐได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเกี่ยวกับการผลิตไม้ผล (การตัดแต่งกิ่ง) การตลาดและระบบสหกรณ์ สามารถจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยจัดตั้งกลุ่มกันเองขึ้นมาและไม่ได้พึ่งงบจากทางราชการเลย

คุณกิติภูมิ มีจิตอาสาในการรวบรวมเพื่อนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุดทำกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ประธานเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” และเป็นสมาชิกมังคุดแปลงใหญ่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันคุณกิติภูมิวางระบบบริหารจัดการสวนมังคุดที่ดี ตั้งแต่การเพาะปลูกจนกระทั่งการเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัยและเหมาะสมต่อการบริโภค ตามมาตรฐาน Good Agriculture Practices (GAP)

สำหรับมังคุดแปลงใหญ่ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ เป็นกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง มีสมาชิก 34 ราย พื้นที่รวม 415 ไร่ ผลผลิตประมาณ 450 ตัน สมาชิกมีการรวบรวมผลผลิตออกขายตลาดประมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถขายผลผลิตได้ทุกเกรดคุณภาพ ในราคาประมูลเฉลี่ย 53 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เฉลี่ย 45 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ศพก. เขาคิชฌกูฏ สำนักงานเกษตรอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ยกย่องให้ คุณกิติภูมิ พรเจีย เป็นเกษตรกรต้นแบบด้านมังคุด และใช้พื้นที่สวนแห่งนี้ที่อยู่ บ้านเลขที่ 90/5 หมู่ที่ 5 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ เป็นสถานที่ตั้งของ “ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเกษตร (ศพก.) เขาคิชฌกูฏ” โดย คุณกิติภูมิ รับหน้าที่ ประธาน ศพก. เขาคิชฌกูฏ

ผู้สนใจที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม “ศพก. เขาคิชฌกูฏ” แห่งนี้ จะได้เรียนรู้เรื่องการผลิตมังคุดคุณภาพที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ดำเนินงาน 6 ไร่ ประกอบด้วยฐานเรียนรู้การลดต้นทุนการผลิต การจัดการดินและปุ๋ย การผลิตมังคุดคุณภาพ การผลิตแปลงใหญ่มังคุดเขาคิชฌกูฏ การผลิตลองกอง การอารักขาพืช การผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออก การผลิตทุเรียนคุณภาพ การผลิตสะละคุณภาพ ฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ เทคโนโลยีการผลิต 4.0 (เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศ) และการจัดการสิ่งแวดล้อม (การคัดแยกขยะการเกษตร) เรียกว่า มาสวนคุณลูกหมูแห่งเดียว มีโอกาสเรียนรู้ปลูกดูแลไม้ผลหลากหลายชนิด ทั้งมังคุด ทุเรียน ลองกอง สะละ ฯลฯ คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ตัดแต่งกิ่งเทคนิคไต้หวัน

ระหว่างเดินตามคุณกิติภูมิไปเที่ยวชมสวน สังเกตว่า ต้นมังคุดอายุหลายสิบปีแล้ว ทำไมมีลำต้นเตี้ย สูงไม่เกิน 4 เมตร แค่เดินผ่านก็สามารถยื่นมือเด็ดผลจากต้นได้เลย คุณกิติภูมิ บอกว่า ผมนำความรู้ที่ได้จากศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันมาดูแลการตัดแต่งกิ่ง ทำให้ต้นมังคุดมีลำต้นเตี้ย

ถามว่า ทำไม ต้องตัดแต่งทรงพุ่ม คุณกิติภูมิ ให้คำตอบว่า ช่วยไม่ให้ต้นมังคุดสูงเกินไป ลดการทิ้งกิ่งล่าง ทำให้ทรงพุ่มสวยงาม ประหยัดและสะดวกในการพ่นสารเคมี ลดการระบาดของโรคและแมลง ต้นมังคุดที่มีทรงพุ่มโปร่ง แสงส่องผ่านทั่วทรงพุ่ม กระตุ้นการแตกใบอ่อน มีโอกาสออกดอกเร็วขึ้น แถมได้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่ ผิวมันเก็บเกี่ยวง่ายและรวดเร็ว ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น

แนวทางตัดแต่งทรงพุ่มมังคุดของคุณกิติภูมิ เริ่มจากตัดปลายกิ่งที่ประสานกันออก ให้มีช่องว่างระหว่างชายพุ่มโดยรอบกับต้นข้างเคียง ประมาณ 50-75 เซนติเมตร ตัดยอดที่สูงเกินต้องการออก ตัดกิ่งประธาน หรือกิ่งรองออกด้านละ 1-5 กิ่ง เพื่อเปิดช่องให้แสงส่องผ่านเข้าไปในทรงพุ่ม และเลี้ยงกิ่งแขนงในทรงพุ่มไว้ (กิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มสามารถให้ผลผลิตได้ และมีโอกาสเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่ากิ่งที่อยู่ชายทรงพุ่ม)

ดูแลสวนมังคุดแบบมืออาชีพ

การให้น้ำ ช่วงก่อนออกดอก (ชะลอน้ำ) จะให้น้ำสปริงเกลอร์ 1 หัว นาน 30 นาที (1 หัว = 120 ลิตร/ชั่วโมง) ช่วงติดดอกและผลให้น้ำสปริงเกลอร์ 2 หัว นาน 1 ชั่วโมง (240 ลิตร/ชั่วโมง)

ด้านปุ๋ย ช่วงหลังเก็บเกี่ยว ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 2 กิโลกรัม/ต้น ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม/ต้น ช่วงบำรุงผล ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 2 กิโลกรัม/ต้น 1 ครั้ง

การกำจัดโรคและแมลง ระยะใบอ่อนใช้อะบาเม็กตินสลับกับโปรวาโด 2 ครั้ง (ใบเริ่มปริ-ใบกาง) เมื่อเริ่มเห็นดอกระยะปากนกแก้ว ก่อนบานใช้สารอะบาเม็กติน 10 ซีซี+แคลเซียมโบรอน 20 ซีซี+สาหร่าย 20 ซีซี+แมนโคเซ็บ 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ระยะดอกบาน-ผลขนาด 60 กรัม ใช้เหมือนระยะปากนกแก้ว แต่ยกเว้นแมนโคเซ็บ ฉีดพ่น 3 ครั้ง (การใช้สารเคมีเพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชต้องสำรวจก่อนว่าเกิดมากน้อยเพียงใด จึงตัดสินใจใช้) ทั้งนี้ คุณกิติภูมิจะเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อมังคุดเริ่มมีผิวสีชมพู

ด้านการตลาด สามารถหาตลาดส่งต่างประเทศได้โดยการประชาสัมพันธ์ผลไม้ของตัวเองให้ผู้รับซื้อมั่นใจในคุณภาพของผลผลิต วิธีลดต้นทุนผลิตมังคุดลง 50%

ก่อนหน้านี้ คุณกิติภูมิ ใช้ปุ๋ยยาเคมีในการดูแลสวนมังคุด เฉลี่ยปีละ 300,000 บาท และมีต้นทุนการผลิตทุเรียนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 23 บาท แต่ทุกวันนี้คุณกิติภูมิสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 50% โดยมีต้นทุนการผลิตทุเรียนเหลือแค่กิโลกรัม 10.50 บาท เท่านั้น หลังจากที่คุณกิติภูมิเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองเป็นตัวช่วยลดต้นทุนทดแทนการใช้ปุ๋ยและสารเคมี

การผลิตน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูง ที่คุณกิติภูมิใช้ ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ ปลาป่น 20 กิโลกรัม น้ำตาลอ้อย 20 กิโลกรัม นมผงเกรดเลี้ยงสัตว์ 6 กิโลกรัม สาหร่ายผง 5 กิโลกรัม ฮิวมิคชนิดผง 5 กิโลกรัม ธาตุอาหารเสริม 3 กิโลกรัม สารเร่ง พด.2 จำนวน 3 ซอง ถังขนาด 200 ลิตร พร้อมฝาปิด ไม้พายกวน 1 อัน

ขั้นตอนการทำ เริ่มจาก เทน้ำสะอาด ประมาณ 120 ลิตร ลงในถังหมัก นำส่วนผสมทุกอย่างละลายในถังหมัก และใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน เติมน้ำจนเกือบเต็มถัง 7 วันแรกไม่ต้องปิดฝา คนทุกวัน วันละ 3 ครั้ง ปิดฝาถังหมักทิ้งไว้ 1 เดือน จึงนำไปใช้งานได้

วิธีการใช้งาน เริ่มจากนำน้ำหมักมากรองเอากากออกทิ้งไว้ให้ตกตะกอน 20-30 วัน ดูดเอาน้ำชั้นบนของปุ๋ยที่มีสีเหลืองออกเล็กน้อย นำไปบรรจุขวดปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่ร่มได้นาน 3-5 ปี ส่วนตะกอนที่เหลืออยู่ในก้นถังที่มีสีดำสนิทและเข้มข้นนำไปผสมน้ำ ราดหรือฉีดพ่นลงดิน ใช้ปุ๋ย 1 ลิตร ต่อน้ำ 50 ลิตร 2-3 ครั้ง/ปี นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ปุ๋ยน้ำหมักฉีดพ่นทางใบ โดยใช้น้ำชั้นบนของปุ๋ยที่มีสีเหลืองออกคล้ำ ใช้ 0.5-1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ทุกๆ 7-10 วัน

ประโยชน์ที่ได้ คือช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชให้เติบโตสมบูรณ์แข็งแรง ให้ดอกออกผลได้ดี พืชมีผลผลิตที่ดี มีคุณภาพเพิ่มผลผลิต ช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เป็นแหล่งผลิตคริสต์มาสที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีศักยภาพเหมาะสมต่อการผลิตไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเล เฉลี่ย 600-900 เมตร จึงมีสภาพภูมิประเทศ อุณหภูมิ และช่วงแสงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นคริสต์มาส

ต้นคริสต์มาส อำเภอภูเรือ เป็นไม้ประดับที่ใบมีสีสันสวยงามสะดุดตา มีทั้งสีแดง สีเหลือง สีชมพู และสีขาว ตามลักษณะของพันธุ์ และให้สีสันในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ เนื่องจากสภาพอุณหภูมิต่ำ ช่วงแสงสั้นกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตไม้ดอกที่มีคุณภาพดี

ปัจจุบัน แหล่งผลิตคริสต์มาสที่สำคัญของอำเภอภูเรือมีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ ปลูกกันแพร่หลายในพื้นที่ตำบลหนองบัวและตำบลสานตม สำนักงานเกษตรจังหวัดเลยเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกรวมตัวกันในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตและการตลาดเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนผู้ผลิตไม้ดอกภูเรือ

เกษตรกรในพื้นที่อำเภอภูเรือ 250 ครอบครัว ประมาณ 2,000 ราย SBOBETSIX.COM ปลูกไม้ดอกไม้ประดับกระถางกว่า 100 ชนิด เช่น ดาวเรือง ผีเสื้อ สร้อยไก่ หน้าวัว แค็กตัส และกุหลาบ ฯลฯ ไม้ดอกเมืองหนาวภูเรือเป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก ในช่วงฤดูหนาวตรงกับเทศกาลปีใหม่ เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูง มีรถบรรทุกขนส่งไม้ดอกเมืองหนาวออกจากอำเภอภูเรือกว่า 10 คันต่อวัน สร้างรายได้ต่อครัวเรือนมากกว่าปีละ 50,000-300,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาทต่อปีทีเดียว

คุณณัฐริกา ศรีสวัสดิ์ ประธานเกษตรแปลงใหญ่ไม้ดอก เลขที่ 47 หมู่ที่ 3 บ้านแก่งไฮ ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย โทร. 084-709-2889 กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบทำให้ยอดขายไม้ดอกภูเรือหยุดชะงัก เกษตรกรขายผลผลิตไม่ได้ จึงปรับแผนการผลิตและการตลาดใหม่ โดยรุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ผ่านตลาดออนไลน์ เพื่อทดแทนลูกค้ากลุ่มเดิมที่เน้นตลาดขายส่งในปริมาณมากๆ เพื่อนำไม้ดอกไปใช้จัดสวน

กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ไม้ดอกตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย หันมาผลิตไม้ใบและไม้มงคลเป็นอาชีพเสริม โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอภูเรือ เข้ามาสนับสนุนพันธุ์ไม้ใบ ให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษา การสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (กระถาง) เพื่อเพิ่มมูลค่าของไม้ใบ นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเลย ก็เข้ามาสนับสนุนการขายสินค้าทางเพจออนไลน์ และพัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์ในการส่งสินค้าให้ลูกค้า เนื่องจากไม้ดอกของอำเภอภูเรือมีความสวยงาม คงทน มีคุณภาพดี จึงเป็นที่ยอมรับของลูกค้าในวงกว้าง การรุกตลาดออนไลน์ของทางกลุ่มจึงประสบความสำเร็จด้วยดี เพราะผู้บริโภคนิยมไม้ดอกไม้ประดับพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีสีสันโดดเด่นสวยงาม หลากหลาย ไม้ใบที่ทรงสวย ลำต้นที่แข็งแรง และต้านทานโรคได้ดี ทำให้ทุกวันนี้ ทางกลุ่มมีรายได้ก้อนโตจากขายสินค้าผ่านหน้าเพจ

ที่ผ่านมา ทางกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ฯ ได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้บางส่วนจากสำนักงานเกษตรอำเภอภูเรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำมาผลิตและจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทางหน้าเพจ โดยกลุ่มสินค้าขายดี ได้แก่ นางพญาคล้าทอง คล้านกยูงแดง คล้านกยูงเขียว คล้าแตงโม มอนสเตอร่าไจแอนท์ เฟิร์นราชินีเงิน คาเมรอน หน้าวัว ว่านนกคุ้ม เสน่ห์ขุนแผน ใบละพัน คล้าเสือโคร่ง เอื้องหมายนาด่าง ว่านพญามือเหล็ก และม่วงนารี ฯลฯ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคลประเภทไม้ใบที่นิยมใช้ตกแต่งอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ฯ ได้สร้างเพจขายสินค้าทางเฟซบุ๊ก จำนวน 3 เพจ ได้แก่ 1. เพจ “สวนต้นไม้มงคล ต้นไม้ดอกไม้ประดับ ต้นไม้จิ๋ว ต้นไม้ฟอกอากาศ BY nmco” 2. เพจ “ไร่ภูซำเตย สวนปูไม้ดอกไม้ประดับ” และ 3. เพจ “จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับไม้มงคล ไร่ภูซำเตย” โดยใช้ลูกหลานสมาชิกแปลงใหญ่ทำหน้าที่เป็น Admin เพจดูแลการรับออร์เดอร์ สั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์