แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไว้ใช้เองวิธีการทำ

นอกจากการแปรรูปผลหม่อนสดเป็นน้ำหม่อนพร้อมดื่ม แยมผลหม่อน และขนมปังโฮลวีทที่ใช้น้ำหม่อนเพื่อไว้จำหน่ายแล้ว คุณเล็กยังมีความเพียรที่จะผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปของกินของใช้จากผลหม่อนไว้ใช้เองในครัวเรือน ได้แก่ น้ำยาล้างจาน แชมพูสระผม สบู่ชนิดก้อน-เหลว และชาใบหม่อน อีกด้วย

นำวัตถุดิบทุกอย่างลงใส่ในหม้อตีแป้ง ใช้ความเร็วที่สปีดช้า 3 นาที สปีดเร็ว 3 นาที
ตัดแบ่งแป้งที่ได้ ตามข้อ 1 เป็นก้อนน้ำหนัก 550 กรัม คลุมด้วยพลาสติก พักไว้นาน 3 นาที ก้อนแป้งจะพอง
ขึ้นรูปด้วยการรีดอากาศออกจากตัวแป้ง ม้วนเข้าแบบพิมพ์ พักไว้นาน 30 นาที
นำเข้าเครื่องอบ ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที
รอจนขนมปังเย็นลง บรรจุใส่ถุง ขายราคาตามน้ำหนัก 550 กรัม 50 บาท

ทำการตลาดด้วยตนเอง แบบ delivery

ผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากหม่อนของสวนคุณเล็ก ใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเข้ามาช่วยในการดำเนินการตลาด สำหรับผลหม่อนสด นำไปส่งให้แก่ผู้สั่งซื้อในเมืองแพร่ แบบ delivery การบริการส่งถึงที่ นอกจากนี้ ยังทำบ้านให้เป็นตลาด (Home market) แจ้งไปยังกลุ่มลูกค้า ว่าวันที่เท่านั้นเท่านี้จะเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวนเก็บผลหม่อนได้ ก็จะมีผู้ติดต่อเข้ามาแจ้งความจำนง พร้อมมีผลิตภัณฑ์แปรรูปให้ลูกค้ามาเลือกซื้อได้เองที่บ้าน และใช้สื่อ Facebook และ Page ถึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะที่นี่มีฟาร์มสเตย์ (Farm stay) ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรด้วย

เบื้องหลังของฟาร์มสเตย์ (Farm stay) ท่องเที่ยวเชิงการเกษตร

คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า ตนจำได้ว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ได้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส 4 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดสุโขทัยจะไปเชียงใหม่ แต่รถยนต์ที่เช่ากันมาเกิดมาเสียที่ปากทางเข้าบ้านของคุณเล็ก และตนเองได้เข้าไปสอบถาม ได้ให้การช่วยเหลือแจ้งช่างมาซ่อมรถยนต์ พร้อมพามากินข้าวที่บ้าน ให้ที่พักพิงที่สวน พาไปขึ้นรถไฟไปจังหวัดเชียงใหม่ อีกไม่กี่วันต่อมา พวกเขากลับจากจังหวัดเชียงใหม่มาพักที่สวนอีก 10 วัน พวกเขาแนะนำว่าที่สวนแห่งนี้ควรพัฒนาเป็นฟาร์มสเตย์ (Farm stay) แต่คุณเล็กบอกว่าไม่มีเงินทุน พวกเขาจึงช่วยกันสร้าง Facebook และ Page ให้ เพื่อระดมเงินทุนจากกลุ่มเพื่อนๆ และผู้ประสงค์จะบริจาคในต่างประเทศ ระบุเงื่อนไขว่า ผู้บริจาคเงินสามารถมาพักที่สวนได้ฟรี พร้อมบริการอาหาร และปลูกต้นไม้จารึกชื่อนักท่องเที่ยวผู้นั้นให้ด้วย เพียง 15 วัน หลังการส่งสื่อ คุณเล็กไปเช็กบัญชีที่ธนาคารมีเงินเข้ามาในบัญชีถึง 1,270 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 49,000 บาท จึงพากันไปซื้อวัสดุก่อสร้างมาดำเนินการ โดยพวกเขาก็มีส่วนช่วยสร้างห้องพัก ห้องน้ำ แล้วก็กลับไปประเทศฝรั่งเศส

จากวันนั้นถึงวันนี้ “มีผู้ที่บริจาคเงินมาท่องเที่ยวและมาพักที่สวน ซึ่งพัฒนาเป็นฟาร์มสเตย์ ท่องเที่ยวเชิงการเกษตร (Mulberry Farm stay) ตามเงื่อนไขที่แจ้งไว้ตอนที่บริจาคเงินแต่นักท่องเที่ยวที่มาก็ยังชำระค่าที่พักให้ นักท่องเที่ยวที่มาเขาไม่ได้มาเพียงแค่พักผ่อนอย่างเดียวนะ” คุณเล็ก กล่าว “เขาต้องการมาเรียนรู้วิถีชีวิตคนไทยว่า คนไทยแท้จริงแล้วดำเนินชีวิตเช่นไร นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาที่นี่มากันทั้งครอบครัว มาคนเดียวก็มี”

เขามาทำอะไรกันบ้าง (ผมตั้งคำถาม)

“เขาจะมาอยู่กัน 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง แต่ละวันเขาจะใช้ชีวิตเช่นเดียวกับพวกเรา เล็กกินอะไรเขาก็กินเช่นนั้น เขามักจะถามว่า วันนี้เล็กจะทำอะไร เขาก็จะติดตามไปและลงมือทำด้วย เขาอยากทำอะไรตามแบบที่เกษตรกรไทยทำ เช่น ตอนกิ่งต้นหม่อน ตัดกิ่งไม้ ปลูกต้นไม้ เขาทำงานไปก็ร้องเพลงไปอย่างมีความสุข” คุณเล็ก ตอบ

คุณเล็ก กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาจะทำงานในสวนเฉพาะช่วงเช้า 3 ชั่วโมง บ่ายเขาก็จะพักผ่อนเดินชมหมู่บ้านบ้าง ฝึกสอนกีฬาให้กับเด็กๆ ในชุมชนบ้าง มีนักท่องเที่ยวทยอยกันมาตลอด เพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งกลับไปก็จะมีการสื่อสารกันปากต่อปาก ผ่านสื่อต่างๆ ให้มาเที่ยวฟาร์มสเตย์แห่งนี้ ทาง fb : jjjaruwan Ekbue และ Page : Mulbery farm นักท่องเที่ยวที่มา ก็มาจากประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ ฮอลแลนด์ ลิทัวเนีย เยอรมนี แคนาดา

ที่สวนของคุณเล็กมิใช่มีเฉพาะต้นหม่อนไว้ให้ดูได้ศึกษาเท่านั้น ยังมีการผสมผสานพืช ประมง อีกมากมาย ทั้ง มะนาว เงาะ มะม่วง กล้วย สตรอเบอรี่ กาแฟ ขนุน กระท้อน เกาลัด ปลาในบ่อไว้สำหรับกินตามฤดูกาลและให้เพื่อนเกษตรกรได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้มาศึกษาด้วย

เป็นเกษตรกรไทยเข้าสู่ยุค 4.0

ตัวคุณเล็กเองเป็นผู้มีคุณสมบัติและศักยภาพหลายประการของการเป็นเกษตรกรเข้าสู่ยุค 4.0 มีองค์ความรู้การประกอบการธุรกิจด้านการเกษตร การนำการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตผลิตผลภายในสวนเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากการขายผลสด แปรรูป การตลาด และขายกิ่งพันธุ์ควบคู่กันไปด้วย จนมีรายได้พึ่งพาตนเองได้ ไม่มีภาระหนี้สิน แบ่งปันองค์ความรู้ให้แก่สังคม ในการเป็นวิทยากรฝึกอบรมการแปรรูปผลหม่อน การเป็นตัวแทนไหมอาสาเกษตรและประสานงานด้านหม่อนไหมของจังหวัดแพร่ ทุกวันนี้เธอและครอบครัวดำเนินวิถีชีวิตด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการใช้ชีวิตอยู่คู่กับธรรมชาติแบบเรียบง่าย

ต้องการเที่ยวชมสวนหม่อน ซื้อผลหม่อนสด ผลิตภัณฑ์แปรรูป โทรศัพท์พูดคุยกับ คุณจารุวรรณ เอกบัว หรือจองที่พัก มีขั้นตอนติดต่อผ่านทาง Fb : Mulberry farm, Web :airbnb : mulberry farm denchai, Web : booking.com : Mulbery farmstay Phrae

ปัญหาทุเรียนอ่อน คือ มาตรฐานค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน (หรือเรียกกันง่ายๆ เปอร์เซ็นต์แป้ง) ไม่เป็นไปตามกรมวิชาการเกษตรกำหนด คือ

3 จังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด ระยอง เป็นแหล่งผลิตทุเรียนอันดับ 1 ปี 2565 มีผลผลิตถึง 720,000 ตัน มีการประกาศกำหนดวันตัดทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ ฤดูกาล 2565 กระดุมวันที่ 20 มีนาคม 2565 ชะนี พวงมณี 10 เมษายน และหมอนทอง ก้านยาว 25 เมษายน

การตัดทุเรียนก่อนกำหนดเสี่ยงต่อ “ทุเรียนอ่อน” เปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งไม่เป็นตามที่กำหนด การตัดทุเรียนอ่อนมักจะเกิดช่วงต้นฤดูที่ทุเรียนมีปริมาณน้อยและมีราคาสูงแถมได้น้ำหนักดีด้วย ต้นฤดูกาลปี 2565 พันธุ์กระดุมราคาสูงถึง 260-270 บาทต่อกิโลกรัมต่อหมอนทอง 250 บาท ปริมาณทุเรียนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ราคาสูงที่ขายได้ช่วงต้นฤดู แต่ถ้ามีทุเรียนอ่อนหลุดออกไปในตลาดทั้งในและต่างประเทศจะทำลายราคาและตลาดทุเรียนไทยที่เหลืออยู่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่จะออกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

เพื่อความแน่ใจใครจะตัดทุเรียนก่อนวันประกาศต้องนำทุเรียนมาตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งให้ได้ค่ามาตรฐานและมีใบรับผลการตรวจเแสดงต่อโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่รับซื้อ ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรตำบล สวพ.6 ได้ให้บริการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งฟรีในช่วงก่อนกำหนดวันตัดของแต่ละพันธุ์รวมๆ แล้วประมาณ 5,000 ตัวอย่าง เป็นภาระงานที่เร่งด่วนและเครื่องมือที่ตรวจใช้เวลานาน

คุณชยุทกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด อธิบายถึงวิธีการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งทุเรียนที่ใช้กันคือ ใช้เตาอบไมโครเวฟอบเนื้อทุเรียนไล่ความชื้นให้แห้ง ครั้งละ 2-3 นาที แต่ละตัวอย่างทำซ้ำ 6-8 ครั้ง อบและชั่งน้ำหนักจนน้ำหนักคงที่ และนำมาวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งโดยใช้สูตรคำนวณหาเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง

น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน (%) = น้ำหนักหลังอบ น้ำหนักก่อนอบ x 100

ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีจึงจะทราบผลน้ำหนักก่อนอบ

เมื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี คิดพัฒนา เครื่องมือตรวจวิเคราะห์ความแก่อ่อนของทุเรียนด้วยเทคนิค NIR (FT-NIR Spectroscopy) รวดเร็ว แม่นยำ รู้ผลภายใน 5 นาที จึงเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกร มือตัด ที่มาใช้บริการได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และช่วยแบ่งเบาภาระของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งที่ทำงานหนัก

ผศ.ดร.เดือนรุ่ง เบญจมาศ ผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารภาคตะวันออก คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เล่าถึงที่มา และการนำเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ความแก่อ่อนของทุเรียนด้วยเทคนิค NIR (FT-NIR Spectroscopy) มาใช้ว่า มหาวิทยาลัยจัดทำโครงการเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์ปัญหาทุเรียนอ่อนของจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ปี 2564 และนำมาใช้ได้ปี 2565 ด้วย คุณสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ต้องการให้มหาวิทยาลัยได้ช่วยคิดวิจัยนวัตกรรมเครื่องมือวัดความแก่-อ่อน มาให้บริการเพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผลผลิตปริมาณทุเรียนมีจำนวนมาก และราคาทุเรียนพุ่งสูงมากทำให้มีการเร่งตัดทุเรียน

เพื่อเป็นการให้บริการเจ้าของสวนและมือตัดที่ต้องการตรวจเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งของทุเรียนก่อนตัดได้รับความสะดวก รวดเร็ว และทีมงานเล็บเหยี่ยว นำโดย คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 6 (สวพ.6) และคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเอาจริงกับปัญหาทุเรียนอ่อนกับโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ทำให้โรงคัดบรรจุต้องเข้มงวดกับเกษตรกรหรือมือตัดที่นำผลผลิตมาขายต้องมีใบ GAP และใบตรวจรับรองเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้ง

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีมอบให้เกษตรจังหวัดจันทบุรี และ สวพ.6 เทียบวัดค่าเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้งของเครื่องมือ NIR กับการวัดด้วยเตาไมโครเวฟพบว่าค่าวัดใกล้เคียงกัน ทางศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารภาคตะวันออกออกใบรับรองผลการตรวจได้ ซึ่งปกติอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรตำบล และ สวพ.6

ปฏิบัติการในห้องแล็บ

ผศ.ดร.เดือนรุ่ง กล่าวถึง เครื่องมือตรวจวิเคราะห์ความแก่อ่อนของทุเรียนด้วยเทคนิค NIR (FT-NIR Spectroscopy) ว่าเป็นเครื่องมือที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกา ใช้ทำวิจัยกับผลแอปเปิ้ลที่เปลือกบางกว่าทุเรียนมีความแม่นยำ 99 เปอร์เซ็นต์ มหาวิทยาลัยจึงคิดนำมาทดลองวิจัยใช้กับทุเรียนตั้งแต่ ปี 2564 จัดซื้อมาราคา 2.7 ล้านบาท แต่ในกระบวนการต้องมีการจัดการข้อมูลใหม่ทั้งหมด ประมวลผล สร้างโปรแกรม การทดลองกับทุเรียน 1,000 ลูกและเทียบค่ากับการวัดด้วยเครื่องเตาไมโครเวฟที่ใช้กันอยู่ ผลสรุปมีความแม่นยำ 95 เปอร์เซ็นต์ มหาวิทยาลัยจึงร่วมมือกับจังหวัดจันทบุรีนำเครื่องมือมาให้บริการฟรีกับเกษตรกรและมือตัดตั้งแต่วันที่ 7-25 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้ครบกำหนดวันประกาศตัดทุเรียน เกษตรกรมีความตื่นตัวนำทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาตรวจวัดรวมประมาณ 1,000 ราย

“การทำงานของเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ความแก่อ่อนของทุเรียนด้วยเทคนิค NIR (FT-NIR Spectroscopy) รวดเร็ว แม่นยำ รู้ผลภายใน 5 นาที แต่ถ้านำตัวอย่างมาจำนวนมาก 50-60 ตัวอย่าง บางคนนำมา 3-4 ลูกเพราะปลูกคนละแปลง ต้องรอคิวและใช้เวลารอ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าตรวจเฉพาะรายเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งการปฏิบัติการนั้นเราแบ่งเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ห้องแล็บ 3 คน มีนักศึกษาปริญญาตรี วิชาเอกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารฝึกงาน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาสารคาม 9 คน และและเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน อาสาสมัครที่มาช่วยกันผ่าแกะพูทุเรียนเพื่อเข้าเครื่องวัด 4 คน และซึ่งการตรวจวัดจะรับได้สูงสุดวันละไม่เกิน 220 ตัวอย่าง” ผศ.ดร.เดือนรุ่ง กล่าว

ขั้นตอน เกษตรกรหรือมือตัดทุเรียนที่นำทุเรียนมาตรวจวัดที่ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารภาคตะวันออก การปฏิบัติงานเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนหน้างาน มี 3 ขั้นตอน คือ 1. จุดคัดกรองทุเรียนก่อนลงทะเบียนตรวจวัด เงื่อนไขคือรับตรวจผลทุเรียนสดเท่านั้น ผลต้องไม่ผ่า เจาะ ขั้วไม่ป้ายสารเร่งสุก หรือขั้วแห้ง 2. จุดลงทะเบียนและลงรหัสที่ลูก จุดนี้ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นเจ้าของสวนต้องมีใบ GAP เพื่อใช้บันทึกใบรายงานผล ถ้าเป็นมือตัดไม่มีใบ GAP ให้แสดงบัตรประชาชนและแจ้งที่อยู่สวนที่ตัดให้ชัดเจน 3. จุดผ่าลูก ผ่าทุกพูให้ได้เนื้อกลางลูกมากที่สุด และใส่เนื้อในตะกร้าที่มีรหัสตรงกับลูกส่งเข้าห้องแล็บ
ส่วนของห้องปฏิบัติการ เครื่อง NIR (FT-NIR Spectroscopy) เริ่มจาก 1. การเฉือนเนื้อทุเรียนด้านที่จะวางบนเครื่องให้เป็นแผ่นบางเรียบ ใช้กระดาษซับน้ำให้แห้งเพื่อให้รังสีฉายได้ทั่วพู ทดลอง 3 พูต่อ 1 ลูก

2. เครื่องฉายลำแสงผ่านเข้าไปในเนื้อทุเรียนทีละพู ลึกประมาณ 1 เซนติเมตรจนครบ 3 พูใช้เวลาประมาณ 2 นาที หลังจากนั้นจึงจะวัดปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปได้ เทียบค่ามาตรฐานสากลปริมาณเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้ง จากวิธีการอบจนน้ำหนักนิ่งในตู้อบ (Hot air oven) 3. ทุเรียนที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งเกิน 32 เปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่ามีความแก่จะทำซ้ำ 6 ครั้ง ถ้าทุเรียนมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งต่ำกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ จะวัดซ้ำอีก 12 ครั้งจนกว่าจะได้ค่าที่นิ่งไม่ error และ 4. เมื่อทราบผลการทดสอบที่ชัดเจนแล้วจะออกใบรับรองผลตรวจและผู้นำทุเรียนมาตรวจต้องมารับด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการรับรองเบื้องต้นเฉพาะผลที่นำมาตรวจ ส่วนโรงคัดบรรจุที่ส่งออกทาง สวพ.6 จะเป็นผู้ตรวจและออกใบรับรอง

“ปัญหาที่พบ คือปัญหาสีเนื้อเหลืองได้แต่เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งไม่ได้ ใช้นิ้วขูดเนื้อทุเรียนดูจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำมากกว่าที่แก่ สาเหตุจากการให้น้ำมากเกินไปหรือทุเรียนแตกใบอ่อน ฤดูกาลปีนี้ที่อากาศแปรปรวนมากๆ ครบกำหนดวันตัดจริงสีเนื้อเหลืองเหมือนแก่แต่เนื้อแป้งไม่ผ่าน เกษตรกรและมือตัดบางคนไม่เข้าใจว่าไม่ใช่ทุเรียนอ่อนแขวนต่อให้แก่ได้ อย่างหมอนทองวัดได้ 29 เปอร์เซ็นต์ ถ้าแขวนต่ออีก 3-4 วันจะได้เปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ 32 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งปัญหาต่างๆ ที่ต้องรักษามาตรฐาน เช่น ไม่รับตรวจซ้ำลูกที่ไม่ผ่านต้องเปลี่ยนลูกใหม่ ไม่รับลูกที่ใช้สารเร่งสุกและการนำทุเรียนที่มีการจับอ่อนจากการตรวจของ สวพ.6 มาวัดซ้ำ ส่วนใหญ่เกษตรกรพอใจผลการตรวจและเวลาที่รวดเร็ว” ผศ.ดร.เดือนรุ่ง กล่าว

คุณปัทมา นามวงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรมีความตื่นตัวเรื่องปัญหาทุเรียนอ่อนกันมาก เทคนิค NIR ต้องมีห้องแล็บและมีเจ้าหน้าที่นักวิจัยเหมาะกับสถานศึกษาที่มีอยู่ในจันทบุรี 3 แห่ง หากมีความพร้อมจัดหาเครื่องมือ NIR ให้บริการ ร่วมกับเกษตรอำเภอ เกษตรตำบล บุคลากรเป็นสายส่งเสริมการเกษตรตรวจเบื้องต้น หากได้รับจัดสรรเครื่องมือที่มาตรฐาน ตรวจง่าย ใช้เวลาสั้นๆ ผู้รับบริการจะได้ความสะดวกไม่ต้องรอนาน จะช่วยแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.เดือนรุ่งให้ความเห็นว่า หาก 3 จังหวัดในภาคตะวันออก จันทบุรี ระยอง ตราด ให้ความสนใจยินดีให้บริการการวัดด้วยเครื่อง NIR ในปีต่อๆ ไป เพราะเครื่องสามารถรองรับข้อมูลได้ แต่การออกใบรับรองแต่ละจังหวัดต้องมอบหมายหน้าที่ให้โดยเฉพาะ และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีกำลังวิจัยเครื่องมือการวัดความแก่ของทุเรียนทั้งลูกเพื่อจะให้กระบวนการวัดรวดเร็วมากขึ้น

อีกก้าวหนึ่งของ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพรรณีจันทบุรี ได้ “พัฒนาคุณภาพทุเรียนไทย สู่ความยั่งยืน” สนใจสอบถามศูนย์วิจัย คนไทยโชคดี ที่มีผลไม้กินตลอดทั้งปี การเลือกบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล ช่วยให้ซื้อได้ในราคาถูก แถมสินค้ามีความสดใหม่ หาซื้อได้ง่าย สับปะรด กล้วย มะละกอ มะพร้าว องุ่น ส้ม ถือเป็นผลไม้ที่ไม่มีฤดูกาลสามารถออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริโภคทั้งปี จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด เป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สับปะรด มะม่วง ขนุน มะพร้าว ระกำ ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ ฤดูผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี

จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช yourplanforthefuture.org เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคใต้ คือ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และเงาะ จะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แพร่ ฯลฯ เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของภาคเหนือ ได้แก่ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน ลำไย ฯลฯ ฤดูผลไม้เมืองร้อนภาคเหนือเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และฤดูผลไม้เมืองหนาว เช่น สตรอเบอรี่ เคพกูสเบอร์รี่ อะโวกาโด มะเดื่อฝรั่ง ฯลฯ เริ่มเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี

เนื่องจาก เมืองไทยตั้งอยู่ในพื้นที่เขตร้อน มีอุณหภูมิสูงทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เซลล์มีชีวิตในผลไม้เกิดกระบวนการหายใจในอัตราสูง ผลไม้จึงสุกแก่เร็ว และเน่าเสียเร็วกว่าผลไม้ในเขตหนาว ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยในการยืดอายุผลไม้ ได้ข้อสรุปว่า ผลไม้แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิในการใช้ยืดอายุ คุณภาพของผลผลิตแตกต่างกันไป กลุ่มแรกคือ น้อยหน่า แตงโม ฝรั่ง มังคุด ลองกอง และกระท้อน ควรจัดเก็บในอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ส่วนลำไย และลิ้นจี่ ควรเก็บรักษาคุณภาพที่อุณหภูมิต่ำสุดที่ 2 องศาเซลเซียส

กล้วยไข่ เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

ขนุน เก็บที่อุณหภูมิ 14 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)

เงาะ เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

ชมพู่ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

ทุเรียน เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

น้อยหน่า เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

แตงโม เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

ฝรั่ง เก็บที่อุณหภูมิ 15** (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

มะม่วง เก็บที่อุณหภูมิ 13 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

มะพร้าวอ่อน เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

มะเฟือง เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)

มังคุด เก็บที่อุณหภูมิ 13-15*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

ลิ้นจี่ เก็บที่อุณหภูมิ 2*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)

ลำไย เก็บที่อุณหภูมิ 2*(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)

ลองกอง เก็บที่อุณหภูมิ 15**(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

กระท้อน เก็บที่อุณหภูมิ 15**(องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 2 (สัปดาห์)

สะละ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 3 (สัปดาห์)

สับปะรด เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 4 (สัปดาห์)

ส้มโอ เก็บที่อุณหภูมิ 10 (องศาเซลเซียส) อายุเก็บรักษา 6 (สัปดาห์)

เพื่อยืดอายุผลไม้ให้ยาวนานจนถึงตลาดส่งออก ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการคัดแยกคุณภาพของผลผลิต ก่อนนำเก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิต้องตรวจสอบ รูปทรง ขนาด สีผิว รสชาติ และการเคาะฟังเสียงผลทุเรียน การตรวจสอบความแน่นของเนื้อผล ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และอายุเก็บเกี่ยวที่ให้ผลผลิตมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนา วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว กรมวิชาการเกษตร ภายในบริเวณเกษตรกลาง บางเขน จตุจักร กทม. 10900 ในวันและเวลาทำการ