“แพะ”…โครงการรัฐ ชาวบ้านถูกฟ้องยกจังหวัด ตั้งแต่ช่วงกลางปี

เป็นต้นมา ได้รับรู้ปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ใจของชาวบ้านกลุ่มใหญ่ในจังหวัดแห่งหนึ่ง ตอนนี้ได้กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่สร้างผลสะเทือนอย่างหนักทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจ เมื่อจู่ ๆ ชาวบ้านจิตอาสาในฐานะตัวแทนกลุ่มเกษตรกรลอตแรกกว่า 200 คนถูกบริษัทผู้ค้าปุ๋ยฟ้องให้นำเงินมาชำระค่าสินค้า

วงเงินอำเภอละ 6-10 ล้านบาท หรือกลุ่มละประมาณ 3 แสน จนถึง 2 ล้านบาท มูลค่ารวมทั้งจังหวัดก็ทะลุไปกว่า 200 ล้านบาท

ความจริงก็คือ ชาวบ้านไม่ใช่คนต้นคิด-ต้นเรื่อง เป็นเพียงผู้สนองนโยบายราชการ เป็นคนรับสินค้าปลายทางเท่านั้น เพราะเป็นโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร โดยใช้วิธีจัดสรรเงินอุดหนุน ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้างแบบปกติทั่วไป

โครงการนี้ถือว่าได้ถูกดีไซน์ วางแผนมาอย่างรัดกุมอย่างยิ่งจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในระดับขั้นเทพ

นั่นคือหากมีอะไรสะดุด หรือมีใครหาญกล้าไปงัดง้าง ตรวจสอบ ก็ยากที่จะสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังได้ วิธีการดำเนินโครงการในช่วง 3 ปีก่อนนี้ก็คือ มีแบบฟอร์มมาให้เบ็ดเสร็จ ให้ชาวบ้านไปจัดตั้งกลุ่ม โดยยื่นจดทะเบียนกลุ่มให้ถูกต้องที่สำนักงานเกษตรอำเภอ จากนั้นก็ให้กลุ่มเกษตรกรไปเขียนแผนงานโครงการไปขอเงินสนับสนุนจากเทศบาล อบต.ก่อน

ในขั้นตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายกเทศมนตรีต่างก็รู้เห็นหมดว่ามีโครงการนี้ และท้องถิ่นก็จะแจ้งกลุ่มเกษตรกรว่าไม่มีงบฯสนับสนุน

จากนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรก็จะทำหน้าที่ประสานงาน รวบรวมเอกสารโครงการส่งต่อไปที่ อบจ. เมื่อโครงการถึงมือ อบจ.แห่งนี้แล้ว ก็จะเสนอเรื่องให้พ่อเมืองพิจารณาอนุมัติ ถ้าโครงการผ่านก็จะกลับมาตั้งงบประมาณ และเรียกตัวแทนกลุ่มเกษตรกร 2-3 คนต่อกลุ่มจากจำนวนทั้งหมดกว่า 300 กลุ่ม ให้มาเปิดบัญชีกับธนาคารของรัฐ เพื่อรับโอนเงินค่าปุ๋ยมาผ่านบัญชีกลุ่มเกษตรกร

พร้อมกันนั้นก็ให้เกษตรกรเซ็นใบเบิกเงินทิ้งไว้ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะมีคนมาเบิกเงินออกไป สรุปก็คือชาวบ้านไม่ได้จับเงินเลย มีคนจัดการให้หมด แค่กลับไปรอรับสินค้ามาส่งมอบให้ถึงหมู่บ้านเท่านั้น

โครงการนี้นับว่าเกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้

วิธีการนี้ทำกันต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว แต่พอปีสุดท้ายคือปีที่ 4 (ปี 2558) เจ้าหน้าที่คนเดิม ชุดเดิมก็ทำแบบเดียวกันนี้อีก ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง จึงทำให้ชาวบ้านมั่นใจ

แต่เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินย้อนหลัง ปี 2555-57 พบความไม่โปร่งใสหลายประการ จึงแจ้งให้พ่อเมืองพิจารณาทบทวน

ในจังหวะนี้เอง เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังคงเดินหน้าโครงการเหมือนเดิม ซึ่งชาวบ้านไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าโครงการนี้ผ่าน หรือไม่ผ่านการอนุมัติแล้วจากพ่อเมือง และไม่ได้รับการแจ้งเตือนใด ๆ

ชาวบ้านมารู้อีกทีก็ตอนที่ได้รับหมายศาลแล้ว

ขั้นตอนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ประสานงานตรงกับกลุ่มเกษตรกรให้มาพบผู้ค้าปุ๋ย ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ

นั่นคือมีเจ้าหน้าที่รับรู้ตลอด ซึ่งชาวบ้านไม่เคยรู้จักกับผู้ค้าปุ๋ยเลย แล้วก็ให้ชาวบ้านซื้อปุ๋ยตามจำนวนที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ในราคาที่เท่ากันทั้งจังหวัด โดยมีเอกชนเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 4 ราย มีการเร่งส่งมอบปุ๋ยให้ครบทั้ง 23 อำเภอภายในเวลาเดือนเดียว

สิ่งที่ผิดธรรมชาติของการค้าขายปกติก็คือ ปุ๋ยที่ 4 บริษัทแยกย้ายกันไปส่งให้เกษตรกรในอำเภอต่าง ๆ ทั้งจังหวัดนั้น มีราคาเดียวกันเป๊ะ คือ กระสอบละ 400 บาท เรียกว่าใจตรงกันมาก ๆ

การตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และด้วยความสุจริตใจ เชื่อมั่นเชื่อถือในภาครัฐและคนของรัฐที่มาจากหลายกระทรวง ประกอบกับความไม่รู้ระเบียบ กฎหมาย เล่ห์เหลี่ยม

ชาวบ้านทั้งจังหวัดจึงตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์

วันนี้ชาวบ้าน 400-500 ราย ตกเป็นจำเลยคดีแพ่ง กลายเป็น “แพะ” และมีหนี้ก้อนโตท่วมหัว สมาชิกกลุ่มเกษตรกรนับแสนคนกำลังทุกข์หนัก ครอบครัวแตกแยกทะเลาะกัน

แทบทุกคนอยู่ในภาวะแตกตื่น หวาดกลัวอิทธิพล และขยาดโครงการของรัฐ

นอกจากนั้นหลายอำเภอก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้การช่วยเหลือเรื่องการต่อสู้คดีความ บางแห่งมีการทำลายหลักฐานทิ้ง ประชาชนไร้ที่พึ่งจริง ๆ

นี่คือ ความมืดดำ ไม่เป็นธรรมที่ปกคลุมไปทั่วเมือง นายมนัส ทรงแสง อดีตรองอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และอดีตรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “ย้อนรอย VR009” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงนับได้ว่าเป็นบิดาแห่งวงการสื่อสารไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ให้ความสนใจเรื่องการใช้คลื่นความถี่ทั้งของราชการและเอกชน อย่างถ่องแท้ ผ่านการศึกษาด้วยพระองค์เอง ทำให้เกิดพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆมากมายเกี่ยวกับการใช้งานคลื่นวิทยุ นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานคำสอนมากมายแก่ข้ารารการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุสายลม กรมไปรษณีย์โทรเลข (สำนักงาน กสทช. ปัจจุบัน) อาทิ เมื่อครั้งศูนย์วิทยุสายลมได้รับเครื่องส่งวิทยุมาใหม่คือเครื่อง FT726R ในครั้งนั้นข้าราชการที่ศูนย์วิทยุสายลมไม่มีใครใช้งานเป็น จนกระทั่งพระองค์ท่านได้ติดต่อเข้ามาและทรงพระราชทานคำสอน การใช้งานเครื่องรุ่นดังกล่าว ที่มีปุ่มปรับเยอะมาก แต่พระองค์ท่านทรงอธิบายได้ทั้งหมด ด้วยภาษาธรรมดาเข้าใจง่าย จนเจ้าหน้าที่ราชการที่ศูนย์สายลมสามารถใช้งานได้

“ถ้าเราสังเกตในข่าวพระราชสำนักบ่อยๆ เมื่อครั้งในหลวงเสด็จทรงงานยังถิ่นทุรกันดาร อุปกรณ์ที่พระองค์ท่านจะพกติดตัวเสมอคือ กล้องถ่ายรูป สมุด ปากกา แผนที่ และ วิทยุสื่อสารขนาดเล็ก 1-2 ตัว เพื่อตรวจสอบคลื่นวิทยุสื่อสารในพื้นที่นั้น เพื่อจดบันทึกส่งให้เจ้าหน้าที่รับทราบอยู่เสมอ” นายมนัส กล่าว

นายมนัส กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ประทับใจที่ได้มีโอกาสถวายงานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช คือเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2528 เมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13 ในขณะนั้นตนเป็นหัวหน้าศูนย์สายลม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายช่างทำหน้าที่วางระบบสื่อสารรายงานผลการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่แข่งขันกัน 2 แห่ง คือ กรุงเทพฯและจ.ชลบุรี โดยการสื่อสารต้องใช้วิทยุสมัครเล่น หรือวอล์กกี้ทอล์กกี้ บนความถี่ย่าน VHF แต่ช่วงแรกเกิดปัญหาส่งสัญญาณไม่ถึงเพราะไกลเกินไป จึงต้องทำเสาติดอุปกรณ์ทวนสัญญาณที่เขาฉลาก แต่พอจะเอาไปติดตั้งปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวน จนเจ้าหน้าที่แก้ไม่ตก

“ในที่สุดได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ท่านติดต่อเข้ามา พร้อมบอก วีอาร์009 (รหัสผู้ใช้งานวิทยุสื่อสาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช) พร้อมรับสั่งว่า พระองค์ท่านรับฟังและติดตามอยู่ ทรงถามถึงความถี่ภาคส่ง ความถี่ภาครับ เท่าไหร่ วิธีการติดตั้งเสาอากาศเป็นอย่างไร ความสูงระดับไหน แล้วทรงแนะนำการติดตั้งเสาสัญญาณ การติดตั้งตัวกรองคลื่น ใช้เวลาประมาณ 45 นาที จนใช้การได้ หลังจากนั้นทุกวันช่วงบ่ายจะทรงติดต่อเข้ามาทุกวัน โดยติดต่อสมาชิกในพื้นที่เพื่อถามถึงเครื่องทวนสัญญาณ ผลการแข่งขันเรือใบเป็นอย่างไร จะทรงขอทราบผลรายงานสัญญาณจากศูนย์สายลมตลอด แล้วสอนวิธีการแก้ไขให้ปรับปรุงอุปกรณ์ จนการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 13 เสร็จสิ้นลุล่วง”

นายมนัส กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจ คือปี2539 เมื่อครั้งเกิดวาตภัยที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในครั้งนั้นการติดต่อสื่อสารปกติไม่สามารถทำได้ จึงมีนักวิทยุสมัครอาสาลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้านมากมาย แต่ก่อนการลงพื้นที่ พระองค์ท่านได้ติดต่อเข้ามาพระราชทานคำแนะนำวิธีการที่ถูกต้องในการออกไปช่วยประชาชน โดยให้เอารถติดตั้งวิทยุไปจอดในตัวเมืองราชบุรี ในจุดพื้นที่สูง ส่วนผู้ที่จะลงพื้นที่ให้นำเครื่องวิทยุสื่อสารติดตัวไป โดยเตรียมแบตเตอรี่สำรองติดตัวไป ซึ่งพระองค์ทรงแนะนำกระบวนการต่างๆในการช่วยเหลือประชาชนอย่างละเอียดมาก เช่น ทรงแนะนำให้เอาฉนวนหุ้มแบตเตอรี่เพื่อป้องกันไม่ให้ไปโดนโลหะหรือเศษสตางค์ทำให้ช็อตและอาจไม่มีพลังงานใช้ได้

นายมนัส กล่าวว่า ความรู้สึกต่อพระองค์ท่าน คือ ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณกับวงการวิทยุสื่อสารอย่างมากมายมหาศาล เนื่องจากในยุคแรกการขออนุญาตใช้วิทยุสื่อสารทำได้ยากมากต้องขอนุญาตสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งไม่เห็นด้วยจะให้ใช้ จึงมีใช้เฉพาะทหารอเมริกัน พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกณธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข จึงได้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชวินิจฉัย ส่งผลให้พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยให้ใช้คลื่นวิทยุสื่อสารเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ โดยให้มีการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องแอบใช้กันจากนั้นจึงมีการตั้งชมรมวิทยุอาสาสมัครขึ้น แล้วทูลเกล้าฯ ถวายชื่อรหัสเรียกวิทยุสื่อสาร VR009 โดยเมื่อถวายแล้วท่านรับและใช้ตอนแรกๆ ช่วงที่พระองค์ติดต่อเข้ามาบ่อยๆ คือปี 2528 เพื่อพระราชทานความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งเสาอากาศ และการใช้งานในภาคส่วนต่างๆ

“ผมจำได้ว่าในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พล.ต.ต.สุชาติ ได้ให้สมาชิกมาถวายพระพรผ่านช่องทางการใช้คลื่นความถี่วิทยุ หลังจากนั้น VR009 ได้เรียกเข้ามาว่า ขอบใจ VR001 (พล.ต.ต.สุชาติ) และทุกคน ที่ได้มาอวยพรวันเกิดให้วีอาร์ 009 ในวันนั้น นอกจากนี้ตามปกติที่ในระหว่างที่มีคุยโต้ตอบผ่านทางวิทยุสมัครเล่น เมื่อบุคคลที่3 จะเข้ามาพูดในวงสนทนามักใช้คำว่า เบรก แต่ทุกครั้งที่พระองค์ท่านจะขอแทรกระหว่างบทสนทนา จะใช้คำว่า ขออนุญาต ซึ่งแสดงถึงความสุภาพมาก”

นายมนัส กล่าวปิดท้ายว่า “นักวิทยุสมัครเล่นทุกคนในประเทศไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และจะทำความดีเพื่อสังคม โดยในงานพระบรมศพเราจะไปให้บริการอำนวยความสะดวกกับประชาชนด้วย เฉพาะอย่างยิ่งวันที่ 28 ตุลาคม ที่คาดว่าประชาชนคงมามาก”

เมื่อ เวลา 17.58 น. ของวันที่ 5 กันยายน 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เนื่องในโอกาสนำคณะเข้าเฝ้าฯ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูกในพื้นที่สูงหรือบนภูเขาว่า “ควรพิจารณาเรื่องของดินถล่มด้วย เพราะเมื่อดินถล่มลงมาแล้ว จะทำให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านเสียหายไปหมด เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะมีคนเสียชีวิต เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระบี่ก็มีถล่ม ที่สตูลก็หนักหน่วงมาก ที่กระบี่หล่นลงมาทำให้เสียชีวิตหลายราย เพราะไปปลูกยาง คนค้าขายยาง เพราะเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว แข็งแรง มันโตเร็วก็จริง แต่ทำให้ดินถล่มมากมาย ที่ภาคอีสานไปปลูกยางนึกว่าเป็นผลที่ดี แต่ดินถล่มเยอะ ที่ภาคเหนือก็มี เหตุการณ์ดินถล่มทำให้ชาวบ้านเสียหายมาก ต้องปลูกพืชที่รักษาดินให้ดี ต้องเลือกต้นที่จะปลูก ถ้าปลูกต้นไม้ที่มีรากแก้ว อาจโตช้า ก็ต้องเลือก อย่างเอาหญ้าแฝกที่มีรากลงลึกเหมือนเป็นรากแก้วมาร่วมปลูกก็อาจจะแก้ได้

ปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวอย่างไร ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้มีรากแก้ว หรือต้นไม้ที่โตเร็ว ต้องสลับกันดีๆ อาจจะแก้ปัญหาดินถล่มได้ อันที่น่ากลัวที่สุด สมัยนี้อาจทำอะไรเร็ว ให้ต้นไม้โตเร็ว การเลือกต้นไม้มาปลูกควรทำสลับกัน เพราะตั้งแต่ทำโครงการเกี่ยวกับต้นไม้โตเร็ว ทั่วทั้งประเทศมีดินถล่มและเกิดมากขึ้น ภาคใต้ก็มากขึ้น ภาคเหนือก็เกิดแถวๆ อุตรดิตถ์ ภาคอีสานก็ยังเป็นมากขึ้น เป็นผลตรงข้ามที่ต้องการ ประชาชนต้องเจอกับการถล่มของภูเขา ปลูกต้นไม้โตเร็วแล้วต้นไม้เหล่านั้นก็ถูกพัดพาถอนรากจนถล่มลงมาทับบ้านทลาย จึงต้องศึกษาให้ดี”

จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเรื่องการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ต่อการอนุรักษ์หน้าดิน และแก้ไขปัญหาการพังทลายของหน้าดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรไทย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงสภาพปัญหาและสาเหตุที่เกิดขึ้น และทรงเล็งเห็นศักยภาพของหญ้าแฝก ซึ่งเป็นพืชที่จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินได้ จึงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับหญ้าแฝก เพื่อใช้ป้องกันและแก้ปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ในประเทศไทยนั้น ได้มีการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตั้งแต่ ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โดยนำแนวทางพระราชดำริมากำหนดเป็นนโยบาย มีงานวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้ เพื่อให้การนำหญ้าแฝกไปใช้ประโยชน์เกิดความสัมฤทธิผลในพื้นที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีการจัดทำแปลงและช่วยเผยแพร่ผลงานหญ้าแฝก

ดังพระราชดำริ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 “ให้ใช้หญ้าแฝกในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดินและฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ดำเนินการขยายพันธุ์ ทำให้เกิดมีกล้าหญ้าแฝกเพียงพอด้วย ที่สำคัญต้องไม่ลืมหน้าที่ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และเพื่อการรักษาดิน ให้ทุกหน่วยงานและหน่วยงานราชการที่มีศักยภาพในการขยายพันธุ์ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการผลิตกล้าหญ้าแฝกและแจกจ่ายกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้พอเพียง”

จากการดำเนินงานที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมแรงร่วมใจในการสนองพระราชดำริ นับแต่วันแรกที่มีพระราชดำรัสจวบจนปัจจุบัน ความสัมฤทธิผลของหญ้าแฝกได้ปรากฏให้เห็นแล้วอย่างมากมาย อาทิ ช่วยป้องกันการพังทลายของดินขอบถนนบนพื้นที่สูง เช่น เส้นทางไปโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ช่วยพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพดินที่โครงการพัฒนาที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี และดินดานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พสกนิกรทุกภาคส่วนทั้งชาวไทยพุทธมุสลิม ประมาณ 10,000 คน นำโดยนายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โดยการแสดงความอาลัยในครั้งนี้มีชนเผ่าพื้นเมืองโอรังอัสรี หรือเผ่าซาไก ที่อาศัยอยู่ในป่าเขา อ.จะแนะ จ.นราธิวาส จำนวน 9 คน เดินเท้าออกจากป่าตั้งแต่เช้ามืด เป็นเวลา 2 ชั่วโมง มาขึ้นรถที่อำเภอจะแนะ เพื่อเดินทางมายังศาลากลางจังหวัดนราธิวาส อ.เมืออง จ.นราธิวาส

เพื่อร่วมกิจกรรมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพวกเขาต่างรู้สึกเสียใจกับการสวรรคตของในหลวงในพระบรมโกศ แต่ไม่ทราบจะแสดงออกอย่างไร พอทราบข่าวว่าจะมีกิจกรรมแสดงความอาลัย ที่ศาลากลางจังหวัดนราธิวาสในวันนี้ จึงอาศัยรถของชาวบ้านออกมาด้วยเช่นกัน

จามจุรีมีหลายชื่อ ภาคกลางเรียกก้ามกราม กรุงเทพฯและอุตรดิตถ์เรียกก้ามกุ้ง ตราดเรียกตุ๊ดตู่ ภาคเหนือเรียกลัง สำสา และสารสา กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกเส่คุ

จัดเป็นพืชในวงศ์ถั่ว เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก ใบมีขนาดเล็ก ดอกสีชมพู มีผลเป็นฝัก เมล็ดแข็ง ผลมีเนื้อสีชมพู รสหวานสัตว์เคี้ยวเอื้องชอบกินเป็นอาหาร จามจุรี เป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก บราซิล และเปรู

จามจุรี เป็นไม้ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดลำพูน

หลังปลูกจามจุรีในสถานที่ราชการและริมถนนแล้ว เมล็ดของจามจุรี ได้แพร่กระจายไปตามที่รกร้างว่างเปล่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มขนาดใหญ่ จามจุรีจึงคลุมไม้อื่น นานเข้าใต้ร่มเงาจึงโล่งเตียน ดูเด่นและแตกต่างจากไม้อื่นอย่างชัดเจน มีการใช้ประโยชน์จากจามจุรีมานานแล้ว

ฮ่องกง ซื้อเนื้อไม้จามจุรีจากฟิลิปปินส์ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม้ของฟิลิปปินส์ถูกสะเก็ดระเบิดคุณภาพไม่ดี ฮ่องกงได้หันมาซื้อไม้ของไทยแทน แต่ระยะหลังๆ ไทยมีความต้องการใช้ไม้จามจุรีมากขึ้น

ในพื้นที่ภาคเหนือ มีสล่าแกะสลักหรือช่างแกะสลัก กระจายอยู่หลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แต่ที่แกะสลักเป็นล่ำเป็นสันคือสล่าบ้านถวาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ไม้ที่นิยมนำมาแกะสลักและหาง่ายในยุคแรกคือไม้สัก

เดิมไม้สักหาซื้อได้ในราคาย่อมเยา เป็นไม้ใหม่ที่ตัดจากป่า ต่อมาไม้ป่าหายากขึ้น จึงหันมาใช้ไม้เก่า อาจจะเป็นเสาบ้าน จนระยะหลังไม้สักมีราคาแพง สล่าได้หันมาใช้ไม้จามจุรีแทน ซึ่งก็ทำได้สวยงาม ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนกลาง คอยหาซื้อไม้จามจุรี ตัดเป็นท่อนๆ ส่งป้อนให้กับสล่าบ้านถวายกัน

ถึงแม้ประชากรของจามจุรีจะมีมาก แต่เพราะปริมาณการใช้งาน ประกอบกับเจ้าของจามจุรีเริ่มอนุรักษ์ ไม่อยากขาย ทำให้ทุกวันนี้ ไม้จามจุรี ไม่ใช่ของหาง่ายเสียแล้ว มีอีกอาชีพหนึ่ง ที่ได้พึ่งพาจามจุรี นั่นก็คืออาชีพเลี้ยงครั่ง

แต่เดิม ชาวบ้าน อาจจะนำครั่งไปปล่อยตามต้นจามจุรี ที่ขึ้นอยู่ตามที่สาธารณะ แต่ทุกวันนี้ ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ๆ ถูกแอบตัดฟัน ชาวบ้านที่ต้องการเลี้ยงครั่ง จึงต้องปลูกต้นจามจุรีขึ้นมาใหม่ เนื่องจากจามจุรีมีพุ่มใบกว้างใหญ่ พื้นที่ 1 ไร่ จึงปลูกจามจุรีได้เพียง 12 ต้นเท่านั้น

เมื่อต้นจามจุรีอายุได้ 3 ปี จึงเอารังแม่ครั่งไปแขวน ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้เพราะอากาศเย็นสบาย ถ้าเป็นช่วงอื่น อย่างเดือนเมษายน หากอากาศร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสครั่งอาจตายได้

เมื่อแขวนรังครั่งไว้ที่ต้นได้ 1 เดือน ตัวแม่ครั่งจะเดินไปตามกิ่งจามจุรี เกาะกินน้ำเลี้ยงสร้างรังใหม่ ถึงเวลานี้ สามารถนำรังแม่ที่แขวนไว้ลงมาและนำไปขายได้

เวลาผ่านไป 1 ปี เจ้าของจึงเก็บครั่งได้ หากเป็นจามจุรีต้นใหญ่ จะเก็บครั่งได้ 300-400 กิโลกรัมต่อต้น ราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 120-150 บาท

อาชีพการเลี้ยงครั่ง ยังพอมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงไม่มากก็ตามที

การใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือนำใบจามจุรีมาทำปุ๋ย ทั้งนี้เนื่องจากจามจุรีเป็นพืชตระกูลถั่ว จึงให้ธาตุไนโตรเจนสูง

เดิมการใช้ใบจามจุรีมาทำปุ๋ย มาทำเป็นวัสดุปลูก ยังไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งเมื่อ 20 ปีเศษที่ผ่านมา วงการไม้ดอกไม้ประดับ ให้ความนิยมในการปลูกโป๊ยเซียน

มีผู้นำใบจามจุรีหรือก้ามปู มาผสมดินปลูก ปรากฏว่า ต้นโป๊ยเซียนเจริญเติบโตดี ให้ดอกสีสวยสด จึงมีผู้นิยมใช้ใบจามจุรีกันมาก ถึงขั้นขาดตลาด จนต้องไปขูดเอาดินใต้ต้นมาขายกัน

แหล่งที่มีคนหาใบจามจุรีมาขายกันมาก เป็นสถานที่ราชการ โดยเฉพาะค่ายทหารที่จังหวัดลพบุรี ในพื้นที่ขนาดใหญ่ มีต้นจามจุรีขึ้นอยู่จำนวนมาก ใบที่ทับถมกันมานานปี เดิมไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร

แรกๆการนำใบจามจุรีออกมาจำหน่ายสะดวกง่ายดาย แต่หลังๆเริ่มมีราคา

จึงมีเกษตรกรบางราย ปลูกจามจุรีจำหน่ายใบโดยตรง กองการสัตว์และเกษตรกรรม เป็นหน่วยงานของกรมการสัตว์ทหารบก มีที่ตั้งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เช่นนครราชสีมา กาญจนบุรี นครสวรรค์ กาญจนบุรี เป็นต้น

กองการสัตว์และเกษตรกรรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ตั้งอยู่ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันมีพันเอกวินัย พุกศรีสุข เป็นหัวหน้ากอง

สถานที่แห่งนี้ มีพื้นที่จำนวนมาก บางครั้งจึงถูกเอกชนบุกรุก

งานเด่นที่เห็นอยู่ คือการเลี้ยงม้า ส่วนพืชที่ปลูกมีการรวบรวมพันธุ์กล้วยมากกว่า 100 สายพันธุ์

จากตัวเมืองกาญจนบุรี ไปตามเส้นทางอำเภอด่านมะขามเตี้ย colourofwords.com เลยประตูกองการสัตว์และเกษตรกรรรมที่ 1 ราวกิโลเมตรเศษๆ ตรงนั้นขายผักผลไม้กันมาก มีสามแยก เลี้ยวซ้ายไปสักพัก จะมีอีกหนึ่งสามแยก เลี้ยวขวาไปอีกพอประมาณ จะพบต้นจามจุรียักษ์ ซึ่งมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ ถือว่าเป็นพญาจามจุรีได้อย่างสบาย

ต้นจามจุรีที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ของกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 มีอายุกว่า 100 ปี ขนาด 10 คนโอบ

จากการสำรวจโดย รศ.ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า จามจุรีต้นนี้ มีรัศมีทรงพุ่มเฉลี่ย 25.87 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางร่มเงาประมาณ 51.74 เมตร เส้นรอบวงของร่มเงา 162.80 เมตร เส้นรอบวงของลำต้น(วัดเหนือดิน 1.20 เมตร) 7.83 เมตร ความสูงจากพื้นดินถึงยอด 20 เมตร มีพื้นที่ของร่มเงา 2,101 ตารางเมตรหรือกว่า 1 ไร่ 1 งาน “ลุงจิตร” ชาวแก่งกระจาน รำลึกอดีต เคยถวายน้ำอัดลมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเสด็จฯประพาส จ.เพชรบุรี เมื่อปี 2502 ได้รับพระราชทานให้ดื่มน้ำอัดลมส่วนที่เหลือ ประทับอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม พระราชจริยวัตรที่งดงามไม่ถือพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังคงปรากฏอยู่ทั่วแผ่นดินที่พระองค์เสด็จฯประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ในอดีต

ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพบ “ลุงจิตร” หรือ นายจิตร ทองแย้ม อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลข 65/2 หมู่ 1 ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2502 ก่อนการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรที่ น่าประทับใจและไม่ทรงถือพระองค์

ลุงจิตร เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ปีนั้นลุงจิตรอายุ 17 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯประพาส ที่วังเจ้า ริมแม่น้ำเพชรบุรี ต.สองพี่น้อง อ.ท่ายาง (ปัจจุบัน อ.แก่งกระจาน) ทรงโปรดฯให้ลุงจิตรเฝ้าถวายงานใกล้ชิด ดูแลเรื่องยกเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และเสื่อพระที่นั่ง ขณะนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดนตรีบริเวณโขดหินริมแม่น้ำเพชรบุรี ทรงกระหายน้ำ จึงได้สั่งให้ลุงจิตรไปเปิดน้ำอัดลมมาถวาย แต่เมื่อลุงนำมาพระองค์ไม่ทรงรับพร้อม ตรัสว่า ” เสด็จแม่ ของเราซึ่งเป็นสมเด็จฯย่าของเธอมาด้วย ถึงเราจะเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ถ้าแม่ของเรายังไม่ได้เสวย เราก็ยังรับไม่ได้ เธอจงนำน้ำอัดลมไปถวายสมเด็จย่าของเธอก่อน แล้วมาเปิดให้เราใหม่”

หลังมีกระแสพระราชดำรัส ลุงจิตรได้รีบนำน้ำอัดลมขวดใหม่ไปถวายสมเด็จย่า แล้วมาเปิดน้ำอัดลมขวดใหม่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์รับไปเสวยจนหมดขวด แต่ยังคงมีพระอาการกระหายน้ำ จึงรับสั่งให้นายจิตรเปิดอีก 1 ขวด ซึ่งขวดที่ 2 นี้ พระองค์เสวยไม่หมด เสวยได้ครึ่งเดียว และโดยไม่คาดฝันพระองค์ทรงพระราชทานน้ำอัดลมส่วนที่เหลือให้ลุงจิตร และทรงรับสั่งว่า “น้ำเหลืออีกครึ่งขวด จะทิ้งก็เสียดาย ถ้าเธอหิวก็ดื่มได้ เราอนุญาต” ลุงก็รับมาและดื่มต่อจากพระองค์ท่านจนหมด ด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความปลาบปลื้มปีติ