แพ เราชาวบ้านต่อกันมาใช้เองขนาดใหญ่ เล็ก ขึ้นอยู่กับ

ความต้องการของผู้ใช้ว่า ต้องการแพไปทำอะไร ถ้าเป็นแพสำหรับล่องแม่น้ำเพื่อเดินทางไกล มักต่อเป็นแพขนาดใหญ่ พร้อมสร้างที่พักบนแพนั้น กิจวัตรประจำวันไม่ว่าจะกิน อยู่ หลับนอนอยู่ในแพ รอนแรมกันไปเป็นเดือน ๆ เมื่อเสบียงหมดก็แวะข้างทาง เพื่อหาเสบียงเดินทางต่อไป

“บ้านพี่เป็นเรือนแพ สาวน้อยก็ไม่แล สาวแก่ก็ไม่มอง”เนื้อเพลงท่อนนี้ นักร้องต้นเสียงดูเหมือนจะเป็น กาเหว่า เสียงทอง เนื้อเพลงบอกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่สาว ๆ ไม่ว่าจะวัยไหนก็ไม่สนใจ นัยหนึ่งของคนเรือนแพที่เพลงไม่ได้บอกไว้คือ ชาวบ้านมองว่า คนที่อยู่เรือนแพนั้นเป็นคน “หลักลอย” พร้อมที่จะร่อนเร่ไปไหนก็ได้

ลอยมาลอยไปไร้หลักยึดเกาะ

สำนวนที่เกิดจากแพ นอกจาก “หลักลอยแล้ว” ยังมี “ลอยแพ” ซึ่งหมายถึงหลอก ล่อลวงเอาไปปล่อยทิ้ง หรือปล่อยทิ้งโดยไม่มีการรับผิดชอบ อย่างที่เป็นข่าวดัง ๆ น้ำท่วมหนัก บริษัทลอยแพลูกจ้างนับพัน เป็นต้น

ด้วยหนุ่มเรือนแพเป็นเหมือนคนหลักลอย ทำให้พ่อ แม่ของสาว ๆ ไม่อยากลูกสาวเข้ามาข้องเกี่ยว เพราะไม่รู้ว่า ไอ้หนุ่มเรือนแพจะทิ้งลูกสาวของตนไปเมื่อไร หรือถ้าได้ไปก็อาจจะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่รับผิดชอบ ความคิดนี้เป็นความคิดของคนเก่าก่อน ส่วนเดี๋ยวนี้จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยนักวิจัยฝีมือดีออกสำรวจกันใหม่

แพที่อาศัยของชาวบ้านเป็นแพขนาดใหญ่

แต่แพที่ชาวบ้านต่อใช้กันเอง เพื่อเดินทางไปมาใกล้ ๆ เป็นแพขนาดเล็ก การทำแพชาวบ้านจะนำเอาไม้ไผ่มาผูกเข้าด้วยกัน ให้เป็นแนวระนาบ ประมาณ 10 ถึง 15 ลำ ผูกทั้งหัว ท้าย และกลางลำ การผูกแพ ถ้าเพิ่มแนวผูกมากเพียงใด ก็เท่ากับเพิ่มความมั่นคงแข็งแรงให้แพมากขึ้นเท่านั้น

สมัยเก่าก่อน ชาวบ้านมีไผ่เป็นแนวรั้วบ้าน เมื่อต้องการแพใช้ก็ตัดไผ่มาต่อ แต่เดี๋ยวนี้สภาพนั้นหาดูได้ยากแล้ว เมื่อต้องการต่อแพก็ต้องหาซื้อไผ่มาตัดเป็นท่อน ๆ ราคาไผ่ลำหนึ่งก็หลายบาททีเดียว และคนที่ผูกแพได้อย่างมีประสิทธิภาพคงหายาก

ประการสำคัญ เราชาวบ้านดูเหมือนจะหนีจากวิถีชีวิตชาวบ้านไปทุกที แม้น้ำจะพยายามมาเตือนให้รู้ความเป็นมาแต่ดั้งเดิม ด้วยการท่วมให้เป็นเป็นระยะ ๆ อย่าง น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2538 และ สาหัสสากรรจ์ เมื่อปี พ.ศ.2554 ก็ตาม

เรากำลังมุ่งไปข้างหน้า บางขณะอดคิดไม่ได้ว่า ยิ่งก้าวก็เหมือนเรายิ่งหนีรากเหง้าของตนเองคาดปี’62 ส่งออกข้าวหด – ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยปี 2562 น่าจะทรุดตัวกว่าปี 2561 และคาดการณ์ปริมาณส่งออกไว้ที่ 10 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.65 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำกว่าที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์ไว้ 11 ล้านตัน และไทยยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 รองจากอินเดียที่คาดว่าจะส่งออกได้ 13 ล้านตัน และเวียดนามเป็นอันดับ 3 ที่ 7 ล้านตัน

สำหรับปี 2561 สมาคมฯ คาดว่าการส่งออกยังได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 11 ล้านตัน ดูจากปริมาณส่งออกรวมตั้งแต่ 1 ม.ค.- 23 ต.ค. ไทยส่งออกแล้ว 8.74 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.1% มูลค่ากว่า 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% หรือประมาณ 1.31 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% และมั่นใจ 2 เดือนที่เหลือปีนี้จะส่งออกได้เกิน 1 ล้านตันต่อเดือน

ร.ต.ท.เจริญ กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทย คือ ความมผันผวนของค่าเงินบาทและเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมองว่าระดับ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐเหมาะสม รวมถึงต้นทุนราคาข้าวสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้พบว่าข้าวเปลือกหอมมะลิไทยในเดือนต.ค.ปีนี้ เทียบปีที่ผ่านมาพบว่าเพิ่มขึ้น 35-40% จนราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในปัจจุบันสูงสุดที่ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน (ความชื้นไม่เกิน 15%) ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ราคาส่งออกสูงถึง 1,150 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าประเทศคู่แข่งขายต่ำกว่า 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน แนวโน้มข้าวเปลือกหอมมะลิอาจสูงได้อีก หากพื้นที่ปลูกเจอภัยแล้ง จึงประเมินไม่ได้ว่าผลผลิตข้าวจะออกสู่ตลาดเท่าไหร่แน่ ทำให้โรงสีเกิดการแย่งชิงซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาทำให้ราคาเพิ่มรวดเร็ว

ร.ต.ท.เจริญ กล่าว จากที่ได้ลงพื้นที่เพาะปลูกข้าวในอีสาน เรื่องน่าห่วงคือ ข้อมูลผลผลิตจริงออกสู่ตลาดนั้นเท่าไหร่แน่ เพราะบางพื้นที่เจอแล้งแต่ชาวนาไม่ยอมแจ้งทางการเพื่อขอชดเชยไร่ละ 1,100 บาท และรายละไม่เกิน 10 ไร่ ซึ่งหากไม่แจ้งจะได้รับเงินช่วยเหลือจากปลูกข้าวไร่ละ 1,500 บาท และรายละไม่เกิน 15 ไร่ ทำให้ชาวนาไม่แจ้งขอความช่วยเหลือว่าเป็นผู้ประสบภัยแล้ง จึงไม่รู้ชัดว่าผลผลิตจริงเท่าไหร่ อีกเรื่องคือ ปัญหาใช้สารเกินจนอาจเกิดสารตกค้างและปนเปื้อนสูงขึ้น ซึ่งประเทศนำเข้าเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หากเกิดปัญหาหนึ่งครั้งก็จะกระทบวงกว้างได้ และการที่ไทยยังไม่มีการพัฒนาหรือปลูกข้าวพันธุ์ที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น ข้าวนุ่ม เหมือนกับเวียดนาม ทำให้ค่าเฉลี่ยข้าวไทยต่ำกว่าเวียดนามที่ขายได้ตันละ 510 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ไทยขายได้เฉลี่ย 500 เหรียญสหรัฐ จึงเป็นเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข หากปล่อยไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ไทยจะส่งออกข้าวลดลงและแข็งขันได้ยากขึ้น

“จีนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในปีหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเวลาจีนพลิกตัวทำอะไรต้องระวัง รวมทั้งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้าวไทยไม่มีการพัฒนา แต่เวียดนามมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ออกมาให้มีความหลากหลาย ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อในราคาต่างๆ มากขึ้น และยังมีต้นทุนในการส่งออกข้าวถูกว่าไทย ส่วนราคาสูงนั้น จากปัญหาปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิไทยในตลาดที่มีจำกัด และมาตรการจำนำยุ้งฉางของรัฐบาลในการชะลอข้าวไม่ให้ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และถือเป็นปีทองของชาวนาไทย ผลสำรวจพบว่า ผลผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่ภาคอีสานฤดูกาลผลิต 2560/61 ลดลง 20% เนื่องจากเจอปัญหาน้ำท่วมและฝนตกชุก พอมาปีนี้ก็คาดว่าผลผลิตจะลดน้อยลงกว่าปีก่อนอีก ทำให้เกิดการแย่งซื้อข้าวและราคาดีดรวดเร็ว”ร.ต.ท.เจริญ กล่าว

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าว่า สาเหตุที่ปีหน้าสมาคมฯ ประเมินส่งออกเหลือ 10 ล้านตัน และต่ำกว่าการคาดการณ์ของโลก เพราะปีนี้ประเทศนำเข้าหลัก ทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ได้นำเข้าเป็นปริมาณสูงมาก ซึ่งสองประเทศรวมกันเกือบ 1 ล้านตัน รวมถึงจีนที่มีสต๊อกข้าวมากถึง 113 ล้านตัน เริ่มระบายข้าวออกสู่ตลาดโลกโดยเฉพาะการตีตลาดข้าวไทยในแอฟริกา สามารถนำข้าวเก่าเหล่านี้มาทำเป็นข้าวนึ่งและส่งขายในราคา 325 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งต่ำกว่าไทยที่ขายอยู่ 329 เหรียญสหรัฐ รวมถึงราคาต้นทุนข้าวไทยแพงสุดทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อแหล่งใหม่แทน และไทยขาดการพัฒนาข้าวที่กำลังนิยม เช่น ข้าวพื้นนิ่ม ที่เวียดนามครองตลาดส่วนนี้

นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และเลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าวถุงในประเทศ ว่า แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปีนี้สูงขึ้น 40% แต่ในส่วนของข้าวสารเทียบเดือนนี้กับเดือนก่อนหน้านี้สูงขึ้น 5-10% และแนวโน้มราคาข้าวจะอ่อนตัวลง ระยะสั้นข้าวถุงไม่มีการปรับราคาแน่ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดสูงมาก มีทั้งเกิดยี่ห้อใหม่จากโรงสีหรือผู้ส่งออกผลิตข้าวออกมาขายในประเทศ และห้างค้าปลีกผลิตข้าวยี่ห้อตัวเองมากขึ้น คนไทยบริโภคข้าวลดลงเหลือต่ำกว่า 95 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในกรุงเทพฯ เหลือ 40 กิโลกรัมเท่านั้น เป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวถุงไม่สามารถขยับราคาได้

หลายครั้งที่มีโอกาสไปเดินตลาดนัดสวนจตุจักร ยังคงพบบ่อยครั้งว่ามีการลักลอบนำสัตว์ป่าคุ้มครองมาจำหน่ายอย่างเปิดเผย แม้จะมีข่าวการกวาดจับผู้ค้าที่ลักลอบจำหน่ายหลายครั้งแล้วก็ตาม จะด้วยปัจจัยใดที่ทำให้ยังมีการจำหน่ายก็ไม่ทราบได้ จึงยังมีการจำหน่ายเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงปกติทั่วไป นกหกเล็กปากดำ ก็เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่เคยมีผู้ค้านำมาวางจำหน่าย จนมีผู้สนใจซื้อไปเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์จำนวนหนึ่ง

นกหกเล็กปากดำ เป็นนกที่พบได้เฉพาะในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้น โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ พัทลุง สงขลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง) จังหวัดสตูล (อุทยานแห่งชาติทะเลบัน) จังหวัดปัตตานี นราธิวาส (ป่าพรุสิรินธร) และจังหวัดยะลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา)

เป็นสัตว์ที่พบได้ค่อนข้างยากและเหลือน้อย ทำให้ถูกจัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้

คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ อดีตข้าราชการครูในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านประสบการณ์การเลี้ยงนกหกเล็กปากดำมา เพราะราว 10 ปีก่อน เขาพบนกหกเล็กปากดำหลายตัววางขายในตลาดนัดสวนจตุจักร จึงนำมาเพาะเลี้ยง เพราะสนใจเรื่องราวของนกกลุ่มนี้มาก่อนหน้า การนำกลับมาในครั้งนั้นทำให้คุณพิทักษ์ดูแลนกชนิดนี้เป็นอย่างดี และสามารถขยายพันธุ์ได้ลูกนกได้จำนวนการออกไข่ของนกหกเล็กปากดำต่อครั้งมากกว่าการออกไข่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี และปัจจุบันคงเหลือเฉพาะนกรุ่นลูกที่จากพ่อแม่พันธุ์ที่ซื้อมาในครั้งแรกเท่านั้น

“ผมศึกษาธรรมชาติของนกจากหนังสือ ทราบว่า เป็นนกที่มีพฤติกรรมการอยู่เป็นฝูงใหญ่ เกาะบนต้นไม้ที่ออกดอกออกผล ไม่ชอบบิน แต่ใช้ปากช่วยจับกิ่งไม้ไต่ไปตามต้นไม้ เวลานอนจะห้อยหัวลงคล้ายค้างคาว โดยใช้ขาเกาะกับกิ่งไม้ มักได้ยินเสียงร้องมากกว่าเห็นตัว เพราะนกตัวเล็กและมีสีเขียวสดกลมกลืนไปกับใบไม้ในป่า เป็นนกที่บินตรงไวและรวดเร็วมาก”

คุณพิทักษ์ บอกว่า ตามธรรมชาติ นกชนิดนี้กินอาหารสด ได้แก่ ธัญพืช ผลไม้เนื้ออ่อน ลูกไทร และยังชอบดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ เช่น ดอกทุเรียนป่า แต่เมื่อนำมาเลี้ยงจึงให้กินผลไม้เป็นอาหาร ประกอบด้วย มะละกอ แอปเปิ้ล และกล้วย ทุกชนิดให้ในในปริมาณ ¼ ลูกต่อนกจำนวน 1 คู่ ส่วนน้ำหวานที่นกชอบดูดกินจากดอกไม้ ในระยะแรกที่นำนกมาเลี้ยง ใช้น้ำหวานชงจากน้ำผึ้งให้กินแทนน้ำ และค่อยๆ เจือจางลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบัน ไม่ได้ให้น้ำหวานเลย นกก็สามารถอยู่ได้

โดยปกติ นกจะจับคู่กันเมื่ออายุได้ 2 ปี พฤติกรรมการจับคู่เป็นพฤติกรรมเดียวกับนกเลิฟเบิร์ด คือ เลือกจับคู่เอง และจะไม่ทิ้งคู่ไปไหน แม้ว่าคู่ตายก็ไม่จับคู่ใหม่ ก่อนจับคู่จะมีการเกี้ยวพาราสี นกตัวผู้จะพยายามป้อนอาหารให้กับนกตัวเมีย ถ้านกตัวเมียยอม แสดงว่านกจับคู่กันแล้ว หรือ บางครั้งนกตัวเมียจะยืนเรียกตัวผู้ให้เข้ากรง ถ้านกตัวผู้ตัวนั้นไม่ยอมเข้ากรง นกตัวเมียก็จะไม่ยอมจับคู่กับนกตัวผู้ตัวอื่น

การจับคู่ บ่งบอกถึงการออกไข่ของลูกนก เพราะหลังจากนกจับคู่ไม่นาน นกจะมีไข่และออกไข่ในกรง รอฟักตามระยะเวลาที่ควร ที่ผ่านมา คุณพิทักษ์ ปล่อยให้นกเลี้ยงลูกเองจนลูกนกลงรังเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องดีที่นกสามารถดำรงชีวิตอยู่เช่นเดียวกับการอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

จุดเด่นของนกหกเล็กปากดำ อยู่ที่สีสันตลอดทั้งตัวทีมีความสดและมีหลายสีในตัวเดียว

จากการเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับนกหกเล็กปากดำ ของสัตวแพทย์หญิง รัตนา สาริวงศ์จันทร์ นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ทำให้ทราบว่า สีของนกหกเล็กปากดำเพศผู้ จะมีหัวและลำตัวสีเขียวสด ลำตัวส่วนบนมีสีเข้มกว่าลำตัวส่วนล่าง แต่กลางกระหม่อมมีแต้มสีน้ำเงิน กึ่งกลางหลังตอนบนเป็นแถบสีน้ำตาลเจือส้ม หลังตอนล่างมีแถบสีเหลืองพาดขวาง ตะโพกและขนคลุมบนโคนหางสีแดงสด ขนคลุมปีก ขนกลางปีกและขนปลายปีกมีครีบ ขนด้านในสีคล้ำ ขนคลุมใต้ปีกสีเขียว ใต้ปีกสีฟ้า หางสีเขียวสด แต่ใต้หางสีฟ้า ใต้คอและอกตอนบนเป็นแถบสีแดงสด สีข้างเจือสีเหลืองเล็กน้อย

สำหรับนกหกเล็กปากดำเพศเมีย หัวและลำตัวสีเขียวสดเช่นเดียวกับนกเพศผู้ แต่หม่นกว่าเล็กน้อย ลำตัวส่วนล่างออกสีเหลือง แต้มสีน้ำเงินที่กลางกระหม่อมคล้ำกว่า และแถบสีส้มที่กลางหลังตอนบนแคบกว่า ไม่มีแถบสีแดงที่อกและแถบสีเหลืองที่หลังตอนล่าง

ความน่าสนใจในตัวนกหกเล็กปากดำ นอกจากจะอยู่ที่สีสันของนก ความแปลกที่ไม่เหมือนในกลุ่มนกด้วยกัน แต่คล้ายกับค้างคาว คือ การนอนในเวลากลางคืน นกหกเล็กปากดำจะนอนห้อยหัวลง โดยใช้นิ้วเท้าที่ยาวเกี่ยวกับกรงหรือกิ่งไม้ตามธรรมชาติ แล้วห้อยหัวลงเช่นเดียวกับค้างคาว

เมื่อนำมาเลี้ยงในกรง ในระยะแรกคุณพิทักษ์พยายามเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด โดยได้ข้อสรุปในการทำกรงให้กับนกหกเล็กปากแดง ที่ขนาดกรงหมอนเบอร์ 1 (กว้าง 60 ยาว 82 สูง 65 เซนติเมตร) และทำรังนอนให้โดยใช้ไม้ต่อเป็นรับนอน กว้าง 15 เซนติเมตร และลึก 40 เซนติเมตร ใช้ลวดดัดเป็นทางเดินลงให้กับนก เพราะไม้เป็นแบบเรียบ นกไม่สามารถไต่ลงเหมือนต้นไม้ได้ บริเวณพื้นรัง ใช้ขี้เลื่อยรองไว้ และเปลี่ยนทุกครั้งที่เห็นว่าเริ่มสกปรก

ในแต่ละวัน คุณพิทักษ์จะสำรวจความสะอาดของกรง บริเวณกรง และทำความสะอาดทุกวัน เพราะนกหกเล็กปากแดง เป็นนกที่ถ่ายสะเปะสะปะ ไม่ได้ถ่ายเหมือนนกทั่วไปที่มูลตกลงพื้นกรง แต่จะถ่ายแบบพุ่งปรี๊ดมีเนื้อแต่เหลวไปตามทิศทางที่ไม่แน่นอน ทำให้มูลกระเด็นออกนอกกรงไปหล่นอยู่บริเวณโดยรอบกรง หรือ ติดอยู่ตามผนังและสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียง หากปล่อยไว้จะเลอะเทอะและดูไม่สวยงาม

เมื่อทำความสะอาดกรงแล้ว จะเปลี่ยนน้ำและให้อาหารทั้งผลไม้สดและอาหารเม็ด ในช่วงเย็นจะเก็บอาหารสดที่เหลือออก เพื่อไม่ให้นกกินอาหารเหลือ เพราะอาจทำให้ท้องเสีย อีกทั้งคุณพิทักษ์ บอกว่า นกหกเล็กปากแดงชอบรับประทานผลไม้สด โอกาสเกิดท้องเสียมีสูง และปัจจัยที่ทำให้นกตายคือท้องเสีย จึงควรระวังให้มาก ที่สำคัญทุก 15 วัน คุณพิทักษ์จะใช้ยาแก้ท้องเสียผสมน้ำให้เจือจางที่สุดให้นกกินก็ช่วยลดภาวะท้องเสียลงได้

“ตามธรรมชาติทราบว่า นกชนิดนี้ออกไข่ปีละครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3 ฟอง แต่นกที่อยู่กับผมออกไข่ได้ตลอดปี และออกไข่ได้มากถึงครั้งละ 5 ฟอง อาจเป็นเพราะผมให้อาหารเต็มที่และสมบูรณ์ เพราะสภาพป่าปัจจุบันระบบนิเวศถูกทำลายไปมาก”

จึงถือเป็นความโชคดีของผู้ที่รักและสนใจนกหกเล็กปากดำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนกอนุรักษ์ และการถ่ายทอดความรู้ในการดูแลนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ที่พบเจอนกหกเล็กปากดำหรือมีอยู่ในครอบครองได้เลี้ยงดูอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลี้ยงนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์จะเป็นแนวทางที่ทำให้นกหกเล็กปากดำขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ แต่คุณพิทักษ์ก็เห็นว่า การปล่อยให้นกอาศัยอยู่ตามธรรมชาติเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีแล้ว หากท่านใดต้องการความรู้เพิ่มเติม คุณพิทักษ์ยินดีให้ข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ โทรศัพท์ 082-2177550

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ณ สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ โดยมีชาวไร่เข้าร่วมหลายร้อยราย ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณอ้อยส่งเข้าโรงงานจำนวน 7,265,671.03 ตัน มีชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญาจำนวน 8,177 ราย มีสมาชิกที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานจำนวน 23,000 ราย

นายอุตตมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ผ่านโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เบื้องต้นกำหนดความช่วยเหลืออยู่ที่ไม่เกิน 50 บาท/ตันอ้อย แต่จะมีการกำหนดปริมาณตันอ้อยสูงสุดที่จะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5,000 ตันอ้อย รวมจำนวน 6,500 ล้านบาท โดยจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวไร่อ้อยกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นคู่สัญญากับโรงงานหรือมีการส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ตามจำนวนตันอ้อยที่เกษตรกรได้ส่งให้กับโรงงานคู่สัญญาหรือหัวหน้ากลุ่ม

“เป็นครั้งแรกในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายกับการให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตที่รัฐให้กับเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยรายเล็ก ช่วยบรรเทาผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำ ภายใต้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระบบใหม่ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เนื่องจากเป็นการอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิต ถือเป็นการอุดหนุนภายในที่ยกเว้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรัฐสามารถดำเนินการได้”นายอุตตมกล่าว

นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้ง 1.ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์อ้อยแห่งประเทศไทย ภายในศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งศูนย์ดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางปรับปรุงพันธุ์อ้อยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีเทคโนโลยีชีวภาพที่ดีและทันสมัยที่สุดในเอเชียโดยที่ผ่านมามีนักวิชาการจากในประเทศและต่างประเทศได้เข้ามาศึกษาดูงานแล้วกว่า 20,000 คน 2.พัฒนาศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ศูนย์ภาค และ3.มีแผนในการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ จังหวัดชลบุรี มีรูปแบบการทำงานลักษณะเดียวกับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ไอทีซี) โดยจะเป็นศูนย์ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพกับเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ โดยการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และห้องทดสอบของศูนย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 นี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ยกผลงานดีเด่น หลักสูตรเด็ดๆ ขึ้นห้างเพื่อโชว์นวัตกรรมบัณฑิตศึกษา แปลงความคิดเป็นสินทรัพย์นวัตกรรมที่ขายได้ มีผลงานดีเด่นหลายประเภทที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้สนใจ นักธุรกิจ ที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงการพาณิชย์ได้ ผลงานที่นำเสนอมีทั้งนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนี้

ระบบการปลูกผักในบรรจุภัณฑ์…เป็นนวัตกรรมการปลูกผักในรูปแบบใหม่ เป็นผลงานของ นายทิวา จามะรี เป็นประสบการณ์ใหม่ของการบริโภคผักด้วยเทคโนโลยีการปลูกในระบบปิดภายใต้แสงไฟเทียม มีการดูแลอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิต สามารถลดแรงงาน ลดขั้นตอนกระบวนการผลิตได้มากกว่าระบบการปลูกผักทั่วไป คือไม่ต้องเคลื่อนย้ายผักจากแปลงปลูกมายังโรงคัดแยกผัก ไม่ต้องคัดแยกผัก หรืออื่นๆ ที่จะต้องใช้แรงงานหรือเครื่องจักร การปลูกวิธีนี้เป็นการผสมผสานที่ช่วยให้ผักโตเร็ว ลงทุนต่ำ

ผสมผสานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ที่พืชผักสามารถเจริญเติบโตอยู่ภายในได้อย่างรวดเร็วมากกว่าปกติถึงร้อยละ 50 จึงทำให้สามารถปลูกผักได้ตลอดทั้งปี ไม่มีปัญหาเรื่องฤดูกาล พืชผักไม่ได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอก เมื่อผักที่ปลูกในภาชนะนั้นถึงอายุการเก็บเกี่ยว ก็เก็บเกี่ยวส่งขายในห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารนั้นๆ ได้ทันที เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการปนเปื้อนทางกายภาพ เช่น เศษดิน ฝุ่น ผง และไม่เคยถูกสัมผัสจากผู้ปลูกหรือผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต หรือแมลง นก หนู ฯลฯ จึงไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

อายุการเก็บรักษาได้นานกว่าพืชผักที่ปลูกทั่วไป นอกจากนี้ การส่งเสริมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นกล่อง มีความทนทานแข็งแรง สามารถกดทับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ผักที่ขนส่งจะไม่บอบช้ำ จึงเป็นผักที่มีคุณภาพสูง ผู้ที่สร้างผลงานชิ้นนี้ กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรม และยังสมัครเป็นสมาชิกสตาร์ทอัพ เพื่อประกอบธุรกิจระหว่างเรียนด้วยคือ บริษัท ทิวา อินโนเวท จำกัด โทรศัพท์ (095) 687-7846

ปลาส้มเสริมสมุนไพร…ผลงานของ นางสาวกนิษฐา มาตัน นางสาวดวงพร อมรเลิศพิศาล นายเกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน เป็นปลาส้มที่ทำจากเนื้อท้องปลาลูกผสมบึกสยามแม่โจ้ มีจุดเด่นในเรื่องของการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมถึงการหมักจากเชื้อที่ดี ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของเนื้อท้องปลาสูงเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า ปรับปรุงให้เป็นอาหารสำหรับคนที่รักสุขภาพและผู้สูงอายุด้วย ส่วนผสมสมุนไพรที่ใช้ เช่น กระเทียม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมัน ลดน้ำตาลในเลือด ขิง ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ข่า ช่วยขับน้ำดี ลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ตะไคร้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร เนื้อท้องปลาลูกผสม อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว มีโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 โอเมก้า 9 สูงกว่าน้ำมันปลาทะเลถึง 4 เท่า คอลลาเจน แคลเซียม เนื้อปลาได้จากการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การทำปลาส้มเสริมสมุนไพรนี้ ได้รับอนุสิทธิบัตร เลข 1803001088 และได้ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ และมีภาคเอกชนขอซื้อสิทธินำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ติดต่อโทรศัพท์ (063) 980-9195, (062) 242-2190

ผลิตภัณฑ์อาหารผง ซุปเปอร์พรีมิก…เป็นการเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากการแล่เนื้อปลาลูกผสมที่ประกอบด้วย หัว โครงกระดูก เนื้อปลา และหนังปลา โดยนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นผง เมื่อวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการอาหารเบื้องต้น พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญและจำเป็นสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรอดตายและลดต้นทุนค่าอาหารในช่วงการอนุบาลลูกปลา

เครื่องดื่มสุขภาพจากสาหร่ายน้ำจืด…เป็นผลงานวิจัยของ นางสาวรัตนาภรณ์ จันทร์ทิพย์ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ผลิตสาหร่ายน้ำจืด ทำให้สาหร่ายน้ำจืดเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเป็นอาหารทางเลือกใหม่ที่สะดวก สามารถรับประทานได้ทันที มีคุณสมบัติที่ย่อยง่ายและดูดซึมเข้าสู่ระบบการย่อยอาหารเร็ว มีภาคเอกชนให้ความสนใจนำไปประกอบในเชิงธุรกิจคือ บริษัท อำพลฟูดส์ จำกัด

ครีมบำรุงผิวจากเนื้อผลกาแฟ…เป็นผลงานวิจัยของ นางสาวนิชชิมา บุญอยู่ โทรศัพท์ (083) 862-6668 เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อผลกาแฟ ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการผลิตเมล็ดกาแฟ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นครีมบำรุงผิว ซึ่งมีส่วนผสมของสารสกัดจากเนื้อกาแฟ พบว่ามีสารประกอบฟีนอลิก มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเสื่อมของผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้ดูกระจ่างใส เมื่อเร็วๆ นี้ผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจรับการติดต่อจากภาคเอกชนแห่งหนึ่งแล้ว

เครื่องสำอางบำรุงผิวจากดอกเก๊กฮวย…ผลงานวิจัยของ นางสาวสินีนาฏ ภู่ระยับ โทรศัพท์ (087) 339-8870 จุดเด่นของผลงานคือ ดอกเก๊กฮวยเป็นวัตถุดิบหลักใช้ในเครื่องสำอาง เป็นเก๊กฮวยอินทรีย์จากโครงการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงใบหน้า ช่วยลดริ้วรอยอย่างมีประสิทธิภาพ

สมุนไพรอัดเม็ดต่อสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำหรับมารดาให้นมบุตร…ข้อดีของผลิตภัณฑ์นี้คือ อุดมไปด้วยซาโปนิน แทนนิน สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ แอนโทไซยานิน และสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งช่วยในการผลิตนมมารดาหลังคลอด กระบวนการทางนวัตกรรมถูกนำมาประยุกต์ใช้ควบคุมการปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากสารสกัดจากสมุนไพรไทย เช่น ปลีกล้วย ขิง กะเพรา รวมทั้งยืดอายุการเก็บรักษาและป้องกันผลิตภัณฑ์จากแสง ออกซิเจน ความชื้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่อร่อย มีกลิ่นรสของสมุนไพร และเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับประทานสำหรับมารดาให้นมบุตร

ผงเครื่องดื่มสมุนไพรอินทรีย์สำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ…ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และการให้ความหวานจากใบหญ้าหวาน ซึ่งมีสารให้ความหวานตามธรรมชาติแทนน้ำตาล

ผลิตภัณฑ์ความงามจากดาหลา…จุดเด่นของผลงานนวัตกรรมคือ สารสกัดจากดาหลาผ่านกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีฤทธิ์ทางชีวภาพในการลดริ้วรอย และปรับสภาพผิวให้ขาวกระจ่างใส เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับดาหลาที่เป็นวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว วิธีการวิจัยด้วยการนำดอกและใบดาหลาที่ผ่านการสกัดด้วยวิธีทำละลายที่เหมาะสม สารสกัดนอกจากใช้บำรุงผิวแล้ว ยังมีประสิทธิภาพยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนที่เกี่ยวข้องในการสร้างเมลานิน และยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากผิวหนังเสื่อมสภาพก่อนวัยอันสมควร สร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง จัดสภาพผิวให้ขาวกระจ่างใสอีกด้วย