“แม่ขรี” ลุย “มังคุดแปลงใหญ่”เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศาลาประชาคมบ้าน

หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง คุณวราภรณ์ ชายเกตุ เกษตรอำเภอตะโหมด และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอตะโหมด พร้อม คุณมโณศักดิ์ ทักษิณาวาณิชย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด และ ผู้ช่วยผู้ใหญ่ คุณกฤษฎา ลำปัง ประธานกลุ่มเกษตรมังคุดแปลงใหญ่ตำบลแม่ขรี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลควนเสาธง พร้อมชาวสวนมังคุด

โดยชาวสวนมังคุดบางรายมีประมาณ 70 ต้น และบางรายมีประมาณ 200 ต้น จากจำนวนภาพรวมมังคุด อำเภอตะโหมด ที่มีกว่า 11,000 ต้น ประมาณ 700 ไร่ โดยเฉลี่ยประมาณ 16 ต้นต่อไร่

สำหรับการจัดตั้งกลุ่มมังคุดแปลงใหญ่จะดำเนินการอย่างเข้มข้นในปี 2566 ซึ่งการจัดตั้งมังคุดแปลงใหญ่ เป้าหมายเพื่อรวมกลุ่มพัฒนาปรับปรุงให้มังคุดมีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และการบริหารจัดการตลาดเพื่อให้ได้ราคาที่ดี ทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อผลิตมังคุด GAP ส่งออกต่างประเทศ ได้ราคาดี โดยปกติแล้วมังคุดของพื้นที่ตำบลแม่ขรี มีการส่งออกไปยังต่างประเทศทุกปี เช่น เวียดนาม เป็นต้น

ที่ประชุมชาวสวนมังคุดแปลงใหญ่ได้เสนอแนวทางการพัฒนาปรับปรุงมังคุดเป็นหลักสำคัญคือ เรื่องผลผลิตที่ได้ตามปริมาณตามฤดูกาล ลดต้นทุนการผลิต โดยเน้นให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก

คุณมโณศักดิ์ บอกว่า สมาชิกมังคุดแปลงใหญ่ในเบื้องต้น มีหมู่ที่ 2 บ้านทุ่งเหรียง หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด หมู่ที่ 7 บ้านควนเสาธง และหมู่ที่ 11 บ้านควนล่อน ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง จำนวน 49 ราย จำนวนมังคุดประมาณ 3,000 ต้น โดยเฉลี่ย 15 ต้นต่อไร่ ภาพรวมประมาณกว่า 180 ไร่

โดยปกติเราแค่คิดว่าการปลูกผักเอาไว้บริโภคในครัวเรือน เพียงอย่างเดียว แต่การปลูกผักอินทรีย์ข้างบ้านยังสามารถรักษาสุขภาพได้เนื่องจากผักที่เราปลูกกินเองย่อมไม่มีสารพิษตกค้างเพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมีเหล่านี้ในการปลูก เรารับรู้กันทั่วไปว่าผักส่วนใหญ่มีการผลิตแบบใช้สารเคมี ชนิดที่คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก การที่เรากินเฉพาะผักที่ปลูกก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังประหยัดค่ารักษาโรคได้อีกด้วย

เรื่องราวในคราวนี้ผู้เขียนไม่ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตร แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของแรงบันดาลใจของการทำการเกษตร ผู้เขียนคิดว่าคนทำการเกษตรในเรื่องนี้เข้าถึงความคิดของการทำเกษตรยั่งยืนอย่างลึกซึ้ง

คุณพสุธ รัตนบรรณางกูร หรือ คุณโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า “ผมจบปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้ทำงานในบริษัทยาที่อเมริกาได้ 5 ปี มีความรู้สึกคิดถึงเมืองไทย รู้สึกอยากกลับบ้านเกิด เพราะคุณพ่อคุณแม่ยังอยู่ที่เมืองไทย ที่อเมริกาสะดวกและทันสมัยก็จริง แต่ความรู้สึกว่าบ้านเราคล่องตัวกว่า ก็เลยกลับมาเมืองไทย เพื่อเปิดกิจการส่วนตัว ต่อมาได้เจอกับคู่ชีวิตคือ คุณหนูดี ซึ่งมีแนวคิดตรงกันว่าอยากทำสวนผักข้างบ้านเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหารในบ้าน เนื่องจากคุณหนูดีเคยมีประสบการณ์จากการทำโรงเรียนอนุบาล ที่สร้างแปลงปลูกผักให้กับเด็กนักเรียนอนุบาลอยู่”

การปลูกผักในเมืองเมื่อสมัยเมื่อ 8 ปีก่อน ไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ในเรื่องเกษตรแปลงใหญ่ คุณโพธิ์จึงต้องหาความรู้จากหนังสือหรือข้อมูลจากต่างประเทศ ข้อมูลต่างๆ ที่ศึกษาทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีพื้นที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ แต่นำเข้าสารเคมีที่ใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและสารเคมีกำจัดโรคพืชมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ทำให้ตระหนักว่าผักที่บริโภคอยู่ในปัจจุบันเป็นผักที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์เนื่องจากเป็นการทำเป็นการค้าด้วยแปลงขนาดใหญ่ คำว่าขนาดใหญ่ไม่ได้หมายถึงเป็นสิบไร่ แต่แค่เพียงไร่เดียวเกษตรกรก็ใช้สารเคมีจำนวนมากแล้วสำหรับดูแลพืชของเขา

ความกังวลนี้ทำให้คุณโพธิ์คิดว่าถ้าหากเรายังบริโภคผักในตลาดที่ส่งมาขายตลอดไป การเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากสารเคมีตกค้างในพืชผักเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เมื่อได้ศึกษาจากสื่อออนไลน์แล้วจึงได้ลงมือทำโดยทำเป็นเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่เริ่มแรก เริ่มปลูกทุกอย่างที่กิน ในช่วงแรกไม่มีประสบการณ์แต่ด้วยใจรักก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ แต่ก็สามารถมีผลผลิตให้ใช้ประโยชน์ได้ เพียงแต่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่านั้น

ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาการทำเกษตรอินทรีย์ที่ฐานธรรมสันป่าตอง เชียงใหม่ 3 วัน ได้เรียนรู้จาก คุณโจน จันได เทคนิคการกสิกรรมธรรมชาติแบบยั่งยืน มีการทำน้ำหมัก การห่มดิน การใช้สมุนไพร การใช้ของเหลือใช้ เอาไม้พาเลตเหลือใช้มาทำเป็นโต๊ะเพาะกล้า เอาอิฐเก่ามาวางเป็นทางเดิน ในความหมายของการห่มดินคือ มีแนวคิดว่าดินเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ของตาย มีจุลินทรีย์ต้องการความร่มเย็น เพื่อให้ไม่โดนแดดเผาจนเกรียม จนดินเหมือนตายแล้วเพราะต้องเติมธาตุอาหารเข้าไป สารเคมีเข้าไปเพื่อต้องการผลผลิต

สวนผักเพื่อสุขภาพของชีวิต

ในการทำเกษตรแบบนี้ทำให้เราพบว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่กินผัก ไม่ใช่แค่ประหยัด ทำให้มองว่าการปลูกผักเป็นกิจกรรมในชีวิต การปลูกผักจะได้ผลที่สุดคือประหยัดค่าหมอเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเราเป็นห่วงว่ากินผักที่ปลูกด้วยเคมีเข้าไปมากทำให้เกิดโรค เพื่อให้แน่ใจว่ามีผักปลอดสารกินกันเป็นความมั่นคงด้านอาหาร ในช่วงโควิดที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่าการมีสวนผักของเราเองเป็นอะไรที่มากกว่านั้นมาก ในช่วงที่กรุงเทพฯ ล็อกดาวน์ คนห้ามออกนอกบ้าน มีคนซึมเศร้าเยอะมาก แต่เรากลับมีความสุขที่มีพื้นที่สีเขียวเสมือนเป็นหลุมหลบภัยจากพื้นที่ภายนอก เรารู้เลยว่าการมีสวนผักปลอดสารเป็นการประหยัดค่าหมอรักษากายแล้วยังรักษาใจเราด้วย

เมื่อเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ก็เริ่มต้นการตั้งเพจ เพื่อแบ่งปันไลฟ์สไตล์ที่กลับเข้าไปสู่ของคนที่ต้องผลิตอาหารกินเองเป็นจุดประสงค์หลัก ปัจจุบันคนเมืองเคยชินกับการใช้เงินซื้อของเยอะมากรวมถึงอาหาร จนบางครั้งลืมที่มาที่ไปของอาหารของเรา อาหารในปัจจุบันสำหรับคนเมือง เน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ขาย เราจึงพบว่าอาหารที่เราซื้อมากินนั้น ไม่ค่อยมีประโยชน์หรืออาจจะมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ การที่เราปลูกผักกินเองทำให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงของวัตถุดิบที่คุณภาพสูง ทำให้เราตั้งคำถามถึงวิธีการที่ได้มาของผักราคาถูกในตลาด อาจมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต หรือการเน้นปุ๋ยเคมีเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้เร็วหรือไม่ มันทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น ในการที่จะซื้ออาหารกินนอกบ้าน อีกอย่างเราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก

เรามองว่าการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้ไม่ยั่งยืน เราพยายามทำในส่วนที่เราทำได้ เพื่อจะลดภาระแรงกดดันให้กับโลกมากที่สุดสำหรับที่เราทำได้ตอนนี้ อย่างหนึ่งที่เราทำคือเรานำขยะเปียกทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบ้านมาหมักเป็นดิน นำเศษใบไม้ในสวนมาหมักเป็นปุ๋ย และใช้ในสวนผักของเรา นอกจากจะประหยัดค่าปุ๋ยแล้ว ผักของเรายังงามกว่าที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หลายยี่ห้ออีกด้วย จนเราพยายามทำในส่วนที่เราทำได้ เพื่อจะลดภาระแรงกดดันให้กับโลกมากที่สุดสำหรับที่เราทำได้ตอนนี้ จนถึงขนาดว่าใบไม้ที่มีไม่เพียงพอกับการใช้ในสวน เราได้ติดต่อเพื่อนบ้านในซอยขอรับกิ่งไม้ใบไม้ที่ตัดทิ้งมาทำปุ๋ยเพิ่มขึ้น พอผักออกก็นำผักจากสวนไปให้เขาเป็นการพึ่งพาฉันญาติมิตรฉันเพื่อนบ้านซึ่งปัจจุบันพบเห็นได้ยาก

การแยกขยะคือต้นทางของการรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกอย่างที่ทำคือการแยกขยะภายในครัวเรือน ขยะที่ย่อยสลายได้มีการแยกออกเป็นสิบกว่าชนิด เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม สังกะสี ขยะที่นำไปฝังกลบหรือทำพลังงาน ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว หลอดไฟใช้แล้ว ถ่านไฟฉาย เพื่อสะดวกแก่การจัดการ ขยะในครัวเรือน เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ เราได้ใช้ตาข่ายพลาสติกล้อมประมาณ 1 เมตร นำมันใส่ลงไป รวมถึงกระดาษกล่องลังที่สามารถย่อยสลายได้ แต่จุลินทรีย์ไม่ได้ใส่ลงไปเพราะถือว่ามีจุลินทรีย์ในธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ให้ชื้นตลอดเวลาโดยไม่ได้ปิดให้มิดชิด ซึ่งมีกลิ่นบ้าง จึงต้องวางในที่ห่างไปเพื่อหลบกลิ่น การไปเรียนที่ฐานธรรมสันป่าตอง เชียงใหม่ เขาสอนให้คิดการทำเกษตรแบบคนจน อยู่ในเมือง เศษใบไม้ที่ทุกคนเห็นเป็นขยะ เราจะเอาใบไม้แห้งทิ้ง หรือการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ต้องจ้าง กทม. ตัดและเอาไปทิ้ง แต่ต่อมาได้ซื้อเครื่องบดสับกิ่งไม้ เศษใบไม้เริ่มไม่พอขอจากเพื่อนบ้าน ของเหล่านี้การนำไปทิ้งก็มีค่าใช้จ่าย มีมูลวัวที่ซื้อมาหมักรวมด้วย ซึ่งต้องระวังฟาร์มที่ใช้โซดาไฟล้างคอกจะทำให้ต้นไม้ตาย ปัจจุบันใช้ประมาณ 50 กระสอบต่อปี จากประสบการณ์ขี้วัวเป็นก้อนดีกว่าที่ตีละเอียด ส่วนปุ๋ยมูลไส้เดือนไม่ได้ใช้เพราะเมื่อเราใช้ปุ๋ยหมักจะมีตัวไส้เดือนอยู่ในแปลงเอง

คนไม่ใช่เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวในระบบนิเวศ

คุณโพธิ์ บอกว่า “ถ้าคุณเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่กินผักในสวนคุณ ถือว่าคุณไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ดี เป็นแนวคิดของการปลูกพืชแบบยั่งยืน” การอยู่ร่วมกับแมลง และพยายามสร้างระบบนิเวศในสวนให้สิ่งมีชีวิตคุมกันเอง ในสวนจะมีเต่าทองเยอะมากคอยคุมเพลี้ยให้เรา ตอนค่ำๆ ในแปลงจะมีคางคกเยอะมาก คอยกินหนอนบนใบผักให้เรา แมลงมีบ้างไม่มีถึงระดับไม่เหลือผักให้กิน หอยทากที่มีอยู่ก็จะจับตอนหัวค่ำไปปล่อยที่อื่น นกมีในสวน มีงูบ้างแต่ไม่ถึงกับรบกวน การปลูกผักอินทรีย์ เราไม่ควรคิดแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ถือว่าอย่างอื่นเป็นศัตรูทั้งมด หญ้า แมลง ถ้าตัวไหนที่มาแย่งเรากินต้องฆ่าให้หมด ทำอย่างนี้แล้วทำให้เราไม่เหลือใครเลย เราควรยึดถือว่าสิ่งมีชีวิตต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เราจะไม่ยุ่งกับเขา เราจะไม่เบียดเบียนเขา อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้เขามาอยู่

ตอนแรกๆ เราปลูกผักเพื่อกิน ตอนหลังได้แรงบันดาลใจจากรีสอร์ตแห่งหนึ่งในระนอง เขาปลูกไม้ดอกเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกจากกินแล้วนำมาปักแจกัน การปลูกดอกไม้จึงเกิดขึ้น หลังจากนั้นเวลาถ่ายรูปสวนผักที่เคยมีแต่สีเขียว ภาพของสวนมีสีสันและมิติมากขึ้น สวนของเราไม่ได้ปลูกเพื่อขาย แต่ทำเพื่อการพักผ่อนการมองภาพที่มีแต่สีเขียวเหมือนคนตาบอดสีที่มองได้เพียงสีเดียว เกิดความเพลิดเพลินสบายใจมากกว่าเป็นผักอย่างเดียว หลังจากนั้นมีผึ้งกับชันโรง พบว่าผลิตผัก แฟง แตงกวา มะเขือติดลูกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ตอนหลังเลยปลูกดอกไม้ที่ปลูกได้แก่ บานชื่น ทานตะวัน ดาวเรือง ดาวกระจาย กุหลาบ ผักที่ปลูกผักกาดขาว กวางตุ้ง คะน้า สลัด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะรุม ชะอม มะเขือยาว มะเขือม่วง แตงโม ฟัก ฟักทอง มีบ้างที่เกิดขึ้นเองจากเมล็ดที่ติดอยู่ในปุ๋ยหมัก

ความคิดที่ใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตเมื่อหลายร้อยปีก่อน สมัยที่มนุษย์ไม่ได้ทำลายธรรมชาติอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างบ้าคลั่ง จนเกิดสภาวะเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงในปัจจุบัน แต่ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยินดีที่จะมีชีวิตในโลกอย่างไม่เบียดเบียนใคร เพจชื่อ From Farm to Fork – Bangkok เป็นหนึ่งในสังคมอย่างที่กล่าวนี้

มะม่วง เป็นผลไม้ที่สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย สําหรับภาคกลางนิยมปลูกในจังหวัดราชบุรี นครปฐม อ่างทอง และสุพรรณบุรี ปัจจุบันการส่งเสริมการปลูกมะม่วงในเชิงธุรกิจนั้น ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก สวนมะม่วงของผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวจะมีใบ GAP รับรองความปลอดภัยของสินค้าเกษตร มะม่วงที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย มันเดือนเก้า และโชคอนันต์ โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกเป็นอย่างดี สร้างรายได้ปีละหลายแสนบาท

คุณสุนทร สมาธิมงคล ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อลดต้นทุนการผลิตในการซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกัน กําจัดศัตรูพืช สําหรับสวนมะม่วง ดังนี้ การปลูกมะม่วง
คุณสุนทร เล่าว่า ตนเองนั้นได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านทําปุ๋ย หมักโดยผสมกับน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ เพื่อทดแทนการใช้ ปุ๋ยเคมีในสวนมะม่วง ซึ่งจะใส่ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อนปลูก ประมาณ 200 กรัม เมื่อนํากิ่งพันธุ์ปลูกแล้วรดน้ำทันที จากนั้นให้รดน้ำประมาณ 4-5 วัน ต่อครั้ง

โดยการทําปุ๋ยหมักจะใช้น้ำหมักจากผลไม้มาผสมด้วยเพื่อเร่งการย่อย สลายวัตถุดิบให้เป็นปุ๋ยหมักได้เร็วยิ่งขึ้น (สูตรการทําปุ๋ยหมักและการทําน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้อยู่ด้านล่าง) การดูแลรักษา
มะม่วงอายุประมาณ 6 เดือน มะม่วงจะเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งในช่วงนี้เองพวกศัตรูพืชต่างๆ เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยแป้ง จะเข้าไปวางไข่ที่ยอดอ่อนของมะม่วง เพื่อเจริญเติบโตเป็นหนอนกัดกินยอดอ่อน ทําให้มะม่วงเสียหาย คุณสุนทร จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทําสมุนไพรเพื่อไล่แมลง ทุกๆ 7 วัน ฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง แมลงจะไม่มารบกวนหรือหากยังมีแมลงรบกวนสามารถฉีดพ่นได้อีก

มะม่วงอายุประมาณ 1 ปี การดูแลจํากัดวัชพืชไม่ให้มาคลุมลําต้นซึ่งจะแย่งอาหารของต้นมะม่วงนั้น จะทําฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนจากแกนต้นกล้วย น้ำหมักชีวภาพจากสับปะรด แคลเซียมจากเปลือกไข่ แคลเซียม จากน้ำหมักชีวภาพจากปลา อย่างละ 1 ลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 10-15 วัน ทําให้ วัชพืชตายและเป็นการบํารุงดินให้กับต้นมะม่วงอีกด้วย โดยมีรายละเอียดการทําสมุนไพรเพื่อไล่แมลงและ

จากการสัมภาษณ์ คุณสุนทร ในการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรสําหรับการปลูกมะม่วง ทราบว่าได้ศึกษาดูงานการทํามะม่วงส่งออกในพื้นที่อําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา และได้ทดลอง ทําในพื้นที่ของตนเอง โดยนําสารชีวภาพไปใช้ในการปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และสามารถลดต้นทุนได้มาก

เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สารเคมี คือ หากใช้สารเคมีในการปลูกมะม่วงต้นทุน เฉลี่ยไร่ละ 7,500 บาท แต่ใช้สารชีวภาพต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 4,500 บาท ต่อไร่ อีกทั้งการใช้สารชีวภาพทําให้ สุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวดีขึ้นด้วย ส่วนผลผลิตนั้นพ่อค้าจะมารับซื้อที่สวน โดยขายกิโลกรัมละ 80 บาท

การทําปุ๋ยหมัก
วัสดุอุปกรณ์
1. มูลวัว 25 กิโลกรัม
2. แกลบดํา 25 กิโลกรัม
3. รําหยาบ 25 กิโลกรัม
4. แกลบดิบ 25 กิโลกรัม
5. ขุยมะพร้าว หรือขี้เลื่อย 25 กิโลกรัม

วิธีทํา
นําส่วนประกอบต่างๆ มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันนำน้ำหมักจากผลไม้ เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก อย่างละ 10 ลิตร ราดลงบนกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง อย่าให้กองปุ๋ยหมักแฉะหรือแห้งจนเกินไป สังเกตโดยการกําปุ๋ยหมักแล้วปล่อย หากปุ๋ยหมักที่กําอยู่ไม่แตกแสดงว่าความชื้นพอเหมาะ จากนั้นตักใส่กระสอบวางเรียงในที่ ร่มไม่ให้โดนแสงแดด ประมาณ 1 เดือน สามารถนําไปใช้ได้

การทําฮอร์โมนไปกระตุ้นตาดอก
วัสดุอุปกรณ์
1. ไข่ไก่ 200 กิโลกรัม
2. แป้งข้าวหมาก 2 ลูก
3. นมเปรี้ยว (ยาคูลท์) 2 ขวด
4. นมสด 20 ลิตร
5. กากน้ำตาล 1 ลิตร
6. น้ำมะพร้าวอ่อน (ถ้ามี) 5 ลิตร
7. ถังพลาสติกทึบแสง ขนาด 50 ลิตร 1 ใบ

วิธีทำ
นําไข่มาทุบแล้วแยกเปลือกออก นําไปใส่ภาชนะ จากนั้นน้ำกากน้ำตาล นมสด แป้งข้าวหมาก และ ยาคูลท์มาผสมรวมกัน น้ำเปลือกไข่มาบตแล้วใส่ลงไปนําน้ำมะพร้าวอ่อนใส่ลงไปหมักทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน

วิธีการใช้
1. พืชผัก-ไม้ประดับ ใชฉีดพ่นในอัตราส่วน 100-150 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน

2. ไม้ผล-นาข้าว ใช้ฉีดพ่นในอัตรา 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตรตพ่นทุกๆ 7 วัน

3. มะม่วง นําไปรดโคนต้น ในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

การทำแคลเซียมจากเปลือกไข่
วัสดุอุปกรณ์
1. เปลือกไข่ 10-15 กิโลกรัม
2. น้ำชาวข้าว 30 ลิตร
3. นมจืด 1 ลิตร
4. ถังพลาสติกทึบแสง ขนาด 100 ลิตร 1 ใบ

วิธีทํา
น้ำนมจืดมาผสมกับน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 3 คืน นําเปลือกไข่มาล้างฝั่งแดดให้แห้ง จากนั้นนําส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในถัง หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน สามารถนําไปใช้ได้นําไปรดโคนไม้ผล ในอัตราส่วน 1 ลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร รดทุกๆ 15 วัน เพื่อช่วยให้ต้น ราก ใบ แข็งแรง

การทําน้ำหมักชีวภาพจากปลา
วัสดุอุปกรณ์
1. เศษปลา ขี้ปลา หัวปลา 30 กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล 10 ลิตร
3. น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร
4. น้ำเปล่า 15 ลิตร
5. ถังพลาสติกทึบแสง ขนาด 100 ลิตร 1 ใบ

วิธีทํา
นําเศษปลามาใส่ในถังตามตัวยกากน้ำตาลคนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน เปิดฝาคนอีกครั้ง จนกว่าจะไม่มีกลิ่นเหม็น (ประมาณ 45 วัน) จากนั้นให้หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน สามารถนําไปใช้ได้ ใช้กับไม้ผลในอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 50 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 15 วัน จะช่วยให้ลําต้นแข็งแรง

การทําน้ำหมักชีวภาพจากต้นกล้วย
วัสดุอุปกรณ์
1. ใส้กล้วย (แกนกล้วย) ที่ตัดเครือแล้ว 3 กิโลกรัม
2. น้ำซาวข้าว 10 กิโลกรัม
3. น้ำหมักจากเปลือกสับปะรด 1 ลิตร
4. กากน้ำตาล 1 ลิตร
5. ถังพลาสติกทึบแสง ขนาด 20 ลิตร

วิธีทํา
นําไส้กล้วย (แกนกล้วย) มาสับ หรือโขลกให้ละเอียด นําน้ำชาวข้าว น้ำหมักชีวภาพจากสับปะรด และกากน้ำตาล เทใส่ลงไปในถังคนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน (คนทุกๆ 2-3 วัน) สามารถนําไปใช้ได้

วิธีใช้
1. พืชผัก ใช้ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน
2. ไม้ผล ใช้ในอัตรา 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน คุณน้ำมนต์ หรือ คุณมณฑา มานะ อดีตมนุษย์เงินเดือน ตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อทำเกษตรร่วมกับครอบครัวในชื่อ “สวนปริญญาชาวไร่” ปลูกพืชมาหลายชนิด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งหันมาทดลองปลูกอะโวกาโด 10 ต้นก่อน ปรากฏว่าได้ผลดี จึงขยายพื้นที่ปลูกจนเต็มพื้นที่ 8 ไร่ กลายเป็นพืชทำเงินที่สร้างอาชีพและอนาคตที่มั่นคงให้กับครอบครัว

คุณน้ำมนต์ เล่าให้ฟังว่า modernmagazin.com สวนแห่งนี้เป็นที่ดินทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่คุณยาย คุณแม่ โดยพี่สาวของคุณน้ำมนต์ถือเป็นแรงงานหลักในการทำสวนแห่งนี้ตั้งแต่อายุ 15 ปี จนถึงทุกวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 40 ปี เธอทำงานหารายได้ส่งน้องสาว ลูกและหลานเรียนจบปริญญาได้ถึง 3 คน ขณะที่ประสบกาณ์การทำงานของพี่สาวคุณน้ำมนต์ ถือเป็น “ปริญญาชีวิต” ของเธอด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่มาของชื่อ “สวนปริญญาชาวไร่” แห่งนี้

จุดเริ่มต้นปลูกอะโวกาโด

คุณน้ำมนต์ เล่าว่า ในอดีต สวนแห่งนี้ใช้ปลูกข้าวโพดไร่มาก่อน หลังจากนั้นเปลี่ยนมาปลูกน้อยหน่าพันธุ์พื้นเมือง น้อยหน่าเนื้อ น้อยหน่าหนัง แต่มีรายได้น้อย จึงเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเมื่อ 7 ปีก่อน ญาติคนหนึ่งปลูกอะโวกาโดพันธุ์พื้นเมืองแล้วได้ผลผลิตที่ดี จึงเกิดสนใจปลูกอะโวกาโด 10 ต้นก่อน

เนื่องจากอะโวกาโดเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ไม่ต้องใช้แรงงานมาก แถมให้ผลผลิตที่ดี ที่สำคัญอะโวกาโดเป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพ มีช่องทางตลาดกว้าง สามารถขายได้ทั้งตลาดออนไลน์และตลาดออฟไลน์ เมื่อต้นอะโวกาโดโต ให้ผลผลิตดีมีคุณภาพ เนื้อแน่นอร่อย ตลาดให้การตอบรับที่ดี จึงตัดสินใจปลูกอะโวกาโดอย่างจริงจัง โดยทยอยปลูกอะโวกาโดหลายรุ่น ประมาณ 160 ต้น จนเต็มเนื้อที่ 8 ไร่

คุณน้ำมนต์ปลูกต้นอะโวกาโดในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 8 เมตร โดยปลูกอะโวกาโดหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ปีเตอร์สัน พันธุ์บู๊ท 7 (เนื้อเหลือง เหนียวมัน) พันธุ์บัคคาเนีย พันธุ์คิวบา พันธุ์ปากช่อง 65 พันธุ์ปากช่อง 33 พันธุ์น้ำเต้าทอง (ลูกใหญ่ เนื้อแน่น) พันธุ์เฟอเต้ (มีเนื้อสีเหลืองครีม รสชาติอร่อยไม่แพ้พันธุ์แฮส) และพันธุ์พื้นเมือง ฯลฯ อะโวกาโดของสวนแห่งนี้ ปลูกผสมผสานร่วมแปลงกับต้นน้อยหน่าเพชรปากช่อง ลิ้นจี่ ลำไย มะละกอฮอลแลนด์ ทุเรียน และเงาะ

คุณน้ำมนต์ใส่ใจดูแลบำรุงดินเป็นหลัก เพราะเชื่อว่า ดินดีปลูกอะไรก็งอกงาม โดยผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพขึ้นใช้เองในสวน เพื่อบำรุงดินให้ร่วนซุย รากพืชจะได้หาอาหารได้ดี และฉีดปุ๋ยบำรุงทางใบเพื่อบำรุงผลอะโวกาโดให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและเพิ่มความหวานแก่ผลผลิต คุณน้ำมนต์ดูแลป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชอะโวกาโด (แมลงวันทอง หนอนบุ้ง) ตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอมวกเหล็ก

“ปัญหาอุปสรรคที่เจอในขณะนี้คือ ปัญหาแมลงวันทองที่เข้ามารบกวนผลผลิต กับตัวบุ้งที่มากัดกินยอดอะโวกาโด อย่างไรก็ตาม ทางสวนของเราเน้นปลูกดูแลสวนตามหลักการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) โดยใช้กับดักแมลงและน้ำหมักจุลินทรีย์เป็นเครื่องมือกำจัดแมลง หากเจอการแพร่ระบาดของแมลงรุนแรงจนควบคุมไม่ได้จึงตัดสินใจใช้สารเคมีเป็นตัวเลือกสุดท้าย” คุณน้ำมนต์ กล่าว