แม้ว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่ค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ

ได้ดี แต่ถ้าปลูกกล้วยเป็นการค้า การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกล้วยมีความต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยกล้วยเป็นพืชใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำและน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ควรให้ต้นกล้วยขาดน้ำ หน้าดินควรมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะรากกล้วยส่วนใหญ่จะเจริญและแผ่กระจายเป็นจำนวนมากบริเวณผิวดิน วิธีการให้น้ำแก่ต้นกล้วยมีหลายวิธี เช่น ใช้สายยางเดินรด ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูก ฯลฯ

การใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย ค่อนข้างมีความสำคัญส่งผลถึงการเจริญเติบโต และผลผลิตที่จะออกมาก โดยเกษตรกรมักจะเน้นการใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราการให้ประมาณ 200-300 กรัม หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี โดยจะแบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จะใส่หลังปลูกหน่อกล้วยไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ก็จะมีการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมี ครั้งที่ 4 เกษตรกรหลายรายที่ใส่ใจในเรื่องของรสชาติ ก็มักจะเปลี่ยนจาก สูตร 16-16-16 มาใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ก่อนการเก็บเกี่ยว

การตัดแต่งหน่อกล้วย หลังจากปลูกกล้วยได้ประมาณ 5-6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อย ซึ่งเราควรเลือกไว้หน่อเพียง 2 หน่อแรกก็เพียงพอ เพื่อเตรียมไว้ทดแทนต้นแม่เดิมที่จะต้องถูกตัดทิ้งในอนาคต หน่อใหม่ที่เลือกควรอยู่ตรงกันข้ามกันของลำต้นเดิม โดยหน่อแรกๆ นั้น จะมีรากลึกและแข็งแรงถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลัง ชาวสวนมักเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมา จะทำให้กล้วยเครือเล็กลง จึงทำลายทิ้งเสียโดยการทำลายหน่อกล้วย ก็อาจจะมีวิธีการขุดหน่อออก แต่ต้องกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยชะงักทำให้ผลกล้วยเล็กลงได้

การตัดแต่งใบกล้วย เนื่องจากใบกล้วยมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ เมื่อใบใหม่ออกมา ใบเก่าก็จะแก่และแห้งติดลำต้น ชาวสวนต้องหมั่นลอกกาบ ใช้ขอเกี่ยวสางตัดใบกล้วยออก โดยจะสางใบกล้วยที่แห้งและเป็นโรคออกอยู่เสมอ โดยถือหลักว่าถ้าใบแห้งและแก่มีสีเหลืองเกินกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของใบกล้วยก็ควรตัดทิ้ง เพราะถือว่าไม่มีประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงแต่อย่างใด โดยมักจะเลี้ยงใบไม่น้อยกว่า 7-8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่ก็แต่งใบให้เหลือ 4-5 ใบ ก็เพียงพอ

การค้ำต้นกล้วย เมื่อเครือกล้วยใกล้แก่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จะทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่าย หรือมีลมพัดแรงๆ ชาวสวนต้องมีไม้ไผ่หรือไม้เนื้ออ่อนที่มีง่ามไว้ค้ำยันเครือกล้วย

เมื่อกล้วยมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน นับตั้งแต่วันปลูกกล้วยน้ำว้า (รวมถึงกล้วยไข่ กล้วยหอม) จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกัน ก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตได้ว่ากล้วยจะแทง “ใบธง” คือ ใบจะมีลักษณะไม่เหมือนใบทั่วไป เป็นใบขนาดเล็ก ใบชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เมื่อเห็นใบธง เป็นสัญญาณให้เราทราบว่า กล้วยของเรากำลังจะออกปลี ซึ่งปลีกล้วยจะโผล่พ้นตายอดแล้วจะเริ่มทยอยบานให้เห็นดอกกล้วย (หวีกล้วย) ดอกจะบานไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเป็นหวีกล้วยต่อไป ไม่นานปลีจะบานถึงดอกกล้วย หรือหวีกล้วย ซึ่งมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนปลายของปลี

ซึ่งชาวสวนกล้วยเรียก “หวีตีนเต่า” โดยช่องระยะเวลาการบานของดอกกล้วยจะใช้เวลาประมาณ 10-17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อเห็นว่าดอกกล้วยบานเกือบสุดแล้ว ก็ต้องตัดปลีออก เพื่อช่วยให้ผลกล้วยมีการเติบโตได้เต็มที่ กล้วยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 100-110 วัน หลังจากปลีโผล่พ้นยอดออกมาหรือสังเกตที่ผลกล้วยในส่วนรวมของเครือว่าจะมีลักษณะผลค่อนข้างกลมไม่เป็นเหลี่ยม

การเก็บเกี่ยวกล้วยเมื่อเห็นว่าผลแก่ ก็ให้เก็บเอาไม้ค้ำเครือกล้วยออก การตัดเครือกล้วยก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ใช้มีดฟันที่กลางลำต้นกล้วยให้ลึก พอที่จะทำให้ลำต้นกล้วยจะค่อยเอนโน้มมาในทิศทางของผู้รับยืนอยู่ หากไม่มีความชำนาญก็ต้องช่วยกันตัดกล้วยสัก 2 คน โดยคนหนึ่งตัด อีกคนคอยรับเครือกล้วย เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้นำเครือกล้วยให้ตั้งปลายเครือกล้วยขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่าง ตั้งกับพื้น เพื่อไม่ให้ยางกล้วยไหลย้อนลงมาเปื้อนหวีกล้วย กัดผิวกล้วย

ไผ่ เป็นพืชที่มนุษย์ในส่วนต่างๆ ของโลก นำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มนุษย์มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการใช้บริโภค และอุปโภคแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งพันปี ซึ่งในการนำไผ่มาใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคนั้น พบว่ามนุษย์ได้มีการนำหน่อมาแปรรูปเป็นอาหารบริโภคในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ พบว่ามนุษย์นำเอาส่วนต่างๆ ของไผ่ เช่น เหง้า แขนง และใบ มาใช้บริโภคในรูปแบบของสมุนไพรเพื่อรักษาไข้หวัด โรคหืด และโรคไต เป็นต้น ส่วนในการนำไผ่มาใช้เพื่อการอุปโภคนั้น พบว่า ได้มีการนำใบไผ่มาใช้ห่ออาหารและนำลำไผ่มาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพล่าสัตว์ อาวุธเพื่อการต่อสู้และเครื่องดนตรี

ส่วนการใช้ประโยชน์จากไผ่ของคนไทย ซึ่งนับได้ว่า เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับไผ่ มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานไม่แพ้ชาชาติอื่น โดยระยะแรกจะเป็นการนำไผ่จากป่ามาใช้เป็นหลัก ต่อมาจนกระทั่งเมื่อพื้นที่ป่าไม้ได้ถูกทำลายให้ลดปริมาณลง ความจำเป็นที่จะต้องปลูกไผ่เพื่อใช้ประโยชน์ จึงได้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ

คุณสงบ สุขันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 8 บ้านจอมทอง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เล่าให้ฟังว่า เดิมทีรับราชการเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยฮวกจอมทองนาฝาย ตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งระหว่างรับราชการ ได้ทำมะนาวนอกฤดูกาลมาแล้วหลายปี ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่พื้นที่ติดกับลำน้ำพอง ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นท่วมต้นมะนาวที่ปลูกไว้เป็นเวลานาน ทำให้ต้นมะนาวเกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ประกอบต้นมะนาวก็มีอายุมาก สภาพต้นทรุดโทรมมากและทำให้ผลผลิตไม่ดี ด้านราคาก็ไม่แน่นอน จึงเริ่มศึกษาค้นคว้า จากวารสารการเกษตร และปรึกษา นายจำนงค์ ขันกสิกรรม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และได้เกิดแนวความคิดว่าไผ่เลี้ยงน่าจะปลูกได้ ประกอบกับพื้นที่ติดกับลำน้ำพอง หากน้ำท่วมจะพัดเอาปุ๋ยหรือธาตุอาหารมาสะสมไว้ที่สวนไผ่ และไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้า น้ำท่วมนานๆ ก็ไม่เสียหายเลย

นอกจากนี้ ดูแลรักษาก็ง่าย โรคและแมลงก็ไม่มีมารบกวน และเป็นพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตเร็ว อายุประมาณ 8 เดือน ก็ให้ผลผลิตได้ ในหน้าแล้งมีการให้น้ำอยู่เรื่อยๆ สามารถเก็บผลิตได้ตลอดปี ทำให้มีราคาดีในหน้าแล้ง และเป็นสินค้าการเกษตรที่ตลาดต้องการ เนื่องจากคนในท้องถิ่นนิยมบริโภค สามารถแปรรูปผลผลิตได้หลายอย่าง เช่น การดอง หน่อไม้อัดปี๊บ/ถุง ทำให้เก็บรักษาผลผลิตได้นานๆ จึงได้นำไผ่เลี้ยงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มาปลูกในพื้นที่ จำนวน 13 ไร่

การเตรียมดิน โดยการไถเตรียมพื้นที่ปลูก และทำการขุดหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร
รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ ผสมปุ๋ยคอก 4 กำมือ
ใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน ตรวจดูสภาพความชื้นของดิน
เมื่อแตกใบอ่อนใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 2 ช้อนแกง/ต้น โดยโรยบริเวณรอบโคนต้น แต่อย่าให้ถูกต้น
การให้น้ำจะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์
6.การเกิดหน่อเมื่อมีการเกิดหน่อขึ้นมา ให้เหลือหน่อที่สมบูรณ์ ประมาณ 3 หน่อ ห่างกัน ส่วนหน่อที่เหลือเก็บจำหน่าย

7.อายุประมาณ 1 ปี ตัดแต่งกิ่งไผ่ให้โปร่ง ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องคอยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรกคลุมแปลงปลูก ในช่วงหน้าแล้งถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อปลูกไผ่ได้ประมาณ 7 เดือนแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออก แล้วพรวนดินให้ทั่วรอบกอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กิโลกรัม แล้วนำหญ้าที่ถอนออกมาคลุมโคนต้นไว้ หรืออาจเป็นใบไม้แห้ง,ฟางข้าวก็ได้ เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ ควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไปก็จะสามารถให้หน่อได้และเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป

เมื่อปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 2 ปี ต้องมีการตัดต้นที่แก่และชิดกันออก ให้แต่ละกอเหลือจำนวนต้นอยู่ประมาณไม่เกิน 12 ต้น ควรตัดแต่งกิ่งทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15-20 กิโลกรัม แล้วรดน้ำทันทีเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในช่วงต้นฤดูแล้ง ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงลักษณะของหน่อไผ่ที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ต้องรอให้หน่อไผ่พ้นขึ้นมาจากดินประมาณ 4-6 วัน จะมีขนาดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จึงจะสามารถตัดได้ มีขนาดพอดีไม่แก่เกินไป และเป็นที่ต้องการของตลาด และราคา 15-20 บาท จะอยู่ในช่วงฤดูมีหน่อไม้ออก

คุณสงบ จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50-60 บาท อาจราคาสูงกว่านี้ในต้นฤดูกาลหรือนอกฤดูกาล นอกจากหน่อไผ่สดที่คุณสงบจำหน่ายแล้ว หน่อไผ่เลี้ยงยังสามารถแปรรูปเป็นหน่อไม้อัดปี๊บและบรรจุถุงขายทั้งในฤดูและนอกฤดูได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการผลิตก็ทำได้ไม่ยาก คือ นำหน่อไม้มาเผาแล้วแกะเอาเปลือกออก หลังจากนั้นนำออกมาต้มให้สุก ช่วงที่ต้มใส่เกลือปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำบรรจุถุงออกจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท มีรสชาติอร่อย และยังสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ถ้าใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ถึง 10 วัน

การผลิตไผ่นอกฤดูกาล

1.เดือนธันวาคม จะตัดต้นและแต่งกิ่ง เหลือไว้ประมาณ 3-5 ต้น/กอ หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

2.หลังจากนั้นให้หว่านปุ๋ยยูเรีย จำนวน 2-4 กำมือ/กอ หว่านให้ห่างโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร โดยอย่าให้ปุ๋ยถูกหน่อโดยเด็ดขาดจะทำให้เกิดการเน่าเสีย

3.เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วรดน้ำทันทีจนปุ๋ยจะละลายหมด และรดน้ำติดต่อ ประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ปุ๋ยละลายเต็มที่

4.ให้สังเกตดูสภาพดินหรือความชื้น ถ้าดินเริ่มแห้งต้องให้น้ำ

5.หลังจากนั้น ประมาณ 1 เดือน ไผ่เลี้ยงจะเริ่มออกหน่อ จากนั้นจะให้ปุ๋ย 15-15-15 ประมาณ 2 ช้อนแกง/กอ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และให้หมั่นสังเกตอาการหน่อไม้ว่าขาดน้ำหรือไม่ (อาการกาบใบเหลือง) หรือขาดปุ๋ย (หน่อน้อย)

6.การเก็บหน่อไม้ควรเก็บทุกวัน

อาจารย์สงบ สุขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์และใหญ่ไว้ เหลือกอละ 10-12 ส่วนที่เหลือตัดทิ้งหรือนำไปจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับในการผลิตหน่อไม้ครั้งต่อไป ควรมีการตัดต้นและแต่งกิ่งควรเหลือต้นเก่าไว้ ประมาณ 2 ต้น

อาจารย์สงบ นอกจากจะมีการผลิตไผ่นอกฤดูกาลแล้ว ยังได้มีการปักชำกล้าไผ่ไว้จำหน่าย หน่อละ 30 บาท การทำหน่อไม้ปี๊บ/ถุง การทำหน่อไม้ดองไว้จำหน่าย จากการปฏิบัติดังกล่าว ทำให้เกิดรายได้ประมาณปีละ 700,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในด้านปัจจัยการผลิต ประมาณ 200,000 บาท คงเหลือกำไร 500,000 บาท

ไผ่เลี้ยง เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี ดูแลรักษาง่าย วิธีการปลูกก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับต้นไผ่เพราะยังไม่ปรากฏชัดเจน อาจมีปัญหาเรื่องหนอนหรือตัวด้วงบ้างที่มาเจาะกินต้นไผ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถกำจัดและดูแลรักษาให้ดีได้ จึงเป็นพืชที่สามารถปลูกร่วมกับการทำการเกษตรกรรมชนิดอื่นๆ ได้ดีมาก สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกให้เป็นจุดสาธิตการปลูกไผ่เพื่อการค้า ของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเกษตรกรสามารถจะเข้าเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะซื้อผลผลิตสามารถติดต่อได้ที่อาจารย์สงบ สุขันธ์ โทร.08-5764-3234

ใกล้ถึงเทศกาลแห่งความรัก (Valentine) พ่อค้าแม่ค้าหลายแห่งเตรียมถือโอกาสขึ้นราคาดอกกุหลาบ แต่ในขณะเดียวกันไม่เพียงเฉพาะตลาดกุหลาบก้านเท่านั้นที่คึกคัก ยังมีม้ามืดที่หลายคนคาดไม่ถึง กุหลาบที่ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวกว่าเดือนละแสน

คุณณัฐพงษ์ สบู่ม่วง อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 14 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปลูกกุหลาบตัดดอกพันธุ์ฟูซีเลียเลี้ยงครอบครัว บนพื้นที่ 15 ไร่ ที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างไปได้ดีตลอดทั้งปี เพราะกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นำมาใช้ได้หลายโอกาส ทั้งงานพิธี ใช้ประดับตกแต่ง หรือถ้าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาจะสูงขึ้นไปอีก เพราะตลาดมีความต้องการสูง ประชาชนนำมาใส่ในน้ำอบ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และกำลังขยายไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านสปา ที่ต้องใช้ดอกกุหลาบมาเป็นส่วนผสม นับได้ว่าไปได้ดี

กุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย เป็นกุหลาบสีแดง อยู่ในกลุ่มกุหลาบมอญ ที่มีความสวยงาม ดอกดก ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

ปลูกกุหลาบตัดดอก 15 ไร่ ฟันกำไรเดือนละแสน

“การปลูกกุหลาบตัดดอก ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี อาจจะต้องใช้แรงงานเยอะสักนิด เมื่อก่อนปลูก 10 ไร่ ตอนนี้มีการขยายแปลงปลูกเพิ่มเป็น 15 ไร่ เพื่อรองรับกุหลาบแปลงที่ต้นโทรมให้ผลผลิตน้อย ปัจจุบัน ใช้แรงงานปลูก 10 คน แรงงานครอบครัว 4 คน แรงงานนอก 6 คน จ้างเฉพาะตอนตัดดอก เรื่องการดูแลผมจะเป็นคนดูแล ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่งเอง เคยเก็บดอกได้เยอะสุด จำนวน 280,000 ดอก ต่อครั้ง…กุหลาบ 15 ไร่ แบ่งปลูกเป็นสองชุด ถ้ามีการเปลี่ยนต้นชุดแรกก็เปลี่ยนก่อน

เราก็ยังสามารถมีรายได้จากแปลงที่ 2 ถือว่าเป็นการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” คุณณัฐพงษ์ เล่า

กุหลาบตัดดอก ที่คุณณัฐพงษ์ปลูก 1 เดือน สามารถเก็บดอกขายได้ 12 ครั้ง เก็บ 1 วัน เว้น 2 วัน

1 วัน เก็บขายสร้างเงินครั้งละ 20,000-30,000 บาท ตกรายได้ต่อเดือน 12 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 240,000 บาท ต่อเดือน หักต้นทุนไปครึ่งหนึ่งที่เหลือคือกำไร คุณณัฐพงษ์ บอกต่ออีกว่า กุหลาบตัดดอกไม่มีผลอะไรกับช่วงเทศกาลแห่งความรัก ขณะที่ราคากุหลาบก้านปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่กุหลาบตัดดอกไม่ได้รับผล ราคาขายยังเท่าเดิม จะมีขยับขึ้นคือช่วงเทศกาลสงกรานต์ผู้คนนิยมนำไปสรงน้ำพระ หรือเทศกาลเช็งเม้งนำไปโรยสุสานบรรพบุรุษ

“ทุกวันนี้ราคากุหลาบตัดดอกยังคงที่ ส่งขายที่ปากคลองตลาดได้ราคา ดอกใหญ่ 30-40 สตางค์ ดอกเล็ก 10-15 สตางค์ ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย เพียงแต่ต้องมีวิธีการจัดการที่ดี หากเป็นช่วงที่มีปัญหาราคาดอกกุหลาบถูก ก็พยายามรักษาคุณภาพและปริมาณไว้ให้คงเดิม เพราะอย่างน้อยเราขายได้ราคาถูก แต่เรายังได้จำนวนดอกคงที่ ตัวเงินที่ได้มาก็จะคงที่ เมื่อบวกลบมาแล้วมีเงินเหลือประมาณนี้พอจะเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน”

ช่วงนี้ในตอนกลางคืนจะมีอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลง และในตอนกลางวันมีแดดแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี่ ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสม อีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน

ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก สมัคร Star Vegas ได้มีเกษตรกรคนรุ่นใหม่ทำฟาร์มปลูกเมล่อนจนประสบผลสำเร็จ ยอดสั่งจองออนไลน์ช่วงเทศกาลต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้คือ คุณสุดาวัลย์ ทองเลิศล้ำ อายุ 36 ปี เจ้าของ “Porsche Melon Farm” ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก

คุณสุดาวัลย์ เคยเป็นพนักงานประจำตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ดูแลลูกค้า แบงค์ชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก แต่อยากกลับบ้านมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดูแลแม่และลูกสาว ที่ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ พร้อมต้องการเดินตามรอยวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9

เธอตัดสินใจลาออกเมื่อกลางปี 2559 เธอเปลี่ยนทุ่งนามาสร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ด้วยงบประมาณที่ตนเองมีอยู่ 200,000 บาท และเรียนรู้เองจาก Google ศึกษาลองผิดลองถูก ประมาณครึ่งปี และถ้ามีใครถามว่า ตอนนี้ตนเองเดินมาได้ถึงจุดไหนแล้ว บอกได้เต็มปากเลย ว่าประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเกษตรกรได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเรียนรู้เองไม่ได้มีใครสอน ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ก็สามารถมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดได้ และเป็นที่น่าพอใจ

ตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นมา ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ จะมีลูกค้าสั่งออเดอร์จองผลผลิตเมล่อนจากฟาร์ม เพื่อมอบเป็นของขวัญถูกใจ ให้กับคนพิเศษในช่วงเทศกาล ลูกค้าส่วนใหญ่รู้ว่าที่นี้ ปลูกเมล่อนแบบไร้ดิน หรือไฮโดรโปรนิกส์ และปลูกในโรงเรือนที่มิดชิด ปราศจากแมลงรบกวน ลูกค้าส่วนใหญ่จึงไว้วางใจว่าปราศจากสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนราคาขายช่วงนี้ก็ตกอยู่ กิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนท่านใด สนใจแบบแพ็กเกจ กระเช้า หรือใส่กล่อง ราคาก็จะขึ้นอยู่กับวัสดุที่จะใส่สินค้า ซึ่งสามารถสอบถามก่อนและเลือกแพ็กเกจได้ตามความชอบ

คุณสุดาวัลย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงวิธีเลือกซื้อเมล่อนอย่างไรให้อร่อยสมราคาว่า ควรเลือกซื้อเมล่อนจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เมล่อนคุณภาพดี จะมีลายตาข่ายบนพื้นผิวชัดเจนอย่างสมบูรณ์เต็มที่ โปรดระวังเมล่อนที่ลายไม่สมบูรณ์ เพราะปริมาณความหวานจะน้อย รสชาติไม่อร่อย และอย่าใจร้อนผ่ากินทันที เพราะผลเมล่อนญี่ปุ่นที่เพิ่งตัดมาใหม่ๆ ต้องปล่อยให้ขั้วสีเขียวเหี่ยวแห้งลงซักเล็กน้อย จึงค่อยนำไปผ่ากิน เนื้อเมล่อนจะมีเนื้อนุ่ม รสชาติหวานฉ่ำตามต้องการ เธอสร้างโรงเพาะเมล่อนเพิ่ม พร้อมจะปลูกดอกทานตะวัน และปอเทีือง ไว้เป็นจุดถ่ายรูป แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ สำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

สำหรับท่านใดสนใจผลผลิตเมล่อนของ Porsche Melon Farm สามารถติดต่อได้ที่ คุณสุดาวัลย์ ทองเลิศล้ำ หรือ คุณเฟียส โทรศัพท์ 092-434-7799 หรือสั่งออนไลน์ Facebook ชื่อ Fiat Porsche โดยสามารถส่งผลิตภัณฑ์ได้ทั่วประเทศจนกว่าผลผลิตจะหมด