แม้ว่าปัจจุบันไทยรั้งอันดับผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก

แต่ก็มีกลุ่มประเทศ CLMV จีนและอินเดียที่เร่งตีตื้นส่งผลผลิตออกสู่ตลาด เอสเอ็มอีไทยจึงต้องปรับการบริหารจัดการสต๊อกสินค้ายางพาราที่รับซื้อมาจากเกษตรกร ซึ่งอาจมีการสั่งซื้อในปริมาณครั้งละไม่มาก และไม่ควรสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันความผันผวนของราคายางพารา และลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) นอกจากนี้ ควรขยายตลาดไปยังคู่ค้าที่มีสัญญาณการเติบโตดี

ท่ามกลางภาวะที่ตลาดหลักอย่างจีนชะลอตัวลง เอสเอ็มอีต้องขยายการส่งออกไปตลาดประเทศอื่นที่อนาคตยังสดใส เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ต้องรักษาคุณภาพของสินค้าที่ส่งออกให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และรักษาส่วนแบ่งตลาดยางพาราของไทยในตลาดโลกเอาไว้ ในภาวะที่ตลาดส่งออกยางพาราแปรรูปขั้นต้นของไทยยังคงมีความเปราะบาง โดยหากพิจารณาจากการส่งออกยางพาราแยกตามผลิตภัณฑ์ พบว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 เราส่งออกยางแท่งมากที่สุดคิดเป็น 45.25% เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้หลากหลาย โดยเฉพาะยางล้อที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตดีในสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ น้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางคอมพาวนด์ และยางอื่น ๆ

นอกจากนี้ อาจมุ่งเน้นไปที่การส่งออกยางพาราเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางโดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ และถุงมือยางทางการแพทย์ โดยมีตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มมีทิศทางเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกยางพาราสำหรับใช้ในการผลิตยางล้อคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 56% แบ่งเป็นยางล้อรถยนต์ 49.5% และยางล้อรถจักรยานยนต์อีก 6.8%

สำหรับตลาดในประเทศนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด้วยการหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา เช่น การนำยางพาราไปทำเป็นพื้นถนน ปูพื้นสนามเด็กเล่น/สนามกีฬา และสันขอบเขื่อน ก็อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เอสเอ็มอีจะสามารถขยายตลาดและบรรเทาความเดือดร้อนลงได้บ้าง

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกท่านจะสามารถปรับกลยุทธ์รับมือแนวโน้มราคายางพาราที่คงยังไม่กระเตื้องขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่งการมองหาคู่ค้าที่มีศักยภาพใหม่ๆเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถรักษาตลาดและประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นพ. สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. … ที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอยู่ระหว่างเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอนว่า สาระของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดอายุผู้ซื้อจาก 18 ปี เป็น 20 ปี และห้ามจำหน่ายบุหรี่แยกมวนเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าสู่วงจรนักสูบหน้าใหม่

นพ. สุเทพ กล่าวว่า นอกจากนี้กำหนดให้บริษัทบุหรี่ทุกรายต้องทำรายงานประจำปีเป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดพื้นที่ห้ามสูบในสถานศึกษา สถานพยาบาล หากฝ่าฝืนจะออกใบสั่งเพื่อปรับ คล้ายกับการออกใบสั่งขับขี่รถ ทั้งนี้ ยังให้ตั้งคณะกรรมการควบคุมยาสูบเพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกจังหวัดด้วย

“ในส่วนของชาวไร่ยาสูบที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ ยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะไม่มีกฎข้อไหนบังคับชาวไร่ยาสูบ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สธ. ร่วมหารือเพื่อไม่ให้กฎหมายกระทบกับชาวไร่ยาสูบ จากการหารือพบว่า ที่กระทบคือการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศมากกว่า” นายสุเทพ กล่าว

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ห้องปฏิบัติการ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน มีเวทีประชุมเตรียมความพร้อม “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นลูกชาวนารุ่นใหม่ มีการอบรมเกี่ยวกับวิธีการแปรรูป วิธีการขาย และวิธีการดูแลคุณภาพข้าว มีนิสิตเกษตรที่เป็นลูกชาวนา ศิษย์เก่า ชาวนา คนทั่วไปที่สนใจเข้ามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายซื้อขายข้าวลูกชาวนากว่า 200 คน

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวถึง โครงการ “ลูกชาวนา” ซับน้ำตาพ่อ ว่า สืบเนื่องมาจากราคาข้าวที่มีความผันผวนและตกต่ำลงเรื่อยๆเป็นที่มาของความคิดว่าเราจะช่วยเหลือชาวนาได้อย่างไร มีการโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ฉะนั้นวันนี้ที่เรามานั่งกันอยู่ในที่นี้เป็นการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อน เชิญชวนให้ช่วยกันมองหาลูกชาวนารอบตัว ไม่ว่าเป็นเพื่อนในออฟฟิศ ติดต่อกันเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “ถ้าจะช่วยให้มองหาลูกชาวนารอบๆตัวท่าน”

ดร.เดชรัตบอกอีกว่า เป้าหมายวันนี้เราเน้นว่าลูกชาวนาจะต้องทำอย่างไรก่อน ยังไม่ได้ไปถึงในแง่นโยบายแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สำคัญ แต่ ณ วันนี้เราวางเป้าหมายที่การช่วยเหลือลูกชาวนา เราไม่ได้เน้นราคาที่ปลายทาง แต่เน้นที่ราคาต้นทาง เช่นข้าวหอมมะลิจาก 9,000 บาทต่อตัน สามารถกระเถิบไปที่ 15,000 บาทต่อตัน หรือข้าวขาวขายได้ที่ 8,000 บาทต่อตัน และเชื่อว่าในระยะสั้นเราจะสามารถหยุดกระแสการรีบขายข้าวในราคาต่ำของชาวนาได้ รวมทั้งช่วยให้ราคาจากยุ้งฉางไม่ตกต่ำลงไปกว่านี้

“คำว่า “ลูกชาวนา” เป็นแนวคิด ไม่ใช่แบรนด์ ใครจะใช้คำว่าลูกชาวนาก็ได้ เราไม่ใช่จุดรวม เราไม่มีการเก็บข้าวไว้ แต่เราเชิญชวนให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ แต่ถ้าต้องการความช่วยเหลือ เรายังทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกัน ทำหน้าที่ประสานให้ เช่น ถ้าไม่รู้ว่าจะสีข้าวที่ไหน เรามีเครือข่ายโรงสีที่สุพรรณบุรี พะเยา เชียงราย ที่ยินดีให้การช่วยเหลือ”

ดร.เดชรัต บอกอีกว่า ที่สำคัญคือเราอยากให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาให้ความร่วมมือ ล่าสุดเราได้รับข่าวดีจากสำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์เตรียมให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเปิดพื้นที่ขายให้ รวมทั้งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และธรรมศาสตร์ก็จะเป็นพื้นที่ขายได้

เรื่องเงินทุนหมุนเวียนก็สำคัญ ชาวนาจะทำได้ต้องมีเงินไปจับจ่ายก่อน เช่นมธ.ประกาศแล้วว่าจะมีเงินทุนหมุนเวียนช่วยเหลือนักศึกษาโดยวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรกร

ดร.เดชรัต บอกอีกว่าการแก้ปัญหาเราได้แนวคิดนี้จากหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นการแก้ปัญหาที่เป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” และอุ้มชูกันเอง คนกินกับคนปลูกช่วยกัน ทำแบบพอดีตัว และไม่ต้องมารวมศูนย์ที่เกษตรศาสตร์หรือธรรมศาสตร์ อยากให้พวกเราทำด้วยหัวใจที่พองโต

ทางด้าน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หนึ่งในวิทยากรที่มาเล่าประสบการณ์ตรงบอกว่า ปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรไม่มีอำนาจการต่อรอง ไม่ทราบราคาจนกว่าจะเอาข้าวไปที่โรงสี

ทุกวันนี้มี 3.7 ล้านครัวเรือนที่เป็นชาวนา หากเราแก้ปัญหาชาวนาไม่ได้มันจะเป็นวิกฤต โจทย์นี้เราควรจะหาทางแก้ แม้จะแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่มันควรจะดีขึ้น “ผมพยายามตีโจทย์เรื่องราคาข้าว ซึ่งแปลกมาก ข้าวเปลือกราคาถูก แต่ข้าวสารราคาแพง”

นายสมบัติบอกว่า โดยส่วนตัวตนไม่กังวลเรื่องคุณภาพข้าว เพราะข้าวที่เรากินทุกวันนี้เป็นคุณภาพข้าวถุง เครื่องสีข้าวที่ใช้มาตรฐานสูงมาก ขัดข้าวขาวมาก ขณะที่ข้าวจากโรงสีชุมชนจะอกเหลือง แต่หุงออกมาก็ขาวเหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องหามาตรฐานที่ผู้บริโภคยอมรับได้ เพราะเป็นเรื่องยากที่ลูกชาวนาจะสีข้าวได้ออกมาเหมือนข้าวถุงซึ่งถ้าทำได้ขนาดนั้น ค่าใช้จ่ายสูงมาก

ผมมั่นใจว่าถ้าลูกชาวนาทำแบรนด์เอง ปีแรกอาจจะมีปัญหาเรื่องกรวดเรื่องมอด แต่การขายคนรู้จักขายเพื่อนในออฟฟิศถ้าทำสัก 3 ปีจะพัฒนามาตรฐานขึ้น เกิดเป็นจีไอของข้าว รวมทั้งสตอรีที่มาของข้าวจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของข้าวอีกด้วย

นายสมบัติบอกอีกว่าอยากให้พัฒนาข้าวลูกชาวนาไปจนถึงจุดที่ค้นพบข้าวหอมมะลิก่อนจะมาถึงข้าวหอมมะลิ105ซึ่งเป็นข้าวชนะการประกวดจากการที่สามารถทำผลผลิตต่อไร่สูง แต่ไม่มีกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนเมื่อก่อนซึ่งข้าวหอมมะลิที่ผมเคยได้กินและจำได้จนทุกวันนี้มีกลิ่นหอมมากๆ หากคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(บนข.)เห็นชอบด้วยกับมาตรการ”จำนำยุ้งฉาง”

ถือว่าเป็น”เรื่องดี”กับ”ชาวนา” แต่ภายในมาตรการอันเป็น”เรื่องดี”นี้ก็มากด้วยความละเอียด อ่อนอย่างเป็นพิเศษ

มิใช่เพราะว่ามีคำว่า “จำนำ”

มิใช่เพราะว่าเท่ากับเป็นการหยิบยืม “แนวทาง” ในแบบของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาใช้ อันเท่ากับเป็น”ประชานิยม”

หากแต่จุดสำคัญอย่างยี่งยวดที่หลายคนอาจมองข้ามไป ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม

นั่นก็คือ จำนวนเงินในการ”จำนำ” การกำหนดเพดานไม่ว่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 หรือ 11,000 บาท มากด้วยความล่อแหลม

ล่อแหลมและ”ละเอียดอ่อน” จากรายงานที่ปรากฏเป็นลำดับมาจำนวนเงินมีความแตกต่างกันระ หว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พาณิชย์เห็นว่าน่าจะเป็น 10,000 บาท

เกษตรและสหกรณ์เห็นว่าน่าจะเป็น 11,000 บาทต่อตันจึงถือว่าเหมาะสม

ตัวเลขนี้”สะท้อน”อะไร

1 สะท้อนว่าราคาที่เคยซื้อขายในราคาตันละ 6,000-6,500 บาทนั้น ต้องยอมรับว่า”สาหัส”

เพราะที่เหมาะสมน่าจะอยู่ 10,000 หรือ 11,000 บาท

ตรงช่องห่างระหว่าง 6,000-6,500 บาท กับ 10,000-11,000 บาทนั่นแหละสำคัญ

มากถึง 3,500-4,500 บาท

ส่วน”ต่าง”ที่หายไปเป็นของ “ชาวนา” อย่างแน่นอน คำถามก็คือ “ใคร”เป็นฝ่ายได้

หรือว่าเป็น”กลไกตลาด” วิกฤตอันเนื่องแต่ปัญหา“ราคาข้าว”เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน

ถามว่าทำไมมีแต่”ชาวนา”เท่านั้นที่ออกมา”โวย”

ถามว่านักวิชาการจากสถาบันวิจัยปัญหาประเทศไทยหรือ”ทีดีอาร์ไอ”หายไปไหน

ถามว่านักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือ”นิด้า”หายไปไหน

หรือว่านี่เป็นเรื่องของ”กลไกตลาด”

เมื่อเป็นเรื่องของ”กลไกตลาด”จึงไม่ควรเข้าไปยุ่ง ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง

ปล่อยให้”มือที่มองไม่เห็น”เป็น”ผู้จัดการ”

แล้วทำไมจึงต้องมาลงเอยที่”จำนำ”ได้เล่า ประเทศเคนยาเป็นประเทศผลิตชาอันดับสามของโลกแต่เกือบทั้งหมดเป็นชาดำและเป็นการผลิตเพื่อส่งออก อย่างไรก็ตามสถานการณ์การผลิตชาของเคนย่ามีปัญหาราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพันธุ์ชาที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ จากมูลนิธิศึกษาวิจัยเรื่องชาของเคนย่า ซึ่งเป็นการผลิตชาสีม่วง และพัฒนาสายพันธุ์นี้มาราว 8 ปี โดยมีการศึกษาว่า ชาชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หลังทดสอบสรรพคุณด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง และระบุว่ามีสรรพคุณดีกว่าใบชาดำ
ทั้งนี้เกษตรกรบางส่วนระบุว่าแปลงผลผลิตสามารถสร้างรายได้ดีขึ้น
เจ้าหน้าที่รัฐกล่าวว่าผู้ผลิตได้รับคำสั่งซื้อจากหลายประเทศทั่วโลกเช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป จากลูกค้าที่สนใจชาสีม่วงซึ่งมีรสหวานอ่อนๆ

การปรากฏขึ้นของข่าว “ราคาข้าว” เสื่อมทรุดและตกต่ำ กระทั่งดำ รงอยู่ในลักษณะอันเป็น”กระแส”ในทางสังคม

น่าศึกษา
เพราะหากไม่ศึกษาและทำความเข้าใจ ก็มีโอกาสสูงเป็นอย่าง ยิ่งจะไม่เข้าใจ
มองว่าเป็นการ”ปั่น”ขึ้นโดย”นักการเมือง”
มองว่าเป็นการ”นิมิต” หรือสร้างขึ้นโดย “สื่อมวลชน”บางกลุ่มขึ้นมาโดยเจตนา
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะทำให้”การวิเคราะห์”ผิดพลาด
เมื่อวิเคราะห์ผิดพลาดและคลาดเคลื่อน ผลที่สุดก็จะไม่เข้าใจในสภาพความเป็นจริงของ 1 สถานการณ์ราคาข้าว และ 1 สภาพที่เกษตรกรชาวนาประสบ
เมื่อไม่เข้าใจกระบวนการในการแก้ไขปัญหาก็จะผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปด้วย
เข้าลักษณะ “งูกินหาง”

ลองหยิบหนังสือพิมพ์”ข่าวสด”ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นมา
พลิกไปยัง หน้า 10
จะเห็นภาพข่าวของชาวนา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โชว์เอก สารรับเงินค่าข้าวที่ขายให้โรงสีในราคาตันละ 5,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 5 บาท
เป็นการขายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม
ยิ่งไปอ่านข่าวของเกษตรกรชาวนา ไม่ว่าจะจากอ่างทอง ชัย นาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะจากพิจิตร ล้วนยอมรับตรงกัน
ต่อปัญหา”ราคาข้าว”ที่พวกเขาประสบอยู่
อาจปรากฏผ่าน”หนังสือพิมพ์” อาจปรากฏผ่านสื่อออนไลน์ แต่ก็เป็นเรื่องของเกษตรกรอย่างที่เรียกว่า”ชาวนา”ล้วน-ล้วน
“กระแส”จึงมีรากฐานมาจาก”ชาวนา”

ขณะเดียวกัน หากตรวจสอบผ่านการเคลื่อนไหวของ”เจ้าหน้าที่รัฐ” ก็จะได้”ข้อมูล”แทบไม่แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะมาจาก กระทรวงพาณิชย์
ไม่ว่าจะมาจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตัวอย่างง่ายๆก็คือ ความเห็นร่วมที่จะเสนอผ่านที่ประชุมคณะ กรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(บนข.)ในวันที่ 31 ตุลาคม
ให้ดำเนินมาตรการ”จำนำยุ้งฉาง”
โดยกำหนดอัตราเอาไว้ที่การจำนำในราคาตันละ 11,000 บาท
นี่เท่ากับเป็นการยอมรับอย่างเป็น “ทางการ” ในความเป็นจริงที่ราคาเสื่อมทรุดและตกต่ำ
คือ ความพยายามจะดันราคาจาก 6,000 บาทให้ได้ 11,000 บาท
เป็นโครงการตั้งแต่ยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
เพียงแต่เลี่ยงบาลีจาก “จำนำข้าว” จากยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร มาเป็น “จำนำยุ้งฉาง”
แต่ก็”อัด”เงินเข้าไป”แทรกแซง”เหมือนกัน

ตั้งแต่สื่อโซเชี่ยลมีบทบาททำให้เห็นโลกละเอียดหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไม่กี่วันก่อนมี “ดราม่า” กรณีชาวนา “ขายข้าวข้างถนน” ขายตรงแบบชั้นเดียวเชิงเดียว หลังราคาข้าวร่วงหนักสุดในรอบ 10 ปี

ราคาข้าวตกต่ำกำลังจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มใส่รัฐบาลถึงขั้นสะเทือนได้ เป็นประเด็นฝ่ายตรงข้ามรัฐหยิบมาโจมตีทั้งที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรก เรื่องเดิมๆ ข้าวในสต๊อกเหลือตั้งแต่จำนำข้าว “ล้นสต๊อก” ระบายได้น้อย พ่อค้าก็เก็งตลาดถูก หากระบายออกราคาข้าวร่วงแน่ๆ จึงชะลอซื้อ ชาวนาเองก็ไม่มียุ้งฉาง ข้าวใหม่ออกมาไม่มีที่เก็บต้องระบายออกสู่ตลาดก็ยิ่งไปฉุดราคาตกต่ำลงไปอีก

ปัจจัยที่สอง รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึง เป็นผลมาจากโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ต้องให้สำรวจตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อจะจ่ายเงินอุดหนุน เป็นที่รู้ๆ ว่ามีการ “ปั้นตัวเลข” พื้นที่ทำนาจริงๆ บางรายแค่ 3 ไร่ก็แจ้งว่า 10 ไร่ มีทั้งชาวนาโกงตัวเลขเอง นักการเมืองท้องถิ่นปั้นตัวเลขโกงเงินอุดหนุน

ทำให้ตัวเลขพื้นที่ทำนาที่เป็นทางการสูงเกินจริง ส่งผลให้ผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศคาดการณ์ผลผลิตจากตัวเลข หลอกๆ (คิดว่าเป็นเลขจริง) จึงประเมินว่าผลผลิตล้นแน่ๆ ก็เลยชะลอการซื้อ ทำให้ไปดึงราคาข้าวในตลาดตกต่ำ

ประเด็นสุดท้าย “ทีมเศรษฐกิจ” ของ “ดร.สมคิด” ที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ไม่มีใครรู้เรื่องข้าวจริงๆ แถมยัง “กินเกาเหลา” กับกระทรวงเกษตรฯ การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรต้อง “ชักตื้นติดกึก ชักลึกติดกัก” ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้

ทั้งหมดนี้คือ ต้นตอที่ทำให้ข้าวชาวนาราคาตกต่ำอย่างที่เห็น

ข้าว “อาหารหลัก” ของคนไทยวิกฤต แต่ในแวดวง “อาหารสมอง” ก็มีเรื่องไม่ชอบมาพากล เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน “กศน.” แห่งหนึ่งในกทม. ได้จัดซื้อตำราเรียนและตำราที่อ่านในห้องสมุดราคาสูงเกินจริงและเนื้อหาไม่ได้คุณภาพ เห็นมากับตาแต่ละเล่มทั้งตำราทำขนม ขายอาหาร ปลูกต้นไม้ รัฐศาสตร์ อื่นๆ อีกหลายเล่ม “เนื้อหา” ล้วนไม่ได้มาตรฐาน วิชาการ ผู้แต่งก็ “โนเนม” ไม่บอกคุณวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ ยิ่งรูปเล่มบางเฉียบ เหมือนหนังสือแจกงานศพราคาเล่มละ 100-200 บาท

งานนี้กรรมการบางคนไม่ยอมเซ็นรับรองก็ถูก “บิ๊ก” ในศูนย์นั้นสั่งสอบ กลั่นแกล้งสารพัด น่าสังเวช ประเทศไทยราคาข้าววิกฤตไม่พอ ต้องสะเทือนใจกับทุจริตในแวดวงการศึกษาอีก ค่ายยักษ์ใหญ่ 2 เอกชน บวก 1 ภาครัฐ ส่งเสริม “ไข่ออร์แกนิก” ด้านคณะกรรมการเอจจ์ บอร์ด ลุยรณรงค์คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้น ยันข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศ บริโภคไข่ไก่ได้ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ ล่าสุดกระทรวงเกษตรของสหรัฐถอด “ไข่ไก่” ออกจากแบล็กลิสต์ต้นเหตุสร้างคอเลสเตอรอล ทำให้เป็นโรคหัวใจ “อัครา กรุ๊ป” ลุยไข่ไก่ออร์แกนิก เล็งโตยาวตามตลาดคนรักสุขภาพ

ฝูง “ไก่ออร์แกนิก” ที่อยู่ใน 4 โรงเรือน ของ “อัครา กรุ๊ป” นับว่าเป็นไก่ที่ได้รับการดูแลอย่างดี ตั้งแต่การคัดเลือกอาหารออร์แกนิก จนนำมาสู่การผลิต “ไข่ออร์แกนิก” ตามมา ด้วยพลังความตั้งใจของทีมผู้บริหารของกลุ่ม “อัครา กรุ๊ป” นำโดย คุณธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ รองประธานกรรมการ อัครา กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นทีมผู้บริหารเดียวกับ “แสงทองฟาร์ม”

“ผมว่าไก่ในฟาร์มทั่วไป ถ้ามาเห็นไก่ออร์แกนิก 4,000 ตัว ในพื้นที่ 22 ไร่ ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มแบบเดิมก็คงจะต้องอิจฉาแน่นอนเพราะเราดูแลอย่างดี ตั้งแต่ระบบน้ำ จะต้องไม่ใช้น้ำบ่อหรือน้ำบาดาลทั่วไป แต่เรามีพื้นที่สำหรับเก็บน้ำที่ใช้ในฟาร์มไก่ออร์แกนิก ซึ่งจะมีพื้นที่เดินเล่น เป็นอิสระ ไม่เบียดกันเหมือนฟาร์มเลี้ยงไก่ทั่วไป โดยใน 1 ตารางเมตร จะมีไก่ไข่เฉลี่ย 4 ตัว บริโภคอาหารที่เป็นออร์แกนิก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หมายถึง วัตถุดิบอาหารไก่ก็ต้องออร์แกนิก ขณะที่บริเวณโรงเรือนก็จะปลูกหญ้า พืชออร์แกนิก เพื่อให้ไก่จิกกิน และทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร อาทิ ฟ้าทลายโจร ขมิ้นชัน เพื่อใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เพราะเวลาไก่ไม่สบาย ก็จะจิกกินพืชสมุนไพรที่ปลูกอยู่รอบๆ ฟาร์ม ไก่ที่ฟาร์มนี้จึงถูกเลี้ยงอย่างมีความสุข เดินเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ไม่มีการปนเปื้อน เพื่อให้ไก่ออกไข่ที่มีคุณภาพสูง (premium quality) และออร์แกนิกอย่างแท้จริง” คุณธนาวุฑ เล่าให้สื่อมวลชนฟังอย่างเป็นกันเอง

ในแต่ละวัน ไก่ออร์แกนิก ทั้ง 4,000 ตัว จะผลิตไข่วันละ 3,500 ฟอง โดยมีไข่ที่ผ่านการคัดแยกเพื่อส่งขายเทสโก้ โลตัส เพียงรายเดียว ถึงวันละ 2,800 ฟอง โดยไม่ได้จำหน่ายผ่านช่องทางอื่นๆ เพราะอัครา กรุ๊ป เติบโตมาจากแสงทองฟาร์ม ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ จากห้องแถวเล็กๆ เพียง 4-5 คูหา และเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัส มาตลอด 5 ปี

คุณธนาวุฑ เล่าถึงอดีตว่า แสงทองฟาร์ม ทำงานและเติบโตเคียงคู่กับเทสโก้ โลตัส มาตลอด โดยเริ่มแรกแสงทองฟาร์มไม่มีมาตรฐานอะไรเลย แต่ที่ผ่านมาได้รับคำแนะนำดีๆ จากเทสโก้ โลตัส อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนามาตรฐานสินค้าให้ก้าวสู่ความปลอดภัยยิ่งขึ้น พัฒนาจนได้ GMP, HACCP และต่อมาได้รับรอง ISO22000 โครงการล่าสุดร่วมกันพัฒนาไข่ไก่ออร์แกนิก เพราะตลาดยุคนี้มีความต้องการสูง และนับเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ผลิตไข่ไก่ออร์แกนิกมาจากฟาร์มออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานรับรองจากกรมปศุสัตว์ ในอนาคต อัครา กรุ๊ป มีแผนจะพัฒนากำลังผลิตไข่ไก่ออร์แกนิกส์ให้ได้วันละ 20,000 ฟอง

“ไก่ออร์แกนิก จะออกไข่น้อยกว่าไก่ทั่วไป เช่น ไก่ปกติตัวหนึ่งออกไข่ได้ 85% แต่ไก่ออร์แกนิกอาจจะอยู่ที่ 60% แต่ทั้งหมดเราก็พยายามพัฒนาสูตรอาหาร ซึ่งมองว่าเป็นการขยายฐานการทำอินทรีย์ จากตัวเราเอง สู่เกษตรกรที่ปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้น และเขาก็จะมีรายได้ที่ดีขึ้น ทั้งหมดเป็นความพยายามปรับให้ไก่ไข่ให้เต็มที่ โดยส่งผลทั้งระบบไปถึงวงจรอาหารไก่ออร์แกนิกด้วย” คุณธนาวุฑ เล่าให้ฟัง

3 ฝ่าย ผนึกกำลัง ผลักดัน “ไข่ออร์แกนิก”

ไข่ออร์แกนิก ที่ออกมาจากการประคบประหงมจำนวนไก่ 4,000 ตัว ในระยะเริ่มต้นอย่างเต็มที่ของอัครา กรุ๊ป นั้น ยังมาจากความสามัคคีร่วมกันทำงานจาก 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ ในส่วนของผู้ผลิต คือ อัครา กรุ๊ป ตามมาด้วยช่องทางจัดจำหน่าย คือ เทสโก้ โลตัส และที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐที่เป็นเจ้าภาพหลัก นั่นคือ กรมปศุสัตว์

คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส บอกว่า โครงการพัฒนาไข่ออร์แกนิกร่วมกับคู่ค้าอย่าง อัครา กรุ๊ป แสดงให้เห็นถึงการทำงานและเติบโตร่วมกันกับคู่ค้าของเทสโก้ โลตัส สำหรับโครงการนี้มีความพิเศษที่เป็น 1 ใน 22 โครงการประชารัฐอีกด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างเทสโก้ โลตัส และอัครา กรุ๊ปแล้ว ภาครัฐอย่างกรมปศุสัตว์ได้ให้การสนับสนุนในเรื่องของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ให้คำปรึกษาและแนะนำตลอดกระบวนการพัฒนา

“ปัจจุบันกระแสใส่ใจสุขภาพมีมากขึ้น hannaheloge.com ลูกค้าหันมาเลือกรับประทานอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มออร์แกนิก ตลาดมีความต้องการสูง แต่ความหลากหลายของสินค้าและการผลิต ที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทำให้มีสินค้าที่ผ่านการรับรองน้อย ตลาดยังมีช่องว่าง เทสโก้ โลตัส จึงมองหาคู่ค้าที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันได้ ผู้บริหารของแสงทองฟาร์ม มีวิสัยทัศน์และความสนใจในการพัฒนาและต่อยอดสินค้าอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันพัฒนาฟาร์มไข่ไก่ออร์แกนิก โดยเริ่มเรียนรู้และปฏิบัติด้วยกัน ตั้งแต่การวางแผนสร้างโรงเรือน จัดสรรสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระ ในเบื้องต้นเราคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ในการพัฒนาจนถึงได้รับการรับรอง แต่เมื่อได้รับคำแนะนำและความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ให้ความรู้ที่ชัดเจนด้านมาตรฐานไข่อินทรีย์ ทำให้สามารถได้รับรองสำเร็จภายในเวลา 7 เดือน เท่านั้น” คุณพรเพ็ญ เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการร่วมมือกับคู่ค้าพัฒนาไข่ออร์แกนิก

สำหรับ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีส่วนร่วมในการดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์เพิ่มมูลค่าของผลิตผล ผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี เพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งให้มาตรฐานและระบบการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล อีกทั้งเป็นการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“นโยบายรัฐบาล ยกระดับราคาสินค้าให้สูงขึ้น และเป็นสินค้าปลอดภัย พอมาวันนี้เรามารับรองเสร็จแล้ว ทางกรมปศุสัตว์จะมีการมาเยี่ยมเยียนไม่บอกกล่าว เพื่อการันตีความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ตลาดไข่ออร์แกนิกจะเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะถ้ามีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก และนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์จะโหยหากับสินค้าที่มีคุณภาพเหล่านี้ ในยุโรป เมื่อไปเดินตรวจตลาดพบว่า คนยุโรปเขานิยมเลี้ยงไก่แฮปปี้ ชิฟ ที่ปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ ขั้นสูงขึ้นมาก็คือ ไข่ไบโอ แพงกว่า แฮปปี้ ชิฟ 60% แต่ว่าราคาก็คือ 4 ฟอง 2.2 ยูโร ก็นับว่ายังไม่แพง เพราะเมื่อไรก็ตามที่ทั้งทวีปเขาหันมาสนใจเรื่องนี้ การผลิตวัตถุดิบต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเราปลูกข้าวโพดแปลงเดียว และรอบๆ พ่นยาฆ่าแมลง ผมว่าอันนั้นก็เป็นปัญหา” อธิบดีกรมปศุสัตว์เปรียบเทียบตลาดไข่ไก่ในต่างประเทศ