แม้เป็นแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ที่มีศักยภาพแต่ทั้งสองจังหวัด

ยังประสบปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และผลผลิตต่ำ เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ และ สวพ.3 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จึงดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตผักอินทรีย์ในพื้นที่ สองจังหวัดดังกล่าว (ปี 2559-2562)

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จึงส่งเสริมความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม แปลงปลูกพืชตระกูลกะหล่ำและหอมแบ่งที่ปลูกในดินที่มีอินทรียวัตถุต่ำ สนับสนุนให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีวัสดุอินทรีย์หลายอย่างรวมกันและมีธาตุอาหารในปริมาณที่เพียงพอ ปัญหาโรครากเน่า โคนเน่า ของพืชตระกูลกะหล่ำและหอมแบ่ง แก้ไขปัญหาได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ส่วนด้วงหมัดผักและหนอนผีเสื้อกินใบ สามารถดูแลควบคุมได้โดยใช้ไส้เดือนฝอยหรือบีทีควบคุมหนอนผีเสื้อกินใบ

ปัจจุบัน เกษตรกรทั้งสองจังหวัดสามารถผลิตพืชอินทรีย์ปลอดภัยจำนวน 3,448 ราย และเกิดเครือข่ายผู้ผลิต พืชอินทรีย์ที่จังหวัดนครพนม 4 กลุ่ม 210 ราย ผู้ผลิตผักปลอดภัย 10 กลุ่ม 300 ราย สำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดเครือข่ายผู้ผลิตพืชอินทรีย์ 22 กลุ่ม 793 ราย และกลุ่มผู้ผลิตผักปลอดภัย 23 กลุ่ม 1,291 ราย

ทั้งนี้ ผู้สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกรนครพนม เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม 48000 โทร. (081) 579-2954, (042) 532-586 และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ เลขที่ 140 หมู่ที่ 10 ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ 46120 โทร. (043) 891-338

ที่อยู่อาศัยในเมืองมีขนาดเล็กและแออัด ในสมัย 30-40 ปีก่อนหมู่บ้านจัดสรรจะเป็นบ้านเดี่ยวเสียส่วนใหญ่ พอที่ดินในเมืองใหญ่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ขนาดบ้านเล็กลง เป็นบ้านแฝด เป็นทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านแถว จนกระทั่งปัจจุบันที่ดินในเมืองกลายเป็นคอนโดเสียหมด พื้นที่ใช้สอยยิ่งมีขนาดเล็กลง ไม่ต้องถามถึงเรื่องพื้นที่ว่างรอบบ้าน

หมู่บ้านจัดสรรที่เป็นลักษณะบ้านเดี่ยวจึงมีราคาค่อนข้างแพง หลังหนึ่งเป็นสิบล้านบาท ทำงานเดือนนึงไม่ได้เป็นแสนอย่าคิดหวังจะมีปัญญาอยู่บ้านเดี่ยว คนในเมืองที่พอมีฐานะจึงมักจะมีบ้านสองแห่ง แห่งแรกเป็นคอนโดอยู่ใกล้ที่ทำงาน ไว้อยู่อาศัยวันจันทร์ถึงศุกร์ พอเสาร์อาทิตย์ก็จะไปอยู่บ้านชานเมืองไกลออกมา พื้นที่บ้านเดี่ยวชานเมือง เนื้อที่สัก 100 ตาราวา รวมกับตัวบ้าน ยังพอมีที่เหลือสำหรับปลูกผักไว้กินอย่างเพียงพอ และอาจเหลือสำหรับคนอื่นอีก

ตัวอย่างของการปลูกผักข้างบ้าน ผู้เขียนได้นำเสนอไว้หลายเรื่องแล้ว วันนี้เป็นช่วงที่ให้เก็บตัวอยู่กับบ้าน จึงขอนำเสนอการปลูกผักข้างบ้านไว้พอเป็นไอเดีย รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ อดีตรองคณบดีฝ่ายการนักศึกษา และหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งหลักสูตรเกษตรยั่งยืน ในการศึกษาระดับมหาบัณฑิต ในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น การจัดการเกษตรอินทรีย์ ในปี พ.ศ. 2551 ถือว่าท่านได้คลุกคลีเกี่ยวกับการสอนการเกษตรปลอดภัยมาอย่างยาวนาน จนเป็นผู้เชี่ยวชาญ

หลังจากเกษียณอายุ เมื่อปี 2553 ท่านก็ยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อยู่อย่างต่อเนื่อง คือได้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ใกล้ ม.ธรรมศาสตร์ ส่งพืชผลการผลิตเข้าสู่ครัวโรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต และเป็นประธานกรรมการตลาดนัดสีเขียว ซึ่งเป็นของศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ นอกจากนี้ท่านได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

ต่อมา ในปี 2555 ท่านได้ย้ายมาอยู่บ้านจัดสรร ชื่อหมู่บ้านชัยพฤกษ์รามอินทรา ซึ่งมีเนื้อที่ 111 ตารางวา มีบริเวณโดยรอบ เนื่องจากเป็นบ้านเดี่ยว ก็ยังไม่หยุดที่จะปลูกผักอินทรีย์เพื่อบริโภคภายในครอบครัว ตอนแรกๆ ก็มีการเลี้ยงเป็ดไข่จำนวนหนึ่ง แต่เกรงว่าจะมีกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้าน จึงต้องเลิกราไป ส่วนผักนั้นยังคงปลูกอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดสีเขียวของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิตในวันจันทร์และวันพฤหัสฯจนกระทั่งเกิดวิกฤติ โควิด-19 ทำให้ตลาดดังกล่าวต้องปิดลง เลยเกิดความคิดที่จะนำพืชผักสวนครัวนี้มาจำหน่ายหน้าบ้าน จึงถือวิกฤติเป็นโอกาสตามที่เคยคิดไว้ก่อนหน้านี้

แนวคิด 1 หมู่บ้านจัดสรร 1 ร้านพืชผักปลอดภัย คือมีความต้องการให้ชาวบ้านที่กินผักที่ปลูกด้วยสารเคมีทั้งปีทั้งชาติ มีผักปลอดภัยกินกันในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงวัยให้หันมาปลูกผักอินทรีย์กินเองในบ้าน เหลือจากบริโภคแล้วค่อยนำมาฝากขายที่ร้านกรีนในหมู่บ้าน เพื่อกระจายพืชผักปลอดภัยสู่ชาวบ้านให้ทั่วถึง มากกว่าที่จะเน้นเรื่องการขายผักของร้าน

การปลูกผักกินเอง รศ. กษิดิศ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะท่านอาจารย์จะอธิบายการปลูกเป็นขั้นเป็นตอนไปจนกระทั่งสามารถปลูกได้ ใช้เวลาบรรยายประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมสาธิตประกอบด้วย ปัญหาของการปลูกพืชที่มักจะสอบถามคือ ปลูกไม่เป็นแต่อยากปลูก วัสดุปลูกเป็นอย่างไร รดน้ำอย่างไร การดูแลรักษาอย่างไร ป้องกันศัตรูพืชอย่างไร เรื่องนี้อาจารย์บอกว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้ สำหรับวัสดุอุปกรณ์การปลูกพืชผักก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก ส่วนใหญ่ที่ร้านก็จะมีจำหน่าย เช่น เมล็ดพันธุ์ผัก ปุ๋ยมูลวัวหมัก ปุ๋ยมูลไส้เดือน ดินพร้อมปลูก น้ำหมักชีวภาพ น้ำส้มควันไม้ ก็จะมีการสอนและแนะนำให้ทำแบบง่ายๆ มีการสอนเทคนิคที่จะควบคุมหนอนศัตรูพืช เช่น การใช้มุ้งตาข่ายสีฟ้าเพื่อไม่ให้ผีเสื้อวางไข่ ซึ่งจะเกิดหนอน ปัญหาหอยทาก ซึ่งต้องใช้ตาข่ายล้อม

แจกผัก เพื่อให้ทดลองปลูก
พืชที่แนะนำให้ปลูก ควรเป็นผักที่ใช้ประจำในครัว เช่น กะเพรา โหระพา แมงลัก สะระแหน ซึ่งเป็นผักที่ปลูกครั้งเดียวกินได้นาน ช่วงนี้ท่านอาจารย์จะทำผัก 4 อย่างนี้แจกให้สำหรับคนที่ต้องการไปทดลองปลูกก่อน ส่วนผักอื่นเช่น ต้นหอม ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว เป็นผักที่ปลูกง่าย นิยมนำมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ก็จะสนับสนุนให้ปลูก ซึ่งได้ผลหรือไม่ได้ผลก็สามารถมาสอบถามได้ ในส่วนนี้ได้ทำไลน์กลุ่มสำหรับแต่ละหมู่บ้านเพื่อให้สอบถามปัญหาได้อย่างง่ายๆ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีได้เข้าถึงกันทั่วไปแล้ว จึงสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

ปัจจุบัน มีกลุ่มแบบนี้อยู่ 4 กลุ่มหมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งสามารถถามตอบปัญหาโดยการส่งรูปภาพมาให้ดูได้ง่าย บางครั้งก็มีผู้รู้ท่านอื่นได้ตอบแทนก็มี เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในการปลูกมาแล้ว ถือเป็นการแชร์ประสบการณ์และเรียนรู้ไปพร้อมกัน จะทำให้มีความสนุกและมีชีวิตชีวามากสำหรับคนวัยเกษียณ นอกจากได้ทำงานที่ตัวเองรักแล้ว ยังมีอาหารปลอดภัยกินและมีเพื่อนฝูงวัยเดียวกันพูดคุยอีกด้วย

การให้ผู้สูงวัยปลูกผักเพื่อบริโภค จะต้องทำให้แปลงผักมีความสะดวกสบายในการจัดการ โดยจะทำเป็นกระบะสูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ผ้าพลาสติกเป็นวัสดุในการทำกระบะ มีความกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือสามารถวางบนพื้นปูนได้ ชุดปลูกผักชุดนี้ จะคิดค่าติดตั้งพร้อมสาธิตและวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดพร้อมเมล็ดผัก ในราคา 1,500 บาท โดยจะนำไปติดตั้งให้ที่บ้านพร้อมสาธิตให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาและการปลูกพืชผักทั้งหมด เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว หรือผักที่ต้องการ ซึ่งกระบะนี้จะปลูกได้ประมาณ 100 ต้น หลังจากติดตั้งกระบะเสร็จ ก็จะใส่ดินพร้อมปลูกลงไปให้เพียงพอสำหรับปลูก แล้วจะสาธิตการปลูกผัก และคลุมหน้าดินด้วยฟางเพื่อไม่ให้เวลารดน้ำดินจะกระเซ็นออก นอกจากนี้ ยังมีตาข่ายสีฟ้าเพื่อกันแมลงผีเสื้อไปวางไข่อีกด้วย หลังจากนี้เจ้าของแปลงก็จะทำหน้าที่รดน้ำอย่างเดียวจนกระทั่งสามารถเก็บผักมาบริโภคได้

ปลูกผักไว้กิน เหลือก็ขาย
เมื่อตัดผักกินแล้วก็เตรียมแปลงใหม่ โดยเอาปุ๋ยคอกใส่เพิ่มลงไป แล้วค่อยปลูก ในการปลูกครั้งที่ 2 จะเริ่มมีความชำนาญกว่าครั้งแรก ก็จะใช้เมล็ดพันธุ์มาปลูก ปัจจุบันผักที่ปลูกแปลงหน้าบ้านมีไม่พอขาย เพราะมีคนมาจองกันหมดแล้วตั้งแต่เริ่มปลูก อาจารย์บอกว่าคนซื้อรู้สึกอารมณ์ดีมากเมื่อเห็นผักสดๆ จากแปลงถูกตัดใส่ถุงให้เห็นต่อหน้าต่อตา บางครั้งลูกค้าก็ขอตัดเอง เพราะเขามั่นใจว่าผักที่ได้สะอาดปลอดภัย

รศ. กษิดิศ บอกว่า อาจารย์จะมีความสุขมากกว่านี้ถ้าลูกค้าซื้อเมล็ดผักไปปลูกในที่ดินของตัวเอง ซึ่งเขาจะภูมิใจในผักที่ปลูกมากกว่า ส่วนเฉพาะการจำหน่ายหน้าบ้าน บางครั้งผู้ซื้อไม่สะดวกออกมาซื้อ ก็จะปั่นจักรยานไปส่งให้ ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วยในตัว แต่จะทำได้เฉพาะในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น ในอนาคตคิดจะทำเป็นร้านค้าที่ไม่ต้องมีคนขายของ ติดราคาได้เสร็จเรียบร้อย ต้องการผักอะไรก็หยิบไป แล้วมีเลขบัญชีให้โอนเงินเข้า แต่คงต้องติดกล้องวงจรปิดไว้เสียหน่อย

อีกแนวคิดหนึ่ง คิดจะทำเป็นรถโมบายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายกัน จอดรถไว้ตามร่มไม้ และตั้งวางเก้าอี้และของขายกลางแจ้ง ไปตามวันที่นัด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปลูกผักหรือที่เกี่ยวข้อง เพื่อสาธิตให้ลูกค้าที่สนใจเกี่ยวกับการปลูกผักปลอดภัยในบ้าน ในกิจกรรมนี้ไม่ได้หวังกำไร เพียงเพื่อต้องการขยายความคิดในการปลูกผักกินเองเท่านั้น

รศ. กษิดิศ ฝากไว้ว่า คนสูงวัยอย่าหยุดทำงาน ให้ทำงานเรื่อยๆ ไป แต่อย่าให้เกินกำลัง เพื่อให้ร่างกายได้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ให้เลือกทำงานที่เราชอบ อย่าเอาเงินที่มีไปเสี่ยงกับการลงทุนใดๆ เพราะอาจทำให้เครียด จงทำงานที่สนุกๆ ไปกับเพื่อนๆ ที่มีความคิดตรงกัน เราสามารถเผยแพร่สิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคม ถือเป็นการทำบุญเหมือนกัน แต่ไม่ต้องไปวัด และจะหยุดทำงานเมื่อหยุดหายใจเท่านั้น ผมรับทราบเรื่องราวของสองผัวเมียมานานพอควรแล้ว ได้แต่หาโอกาสว่าสักวันจะขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องเล่าเล็กๆ ของคนบ้าทำนาอินทรีย์แห่งพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

เนตร กับ ต้น-คนรักนา เนตร-ปุณยวีร์ ถาวรกูล สาวน้อยชาวนาดีกรีปริญญาตรี สาขาการตลาด ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นชาวนา นักการตลาด แม่บ้าน และผู้จัดการ

ต้น-ญาณพสิษฐ์ ปัทมะเสวี ปริญญาตรีเทคโนโลยีเครื่องกล หนุ่มน้อยเรือนกายกำยำผู้พกพาความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่จะผลิตอาหารปลอดภัยจำหน่ายให้คนที่รักสุขภาพ สองคนกอดคอกันพลิกฟื้นผืนดินจากเดิมที่บรรพบุรุษเคยทำมา เรื่องราวของผืนนาเคมีจะต้องกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า การเริ่มต้นแปลงนาอินทรีย์ด้วยความเชื่อว่าจะใช้ความรู้ที่มีสร้างขึ้นมาให้ได้ “เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง” แรกๆ ก็ติดขัดอยู่บ้าง ทั้งความพร้อมของผืนดินและความพร้อมของผู้ลงมือทำ ผลผลิตที่ได้ไม่ดีนัก แต่ทั้งสองก็ยังมุ่งมั่นในปณิธานเดิม ใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และธรรมชาติมาร่วมในกระบวนการผลิต กาลเวลาย่อมหมุนไป ผ่านคืนวันแห่งฝันร้ายบ้าง ฝันดีบ้าง แต่ชีวิตก็มีความสุข เห็นได้จากผลผลิตในแปลงนาที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและสมาชิกในครอบครัวก็เพิ่มมาอีกสอง จากหนุ่มน้อยสาวน้อยในกาลอดีต ทั้งสองก็กลายเป็นพ่อแม่ลูกสองในปัจจุบัน

เรื่องราวที่เล่าขานเป็นตำนานน้อยๆ ของครอบครัวคนบ้าก็เริ่มขึ้น “เราเป็นลูกหลานชาวนาค่ะพี่ หากเราไม่สืบทอดก็ไม่รู้จะปล่อยไว้ยังไง พ่อแม่ก็แก่เฒ่าไปทุกวัน เรี่ยวแรงก็หดหายไปเยอะ พี่ต้นแกก็คิดแบบเดียวกัน อยากทำนา อยากผลิตอาหารที่ปลอดภัยไว้กินเองและแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้กินอาหารที่ปลอดภัย”

“ต้นล่ะ คิดว่าจะทำได้เหรอ” “ผมเชื่อและศรัทธาในศาสตร์พระราชาครับพี่ ทำเพื่ออยู่เพื่อกินให้ได้ ทุกอย่างต้องพึ่งพากัน มีสิ่งหนึ่งเพื่อให้มีอีกสิ่งหนึ่ง ทุกอย่างต้องระเบิดจากภายในเราเอง จากนั้นค่อยขยายออกไป”

“ถามจริงๆ นะ หันมาทำนาอินทรีย์แบบนี้ มีใครสนับสนุนไหม แล้วคิดยังไงถึงมาทำแบบนี้”

“โอยพี่ ศึกใหญ่สุดคือสู้กับความเชื่อของคนรอบข้างครับ ผมกับเมียเชื่อและพร้อมจะเดินหน้า แต่เสียงจากคนอื่นๆ ก็ดังเหลือเกิน บางวันก็ท้อ เพราะเราทำไม่เหมือนใคร คิดไม่เหมือนคนอื่นเขา หลายๆ คนบอกว่าเราบ้า ผมก็เลยบอกไปว่า ผมเป็นคนบ้าทำนาอินทรีย์ครับ ใครทำเคมีก็ทำไป แต่ผมกับเมียตั้งเป้ามาแบบนี้แล้ว ขอเป็นคนบ้าแบบนี้แหละ”

“นานไหม กว่าจะมีคนเชื่อว่าเราทำได้ และคล้อยตามเรา” “หลายปีครับ เขาไม่เชื่อหรอกว่าน้ำหมักหรือปุ๋ยที่หมักจากใบไม้จะสู้ปุ๋ยกระสอบของเดิมๆ ได้ เขาไม่เชื่อว่าไตรโคเดอร์ม่าที่ผมใช้จะสู้ยาฉีดพ่นของเดิมเขาได้ ขนาดหญ้าที่ตัดผมเอามากองไว้ทำปุ๋ยหมักพวกยังเผาเฉยเลย”

“แล้วทำยังไงถึงมีคนเชื่อว่าแนวทางนี้ทำได้”

“เราทำแบบลดต้นทุนทุกปีค่ะพี่ เนตรจดรายจ่ายไว้ตลอด เปรียบเทียบให้เห็นทุกปี ผลผลิตเราเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเรากลับลดลง ดินก็ดีปลูกอะไรก็งาม สุขภาพเราก็ดี พี่ต้องไปลองเดินดูในแปลง นาเรามีปู ปลา กุ้ง หอย สารพัด หากต้องการอาหารก็แค่ไปจับมากิน ที่เหลือก็ปล่อยไว้ในแปลงนา ปลาช่อนหนึ่งตัวหรือกบหนึ่งตัว ช่วยกำจัดแมลงศัตรูข้าวได้มากมาย เรียกว่าเป็นทั้งอาหารและผู้คุ้มครองในแปลงนาได้เลย” “แล้วปูนามากัดกินต้นข้าวเราทำยังไง”

“ปล่อยค่ะ ที่อื่นอาจใช้ยาฆ่าปูแต่เราเดินจับแล้วหักก้าม ปูจะใช้ก้ามเล็กตัดกินต้นข้าว เมื่อเราหักก้ามแล้วปูก็เหมือนถูกปลดอาวุธ ปล่อยไว้จนหมดหน้านา น้ำงวด ปูก็เข้ารู เวลาอยากกินก็ไปขุดเอา ในนาเรามีเยอะแยะค่ะ กุ้งฝอยก็มาเอง ก่อนนั้นนึกอยากเลี้ยงแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอทำนาอินทรีย์ วันดีคืนดีก็มีกุ้งฝอยมาอยู่ในนา หอยขมก็ปล่อยแค่ครั้งเดียว อยากกินก็แค่ยกทางมะพร้าวขึ้น แค่ทางสองทางก็พอแกงได้เป็นหม้อแล้ว ขอให้ในนามีน้ำ รับรองไม่อดไม่อยากแน่นอน”

“แล้วเอาอะไรเลี้ยงสัตว์น้ำเหล่านี้”

“ไม่เลยพี่ ไม่เคยเลี้ยงอาหารอะไร หว่านปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ลงไปบ้าง แหนแดงในนาก็เกิดขึ้นเอง สัตว์เหล่านี้ก็กินแหนแดงเป็นอาหาร เรียกว่าเราแค่ดูแลสภาพแวดล้อมในนาให้ปลอดภัย งดใช้เคมีทุกชนิด ไม่นานความสมบูรณ์จะกลับมาหาเราเอง” “ถึงวันนี้ คิดว่าเดินมาถูกทางหรือยัง”

“ผมเชื่อตั้งแต่ก่อนก้าวแรกแล้วพี่ ในหลวงท่านทรงมอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้ เราจะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงคิดและทดลองมาจนเชื่อมั่นแล้ว เราแค่เดินตามรอยพระบาทของพระองค์เท่านั้น วันนี้ผมกล้าพูดว่าผมเดินตามรอยบาทศาสตร์พระราชาจนประสบผลสำเร็จ”

“ถามต้นอีกนิด เมื่อมาทำนาปลูกผักแบบนี้ รายได้ เอ่อ…พอไหม ลูกก็เรียน ค่าใช้จ่ายอีกมากมายรออยู่”

“แนวทางที่ผมทำตอนนี้คือเกษตรชีวภาพเชิงพาณิชย์ครับ จริงอยู่ที่เงินซื้ออะไรไม่ได้ทุกอย่าง แต่พี่ลองไม่มีเงินสิ ดังนั้น ผมจึงทำเกษตรจากความเป็นจริง อยู่และต่อสู้กับสังคมอันโหดร้ายให้ผ่านไปได้ หิวต้องมีกิน เหนื่อยต้องได้พักเหมือนคนอื่นๆ”

“มีหลักการปฏิบัติที่เป็นแนวทางของเราไหม”

“ง่ายๆ 4 ข้อครับพี่ หนึ่งไม่เบียดเบียนตนเอง สองไม่เบียดเบียนผู้อื่น สามเอื้อประโยชน์ตนเอง สี่เอื้อประโยชน์ผู้อื่น เท่านี้ครับ”

“เข้าท่าแฮะ นอกจากผลิตแล้ว ตอนนี้เราบริหารจัดการอย่างไรบ้าง”

“เนตรขายตรงค่ะ ผลิตข้าวที่ปลอดภัยให้เพื่อนๆ กิน เราปลูก ดูแล และแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง ส่งจำหน่ายให้สมาชิกคนรักสุขภาพทุกท่าน ในราคาที่เป็นธรรมสำหรับเราและผู้บริโภค”

“เห็นว่ามีแบรนด์ของตัวเองด้วย”

“ค่ะพี่ เนตรใช้คำง่ายๆ ข้าวหอมจริงใจ เราจริงใจผลิตและจริงใจส่งมอบ เราตั้งใจทำนาเพื่อให้เพื่อนเราได้กินข้าวดีๆ สุขภาพก็จะดี ที่สำคัญเรายังปลูกผักไว้กินเองอีกด้วย”

“ปลูกผักอะไรมั่ง” “สารพัดเลยพี่ เน้นผักสลัด สีแดง สีเขียว สีม่วง บวบ ฟักทอง แตงกวา ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาด ผักของเราสด กรอบ อร่อย และปลอดภัยมากๆ เราปลูกเอง กินเอง ดังนั้น ทุกกระบวนการผลิตเราจึงดูแลอย่างดี”

“ขายด้วยไหม”

“แค่กินค่ะ เราปลูกผักไว้กินและส่วนหนึ่งเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกในครั้งต่อไป รวมถึงแจกเมล็ดให้สมาชิกไปปลูกกันต่อ”

“แจกเมล็ดด้วย มีกติกาการแจกไหมครับ”

“ง่ายๆ พี่ ใครอยากปลูกก็ขอมา เราพร้อมแจกเมล็ดพันธุ์ชนิดใดก็จะแจ้งให้ทราบ”

“งั้นคนอ่านท่านใดสนใจก็ขอเมล็ดไปปลูกได้ใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ยินดีเลย”

“แล้วจะไปขอได้ที่ไหนครับ” “เข้าไปดูในเฟซเนตรค่ะ ในชื่อ Punyawi Thavarakoon ของพี่ต้นก็ ต้นโบ้ ปัทมะเสวี คนบ้าทำนาอินทรีย์ ค่ะ”

“โห! ดีมากเลย ก่อนจากกัน ถามตรงๆ หากมีท่านผู้อ่านสนใจอยากมาเรียนรู้การทำนาอินทรีย์แบบนี้ พอจะแนะนำได้ไหมครับ”

“ยินดีเลยค่ะพี่ ติดต่อเข้ามาได้เลย เรายินดีแนะนำทุกกระบวนการในการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ทำนาปลูกผักแบบคนรักในผืนดิน ใช้อินทรีย์เป็นหลักในการผลิต”

“ขอเบอร์โทร. หรือไลน์ได้ไหม”

“ได้ค่ะ โทร.หาเนตร ได้ที่เลขหมาย (096) 363-9694 หรือพี่ต้น (092) 429-1995 ยินดีเลยค่ะพี่”

ฝนตั้งเค้ามาแล้ว ผมแยกจากสองผัวเมียและผืนนาอินทรีย์ เดินทางกลับบ้านด้วยความอิ่มใจ ฝันเล็กๆ ของคนสองคนกำลังถูกปลูกลงไปในหัวใจดวงน้อยๆ อีกสองดวง ชีวิตของครอบครัวเล็กๆ ที่กล้าฝันและกล้าเดินตามความฝันของตัวเอง ในวันนี้เขามีอาหารปลอดภัยไม่เพียงไว้บริโภคเองเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันและจำหน่ายให้ผู้บริโภคอื่นๆ ด้วย

“โชคดีนะ ครอบครัวคนบ้าทำนาอินทรีย์” royalweddingcharityfund.org ประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตไม้ดอกเมืองร้อน เพราะสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตร นอกจากนี้ ไม้ดอกเมืองร้อนมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง สามารถสลับสับเปลี่ยนให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญลงทุนปลูกครั้งเดียวเก็บขายได้ตลอด หากใครยังมีพื้นที่ว่าง อยากชวนมาปลูกไม้ตัดดอกเมืองร้อนขายทำเงินกันดีกว่า “ไม้ตัดดอกเมืองร้อน” มีหลากสีสัน สวยงาม โดดเด่น ได้แก่ เฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ขิงแดง ขิงชมพู กล้วยประดับ ดาหลา งาช้าง ลิ้นมังกร ดอกกะทือ ฯลฯ ที่ปลูกง่ายขายดี เป็นที่นิยมทั้งในประเทศและส่งออก ยืนยันโดย คุณประเสริฐ ลมพัด ประธานกลุ่มไม้ตัดดอกเขตร้อนกาญจนบุรี ตำบลท่าคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ยึดอาชีพปลูกไม้ตัดดอกมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี

เฮลิโคเนีย สินค้าขายดี

เฮลิโคเนีย เป็นสินค้าที่ขายดีมาตลอด เพราะมีดอกสุดสวย หลากหลายสีสัน มีทั้งชนิดดอกเล็ก ดอกใหญ่ ช่อตั้ง ช่อห้อย ที่ผ่านมามีการนำเข้าสายพันธุ์เฮลิโคเนียจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในเมืองไทยจำนวนมาก โดยขนาดดอกเล็ก นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ส่วนดอกขนาดใหญ่ทั้งช่อตั้งและช่อห้อยย้อย นิยมปลูกเชิงการค้าในลักษณะไม้ตัดดอก

ไม้ตัดดอกเมืองร้อน เป็นพืชทำเงินที่ปลูกดูแลง่าย ลงทุนปลูกเพียงครั้งเดียว เก็บดอกขายได้นาน สำหรับแปลงใหม่ ปลูกใหม่ใช้เวลา 18-24 เดือน ก็เริ่มเก็บผลผลิตขายได้ ใช้ต้นทุนไม่มาก แค่ดูแลใส่ปุ๋ยช่วงเริ่มปลูกครั้งแรก ใช้ยูเรียเร่งหน่อสัก 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 พอต้นโตให้ดอก ก็หยุดใส่ปุ๋ย ดูแลให้น้ำเป็นหลัก หากขาดน้ำ จะทำให้ผลผลิตลดลง เฮลิโคเนียต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แถมขยายพันธุ์ได้ค่อนข้างเร็ว

สายพันธุ์เฮลิโคเนียที่ได้รับความนิยมปลูกเชิงการค้ามากที่สุด ได้แก่ “บิ๊กบัด” ช่อตั้ง และช่อห้อยย้อย อย่าง “เซ็กซี่พิงค์” นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์แกนนี่สมิท เทมเพรส อิมพีเรียล ออเร้นฮาร์ท ไจแอนท์ชี พิชชี่พิงค์ ราสป์เบอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งไม้ดอกเหล่านี้มีสีสันสวยงาม สะดุดตา ที่สำคัญมีอายุการใช้งานนาน 7 วัน นิยมใช้ประดับตกแต่งในงานแต่ง งานบวช งานศพ ฯลฯ ทำให้เฮลิโคเนียอยู่ในกลุ่มสินค้าขายดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“จากสถานการณ์โควิดทำให้ตลาดไม้ดอกไม้ประดับได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่สินค้าไม้ตัดดอกเมืองร้อนยังคงขายได้ โดยเฉพาะไม้ตัดดอกคุณภาพดี ขณะนี้ตลาดเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ มียอดสั่งซื้อทยอยเข้ามาต่อเนื่องทั้งกลุ่มไม้ตัดดอก และต้นกล้าพันธุ์ไม้สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกไม้ตัดดอกเชิงการค้า และผู้ที่สนใจปลูกไม้ดอกเมืองร้อนเป็นไม้ประดับสวน ผมมองว่า ธุรกิจไม้เมืองร้อนยังเติบโตได้ตลอดเวลา ผมวางแผนพัฒนาต่อยอดสวนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกไม้ดอกเมืองร้อน และเป็นสวนเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวในอนาคต” คุณประเสริฐ กล่าว

กะทือ จัดอยู่ในพืชวงศ์ขิง ข่า เป็นไม้ล้มลุกฤดูแล้งจะลงหัว เมื่อถึงฤดูฝนก็จะงอกขึ้นมาใหม่ กะทือ เป็นพืชเมืองร้อนที่มีสีสันสวยงาม สะดุดตา รูปทรงแปลก และดอกบานนาน สามารถปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้เช่นเดียวกับ ขิงประดับ กระเจียว หงส์เหิน ธรรมรักษา และบัวเข็ม

คุณประเสริฐ บอกว่า กะทือ เหมาะสำหรับนำเอาดอกมาปักแจกันเป็นไม้ประดับสวยงาม เพราะดอกกะทือมีสีสันสดใส ดอกอยู่ทนทานไม่เหี่ยวง่าย ตัดดอกมาแช่น้ำประดับในแจกัน ใช้งานนาน 7-10 วัน สามารถนำส่วนดอกและเหง้ามารับประทานเป็นผัก หรือกินแกล้มกับน้ำพริก ช่วยขับลม ช่วยย่อยได้เป็นอย่างดี ผมรวบรวมสายพันธุ์กะทือจากทั่วประเทศมาปลูกขยายพันธุ์แล้วกว่า 20 สายพันธุ์ เช่น กะทือดำ, ขิงแมงดา ที่มีลักษณะทรงต้นใบก้านคล้ายต้นขิง แต่มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นแมงดานาตัวผู้, ไพรชมพู จุดเด่นสำคัญคือ ช่วงดอกอ่อน มีสีเหลือง พอดอกแก่เปลี่ยนเป็นสีชมพู เหมาะสำหรับประดับตกแต่งแจกันขนาดเล็กบนโต๊ะรับแขก ปัจจุบัน คุณประเสริฐขายกะทือแบบตัดดอก ในราคาดอกละ 10-25 บาท ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์และสี