และจากการสืบค้นจากอินเตอร์​เน็ตพบว่าวิจัยเกี่ยวกับการปลูกผัก

ที่สถานีวิจัยลำตะคอง วว. ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง เช่นกัน จึงได้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอคำแนะนำวิธีการปลูก จากนั้นจึงเริ่มต้นหาแหล่งต้นพันธุ์จากคนที่รู้จักซึ่งปลูกอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี นำมาปลูกในพื้นที่ข้างบ้านประมาณ 3 ไร่ โดยปลูกร่วมกับต้นมะเขือพวง

ช่วงเดือนแรกที่ปลูกสังเกตว่าต้นกล้ามีอาการเหลือง ไม่เป็นสีเขียว จึงได้ปรึกษากับทางนักวิจัยของสถานีวิจัยลำตะคอง เพื่อเข้าไปดูแปลง ได้รับคำแนะนำว่าแปลงปลูกแสงแดดจัดเกินไป ควรที่จะมีการพรางแสงด้วยซาแรนและรดน้ำให้ต้นได้รับความชื้นที่เหมาะสมจะทำให้ต้นโตดี จึงตัดสินใจซื้อวัสดุมาบางส่วนร่วมวัสดุที่มีอยู่แล้วทำเป็นโครงเพื่อขึงซาแรน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหลังจากการพรางแสงและให้น้ำอย่างเหมาะสม ต้นผักกูดเจริญเติบโตดีมาก

ผักกูดปลูกได้ 8 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้แล้ว แต่ละวันเก็บยอดผักกูดได้ประมาณ 10-15 กิโลกรัม มีคนมารับซื้อถึงหน้าสวน ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้เข้ามาวันละประมาณ 600-1,000 บาท ถือว่าช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้บ้าง และในอนาคตหากช่องทางการตลาดไปได้ดีก็จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น และผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจอยากจะทดลองปลูกผักกูด

อนึ่ง “ผักกูด” เป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางด้านอาหาร โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กพบว่ามีปริมาณสูง ซึ่งหากรับประทานผักกูดจะช่วยบรรเทาโรคโลหิตจางและบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี เป็นผักที่มีเส้นใยสูงเมื่อรับประทานแล้วจึงช่วยในการระบาย รับประทานได้ทั้งสดและปรุงเป็นอาหาร เช่น ลวกหรือต้มจิ้มกับน้ำพริก ผักกูดต้มกับกะทิ ยำผักกูด ผัดผักกูดไฟแดง แกงส้ม และแกงเลียง เป็นต้น

ระยะนี้จะมีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าระวังการระบาดของโรคราน้ำฝน จะพบการระบาดในช่วงที่ต้นลำไยติดผลอ่อน แตกใบอ่อน และช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต การแสดงอาการที่ใบ กิ่ง และยอด ใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อนไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูปกคลุมกิ่งอ่อนและยอดอ่อน ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว

หากระบาดรุนแรง จะทำให้ใบและยอดไหม้ทั่วทั้งต้น การแสดงอาการที่ผล ในระยะผลอ่อนบริเวณเปลือกผลอ่อนและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนในระยะผลที่ยังแก่ไม่เต็มที่ จะพบผลแตกและเน่า มักพบเส้นใยสีขาวขึ้นฟูคลุม และผลจะหลุดร่วงในที่สุด
หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนลำไยและทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนกิ่ง ใบ ผลที่เป็นโรคใต้ต้นไปเผาทำลายนอกสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุก จากนั้นควรตัดแต่งกิ่ง ใบ และทรงพุ่มต้นลำไยให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในสวนที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

สำหรับในสวนลำไยที่พบการระบาดของโรคราน้ำฝนเป็นประจำ หลังตัดแต่งกิ่งและทำความสะอาดสวนแล้ว ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 68% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งต้น ทุก 5-7 วัน และหยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยอย่างน้อย 15 วัน

“ดวงพร เวชสิทธิ์ (คุณปุ้ย)” วัย 44 ปี นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ที่เป็นความหวังของภาคเกษตรไทย ในฐานะกำลังหลักที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพป้อนครัวไทยและครัวโลก อีกทั้งเป็นพลังขับเคลื่อนความมั่นคงด้านเศรษฐกิจไทยในอนาคต

คุณปุ้ย เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เธอเรียนจบปริญญาตรี สาขาการจัดการคอมพิวเตอร์ เคยทำ e-commerce ค้าขายในอีเบย์ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เธอยอมลาออกจากอาชีพมนุษย์เงินเดือน เพื่อกลับมาสานต่อกิจการ “สวนบุษรา” ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว ในฐานะทายาท รุ่นที่ 3

แม้คุณปุ้ยไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่เธอพยายามเรียนรู้ฝึกฝนทักษะต่างๆ จากการขอความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรจังหวัด และสมัครเข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer (YSF)ของกรมส่งเสริมการเกษตร เธอมีโอกาสรวมกลุ่มพูดคุยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ช่วยกันวิเคราะห์วิธีการและหาแนวทางการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอได้รับการคัดเลือกให้เป็น ประธานกลุ่ม young smart farmer จังหวัดจันทบุรี และเป็นประธานคณะกรรมการเครือข่าย YSF เขต 3 (ภาคตะวันออก) ได้รับการฝึกอบรมความรู้ด้านเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบัน คุณปุ้ยและครอบครัวมีบ้านพักอาศัยอยู่ในตัวเมือง บ้านเลขที่ 54/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี รหัสไปรษณีย์ 22000 โทร. (081) 864-6346 เฟซบุ๊ก : ปุ้ย ดวงพร และ Line ID : 081-864-6346

ครอบครัวคุณปุ้ยทำสวนเกษตรผสมผสาน ชื่อว่า “สวนบุษรา” เนื้อที่ 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี สวนบุษรา มีรายได้หลักจากการปลูกมังคุดและลองกอง รวมทั้งปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ ต้นหมาก ปลูกแซมในพื้นที่ว่างเปล่า เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีรายได้จากการเกษตร เฉลี่ยปีละล้านกว่าบาท

“สวนแห่งนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยาย ที่เข้ามาจับจองที่ดินในพื้นที่ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ ทำสวนผลไม้ตั้งแต่พื้นที่บริเวณนี้ยังมีสภาพเป็นป่าดิบ ปัจจุบันสวนแห่งนี้ปลูกต้นมังคุด จำนวน 2 รุ่น ต้นมังคุดรุ่นแรกอายุประมาณ 50 ปี ปลูกบนเนื้อที่ 20 ไร่ ในระยะห่างประมาณ 10×10 เมตร ส่วนแปลงที่สอง เนื้อที่ 10 ไร่ ปลูกต้นมังคุดระยะชิด โดยปลูกห่างระหว่างต้น ประมาณ 6×6 เมตร” คุณปุ้ย กล่าว

ทุกวันนี้ คุณปุ้ยเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร ภายใต้แนวคิด “สนุกคิดชีวิตเกษตรกร” เพราะได้ทำงานที่ตนรัก ทำให้มีความสุขในการวางแผนการทำงาน มีความสุขในการแก้ไขปัญหาและพัฒนางานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้แผ่นดินแห่งนี้กลายเป็นมรดกตกถ่ายไปยังบุตรสาวของเธอ ทายาท รุ่นที่ 4 ที่กำลังขะมักเขม้นเรียนคณะเกษตร เพื่อรับช่วงสานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากคุณปุ้ยในอนาคต

เนื่องจากมังคุดเป็นไม้ผลที่ไม่ต้องการแดดจัดสักเท่าไร เติบโตในพื้นที่ร่มรำไรได้ เกษตรกรจึงนิยมปลูกต้นมังคุดผสมผสานกับพืชชนิดอื่น มังคุดเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวยาวนานนับร้อยปี ยิ่งต้นมังคุดมีอายุมากขึ้น ก็ยิ่งแตกกิ่งตายอดมากขึ้น ทำให้มีผลผลิตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

แต่จุดอ่อนของต้นมังคุดคือ เติบโตช้ามาก จะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 7 ปี แต่ปีแรกของการให้ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวไม่ได้เยอะ ไม่เกิน 10 กิโลกรัม ต่อต้น ดังนั้นการปลูกมังคุดในระยะชิด มีจำนวนต้นมากขึ้น ก็ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่มากขึ้นตามไปด้วย

คุณปุ้ย บอกว่า ต้นมังคุดแปลงเก่ากับแปลงใหม่ ต้องใช้เทคนิคการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน เพราะมังคุดต้นเล็ก มีรอบใบแก่เร็วกว่ามังคุดต้นเก่าอายุ 50 ปี หากต้องการให้มังคุดต้นเล็กผลิใบในช่วงเดือนสิงหาคม แค่ใส่ปุ๋ยล่วงหน้า 1 เดือน ก็สามารถกระตุ้นให้ต้นมังคุดผลิใบได้แล้ว ขณะที่มังคุดต้นเก่า ต้องใช้เวลาในการสะสมอาหารล่วงหน้านานกว่า ต้องใช้เวลากระตุ้นนาน 45-60 วัน ก่อนผลิใบตามที่เราต้องการ สรุปได้ว่า มังคุดต้นเล็กดูแลจัดการได้ง่ายกว่ามังคุดต้นใหญ่

“การทำสวนมังคุดต้องใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวนานและต้องใช้แรงงานเก็บเกี่ยวจำนวนมาก ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายสูง แถมประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวมากขึ้นในระยะหลัง เกษตรกรหลายรายจึงตัดสินใจตัดโค่นต้นมังคุดออกไป หันไปปลูกพืชอื่นแทน สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนปลูกมังคุดเพิ่ม จึงมีคู่แข่งขันน้อย ขณะที่ปริมาณความต้องการทางการตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี การทำสวนมังคุดจึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าไม้ผลชนิดอื่น แต่การทำสวนมังคุดให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็นเกษตรกรมืออาชีพเท่านั้นที่ขยันอดทน สะสมประสบการณ์ในการปลูกดูแลต้นมังคุด พัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ” คุณปุ้ย กล่าว

เอาชนะธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี

สวนบุษรา มีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่ม ติดคลอง ทำให้สวนมังคุดเนื้อที่ 20 ไร่ ออกดอกช้า ช่วงเก็บเกี่ยวเจอปัญหาฝนตกชุก ผลผลิตเกิดความเสียหายด้อยคุณภาพ ขายได้ราคาต่ำ คุณปุ้ยพยายามเอาชนะธรรมชาติ โดยให้ต้นมังคุดออกดอกและติดผลเร็วขึ้นในเวลาที่กำหนด คือเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดใหญ่ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ คุณปุ้ยยังได้นำผลการวิเคราะห์ SWOT และวางแผนการจัดการสวนรายปี มาใช้ปรับปรุงสวนมังคุดเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 10-12 เปอร์เซ็นต์ ในปีต่อๆ มา

คุณปุ้ย ได้เรียนรู้เทคนิคการบังคับให้ต้นมังคุดแตกใบอ่อน เพื่อให้อายุใบพร้อมออกดอกในเวลาที่ต้องการ ด้วยการสะสมอาหารให้มากพอก่อนหมดฤดูการเก็บเกี่ยว ร่วมกับศึกษาข้อมูลอากาศระยะรายปี จากปรากฏการณ์ลานีญ่า ซึ่งเกิดภาวะฝนชุก หนาวมาก หนาวนานและความชื้นสูง และปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งเกิดภาวะแล้งเร็ว ไม่ค่อยหนาว ความชื้นต่ำ

อีกทั้งยังมีการเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง โดยคุณปุ้ยได้ศึกษาเรื่องแผนที่อากาศ เพื่อพยากรณ์อากาศรายสัปดาห์ควบคู่ไปกับการจัดการธาตุอาหารที่สำคัญในการออกดอก ให้ทุกอย่างสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม

“ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกมังคุด ประมาณ 300 ต้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เฉลี่ยประมาณ 100 กิโลกรัม ต่อต้น ถือได้ว่าสวนมังคุดของคุณปุ้ยได้ผลผลิตสูงกว่าสวนมังคุดโดยปกติ เนื่องจากนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาวิเคราะห์การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศได้อย่างแม่นยำ สามารถวางแผนจัดการผลผลิต กระตุ้นให้ต้นมังคุดผลิดอกออกผลได้มากขึ้นนั่นเอง” คุณปุ้ย กล่าว

ปัจจุบัน สวนบุษรา ของคุณปุ้ย ได้รับการตรวจสอบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP : Good Agriculture Practice) ผลผลิตมังคุดจะออกตลาดในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 25-28 ตัน ต่อปี เป็นมังคุดคุณภาพเพื่อการส่งออก 70% และเป็นมังคุดนอกฤดู 30% ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ เช่น มังคุดเนื้อแก้ว มังคุดยางไหล ฯลฯ และไร้ปัญหาด้านการตลาด โดยสามารถขายผลผลิตได้ราคาที่สูงกว่า 50 บาท ต่อกิโลกรัม

สวนแห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็น 2 รุ่น โดยรุ่นแรก เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ส่วนมังคุดรุ่นสอง ภาษาชาวสวนเรียกว่า เป็นหางของรุ่นหนึ่ง กับหัวของรุ่นสอง จะเริ่มเก็บผลมังคุดออกขายได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 30-45 วัน ก็หมดรุ่น

เมื่อ ปี 2560 มังคุดจันทบุรีประสบภาวะอากาศแปรปรวน ทำให้ต้นมังคุดหยุดออกดอก เก็บผลผลิตรุ่นแรกได้เพียงแค่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น หลังจากนั้นเจอปัญหาต้นมังคุดออกดอกไม่หยุดในช่วงปลายเดือนมีนาคม ผลผลิตช่วงปลายฤดูของมังคุดจันทบุรีจึงออกล่าช้ากว่าปกติ โดยมีผลผลิตทยอยเข้าตลาดประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งผลผลิตรุ่นนี้ไปปะทะกับมังคุดใต้พอดี ชาวสวนจันทบุรีจึงต้องตัดใจยอมขายมังคุดในราคาถูกแค่ 15-20 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น

คุณปุ้ย พยายามรวมพลังกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความเข้มแข็งในทุกมิติ โดยให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่ม โดยคุณปุ้ยเป็นผู้ดูแลเพจกลุ่มชาวสวนจันทบุรี ซึ่งมีสมาชิกกว่า 20,000 คน โดยปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ข่าวสารทางด้านการเกษตร และเธอยังมีตำแหน่งเป็นเลขานุการเครือข่ายกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมังคุดจังหวัดจันทบุรี ทำหน้าที่ประสานงานในด้านต่างๆ ทั้งการจัดประชุม ประสานงานระหว่างเครือข่ายกับหน่วยงานอื่น และเธอยังทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครฝนหลวง จังหวัดจันทบุรี มีหน้าที่รายงานปริมาณน้ำฝน ฝนแล้ง ขอรับการสนับสนุนการทำฝนหลวง

คุณปุ้ย ได้เป็นแกนนำในการรวมกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมังคุดจันทบุรี ซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายทั้งจังหวัดจันทบุรี รวบรวมผลผลิตโดยกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดจันทบุรี เพื่อส่งไปขายตลาดประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน

ที่ผ่านมา คุณปุ้ยเป็นแกนนำ ขอรับเงินจากสถาบันทุเรียนไทย จำนวน 5,000 บาท เพื่อใช้ดำเนินงานสนับสนุนเครือข่าย Yong Smart Farmer จันทบุรี ดำเนินการจัดอบรม “รู้ทันฟ้าฝนของคนเกษตร” และดำเนินการจัดอบรม หลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างประหยัดและได้ผล โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ สามารถยกระดับคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรของท้องถิ่น โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการเข้ามาสนับสนุน นับเป็นการคืนกำไรสู่สังคมอีกทางหนึ่ง

ภายในสวนยางอ่อนก่อนเปิดกรีด สามารถปลูกพืชอื่นได้หลากหลายชนิดที่เรียกว่าพืชแซมยางและพืชร่วมยาง ซึ่งชาวสวนยางขนาดเล็กจะคุ้นเคยกับการปลูกข้าวไร่ พืชไร่ หรือพืชผักในสวนยางเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจำหน่ายเพื่อเสริมรายได้ในครอบครัว พืชแซมยางและพืชร่วมยางควรจะเป็นพืชที่ไม่รบกวนต่อการเจริญเติบโตของต้นยางหรือทำให้ผลผลิตของต้นยางลดลง โดยปลูกระหว่างแถวยางในขณะที่ต้นยางมีอายุไม่เกิน 3 ปี ส่วนพืชร่วมยางคือ พืชที่ปลูกระหว่างแถวยางโดยอาศัยร่มเงาของต้นยางเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต สามารถปลูกได้ตั้งแต่ต้นยางมีอายุ 3 ปีขึ้นไป

ดังในพื้นที่ภาคตะวันออกภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นำแนวทางดังกล่าวมาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกยางพารา นำกล้วยป่ามาปลูกเป็นพืชแซม เช่น กรณีของแปลงส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ของ คุณละมัย สนวัตร์ เกษตรกร หมู่ที่ 6 ตำบลหนองไร่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมนำหลักการการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยให้การส่งเสริมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้แนวทางการคำนึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิสังคมตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานให้ส่วนงานต่างๆ เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นหน่วยที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการพัฒนาเพื่อการกินดีอยู่ดีของเกษตรกรนำมาปฏิบัติในการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเพื่อการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต เช่น การนำกล้วยป่ามาปลูกเป็นพืชแซมยางพารา ของเกษตรกรทฤษฎีใหม่แปลงของคุณละมัย ที่ปัจจุบันประสบความสำเร็จสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากกล้วยป่ามาเป็นรายได้ประจำวันมีกินมีใช้อย่างพอเพียง

สำหรับกล้วยป่านั้นเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นเทียมสูง 2.5-3.5 เมตร กาบลำต้นมีนวลเล็กน้อย ใบเป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 40-60 เซนติเมตร ยาว 2-3 เมตร ชูขึ้นค่อนข้างตรง ใบประดับรูปไข่กว้างค่อนข้างยาว ปลายแหลม เป็นกล้วยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี โดยหยวกกล้วยนำมาปรุงอาหารได้สารพัด และอร่อยกว่าหยวกกล้วยบ้านชนิดอื่นๆ เพราะจะนิ่มและหวานกว่า โดยแกะเอาเปลือกที่แข็งออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาแกงใส่ไก่ กระดูกหมู หรือปลาแห้ง ยำใส่ปลากระป๋อง กินกับน้ำพริกได้ทั้งดิบและสุก หรือนำมาตำกับมดแดง ส่วนหัวปลีนำมาชุบแป้งทอด ห่อนึ่งใส่เนื้อหมู หรือยำกับเนื้อไก่

นอกจากนี้ กาบต้นแห้งยังสามารถนำไปขายเพื่อทำกระดาษสา ส่วนใบใช้ห่อของ โดยเกษตรกรจะทยอยตัดใบตองแบบหมุนเวียนกันไป โดยตัดออกขายทุกๆ 15 วัน กล้วยป่า 1 ต้น จะตัดใบตองได้ 2 ยอด พื้นที่ปลูก 1 ไร่ ก็จะได้ใบตอง จำนวน 500 ยอด และมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงแปลงปลูก

ใบตองของไทย เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป อเมริกา และเอเชีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และนิยมสั่งซื้อใบตองจากประเทศไทยไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและห่อขนมไทย

ใบตองของไทยขายได้ราคาในต่างประเทศ เฉลี่ยยอดละ 100 บาท เพราะมีคุณภาพดี ในเรื่องความสด ใบสวย เหนียวและหนา เมื่อนำไปใช้จะไม่กรอบหรือแตกง่ายเหมือนกับใบตองชนิดอื่น เกษตรกรที่ปลูกมีรายได้ต่อเดือนเป็น 10,000 บาท สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้เลยทีเดียว

นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรทฤษฎีใหม่และใช้วิธีเกษตรผสมผสาน เกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ได้ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาภายใต้ความเหมาะสมของภูมิสังคมมาเป็นแนวทางในการทำกิน โดยเฉพาะการนำกล้วยป่ามาปลูกเพื่อจำหน่ายใบตองและปลีกล้วย นับเป็นแนวทางที่เหมาะสมเป็นอย่างดียิ่งด้วยกล้วยป่าเป็นพืชที่มีอยู่ตามธรรมชาติของประเทศไทย และขยายพันธุ์ได้ง่ายอีกต่างหาก นับว่าเป็นการส่งเสริมตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง

ย้อนหลังไปประมาณ 3 ปี คงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีการปลูกองุ่นได้ในจังหวัดชุมพร เพราะคิดว่าสภาพแวดล้อมต่างๆ ของจังหวัดชุมพรคงไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกองุ่น แต่ “น้องตาล” หรือ ทัสสนัย ทิพย์บัญฑิต หนุ่มวัย 36 ปี และภรรยาคือ “น้องน้อย” หรือ กรรณิการ์ พรหมทัน เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ประมาณ 40 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ที่รับช่วงต่อมาจากพ่อแม่ มีความคิดที่จะลองปลูกองุ่นดูบ้าง จึงได้นำตัวอย่างดินในสวนปาล์มไปขอให้กรมพัฒนาที่ดินตรวจสอบค่าความเป็นกรดเป็นด่างว่าเหมาะสมหรือไม่

จากนั้นจึงกลับมาปรับปรุงสภาพดินประมาณ 1 ไร่ แล้วไปซื้อพันธุ์องุ่นของโครงการหลวงมาจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีพันธุ์หลักๆ อยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ Beauty Seedless ของอเมริกา กับพันธุ์ Black Opal จากออสเตรเลีย เป็นองุ่นที่มีสีม่วง และขณะนี้เริ่มปลูกอีกพันธุ์ คือ พันธุ์ Shine Muscat จากญี่ปุ่น เป็นองุ่นสีเขียว ไร้เมล็ด และมีรสชาติหวาน โดยใช้ชื่อสวนว่า “สวนองุ่นทิพย์บัญฑิต” ซึ่งใช้นามสกุลมาเป็นชื่อสวน และถือเป็นสวนองุ่นเจ้าแรกของจังหวัดชุมพรในขณะนั้น

“การปลูกองุ่นในสวนใช้เวลาประมาณ 8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว เฉลี่ยใน 1 ปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ครั้ง ได้ครั้งละประมาณ 700-800 กิโลกรัม ถ้าเป็นองุ่น Beauty Seedless และองุ่น Black Opal จะขายในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนองุ่น Shine Muscat จำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งจะเน้นขายหน้าสวนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีบ้างที่มีการสั่งซื้อออนไลน์มา แต่ผมไม่ขาย เพราะขนส่งลำบาก เนื่องจากเราตัดองุ่นช่วงที่แก่จัดออกจำหน่าย หากขนส่งใช้เวลาหลายวัน องุ่นอาจหลุดร่วงคากล่องได้” น้องตาล กล่าว

น้องตาล เปิดเผยว่า การปลูกองุ่นใช้งบประมาณเริ่มต้น สมัครเล่น UFABET จำนวน 300,000 บาท ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือนและจัดซื้อพันธุ์องุ่น หลังจากเริ่มปลูกองุ่นใหม่ๆ ในปีแรกมีผู้สนใจเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม ขอซื้อพันธุ์องุ่น และซื้อองุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะคงถือเป็นของแปลกหูแปลกตาและแปลกใหม่ในชุมพรขณะนั้น แต่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมสวนก็น้อยลงไป แต่ยังพอมีคนในพื้นที่ที่เข้ามาเยี่ยมชม ศึกษา และขอซื้อพันธุ์องุ่นไปปลูกบ้าง หากใครสนใจคิดจะปลูกองุ่นบ้าง ตนเองก็พร้อมให้คำแนะนำ ถ้าซื้อกิ่งพันธุ์องุ่นไปปลูก ตนเองก็จะแวะไปดูให้ ซึ่งกิ่งพันธุ์จะขายต้นละ 150 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจจะปลูกองุ่น น้องตาล ก็แนะนำว่า อาจจะลองเริ่มต้นปลูกสัก 5-10 ต้น ในพื้นที่เล็กๆ ก่อน โดยถามตัวเองว่ามีใจรักและมีเวลาในการดูแลมันหรือไม่ องุ่นเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากนักเหมือนปลูกต้นไม้ทั่วไป โดยต้องหมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และเดินดูวันละประมาณ 1 ชั่วโมง ว่ามีพวกแมลง หนู กระรอก มารบกวนหรือไม่ ซึ่งอาจต้องใส่สารเคมีป้องกันบ้าง หรือหากไม่อยากใช้สารเคมีก็ต้องใช้น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำชีวภาพช่วยป้องกัน โดยต้องหมั่นดูแลในเรื่องนี้ องุ่นเป็นพืชที่กินน้ำไม่เยอะ แต่ต้องมีน้ำตลอด ต้องมีการรักษาพื้นดินให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด

“ปัจจุบันจะมีร้านกาแฟที่จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มพวกน้ำองุ่นสดๆ ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมได้นั่งด้วย ซึ่งจะมีน้องน้อยคอยดูแลรับผิดชอบ ผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมชมต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสวนคือ ห้ามเด็ด ห้ามจับองุ่นซึ่งเป็นพืชที่ค่อนข้างอ่อนไหว หากต้องการตัดองุ่นที่แก่ได้ที่กลับไป ก็สามารถทำได้โดยใช้กรรไกรของสวนตัดใส่ตะกร้าแล้วนำไปชั่งที่เครื่องชั่งที่ร้านกาแฟ ส่วนการเดินทางมายังสวนองุ่นทิพย์บัญฑิต หากมาจากตัวเมืองชุมพร ให้ขับรถเลยสี่แยกท่าแซะมาถึงทางเข้าเนิน 491 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามาอีก 12 กิโลเมตรจากถนนเพชรเกษม และเลยโรงเรียนประชานิคม 4 เข้ามาอีก 1 กิโลเมตร ก่อนเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 600 เมตร จะมีป้ายบอกทางตลอด หรือโทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่หมายเลข 097-250-8541” น้องตาล กล่าว

คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กล่าวว่า เท่าที่ได้เยี่ยมชมสวนองุ่นแห่งนี้ คิดว่าน่าจะให้การสนับสนุนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจได้ ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ก็พร้อมจะให้การสนับสนุนสวนองุ่นทิพย์บัญฑิตแห่งนี้เต็มที่