แล้งทำพิษ แม่น้ำสงครามในบึงกาฬเริ่มแห้งขอด หลายหมู่บ้าน

ต่างเดือดร้อนวันที่ 16 มีนาคม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่จังหวัดบึงกาฬยังประสบกับปัญหาภัยแล้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแม่น้ำสงครามที่ไหลผ่านหลายจังหวัดและยังเป็นแม่น้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง ไหลผ่านใน 3 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ อำเภอเซกา อำเภอพรเจริญ อำเภอโซ่พิสัย ทำให้หมู่บ้านท่ากกแดง อำเภอเซกา และอีกหลายหมู่บ้านที่ติดริมแม่น้ำโขงเริ่มเดือดร้อนจากระดับน้ำในแม่น้ำสงครามลดลงมากจนเกิดปัญหาการสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตรและทำน้ำประปาใช้ในหมู่บ้าน

หลายแห่งเกิดหาดทรายขึ้นมากลางน้ำและมีน้ำตื้นเขิน เด็กๆ ชาวบ้านข้ามไปมาได้ ถ้าความแห้งแล้งยังเป็นเช่นนี้ต่อไปคาดว่าเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายนน้ำในแม่น้ำสงครามจะแห้งขอดมากกว่านี้ บางปีก็ต้องใช้รถแบ๊กโฮขุดลอกเพื่อให้สูบน้ำมาทำน้ำประปาและบางปีก็ต้องใช้กระสอบทรายกั้นน้ำเพื่อสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตร ชาวบ้านก็ได้แต่หวังว่าจะมีฝนตกลงมาต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งในปีนี้

วันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าในจังหวัดเชียงรายจะเลยช่วงฤดูหนาว และได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวและอากาศในช่วงกลางวันก็ร้อนจัด แต่สีสันความสวยงามมวลดอกไม้นานาพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายยังคงมีให้ผู้มาเยือนได้ชมไม่เคยขาด ตอนนี้หากใครเดินทางมายังจังหวัดเชียงราย สองฝั่งถนนทุกสายจะพบไม้ยืนต้นหลายพันธุ์กำลังออกดอกบานสะพรั่งสีสันสดใสให้เห็นมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะถนนบนดอยแม่สลอง ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตลอดสายกว่า 20 กิโลเมตร ตอนนี้จะพบต้นกัลปพฤกษ์สองฝั่งถนนได้ผลัดใบและมีดอกสีชมพูอมม่วง ออกมาเต็มต้นเป็นช่อขนาดใหญ่และยาวตามขนาดและความยาวของกิ่ง

บางต้นดอกบานเต็มที่สีจะออกชมพูอ่อนๆ อมม่วง และเมื่อใกล้โรยดอกจะมีสีชมพูอ่อน ส่วนดอกที่เริ่มดอกตูมจะมีสีชมพูอมม่วงเข้มและบานใหม่ๆจะมีสีชมพูอมม่วง ต้นกัลปพฤกษ์ที่ใบร่วงหมดและออกดอกเต็มต้น หากเรามองไกลๆ เหมือนดอกไม้พลาสติก ซึ่งช่วงนี้อากาศบนแม่สลองในช่วงเช้าและกลางคืนยังคงเย็นสบายของอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และในช่วงนี้ไปจนถึงประมาณกลางๆ เดือนเมษายน หากนักท่องเที่ยวขึ้นมาท่องเที่ยวบนดอยแม่สลอง นอกจากจะได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบายและชิมชาพันธุ์ดีบนดอยแม่สลองก็จะสามารถชมความสวยงามของดอกกัลปพฤกษ์ด้วย

วันที่ 15 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ทำนาและทำสวนในพื้นที่ ชาวบ้านวังขี้เหล็ก ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก โดยนายสมนึก คงพ่วง อายุ 67 ปี และนางละเอียด คงพ่วง อายุ 62 ปี 2 สามีภรรยาชาวเกษตรกร ที่ทำเกษตรแบบผสมผสานและทฤษฎีใหม่กำลังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและความแห้งแล้ง

นายสมนึก กล่าวว่า ไร่ถั่วฝักยาวที่ตนปลูกไว้ กำลังแห้งตายผลผลิตที่จากเดิมเก็บได้วันละ 30-40 กิโลกรัม เหลือเพียง 10-20 กิโลกรัม ซ้ำยังได้เจอพวงแมลงและเพลี้ย ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ในขณะที่ราคารับซื้อก็ถูกลงจากเดิม 8-10 บาท เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งช่วงนี้ต้องพยายามรดน้ำเพื่อให้ถั่วฝักยาวไม่แห้งตายเพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ดินไม่อุ้มน้ำต้องหมั่นมาคอยรดน้ำทุกวันทั้งที่ปกติ 2 -3 วันรดครั้ง นอกจากนี้สวนมะเขือพวงที่ปลูกไว้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันไม่ค่อยออกผลผลิต และนาข้าวที่ปลูกไว้ 30 ไร่ที่เตรียมเก็บเกี่ยวก็ได้ข้าวน้อยลงครึ่งต่อครึ่งทั้งนี้มาจากสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัด แต่อย่างไรยังโชคดีที่ตนยึดหลักดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่เดือดร้อนมากนัก

นายสมนึก กล่าวอีกว่า สำหรับการทำนานั้นหลังเกี่ยวข้าวงวดนี้ตนก็จะพักแปลงนาชั่วคราวก่อนที่จะเริ่มทำใหม่ในเดือนเมษายน ที่ทางชลประทานจะเริ่มปล่อยน้ำมาในแม่น้ำยมสายเก่าจากนั้นจะดึงน้ำมาเก็บไว้ให้เพียงพอต่อการทำนา ที่เริ่มทำนาตั้งแต่เดือนเมษายนเพราะเป็นนโยบายที่ภาครัฐอยากให้มีการปรับเปลี่ยนเวลาทำนาเพราะหลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม ก็จะเข้าสู่หน้าฝน พื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จะเป็นพื้นที่รับน้ำป้องกันปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และหากเก็บเกี่ยวก่อนก็จะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมนาข้าวอีก ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มปลูกในเดือนเมษายนแต่อยากขอให้ชลประทานปล่อยน้ำให้เพียงพอต่อการทำนาด้วย

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สานต่อตามกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange ด้วยการเปิดตัวโครงการนำร่องทดสอบแพลทฟอร์มเพื่อใช้กับระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและข้อมูลการจับปลาแบบอิเล็กทรอนิกซึ่งจะใช้การเชื่อมต่อของแอพพลิเคชั่นบนมือถือและสัญญาณแซทเทิลไลท์ในการแก้ปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ตั้งแต่การจับปลา รวมทั้งจะเป็นเครื่องมือที่ให้แรงงานที่ทำงานในท้องทะเลได้แสดงความคิดเห็นซึ่งจะแสดงถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านแรงงานอย่างยุติธรรมในการประมงของไทยการขับเคลื่อนของบริษัท ไทยยูเนี่ยนคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพด้านการรายงานการจับปลา การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ การสื่อสารเชิงธุรกิจและกระบวนการบริหารจัดการ

โครงการนี้มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพของการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบซึ่งรับรองโดยผู้จัดการการประมงรวมทั้งเปิดโอกาสให้แรงงานได้แสดงความคิดเห็นเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างถูกกฎหมายและยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมุ่งแสดงถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบแบบอิเล็กทรอนิกครบวงจร และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานซึ่งเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างๆ อาทิเช่นในสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ซึ่งมีความกังวลในเรื่องการประมงแบบ IUU และประเด็นด้านแรงงานในอุตสาหกรรมการประมง

ไทยยูเนี่ยน เชื่อว่าความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็นหลักสำคัญของความยั่งยืน โดยบริษัทมีส่วนร่วมในโครงการอย่างสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น โครงการนำร่องนี้ ซึ่งติดตามผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การจับปลาไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อบริโภค การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีความสำคัญยิ่งต่อโครงการจัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบของบริษัทซึ่งทำให้ไทยยูเนี่ยนสามารถพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัทได้รับการจัดหามาอย่างถูกกฎหมายและอย่างมีจริยธรรมรวมทั้งมีการส่งเสริมให้แรงงานทั้งที่ทำงานอยู่ในท้องทะเลและที่โรงงานสามารถแสดงความเห็นได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ปัจจุบัน ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบจะติดตามและจัดการการประมงแบบ IUU จากห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบเหล่านี้เป็นการบันทึกลงเอกสาร จึงอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ดังนั้น ไทยยูเนี่ยนจึงได้วางระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบระบบดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานระหว่างไทยยูเนี่ยน อุตสาหกรรมอื่น และหน่วยงานภาครัฐ อาทิเช่น องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ด้านความร่วมมือทางท้องทะเลและการประมง(U.S. Agency for International Development’s Oceans and Fisheries Partnership: USAID Oceans)

ดร.แดเรี่ยน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า “ช่วงแรกของโครงการจะพิจารณาเรือเพื่อช่วยในห่วงโซ่อุปทาน และนำเสนอทางออกที่เป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกันในทะเล ในขณะเดียวกันก็จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งจะรายงานการสื่อสารระหว่างลูกเรือ และกิจกรรมของเรือขณะออกเดินเรือ”

ไทยยูเนี่ยนประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบสื่อสาร “Fleet One” ของ Inmarsat บนเรือประมง ในขณะที่ลูกเรือ กัปตัน และเจ้าของเรือได้รับการอบรมการใช้งานแอพพลิเคชั่นการสื่อสาร “Fish Talk” ซึ่งพัฒนาโดย Xsense ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนได้ทั่วโลกในขณะที่อยู่ในทะเล นับเป็นครั้งแรกของวงการการประมงไทย นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่น eLogbook หรือบันทึกกิจกรรมเดินเรือแบบดิจิตอล และแอพพลิเคชั่นการจัดการเรือ โดยโครงการนี้ยังมีแผนจะนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประมงและผู้นำสังคมทั้งหลายมาร่วมหาแนวทางที่เป็นไปได้การขับเคลื่อน และแรงจูงใจเพื่อให้การประมงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบแบบอิเล็กทรอนิก

“เราเห็นว่าระบบนี้สามารถสร้างประสิทธิภาพได้ในหลายรูปแบบไม่เพียงแต่เพื่อการสื่อสารระหว่างลูกเรือในท้องทะเลและการทำงานระหว่างกัปตันและเจ้าของเรือระหว่างการเดินเรือเท่านั้นแต่ยังช่วยลดขั้นตอนการกรอกรายงานการจับปลาแบบเดิมที่จะดำเนินการ ณ ท่าเรือ” ดร.แมคเบน กล่าวและย้ำว่า “ไทยยูเนี่ยนมีความมุ่งมั่นในการแสดงถึงความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานของเราและโครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าไทยยูเนี่ยนเดินหน้าทำงานอย่างแข็งขันในการผลักดันให้ความยั่งยืนเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ”

วันที่ 16 มีนาคม 2560 นางถิน ชัยยะ เกษตรกรบ้านคำผาสุก ตำบลเรณูนคร อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนเองมีที่นาอยู่ประมาณ 2 ไร่ และจะทำนาข้าวสลับกับการปลูกใบยาเตอร์กิช เพื่อส่งขายให้โรงงานยาสูบ โดยที่เลือกปลูกใบยาเตอร์กิช เพราะไม่ต้องใช้น้ำมากมายอะไร เหมาะกับสภาพพื้นที่นาของตนเองที่เป็นแบบดินทรายร่วน ที่สำคัญเมื่อนำไปจำหน่ายแล้วได้ราคาดีกว่าสายพันธ์อื่นๆ อีกด้วย โดยในปี2559 ที่ผ่านมา ตนเองลงทุนไป 4,000 บาท สำหรับค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันรถไถ และค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ แต่เมื่อเก็บผลผลิตไปจำหน่ายแล้วตนเองสามารถขายได้ถึง 40,000 กว่าบาทเลยทีเดียว และปีนี้ก็คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมเพราะราคาสูงขึ้นจากเดิมอีกกิโลกรัมละ 2.5 บาท

โดยขั้นตอนการบ่มก็จะเริ่มจากการตากในร่ม 2-3 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปบ่มแดด อีก 7-10 วัน จนใบกลายเป็นสีเหลืองที่สำคัญคือบ่มได้เฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น ส่วนกลางคืนต้องคลุมด้วยพสาสติกเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำค้าง จากนั้นก็นำไปแขวนผึ่งในร่มอีก 10 -15 วัน เพื่อให้ใบยาอ่อนตัว และเมื่อบ่มจนได้ที่แล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 10 – 15 วัน เพื่อให้คุณภาพสีใบยาดีขึ้น จึงจะนำไปอัดเป็นห่อเพื่อรอจำหน่ายให้โรงงาน

วันที่ 16 มีนาคม 2560 เวลา 02.30 น. นายธนวัฒน์ พันธุ์สนิท รักษาการปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดีว่ามีการแอบลักลอบตั้งโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่บ้านเลขที่ 234/2 ม.8 ต.เสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นนโยบายของกรมปศุสัตว์ให้เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายในการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์อย่างถูกต้อง จึงได้มอบหมายให้ นายศิริพงษ์ พลศิริ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ นายพรภิรมย์ ฟุ้งตระกูล สัตวแพทย์ อ.ร่อนพิบูลย์ สนธิ กำลังจนท.ด่านกักสัตว์นศ. สนง.ปศุสัตว์เขต 8 สุราษฎร์ธานี ฝ่ายปกครอง ทหาร และ ตำรวจ เข้าดำเนินการตรวจสอบการกระทำผิด ตาม พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พศ.2559 (ข้อหา ตั้งโรงฆ่าสัตว์/ดำเนินการฆ่าสัตว์ โดยไม่ได้รับอนุญาต) พร้อมนำผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย พร้อมของกลาง ซากโค จำนวน 2 ตัว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ร่อนพิบูลย์ เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดใหญ่และมีโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ถึง 10 แห่ง ขณะที่ความต้องการบริโภคสัตว์ที่ถูกกฎหมายมีมากกว่ากำลังผลิต โดยผู้ประกอบการรายหนึ่งระบุ โรงฆ่าสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พูดไปก็เกิดผลกระทบ ทุกวันนี้โรงฆ่าสัตว์ในนครศรีธรรมราชเป็นโรงเถื่อนทั้งสิ้น กำลังอยู่ในระหว่างการขอเปิดใช้อย่างถูกต้อง เหตุผลเพียงอย่างเดียว คือ เรื่องของผังเมือง ภายหลังที่ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่สีเขียว สีชมพู ส่งผลให้โรงงานฆ่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ก่อนหน้านี้จึงได้รับผลกระทบกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นโรงฆ่าไก่ หมู โค เป็นต้น จึงอยากเรียกร้องให้กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพื้นที่นครศรีธรรมราช ไม่อย่างนั้นพวกเราก็จะถูกจับอยู่ทุกวัน

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่ขณะนี้มะม่วงอยู่ในระยะแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผลอ่อน เนื่องจากสภาพอากาศเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวให้ระวังการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุดคือ ระยะที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานเปียกเยิ้มติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม

ต่อมาตามใบช่อดอกจะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ทำให้พืชสังเคราะห์แสงลดลง ใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาดจะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากและทำความเสียหายในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะดอกตูม และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บานคือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม และจะลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล

ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นให้แจ้งการระบาดและขอคำปรึกษาในการป้องกันกำจัด ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อเตรียมการหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง ส่งผลกระทบต่อผลผลิตต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผล
อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ผีเสื้อตัวเบียน แมลงวันตาโต แตนเบียน มวนตาโต เชื้อราบิวเวอร์เรีย
ระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น แต่ควรปรับหัวฉีดอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป
ระยะมะม่วงใกล้จะออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ให้พ่นด้วยสมุนไพรน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 100-150 ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน 85) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
ระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกให้พ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน ต่อน้ำ 150-200 ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน 85) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
ในสวนมะม่วงที่มีการระบาดรุนแรงควรเปลี่ยนไปพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง หรือสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์
การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิต จะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลงได้ และทำให้การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมทีมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวระบาดของรองนายกรัฐมนตรี ณ อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี รับฟังปัญหา ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตมะพร้าวในจังหวัดโดยตรง เร่งเฟ้นหามาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคและแมลงศัตรูมะพร้าว พร้อมบูรณาการร่วมแบบประชารัฐ เพื่อรณรงค์ป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวอย่างยั่งยืน

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวระบาดของรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในพื้นที่อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับฟังปัญหาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตมะพร้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยตรง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้ส่งเสริมการผลิตในประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ และจะได้นำข้อมูลดังกล่าวนี้ไปประกอบการกำหนดแนวทางป้องกัน ปราบปรามและการพัฒนาการผลิตมะพร้าว

จากสถานการณ์การระบาดของศัตรูมะพร้าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช (มีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรับมนตรี เป็นประธาน และ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ) ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตมะพร้าว เพื่อส่งเสริมการผลิตมะพร้าว รวมทั้งหามาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคและแมลงศัตรูมะพร้าวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร สร้างอาชีพและรายได้ไห้แก่เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกรและภาคเอกชน ได้มีการบูรณาการทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรรูปแบบประชารัฐ ในการร่วมกันรณรงค์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมะพร้าวของประเทศมีแนวโน้มลดลง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ต้นมะพร้าว ร้อยละ 60 มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป เกษตรกรขาดการดูแลรักษา ตลอดจนเกิดปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าวระบาด เช่น แมลงดำหนาม หนอนหัวดำ และด้วงแรด ทำให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ซึ่งปัญหาศัตรูมะพร้าวเข้าทำลายต้นมะพร้าว โดยเฉพาะแมลงดำหนามและหนอนหัวดำนั้น ไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่น มีการระบาดและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตมะพร้าวของไทย ทำให้ผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลง และไม่สามารถสนองความต้องการของตลาดได้เพียงพอ จึงต้องมีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ ซึ่งมีคุณภาพไม่ทัดเทียมกับมะพร้าวไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เศรษฐกิจภาพรวมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของระบบการระบาดศัตรูพืชที่สำคัญ กรมส่งเสริมการเกษตร ระหว่าง 22 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า มีการระบาดของศัตรูมะพร้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 8,799 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 5.35 ของเนื้อที่ปลูกมะพร้าวในจังหวัด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการ 3 ด้าน คือ มาตรการกำจัดการระบาดในพื้นที่ ดำเนินการจัดการศัตรูมะพร้าวแบบผสมผสาน มาตรการควบคุม โดยเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับพื้นที่ที่มีการระบาด และมาตรการถ่ายทอดความรู้ เช่น การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการศัตรูมะพร้าว ตลอดจนการรณรงค์ให้ความรู้ เป็นต้น

ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จำนวน 144,748 ครัวเรือน มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 4,263,938 ไร่ มีพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล โดยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวเป็นลำดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร โดยในส่วนของพื้นที่ปลูกมะพร้าว มีจำนวน 164,349.83 ไร่ เกษตรกร 14,131 ครัวเรือน ปลูกมากที่อำเภอเกาะสมุย 66,132 ไร่ รองลงมาอำเภอเกาะพะงัน 63,759 ไร่ และอำเภอเมือง 17,487 ไร่ ซึ่งทั้ง 3 อำเภอดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีทัศนียภาพมะพร้าวเป็นองค์ประกอบในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างประเทศ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้พาณิชย์ภูมิภาคขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์รวมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาค ซึ่งกระทรวงอยู่ระหว่างการผลักดันเกษตรไทยสู่การเป็นเกษตรมูลค่าสูง ด้วยการให้ความสำคัญเรื่องตรวจรับรองมาตรฐานให้เป็นสากล การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยจะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เพื่อให้เกิดการซื้อขายและการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์การส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดงาน Organic & Natural Expo 2017 และการสนับสนุนให้เพื่อนบ้านปลูกเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ รวมถึงจะพัฒนาตลาดกลางเกษตรอินทรีย์ที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน และสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าปกติ 20-30% ซึ่งคาดว่าตลาดกลางดังกล่าวจะก่อสร้างแล้วเสร็จกลางปีนี้ ซึ่งจะทำให้อุดรธานีเป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ต่อไป

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมพร้อมรับมือผลไม้ภาคตะวันออกล้นตลาดในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมหรือหลังสงกรานต์ โดยได้มีการหาตลาดรองรับการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางโดยเร็ว ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีที่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ภาคตะวันออกจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาดีอีกปีหนึ่ง โดยในส่วนของทุเรียนนั้น จะมีการจัดกินทุเรียนบุฟเฟต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามากินทุเรียนกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่าเกษตรกรบางรายได้ปรับตัวเป็น Smart Farmer ที่หันมาปลูกทุเรียนอินทรีย์ โดยสามารถขายทุเรียนได้แพงถึง ลูกละ 3,600 บาท ภายใต้แบรนด์ EXOTIQ นำไปขายที่ห้างพารากอน โดยผลผลิตได้ปีละ 500 ลูก เท่านั้น มี 2 พันธุ์ คือ หมอนทอง และก้านยาว ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้เกษตรกรนำแนวทางเกษตรอินทรีย์และเกษตรผสมผสานมาพัฒนาผลไม้ในภาคตะวันออกต่อไป

นางมาลี โชคล้ำเลิศ www.sbobetsix.com อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้ร่วมกับหอการค้าไทยและ บริษัท โคโลญเมสเซ่ ประเทศเยอรมนี เตรียมจัดงานแสดงด้านอุตสาหกรรมอาหาร (THAIFEX-World of Food Asia 2017) ระหว่าง วันที่ 31 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2560 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งปีนี้ดึงผู้ประกอบการร่วมออกงานคึกคักกว่า 2,000 ราย จาก 40 ประเทศทั่วโลก ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานมากกว่า 150,000 ราย มั่นใจไทยจะครองแชมป์ผู้จัดงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นพ. วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า วันที่ 17 มีนาคม สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก กำหนดให้เป็นวันนอนหลับโลก เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับ เนื่องจากการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้พักผ่อน เป็นช่วงเวลาที่เกิดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ปรับสมดุลของสารเคมีต่างๆ ในร่างกาย หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

นพ. วชิระ กล่าวต่อว่า เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้น ได้แก่ 1. ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมง ก่อนนอน 2. กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับ กินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล 3. หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ในการย่อยอาหาร 4. หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมง ก่อนเวลาเข้านอน 5. อาบน้ำอุ่น เดินช้าๆ ไปมา หรือนั่งสมาธิ และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน

6. กำจัดสิ่งรบกวนด้วยการปิดไฟ โทรทัศน์ โทรศัพท์ แต่อาจเปิดเพลงเบาๆ ได้ เลี่ยงการสูบบุหรี่ 8. เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00-23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ 9. เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วงและไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอนหากไม่ง่วง ทั้งนี้ วัยแรกเกิด ควรนอน 14-17 ชั่วโมง วัยทารก ควรนอน 12-15 ชั่วโมง วัยเตาะแตะ ควรนอน 11-14 ชั่วโมง วัยก่อนเข้าเรียน ควรนอน 10-13 ชั่วโมง วัยเข้าโรงเรียน ควรนอน 9-11 ชั่วโมง วัยรุ่น ควรนอน 8-10 ชั่วโมง วัยผู้ใหญ่ ควรนอน 7-9 ชั่วโมง และวัยผู้สูงอายุ ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

ฮือฮา ลูกวัว 2 หัว 6 ขา 2 หาง ชาวบ้านเชื่อว่าให้โชคให้ลาภ เจ้าของถูกหวยมาหลายงวด ตั้งใจสต๊าฟไว้ในตู้แก้ว เพื่อบูชาหารายได้สมทบวัด

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ได้มีลูกวัวที่เพิ่งเกิดใหม่เมื่อเช้าวันนี้ เป็นวัว 2 หัว 6 ขา 2 หาง จากนั้นไปตรวจสอบที่บ้านของ นางสำรอง อายุ 47 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.เพหลา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งเมื่อไปตรวจสอบพบว่า เป็นลูกวัวที่เพิ่งคลอด แต่ได้ตายแล้ว มีสภาพ 2 หัว 6 ขา 2 หาง ขนาด ลำตัว ยาว 1.10 เมตร น้ำหนัก 15 กก. ทางเจ้าของได้นำแป้งดอกไม้ธูปเทียนมาขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย