แหล่งที่พบ จังหวัดระยอง นนทบุรี ลักษณะผล รูปรี เนื้อหยาบ

กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “ชายมะไฟ” เพาะจากเมล็ดพันธุ์กำปั่นขาว แหล่งที่พบจังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี ลักษณะผล ขอบขนาน เนื้อหนาละเอียด สีเหลืองจัด กลิ่นแรง รสหวานมากกว่ามัน “ดาวกระจาย” เพาะจากเมล็ดกำปั่นขาว แหล่งที่พบ ตำบลบางบำรุง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ลักษณะผล รูปไข่กลับ “ต้นใหญ่” ลักษณะผล รูปไข่กลับ เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน

“ตะพาบน้ำ” แหล่งที่พบ บางกอกน้อย กทม. ลักษณะผล ทรงกลมแป้น เนื้อหยาบ กลิ่นอ่อน รสมันมากกว่าหวาน “นมสวรรค์” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผล รูปรี เนื้อละเอียด สีเหลือง กลิ่นปานกลาง รสหวานมันพอดี “ฝอยทอง” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผล รูปรี เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี “พวงมณี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ลักษณะผล รูปรีเล็ก เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม เนื้อน้อย กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี

“ยินดี” แหล่งที่พบ จันทบุรี ระยอง อุตรดิตถ์ ลักษณะผล กลมแป้น เนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อน รสหวานมันพอดี ทริปพิเศษ ตะลุยสวนผลไม้ให้อิ่มพุงกาง 1 ปี มีครั้งเดียว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” อาสาพาทัวร์ตะลุยสวน “ชวนชิม & ช็อปผลไม้ จันทบุรี” วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564
ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุ) เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด

คุณสุภารัตน์ คำมุงคุณ หรือ พี่ตุ๊กตา อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 1 ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อดีตพยาบาลสาว ผันตัวเองเป็นเกษตรกร ด้วยความฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และอยากที่จะมีอิสระในการใช้ชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ จึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพนางพยาบาล แล้วผันตนเองมาทำในสิ่งที่ชอบและรัก นั่นคือ งานด้านการเกษตร

พี่ตุ๊กตา เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ตนเริ่มมีความสนใจในอาชีพเกษตรกรรมมาอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงถือโอกาสใช้เวลาว่างหลังจากงานประจำค้นหาและทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เริ่มต้นค้นหาสิ่งที่อยากทำ จากลักษณะนิสัยของตนเอง และให้เหมาะสมกับเวลาที่มีไม่มากนัก จนได้ค้นพบการเพาะเห็ดที่มองแล้วว่าน่าจะตรงกับลักษณะนิสัยของตน และเหมาะกับเงื่อนไขเวลาที่มีอย่างจำกัด จึงได้มีการทดลองเพาะเห็ดตั้งแต่นั้นมา

โดยอาศัยความรู้จากทางอินเตอร์เน็ต ดูในยูทูบ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์หลากหลายที่ จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากเจ้าของร้านขายก้อนเชื้อเห็ดว่า ให้ทดลองทำก้อนเชื้อเห็ดเอง ซึ่งถือว่าเป็นคำแนะนำที่พลิกชีวิต จากจุดเริ่มต้นอยากที่จะทำเพียงเล็กๆ ทำเป็นอาชีพเสริมเพียงเท่านั้น กลับกลายมาเป็นอาชีพหลัก เพราะเมื่อเริ่มมีความคิดที่จะทำเชื้อเห็ดเองแล้ว นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่ทำอยู่เล็กๆ จะต้องเพิ่มขยายใหญ่มากขึ้น เวลาก็ต้องมีมากขึ้น

จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วออกมาทุ่มเทให้กับการเพาะเห็ดอย่างเต็มตัว ใช้เวลาเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ประสบการณ์มีให้เก็บเกี่ยวทุกวัน ปัญหาก็มีให้แก้ทุกวัน อาศัยการสังเกตเรียนรู้ ใช้เวลากว่า 1 ปี กว่าที่จะเริ่มอยู่ตัว สามารถผลิตก้อนเชื้อเห็ดเองได้ และได้ผลผลิตออกมามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด นับเวลามาถึงปัจจุบันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เป็นเวลาร่วม 4 ปีแล้วที่ตนเลือกเดินบนเส้นทางสายเกษตร และเดินอย่างมีสติทุกย่างก้าว เพราะการทำเกษตรสำหรับตนนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่หยุดนิ่ง แต่เป็นอาชีพที่ต้องปรับตัวพลิกแพลงตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของกลไกการตลาด รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ฤดู คุณตุ๊กตา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางสายเกษตรของตนเอง

“จากมือสมัครเล่น สู่มืออาชีพ”
ขยายพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน
สู่ความมั่นคงทางอาหาร
พี่ตุ๊กตา บอกว่า หลังจากที่การเพาะเห็ดเริ่มลงตัว ตนนั้นได้มีการขยับขยายพื้นที่การทำเกษตรเพิ่มขึ้น ในรูปแบบของเกษตรผสมผสาน พยายามปลูกพืชผักที่คนบริโภคกันทุกวัน มีการทำระบบน้ำ ระบบไฟ ครบวงจร จัดสันปันส่วนพื้นที่ โดยแยกเป็นโซน

โซนที่ 1 สำหรับทำโรงเรือนเพาะเห็ด ประมาณ 12 โรงเรือน รวมถึงพื้นที่สำหรับการผลิตก้อนเชื้อ

โซนที่ 2 พื้นที่สำหรับทำเกษตรผสมผสาน จำนวน 3 ไร่ ปลูกทั้งพืชผักผลไม้ไว้กินเอง และแบ่งขาย สร้างรายได้รายวัน รายเดือน โซนที่ 3 พื้นที่ปลูกยางพาราของพ่อกับแม่ ประมาณ 70-80 ไร่ รวมถึงมีการพัฒนาการทำนาแบบสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรเข้ามาช่วยในการผลิต ทดแทนแรงงานคน
โซนที่ 4 อยู่ในขั้นตอนการวางแผนเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมมาลงแปลงปลูก เนื่องจากได้ตระหนักเห็นแล้วว่า อาชีพเป็นเกษตรกร ถ้ามีการวางแผนที่ดี ถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุดในขณะนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมากจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ ทำให้เห็นว่าเรายังไม่อดตาย เพราะเรามีความมั่นคงทางอาหาร ครอบครัวพ่อแม่พี่น้องอิ่มท้อง ผลผลิตที่มีอยู่ก็ขายได้ เพราะคนต้องกินทุกวัน ประกอบกับที่สวนทำเป็นเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ตรงนี้ยิ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้หลายทาง ทั้งตลาดพ่อค้าประจำที่มารับซื้อ และตลาดโรงพยาบาลที่มีความต้องการผักที่ปลอดภัย เมื่อเกิดวิกฤตใดๆ มา ที่สวนจึงยังอยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน

“การเพาะเห็ดไม่ยาก” สำคัญที่การวางแผน
จัดการผลผลิตอย่างไร ให้ออกมาไม่ล้นตลาด
เจ้าของบอกว่า เห็ด นับเป็นพืชผักมหัศจรรย์ มีสรรพคุณเป็นทั้งยาและอาหาร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเกษตรกรมากหน้าหลายตาหันมาเพาะเห็ดเป็นอาชีพกันมากมาย จนเกิดเป็นปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ซึ่งปัญหาดังข้อที่กล่าวมานี้ จะเกิดขึ้นได้ยากมากหากเกษตรกรมีการวางแผนการผลิตที่ดี มีการวิเคราะห์การตลาดก่อน ว่าตลาดแต่ละช่วงเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่าง ที่สวนมีโรงเรือนเพาะเห็ดทั้งหมด 12 โรงเรือน แต่จะไม่เพาะทีเดียวทั้งหมด 12 โรงเรือน ที่สวนจะใช้วิธีการจัดการวางแผนการปลูกเพื่อไม่ให้ผลผลิตออกมาล้นตลาด โดยในช่วงหน้าร้อน จะวางแผนผลิตมากหน่อย เนื่องจากพืชผักที่คนอีสานนิยมบริโภคจะออกน้อยในช่วงนี้ เช่น หน่อไม้ และประกอบกับที่ในช่วงหน้าร้อนทางภาคอีสานจะนิยมจัดงานบุญ และนิยมนำเห็ดไปประกอบอาหาร ส่วนในฤดูอื่นๆ จะเน้นผลิตแค่ให้พอกับความต้องการของตลาด แบ่งผลิต 1 เดือน ทำ 2 รอบ รอบละ 5,000 ก้อน เท่ากับทำเดือนละ 10,000 ก้อน จะไม่ทำให้ตลาดตาย และผลิตตามความสามารถและกำลังของตนเอง ซึ่งในตอนนี้ที่ฟาร์มเน้นเพาะเห็ดนางรมเทาเป็นหลัก ด้วยจุดเด่นตรงที่

ออกดอกง่าย ทน อึด น้ำหนักดี
ไม่ต้องใช้ความชื้นมากเท่าเห็ดนางฟ้า
สามารถเก็บดอกเห็ดได้นาน 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแล
สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

วิธีการเพาะ
โรงเรือน ขนาดความกว้าง 4×10 เมตร วางก้อนเชื้อเห็ดได้ประมาณ 5,000 ก้อน ลักษณะโครงสร้างเป็นไม้ หลังคามุงด้วยพลาสติกสีดำ ล้อมรอบด้วยซาแรนเพื่อการระบายความร้อนและถ่ายเทอากาศได้ดี เน้นทำในพื้นที่สวนยางพารา เพราะมีความร่มรื่นชุ่มชื้นอยู่ตลอด เนื่องจากเห็ดสกุลนางรม เป็นเห็ดกลุ่มที่ชอบเย็นมากกว่าร้อน

ระบบน้ำในโรงเรือน เป็นมินิสปริงเกลอร์แบบหัวพ่นฝอย ประหยัดเวลาและง่ายต่อการจัดการดูแล
การดูแล เห็ดนางรมเทา เป็นเห็ดที่ดูแลง่าย ใช้เวลาบ่มเชื้อจนถึงออกดอกให้เก็บผลผลิต ประมาณ 1 เดือน การดูแลรดน้ำคำนึงถึงสภาพอากาศเป็นหลัก ถ้าวันไหนอากาศเย็น มีความชื้นอยู่แล้วจะเปิดรดน้ำแค่วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แต่ถ้าวันไหนอากาศร้อน จะรดน้ำวันละ 3 ครั้ง เช้า-เที่ยง-เย็น เปิดรดเพียง 3-5 นาที
การป้องกันดูแลแมลงและศัตรูเห็ด ที่สวนมักจะประสบกับมดและแมลง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้รู้แล้วว่าต้องป้องกันด้วยวิธีไหน โดยที่สวนจะใช้วิธีการโรยปูนขาวและเกลือไว้บริเวณรอบๆ โรงเรือน เพื่อป้องกันมด แมลง และหอยทากที่จะเข้ามาทำลายเห็ดที่เพาะไว้

การเก็บผลผลิต เห็ดโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาการพักหน้าก้อน ระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด แต่เห็ดนางรมเทาจะมีความพิเศษตรงที่พอถึงเวลาพักหน้าก้อน ก็ยังมีผลผลิตให้เก็บขายอยู่เรื่อยๆ แต่อาจจะไม่มากเท่าเดิม ต่างจากเห็ดชนิดอื่นๆ ที่เคยเพาะมา ที่เมื่อถึงเวลาพักหน้าก้อน ผลผลิตจะไม่มีออกมาให้เก็บเลย ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบจากเห็ดชนิดอื่นๆ คุ้มค่าต่อการลงทุน และนอกจากนั้นยังสามารถนำก้อนเชื้อเห็ดที่หมดอายุแล้วนำมาใช้ทำเป็นปุ๋ยในสวนยางพารา หรือทำเป็นปุ๋ยปลูกข่าได้อีกด้วย

ผลผลิตต่อรอบ… แล้วแต่ช่วงฤดูกาล โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถสร้างรายได้จากเห็ดได้วันละไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท หรือถ้าในช่วงไหนที่ผลิตเห็ดไม่ทันจริงๆ รายได้ก็จะไม่ต่ำกว่า วันละ 500 บาท ถือเป็นรายได้ที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับการดูแลที่ไม่มาก และยิ่งถ้าหากถึงช่วงเทศกาลสำคัญ รายได้ต่อเดือนจะขึ้นสูง ประมาณ 60,000-70,000 บาท ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 60 บาท อาจมีราคาตกลงบ้างในช่วงหน้าฝน เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเยอะ จะพยายามขายผลผลิตในราคาที่เราอยู่ได้และลูกค้าพอใจ ตลาดเป็นไปได้ด้วยดี มีพ่อค้าประจำมารับถึงที่ และมีตลาดโรงพยาบาลที่ส่งประจำ

ฝากถึงเกษตรกรมือใหม่
ทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ใจต้องรัก
“ฝากถึงมนุษย์เงินเดือนทุกท่านที่อยากจะออกจากงานประจำมาทำเกษตร อันดับแรกเลยคือ ใจต้องรัก และพร้อมที่จะสู้กับอุปสรรคด้วย ถ้าจะมีใจรักอย่างเดียวก็คงทำไม่ได้ เพราะพื้นฐานคนเราไม่เหมือนกัน บางครั้งเราอาจจะมองเห็นคนอื่นทำแล้วดูง่าย ก็อยากจะทำตามเขาบ้าง แต่ชีวิตความเป็นจริงนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด แนะนำว่าให้ทำในสิ่งที่รักและให้คำนึงถึงศักยภาพของตนเองด้วย ว่าทำไหวได้แค่ไหน สู้แดด สู้ร้อน ได้ไหม และสิ่งที่จะทำสามารถให้ผลตอบแทนเราได้ในระยะไหน ถ้าทำในระยะสั้น แนะนำว่าอย่าทำ การทำเกษตรต้องมองไปข้างหน้า ทำให้เลี้ยงเราได้ตลอด แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการเริ่มต้นพัฒนาให้อยู่ในระบบนานสักหน่อย หรือบางท่านเรียนรู้ไว ก็ใช้เวลาไม่นาน เมื่อถึงเวลานั้นก็ให้ระบบที่วางไว้ทำหน้าที่แทนเราไป เรามีหน้าที่เพียงตรวจตราดูความเรียบร้อยเท่านั้น

คุณสุวิทย์ คุณาวุฒิ มีอาชีพทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาปี 2528 ได้เข้ามาซื้อที่ทำสวนมะม่วง จำนวน 35 ไร่ ที่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 9 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากนั้นได้มีการขยายสวนจนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ และเข้าสู่ระบบ GAP ตั้งแต่ พ.ศ. 2547

ที่สวนนี้ปลูกมะม่วงหลายพันธุ์ แต่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 150 ไร่ ส่วนพื้นที่เหลือก็ปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ คละเคล้ากันไป

“ถ้าพูดถึงเรื่องพันธุ์มะม่วง คุณสุวิทย์ บอกว่า ตอนนี้ที่มาแนวหน้า สำหรับตลาดส่งออก ต้องเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ส่วนตลาดภายใน มะม่วงขายตึก” คุณสุวิทย์ กล่าว

ราดสารเมื่อไร
ที่สวนคุณสุวิทย์ จะเริ่มราดสารช่วงเดือนพฤษภาคม ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง ตามลำดับ โดยจะไม่ทำทั้งหมด จะใช้วิธีทยอยทำ โดยตั้งเป้าหมายไว้กี่ไร่ ก็ราดสารเท่านั้น ราดสารตามอัตราที่มีแนะนำและบวกเพิ่มตามสูตรของตัวเองอีกนิดหน่อย

วิธีการใส่ปุ๋ย
คุณสุวิทย์ ได้กล่าวแนะนำการใส่ปุ๋ยว่า “ปุ๋ยจะใส่ไม่เยอะ ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรก ใส่สูตรเสมอ 15-15-15 ถ้าต้นใหญ่ๆ ใส่ไม่เกิน 1 กิโลกรัม ต้นรองลงไปให้ใส่ประมาณครึ่งกิโลกรัม ใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง สูตร 15-5-20 เพราะว่าตัวกลางสวนนี้มีอยู่ค่อนข้างมาก ที่สวนคุณสุวิทย์เป็นที่ดอนไม่ได้รดน้ำ จะใส่ปุ๋ยช่วงหลังจากราดสาร คือให้กินให้อิ่ม แต่ถ้าสวนไหนมีระบบน้ำ ควรใส่ช่วงที่ติดผลผลิตแล้ว”

คุณสุวิทย์ นำดินไปวิเคราะห์ พบว่า แปลงปลูกของเขามีตัวกลางสูง หมายถึง ฟอสฟอรัส พื้นที่ปลูกมะม่วง 250 ไร่ ไม่มีระบบน้ำเลย
อาศัยน้ำฝน เจ้าของให้ปุ๋ยตั้งแต่ก่อนฝนหยุดตก
ได้รับคำแนะนำว่า หลังฝนตกไม่ควรให้ปุ๋ย สำหรับสวนไม่มีระบบน้ำ เพราะต้นไม้นำไปใช้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม คุณสุวิทย์ บอกว่า หากมีระบบน้ำจะได้เปรียบ เพราะหลังเก็บผลผลิต รีบเตรียมต้น ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ผลผลิตจะมีเร็วขึ้น

ผลผลิตมะม่วง 1 ไร่ 1 ตัน
หลังราดสาร มะม่วงเขียวเสวย 60 วัน ถ้ามะม่วงพันธุ์เบา ฟ้าลั่น น้ำดอกไม้ ขายตึก ใช้เวลาประมาณ 45 วัน

ผลผลิตที่ได้ น้ำดอกไม้ ต้นอายุ 20-30 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 200-300 กิโลกรัม

ต้นอายุ 10 ปี ได้ผลผลิต 100-150 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้ว มะม่วง 1 ไร่ ให้ผลผลิต 1 ตัน

ราคามะม่วงน้ำดอกไม้ ถ้าส่งออก จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ถ้าแปลงแรกเก็บผลผลิตช่วงเดือนพฤศจิกายน ช่วงนั้นขายได้กิโลกรัมละ 110 บาท แต่ถ้าช่วงเมษายน ราคาจะเหลือประมาณ 70 บาท เทคนิคผลิตมะม่วงส่งออก
คุณสุวิทย์ พูดถึงการผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกว่า อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของการคุมยา การห่อผลต้องเว้นระยะ มีการจดบันทึกชนิดของสารต้องห้าม สารชนิดใดใช้แล้วตกค้างนานก็ไม่ควรใช้

สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราบางตัวที่ใช้ไม่ได้ การห่อผล
มะม่วงมีอายุประมาณ 50-60 วัน เหมาะแก่การห่อ ห่อเสร็จทิ้งไว้อีก 45 วัน ผลจะโต ยิ่งห่อเล็กเท่าไรผิวยิ่งสวยเนียน

การห่อตั้งแต่มะม่วงผลยังเล็ก มะม่วงจะสลัดลูก เจ้าของต้องเสียเวลาแกะถุงที่ห่อมาห่อลูกใหม่ “ช่อดอกก็สำคัญ ต้องฉีดยาบ่อย ยิ่งถ้าทำนอกฤดูวันสองวันก็ต้องฉีดแล้ว เน้นฆ่าเชื้อรา เพราะดอกจะเน่า ถ้าไม่ฉีด เช่น ฝนตกวันนี้ดึกๆ ผมต้องไปฉีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืน ผลผลิตก็จะติดน้อยลงมา ถ้าปล่อยไว้นานวัน ช่อดอกจะดำเสีย ตัวนี้สำคัญมาก ฉีดเร็วเท่าไรยิ่งดี แล้วก็ต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพด้วย” เจ้าของสวนพูดถึงการดูแลที่สำคัญมาก

มะม่วงน่าปลูกอย่างไร
และปลูกอย่างไรถึงจะขายได้
คุณสุวิทย์ ยืนยันว่า มะม่วงยังเป็นไม้ผลที่น่าปลูกอยู่ แต่เน้นว่าต้องเป็นคนที่สนใจจริงๆ ถ้าจะให้ดีต้องมีกลุ่มไว้ปรึกษาหารือในเรื่องของปัญหา หรือมีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน

“ตลาดมะม่วงยังไปได้อีกไกล ตอนนี้ผลผลิตไม่พอกับความต้องการ ราคามะม่วงค่อนข้างสูงอยู่ มะม่วงถือว่ายังเป็นพืชที่น่าสนใจ” คุณสุวิทย์ กล่าว คุณนงนารถ ห่วงเจริญ อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 2 ตำบลบางตลาด อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรทำสวน เธอเรียนจบจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีฉะเชิงเทรา

คุณนงนารถ เล่าว่า ตนเองทำเกษตรในพื้นที่ 50 ไร่ เพื่อจำหน่ายผลผลิตและต้นพันธุ์มะพร้าว…อย่างอื่นมีปลูกมะม่วง มะพร้าวที่ปลูกในเขตอำเภอบางคล้ามีชื่อเสียงมากทางด้านรสชาติ เพราะหวานกลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่ชัดเจน แต่นานๆ ไป มีการผสมข้าม จึงเกิดการกลายพันธุ์ โดยที่กลิ่นหอมมีน้อยลง

จากประสบการณ์ของคุณนงนารถ หลังจากเพาะมะพร้าวจนต้นและรากงอกแล้วดูที่ราก สามารถระบุได้ว่า ผลไหนหากนำไปปลูกแล้วได้รสชาติหวานและมีกลิ่นหอมด้วย “ที่สวน มีมะพร้าว 1,200 ต้น…เมื่อเราเพาะ มีรากออกมา หากไส้ในของรากมีสีชมพูออกแดง หมวกรากสีชมพู ใช้มือขยี้ดู มีกลิ่นหอม เมื่อนำไปปลูก ผลผลิตที่ได้มีกลิ่นหอมมากและหวาน…ส่วนผลมะพร้าวที่เพาะแล้วไส้ในรากสีขาว หมวกรากสีเหลือง เมื่อนำไปปลูกได้ผลผลิตหวานจริง แต่กลิ่นหอมน้อย” คุณนงนารถ อธิบาย

ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา กระแสการรักสุขภาพเป็นเรื่องที่คนไทยให้ความสนใจและหันมาตื่นตัวดำเนินชีวิตใหม่ ปรับวิธีการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ที่ย่อยง่าย สินค้าขายดีติดลมบน และขายได้ราคาสูง คือ พืชผักที่ปลูกดูแลในระบบเกษตรปลอดภัย พืชผักอินทรีย์ รวมทั้งพืชผักสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักโมโรเฮยะ มีคุณค่าสารอาหารสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก

“ฮาร์โมนี่ ไลฟ์ ออร์แกนิค ฟาร์ม” ซึ่งเป็นฟาร์มผักปลอดสารพิษใกล้บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้นำเข้าเมล็ดผักโมโรเฮยะมาจากประเทศอียิปต์ ในราคา ก.ก. ละ 10,000 บาท ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมี ปลูกผักโมโรเฮยะส่งขายทั้งในประเทศและส่งออก โกยรายได้กว่าปีละ 100 ล้านบาททีเดียว

รู้จัก “ผักโมโรเฮยะ”

ผักโมโรเฮยะ ได้ชื่อว่า เป็นผักของพระราชา เสือมังกรออนไลน์ ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ เนื่องจากเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยรวมอยู่มาก โดยเฉพาะ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี2 และเป็นผักที่มีเส้นใยอาหารรวมอยู่มาก ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคผักโมโรเฮยะกันอย่างแพร่หลาย โดยนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เช่น ซุปผัก หรือนำผักมาบดเป็นผง เพื่อเป็นวัตถุดิบปรุงแต่งในอาหาร เช่น บะหมี่ผักโมโรเฮยะ คุกกี้ ขนมปัง ฯลฯ

มองดูผิวเผิน ต้นโมโรเฮยะ ก็มีลักษณะคล้ายกับต้นกะเพรา แต่ความจริงแล้ว พืชชนิดนี้ อยู่ในกลุ่มเดียวกับต้นปอกระเจา โดยทั่วไปต้นปอกระเจาสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ทั้งชนิดฝักกลมและฝักยาว ปอกระเจาฝักกลมมีรสขม ต้องลวกน้ำเกลือก่อนนำไปผัดกับกระเทียม สำหรับผักโมโรเฮยะ เป็นพันธุ์ “ปอกระเจาฝักยาว” นั่นเอง ปอชนิดนี้นิยมนำยอดอ่อนมาประกอบอาหารเพราะใบมีรสหวาน

ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ได้เคยศึกษาการผลิตผักโมโรเฮยะในจังหวัดขอนแก่น พบว่า ผักโมโรเฮยะ เป็นพืชในตระกูลปอกระเจากินใบ มีลักษณะคล้ายปอกระเจาฝักขาว แต่มีขนาดใบ ดอก และเมล็ดเล็กว่าพันธุ์ปอกระเจา ที่ปลูกทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผักโมโรเฮยะ เหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักสวนครัว ฤดูปลูกที่เหมาะสมตั้งแต่เดือนเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ถ้าปลูกก่อนหรือหลังช่วงนี้ ต้นปอจะมีการเจริญเติบโตทางลำต้นน้อย ออกดอกเร็ว ใบเล็ก และจะให้ผลผลิตต่ำ ปอชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายจนถึงดินร่วนเหนียว วิธีการปลูกเหมือนกับการปลูกปอกระเจาพันธุ์อื่น คือปลูกเป็นหลุม มีระยะปลูก 30×30 เซนติเมตร แต่ละหลุมมี 3-5 ต้น หลังจากเมล็ดงอกภายใน 2 สัปดาห์

ลักษณะทั่วไปของผักโมโรเฮยะคือ ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร แตกกิ่งมาก ไม่มีหนาม ใบสีเขียว ยาวรีคล้ายใบกะเพรา ออกดอกเมื่ออายุ 70-80 วัน เจริญเติบโตเร็วและแตกกิ่งมากกว่าปอกระเจาพันธุ์อื่น โดยเฉพาะในดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ผักโมโรเฮยะถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ เพราะสารอาหารประเภทเบต้าแคโรทีนมากกว่าผักโขมถึง 3 เท่า ช่วยชะลอความชรา มีสารต่อต้านมะเร็ง แก้โรคเบาหวาน แก้ท้องผูก รักษาโรคกระเพาะลำไส้ ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ โรคโลหิตจาง บรรเทาอาการอ่อนเพลีย และช่วยบำรุงผิวพรรณ