แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเจ้าของ ไร่องุ่นคุณนนท์@เขาค้อ

เขาเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมทีครอบครัวทำฟาร์มปศุสัตว์ หลังจากคุณอาทิตย์เข้ามาสืบทอดกิจการจากคุณพ่อ ก็พัฒนาหันมาทำธุรกิจเกษตรไร้สารพิษหรือเกษตรอินทรีย์ บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ คุณอาทิตย์ตั้งใจพัฒนาไร่แห่งนี้ตามศาสตร์พระราชา ปรัชญาพ่อ เปลี่ยนวิธีคิด ติดอาวุธให้กับคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามรอยพ่อ ที่นี่ปลูกผักออร์แกนิกและไม้ผลเมืองหนาวตามฤดูกาล เช่น แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ สตรอเบอรี่ เสาวรส องุ่น ส้มสายน้ำผึ้ง อะโวกาโด และปลูกต้นกัญชา ฯลฯ

นักท่องเที่ยวสามารถเดินลัดเลาะไปยังโรงเรือนปลูกองุ่น ไม้ผล พืชผักต่างๆ ได้แบบตามสบาย ที่นี่ตัดผลไม้สดใหม่จากต้น สู่เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ องุ่น เสาวรส ฯลฯ บอกเลยอร่อยมากๆ ทุกเมนู สำหรับคนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ ที่นี่มีทุ่งดอกไม้หลากสีสัน และมุมนั่งเล่นต่างๆ ไว้ให้พักผ่อนหลายจุด เลือกมุมสวนสวยเลือกถ่ายภาพกันได้อย่างจุใจเลยทีเดียว

“ความสุขของเราคือ การได้สร้างรอยยิ้มให้กับผู้มาเยือนไร่คุณนนท์ ศูนย์การเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้ ให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้อย่างแท้จริงสำหรับเกษตรกรยุคใหม่ ไร่ของเรามีพันธุ์ราสป์เบอร์รี่ และพันธุ์องุ่นพร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจทุกท่านพร้อมแนะนำวิธีปลูกให้ด้วย หากใครสนใจเรื่องเกษตรมาเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว ก็เชิญได้นะครับ ไร่คุณนนท์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านเขาย่า ตำบลสะเดาะพง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เบอร์ติดต่อ โทร. 088-272-1443 ทางไร่ยินดีให้คำแนะนำทุกเรื่องที่เรารู้ หรือติดตามเพจ ไร่องุ่นคุณนนท์@เขาค้อ ได้เลยครับ” คุณอาทิตย์ กล่าว

ปลูกองุ่นหลากสายพันธุ์

คุณอาทิตย์ บอกว่า ไร่แห่งนี้ปลูกองุ่นหลายสายพันธุ์ เป็นรายได้หลัก ไร่คุณนนท์ปลูกองุ่นในโรงเรือนพลาสติก ขนาด 6×50 เมตร ข้อดีคือ ช่วยลดการเกิดโรคราน้ำค้างและแอนแทรกโนสได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช ที่สำคัญยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีกว่าการปลูกกลางแจ้งอีกด้วย

หากนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโรงเรือนปลูกองุ่นได้อย่างเพลิดเพลิน เช่น องุ่นพันธุ์เรดโกลบี (Red Globe) เป็นองุ่นที่มีสีชมพูเข้มหรือสีแดง ให้ผลผลิตสูง องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์เฟรมซีดเลส (Flame Seedless) ผลทรงกลมรี ขนาดปานกลาง สีแดง หวาน กรอบ เนื้อแน่น มีกลิ่นหอม วงช่อยาวปานกลาง องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แบล็คโอปอ (Black Opal) ผลสีม่วงดำ หวาน กรอบ เนื้อแน่น วัดเป็นเปอร์เซ็นต์ความหวานของผลองุ่นได้ถึง 18-24 บริกซ์

องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์มายฮาร์ท (My Heart) องุ่นหวาน กรอบ รูปหัวใจสีแดง ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นที่ปลูกในจังหวัดยามานาชิ และองุ่นญี่ปุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” (Shine Muscat) ผลกลมใหญ่ ผลสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่น กรอบ สำหรับองุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” เจริญเติบโตดีในสภาพอากาศเมืองไทย ออกดอกติดผลได้ แถมมีอายุเก็บเกี่ยวเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่น คือประมาณ 70 วัน หลังดอกบานเต็มที่

องุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” มีเมล็ดตามธรรมชาติ แต่คุณอาทิตย์ได้เรียนรู้เทคนิคที่จะทำองุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” ไม่มีเมล็ด โดยใช้กรดจิบเบอเรลลิก (GA3) และ CPPU การตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มคุณภาพทางด้านกายภาพของผล เช่น สีผิวสวยงามสม่ำเสมอ ไม่กร้าน ขนาดผลใหญ่ขึ้น ไม่มีเมล็ด และช่อใหญ่ รสชาติหวาน

“แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่” ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

นักท่องเที่ยวหลายคนสนใจถ่ายรูปกับแบล็คเบอร์รี่ (Blackberry) และราสป์เบอร์รี่ (Raspberry) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ (Signature) ของไร่แห่งนี้ ผลไม้ทั้งสองชนิดอยู่ในตระกูลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ถูกใจคนรักสุขภาพ คุณอาทิตย์เก็บผลแบล็คเบอร์รี่และราสป์เบอร์รี่สดๆ จากต้นมาปั่นเป็นเครื่องดื่มจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ รสชาติอร่อยมาก ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ดีต่อสุขภาพจริงๆ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นแบล็คเบอร์รี่เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีลักษณะเลื้อยตามพื้นดิน ที่นี่สร้างโรงเรือนจากโครงสร้างเหล็ก คลุมด้วยพลาสติก ปลูกแบล็คเบอร์รี่และราสป์เบอร์รี่ภายในโรงเรือน พร้อมทำค้างสำหรับปลูกเป็นแถวเป็นแนวเพื่อให้สะดวกต่อการดูแลจัดการ โดยทั่วไป ต้นแบล็คเบอร์รี่จะให้ผลผลิตหลังปลูก 3-4 เดือน

ต้นแบล็คเบอร์รี่สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่เติบโตดีและให้ผลดกเมื่อปลูกในแหล่งดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำได้ดี และได้รับแสงแดดเพียงพอ ส่วนการให้น้ำ แค่รดน้ำให้ดินชุ่มก็เพียงพอแล้ว ต้นแบล็คเบอร์รี่แตกกิ่งก้านออกมาเป็นพุ่ม ติดผลเดี่ยว อยู่เป็นพวง โดยผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน ผลแก่สีแดง เมื่อผลเริ่มสุกเป็นสีม่วงเข้มหรือสีดำ มีเนื้อเป็นสีดำอมแดง ชุ่มฉ่ำ มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว มีวิตามินซีสูง มีกากใยอาหารช่วยในการขับถ่าย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็ง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ส่วนราสป์เบอร์รี่เป็นไม้ผลขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 2 เมตร จัดอยู่ในกลุ่มไม้ผลเมืองหนาว แต่เจริญเติบโตได้ในสภาพอากาศอำเภอเขาค้อ ให้ผลผลิตต่อเนื่องทั้งปี โดยให้ผลดกสุดในช่วงฤดูหนาว ไร่แห่งนี้ปลูกราสป์เบอร์รี่ในโรงเรือน ใช้วัสดุปลูกที่โปร่งร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี รดน้ำแค่ดินชุ่ม ที่นี่ปลูกราสป์เบอร์รี่ผลสีแดง สีเหลือง ราสป์เบอร์รี่เป็นหนึ่งในไม้ผลยอดนิยมของกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะมีวิตามินซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ เส้นใยอาหารสูง และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย จึงนิยมรับประทานผลสดบำรุงสุขภาพ นำไปทำขนมหวาน ไอศกรีม

หนุ่มพนักงานเอกชนเมืองกรุง หารายได้เสริมด้วยการปลูกมะนาวพันธุ์ตาฮิติ ผลใหญ่ ไร้เมล็ด สวนกระแสภัยแล้งสร้างรายได้เฉลี่ย 6-7 หมื่นบาท ต่อเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนมะนาวบางกระทุ่ม เลขที่ 79/1 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เขียวชอุ่มไปด้วยต้นมะนาวพันธุ์ตาฮิติ กว่า 1,200 ต้น โดยมี นาย กฤษณะ คำเวียง อายุ 35 ปี และภรรยา คือ นางจรัญญา กาญจนะ อายุ 35 ปี เจ้าของสวนกำลังกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการจัดกิ่งตอนมะนาวส่งลูกค้า ตามออเดอร์ที่เข้ามาแบบรัวๆ ต่อเดือนขายกิ่งพันธุ์ได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 กิ่ง ส่วนผลมะนาวไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม ต่อเดือน เรียกได้ว่า จัดส่งกันแทบไม่ทัน สร้างรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 60,000-70,000 บาท

นายกฤษณะ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังถึงที่มาที่ไปก่อนจะลงตัวที่สวนมะนาวว่า ตัวเองเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตนอยากมีรายได้เสริม จึงลงตัวที่การทำสวนมะนาวเพราะชอบความหอมของกลิ่นมะนาวสมัยเด็กๆ ที่แม่ทำกับข้าว ประกอบกับเวลาหน้าแล้งที่ไร ราคามะนาวพุ่งสูงมาก จึงเริ่มคุยกับภรรยา ใช้ที่นาของครอบครัว 10 ไร่ เริ่มลงมะนาวพันธุ์แป้นต่างๆ ก็เรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็ไม่ละความพยายาม เปลี่ยนสายพันธุ์มาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึงได้ไปซื้อมะนาวแป้น แต่เค้าแถมมะนาวพันธุ์ตาฮิติมาด้วย ตนก็เลยลงไว้คู่กัน และคอยดูแลเหมือนๆ กัน

แต่เวลาผ่านไปปรากฏว่าต้นมะนาวตาฮิติ ดูแข็งแรงกว่า โตไวกว่า ลำต้นใหญ่กว่า มะนาวแป้นที่ปลูกไว้คู่กัน จนกระทั่งมะนาวทั้ง 2 ต้นออกผล ยิ่งเห็นถึงความแตกต่าง เพราะมะนาวตาฮิติ ผลใหญ่ ดก ที่สำคัญผิวบางมาก ไร้เมล็ด น้ำเยอะ และกลิ่นหอม ตอนนั้นดีใจมากที่คิดว่ามาถูกทางแล้ว ตนจึงโละสวนมะนาวทั้งหมด แล้วลงมะนาวพันธุ์ตาฮิติเมื่อปี 2558 และดูแลแบบไม่ใช้สารเคมีเลย ก็พบว่าต้นมะนาวแข็งแรงมาก ทนแล้ง ทนต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคแคงเกอร์ ที่ชาวสวนมะนาวจะรู้จักกันดีเพราะเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อต้นมะนาวเป็นอย่างมาก ซึ่งมะนาวพันธุ์นี้ไม่เป็น

นายกฤษณะ เล่าต่อว่า ตอนนี้มีต้นมะนาวประมาณ 1,200 ต้น บนพื้นที่ 10 ไร่ เริ่มให้ผลผลิตเมื่อช่วงปี 2561 เป็นล็อตแรก ตอนนั้นตลาดก็ยังไม่นิยมมะนาวพันธุ์นี้ ตนต้องยอมขาย ยอมแจกฟรี ให้ชาวบ้านไปชิม พอทุกคนได้ชิมก็ติดใจ ตนก็อาศัยโซเชียลมีเดีย เปิดเพจสวนมะนาวบางกระทุ่ม ช่วยโพสต์ขายจนตอนนี้เรียกได้ว่า ทั้งขายกิ่งพันธุ์มะนาว ทั้งผลมะนาว ทำไม่ทันตามออเดอร์ที่สั่งกันเข้ามาเลยทีเดียว โดยเฉพาะกิ่งตอนของตนจะมีเคล็ดลับในการคัดเลือกกิ่ง และมีวิธีที่จะทำให้รากออกมากทำให้โอกาสที่ปลูกรอดเมื่อลงดินสูงถึง 95-99% เลยทีเดียว

ราคาขายก็เพียงกิ่งละ 40 บาท จัดส่งได้ทั่วประเทศ ส่วนราคาผลมะนาวก็ขึ้นอยู่ฤดู อย่างช่วงแล้ง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคาพุ่งสูงถึง กิโลกรัมละ 120-150 บาท (10 ลูก ต่อ 1 กิโลกรัม) ส่วนช่วงนี้ก็เป็นหน้ามะนาวราคาก็จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ติดต่อมาจองไว้ โดยเฉพาะแม่ค้าส้มตำจะชื่นชอบมาก เพราะผลใหญ่ น้ำเยอะ ลูกสวย ไม่มีเมล็ด เรียกได้ว่ารายได้จากการจำหน่ายมะนาวนั้นแทบจะกลายเป็นรายได้หลักของครอบครัวไปแล้วก็ว่าได้

สำหรับท่านใดสนใจการปลูกมะนาวพันธุ์ตาฮิติไว้เป็นรายได้เสริมเหมือนตน หรืออยากจะได้กิ่งพันธุ์ เรียนรู้เคล็ดลับที่ไม่ลับในวิธีการปลูก ปลูกยังไงให้มะนาวอยู่รอด หรืออยากจะสั่งผลมะนาวก็สามารถติดต่อได้ที่สวนมะนาวบางกระทุ่ม เส้นทางวิ่งทางลัดไป อำเภอบางกระทุ่ม จนถึงแยกวังน้ำคู้ เลี้ยวซ้ายไปสักประมาณ 3 กิโลเมตร สวนจะอยู่ตรงโค้งหักศอกพอดี สอบถามเส้นทาง โทร. 091-863-4924, 081-605-0595

นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ชัยนาท (สศท.7) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานีเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้จังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองทั้งจังหวัดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวม 712 ราย พื้นที่ปลูกรวม 11,098 ไร่ โดยกล้วยหอมทองของจังหวัดปทุมธานีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ ผลใหญ่ยาว เปลือกบาง ผิวนวล เนื้อเหนียวแน่น ผลดิบจะมีสีเขียวนวล เมื่อสุกจะมีสีทองนวล รสชาติหวานหอม จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้งามให้แก่เกษตรกร

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า นับเป็นกลุ่มที่มีการวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และเป็นการผลิตแบบอินทรีย์ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ มาตรฐาน ตรงกับความต้องการตลาด ซึ่งทางกลุ่มเริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2558 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวม 1,500 ไร่ มีเกษตรกรสมาชิก 30 ราย โดยมี นายนุกุล นามปราศัย เป็นประธานแปลงใหญ่

การผลิตของกลุ่ม ปี 2565 พบว่า เกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกตั้งแต่ 10 ไร่ ไปจนถึง 100 ไร่ โดยในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 300 ต้น มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 30,000 บาท/ไร่/ปี ระยะเวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 7-8 เดือน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,365 กิโลกรัม/ไร่/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 44,200 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 14,200 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ หากคิดเป็นผลตอบแทนของทั้งกลุ่มจะได้กำไร 21,300,000 บาท/ปี

ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งปี 2565 (ราคา ณ ไร่นา) โดยจำหน่ายแบบเครือ แบ่งเป็น 2 เกรด คือ กล้วยที่ได้เกรด (น้ำหนัก 8-9 กิโลกรัม/เครือ หรือ ประมาณ 6-7 หวี/เครือ) ราคาอยู่ที่ 150-200 บาท/เครือ และกล้วยตกเกรด (น้อยกว่า 6 หวี/เครือ) จะขายเหมารวม 3 เครือ ราคาอยู่ที่ 150-200 บาท ส่วนถ้าเป็นช่วงเทศกาล ราคาอยู่ที่เครือละ 300 บาท ซึ่งจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม ทำให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน ประกอบกับกลุ่มมีการวางแผนการผลิตให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันผลผลิตกล้วยหอมของกลุ่มมีตลาดจำหน่ายภายในประเทศได้ทั้งหมด โดยผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 จำหน่ายให้พ่อค้าผู้รวบรวม ซึ่งจะเข้ามารับซื้อผลผลิตทุกสัปดาห์ ส่วนผลผลิต ร้อยละ 30 ส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าผู้รวบรวมเพื่อส่งต่อให้กับตลาด Modern Trade และ Seven Eleven

หากท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้างอาชีพ เสริมรายได้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายนุกุล นามปราศัย โทร. 090-116-1114 ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่าน

สมสี อุ่นคำ พลิกชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง คว้ารางวัล ชาวไร่อ้อยดีเด่น ปี 2561

คุณสมสี อุ่นคำ เกษตรกรชาวไร่อ้อย ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี วัย 60 ปี เริ่มทำไร่ตั้งแต่ปี 2536 ประมาณ 24 ไร่ และค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยโดยเช่าพื้นที่เพิ่ม จนปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกอ้อย 250 ไร่ ส่งอ้อยให้กับโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง กลุ่มวังขนาย

ปลูกอ้อยสมัยก่อนกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร

“ตอนผมเริ่มปลูกอ้อยเมื่อปี 2536 เป็นการปลูกแบบใช้แรงงานคน จ้างคนปลูกทุกขั้นตอนจนถึงช่วงตัดอ้อย เงินที่มีก็หมดไปกับการจ่ายค่าแรงคนงาน ผลผลิตก็ไม่ค่อยดี ได้ประมาณ 8-9 ตัน ต่อไร่ จึงพยายามหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อลดต้นทุน เริ่มจากใช้รถไถเดินตาม เพื่อเปิดร่องอ้อย รถไถเล็ก B 24 ใช้ปั่นดิน และรถไถใหญ่ ใช้ปลูกอ้อย คีบอ้อย เพิ่งซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีรถบรรทุกอีก 2 คัน ไว้บรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงาน การให้น้ำอ้อย จะใช้ระบบน้ำหยด โดยขุดบ่อน้ำบาดาลเอง 6 บ่อ หลังจากที่นำเครื่องจักรมาช่วยปลูกอ้อย ลดการใช้แรงงาน ต้นทุนก็ถูกลง ผลผลิตก็ได้มากขึ้นเป็น 11-12 ตัน ต่อไร่”

ปัญหาในการปลูกอ้อยมีอะไรบ้าง

หลายคนคิดว่าการปลูกอ้อยมันง่าย ปลูกแล้วก็ไม่ต้องดูแลก็ได้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลยครับ ปัญหาของการปลูกอ้อยคือ ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ดูแล มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมต้องเป็นหนี้มากมาย เพราะผมติดการพนัน ติดเหล้า ไม่สนใจดูแลไร่อ้อย ปล่อยให้คนงานทำ ผลผลิตก็ไม่ค่อยดี จึงทำให้รายได้ไม่พอจ่ายค่าคนงาน ค่าผ่อนอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ กลายเป็นหนี้สินจำนวนมาก

พลิกชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร somosche.com วันหนึ่งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ผมนั่งดูโทรทัศน์ ได้ฟังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านพูดถึงการทำเศรษฐกิจพอเพียง คนเราจะมีความสุขในชีวิต ต้องทำตามเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชสวนผสม ทำยังไงจะให้มีรายได้เข้าบ้านทุกวัน เมื่อผมฟังพระองค์ท่านจบ ผมก็พูดกับภรรยาว่า ผมจะทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 บอก จะทำเศรษฐกิจพอเพียง ภรรยาผมยังห้ามผมว่า อย่าทำเลยไม่สำเร็จหรอก แต่ผมคิดว่า มันต้องสำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านคงไม่บอกให้ประชาชนทำแน่นอน

ผมจึงตัดสินใจไปตลาด ไปซื้อเมล็ดมะเขือเปราะ ผักบุ้ง พริกขี้หนู และถั่วฝักยาว มาปลูก พร้อมๆ กับการหักดิบเลิกกินเหล้าและเลิกเล่นการพนันอย่างเด็ดขาด ในระยะเวลา 2 ปี ผมตั้งหน้าตั้งตากับการปลูกผัก ปลูกผลไม้ และการดูแลไร่อ้อยอย่างจริงจัง จนตอนนี้ ผมชำระหนี้หมดแล้ว เพราะผมเลิกกินเหล้า เลิกเล่นการพนัน ทำให้ผมมีเงินเหลือ และพอทำเศรษฐกิจพอเพียง ผมมีรายได้จากการขายผัก ผลไม้ ทุกวัน ผมคิดเสมอว่า ผมต้องมีรายได้เข้าบ้านวันละ 100 บาท วันนี้ผมกล้าพูดได้ว่า ผมเป็นหนี้มาหลายปี แต่ผมใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้ได้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

การดำเนินชีวิตประจำวันตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ผมเล่าให้ใครฟังถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ เขาหาว่าผมบ้า คนอะไรจะทำได้ถึงขนาดนี้ ผมทำจริงๆ ครับ ทำมาแบบนี้ 2 ปีแล้ว มาดูผมที่บ้านได้ครับ ผมตื่นตี 3 นอน 5 ทุ่ม เริ่มตั้งแต่ เก็บผักบุ้ง ถั่วฝักยาว พอถึง 6 โมงเช้า ก็ไปขับรถส่งนักเรียน หลังจากนั้นก็มาเก็บบวบ ถอนหัวหอมแดง พอตอนบ่าย 3 ก็ไปขับรถรับนักเรียน กินข้าวเย็น ดูข่าว แล้วก็เข้าไร่ตอน 1 ทุ่ม เพื่อดูแลถั่วฝักยาว เก็บหญ้าที่ขึ้นรกในไร่ ในสวน จนถึงห้าทุ่ม แล้วเข้านอน ชีวิตประจำวันเป็นแบบนี้ทุกวัน ผมไปไหนไม่ได้จริงๆ เพราะต้องดูแลพืชผักสวนครัว

ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก

เหลือขายเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว

ผมปลูกทุกอย่างที่กินได้ และเหลือก็ขาย จะมีคนมารับซื้อถึงบ้าน ผักและผลไม้ที่ปลูกไม่ได้ใช้สารเคมี เพราะทำปุ๋ยหมักเอง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่ปลูกพืชผักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีผักสวนครัว ได้แก่ ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง โหระพา กะเพรา มะนาว หัวหอม กระเทียม ผลไม้ที่ปลูก ได้แก่ ลองกอง มะยงชิด ทุเรียน มะปราง ส้มโอ ส้มโชกุน ขนุน น้อยหน่า กระท้อน เงาะ มังคุด ละมุด กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า องุ่น มะละกอ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ เป็ด ปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน อีกด้วย

วันแรกที่ผมเก็บมะเขือเปราะขายได้เงิน ผมดีใจมากครับ เริ่มจากได้ 40 บาท วันต่อมาเพิ่มเป็น 100 บาท 200 บาท สูงสุดเคยได้ถึงวันละ 1,000 บาท เลยครับ และผมก็จะเก็บวันละ 100 บาท เหมือนเป็นการออมไว้ และทยอยใช้หนี้สินไปเรื่อยๆ จนหมดหนี้แล้วครับ