แหล่งน้ำจะมี 2 รูปแบบ คือ แบบแรกจะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ

และแบบที่ 2 จะเป็นน้ำบาดาล ในส่วนของแหล่งน้ำจะมีข้อจำกัดคือ ถ้าเป็นน้ำบาดาลค่อนข้างจะใช้ต้นทุนสูงหน่อย ทางที่ดีผมแนะนำให้ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ จะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนได้มากว่า สำหรับไร่ของเราใช้แหล่งน้ำทั้ง 2 รูปแบบ เมื่อให้น้ำแล้วจะอยู่ได้ประมาณเดือนครึ่ง ซึ่งการศึกษาในส่วนนี้จะทำให้เรามีความเข้าใจในการทำไร่อ้อยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิตอีกด้วยครับ

มีการใช้ปุ๋ยบำรุงอ้อย?

-อ้อยของไร่เราจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการบำรุงดูแลรักษา เพราะปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยรักษาสภาพดิน และช่วยประหยัดลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี ส่วนการใส่ปุ๋ยบำรุงต้นอ้อยนั้น ใส่แค่ 2 ครั้งก็พอแล้ว โดยจะใส่รอบแรกตอนปลูก และรอบที่ 2 ในช่วงประมาณ 40 กว่าวันครับ

มีการส่งผลผลิตอ้อยให้กับกลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผล?

-ใช่ครับ เราส่งให้กับกลุ่มโรงงานมิตรผลด้วย เริ่มแรกคือการทำไร่อ้อยจะต้องไปจดทะเบียนชาวไร่อ้อยก่อน จากนั้นโรงงานน้ำตาลมิตรผลจะเปิดโควตาให้ไปจดสัญญากับโรงงาน แต่เราต้องบอกก่อนว่าเราไปโรงงานหลายที่ สุดท้ายมาจบที่มิตรผล เพราะเขาให้ข้อมูลทางวิชาการเราเยอะกว่าที่อื่น ซึ่งสัญญาที่เราทำกับทางโรงงานจะเป็นลักษณะปีต่อปี โดยทางโรงงานจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจงาน คือ แต่ละไร่จะมีไอดีแปลง ซึ่งทางโรงงานใช้ GPS ในการตรวจจับ ฉะนั้นทางโรงงานจะสามารถรู้ได้ตลอดเวลาว่าเราตัดอ้อยเมื่อไหร่ หรือมีไร่ไหนแอบขายอ้อยบ้าง

มีเทคโนโลยีตัวใหม่เข้ามาช่วยในเรื่องของการตัดอ้อย?

-เป็นรถตัดอ้อย Austoft7000 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีและเป็นตัวแรกๆในไทยเลยก็ว่าได้ที่เรานำเข้ามา ช่วยลดแรงงานลงไปได้เยอะ อีกทั้งยังสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

อุปสรรคในการทำงาน?

-ปัญหาหลักๆ เลย คือ เรื่องของแรงงาน ตอนนี้แรงงานที่มีอยู่มีประมาณ 20 คน และมีคนต่างด้าวด้วย แต่ถูกกฎหมายนะ (หัวเราะ) เพราะเราเดินเรื่องแรงงานต่างด้าวผ่าน MOU และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือการขนส่ง เพราะการขนส่งมีข้อจำกัด จึงทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นตรงส่วนนี้

หลักที่ใช้ในการทำงาน?

-การทำงานทุกวันนี้ ผมใช้ระบบไอรอนแมน คือ ทุกเช้าเราจะมีการประชุมกับหัวหน้าทีม แล้วให้เขาไปกระจายงานต่อครับ

อยากให้ฝากอะไรถึงเด็กรุ่นใหม่ที่คิดจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

-อย่างที่บอกไปตอนแรก คือ เราต้องมีใจรักกับสิ่งที่เราจะทำก่อน จากนั้นวางเป้าหมาย วางแผน และสิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำ เพราะหากคิดแต่ไม่ลงมือทำ ย่อมไม่ทางเกิดผลสำเร็จอย่างแน่นอน

การออกเดินทางท่องเที่ยวถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่บางครั้งทำให้ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมกัน ตัวอย่างการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านบุ่งสิบสี่ ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ที่ชาวบ้านทุกคนพร้อมใจกันมาบริหารจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเองโดยมีกิจกรรมบริการนักท่องเที่ยวที่หลากหลายและให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนด้วยน้ำใจ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความประทับใจของผู้มาเยือนอย่างมิรู้ลืม

นายอัครวิทย์ หมื่นกุล ผู้ดำเนินงานโครงการศึกษาและพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่และโครงการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านบุ่งสิบสี่ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตรลำน้ำพรม หรือในนาม อาจารย์จัมโบ้ ที่ชาวบ้านทุกคนคุ้นเคย เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิ ได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพได้มาตรฐานโดยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรและท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล

“โครงการนี้เป็นโครงการของเกษตรสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิและได้งบประมาณของจังหวัดชัยภูมิมาทำเรื่องท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้นโยบายประชารัฐและได้ร่วมกันออกแบบโครงการโดยการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านในชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการในพื้นที่บ้านบุ่งสิบสี่ เนื่องจากมีจุดเด่น คือ เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว(ทุ่งกระมัง)และมีการดำเนินโครงการซึ่งเกี่ยวข้องเรื่องคนกับป่า อยู่กันยั่งยืนมาแล้วหลายโครงการด้วยกัน อีกทั้งยังมีภูมิประเทศที่สวยงามเหมาะสมที่จะส่งเสริมเรื่องท่องเที่ยวและจุดเด่นที่สำคัญของที่นี่ คือ เป็นแหล่งปลูกส้มโอขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่ ”

นายอัครวิทย์ กล่าวกว่า ส้มโอที่บ้านบุ่งสิบสี่ เป็นแหล่งปลูกพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุไม่น้อยกว่า 150 ปี ทำให้มีตำนานส้มโอแลกข้าวเกิดขึ้นเนื่องจากในอดีตพื้นที่ทำนาไม่ให้ผลผลิตที่เพียงพออาจเป็นเพราะภูมิประเทศไม่เหมาะกับการทำนาทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกส้มโอและเมื่อได้ผลผลิตที่ดีจึงนำส้มโอไปแลกข้าวอันเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและงดงาม ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกส้มโอสายพันธุ์ส่งเสริม เช่น ทองดี ขาวแตงกวา ฯลฯ เป็นต้น ส่งผลให้ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองเริ่มถูกตัดโค่นต้นทิ้งเนื่องจากพันธุ์พื้นเมืองมีต้นและทรงพุ่มขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกมาก ทำให้อยากส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของส้มโอพันธุ์พื้นเมืองก่อนที่จะถูกทำลายหมดไปเนื่องจากส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของที่นี่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีรสชาติดีไม่แพ้ที่ใดเลย

“ส้มโอพันธุ์พื้นเมือง จะมีกุ้ง 2 สี หากมีสีแดงจะเรียกว่า แดงและต่อท้ายตามตำแหน่งที่เกิด เช่น แดงภูคิ้ง แดงโรงสี แดงผาพัง หรืออื่นๆ หากส้มโอมีเนื้อสีขาวจะใส่คำว่า หอม ลงไปเพราะนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้วยังมีความหอมเหมือนมะนาวเมล่อน บางต้นมีเปลือกบางและปอกเปลือกได้ง่ายอีกด้วยเช่น ขาวหอม ขาวหล่อน(ขาวจัมโบ้) ฯลฯ. แต่ความหลากหลายของสายพันธุ์ส้มโอเหล่านี้กลับไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนสายพันธุ์อื่นๆ จึงอยากให้มีการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองนี้ไว้ก่อนที่จะสูญหายหมดไป”

การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านบุ่งสิบสี่จึงมีกลยุทธ์และแนวทางในการส่งเสริมการตลาดส้มโอและการประชาสัมพันธ์ร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปด้วยอีกทั้งพยายามส่งเสริมให้ชุมชนนำทรัพยากรทางเกษตรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดรายได้โดยตรง ทั้งจากการจำหน่ายสินค้าเกษตรและการให้บริการตลอดจนสามารถดำเนินงานบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้อยู่ในรูปแบบของการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน (วิถีเกษตร วิถีวัฒนธรรมและธรรมชาติ)

ด้านนายนันทวิทย์ ดวงมณี ผู้ใหญ่บ้านบุ่งสิบสี่ หรือ ผู้ใหญ่ เก๋ กล่าวเพิ่มเติมว่า บ้านบุ่งสิบสี่ มีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวและเป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน รับฟังทุกฝ่ายเพื่อจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับชุมชนและทุกคนที่มาเยือน โดย การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนอย่างเป็นระบบ เช่น การเรียนรู้/ศึกษาดูงานเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน/การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการท่องเที่ยวโดยชาวบ้านเอง ไม่ขัดแย้งกันภายในชุมชนรวมถึงชุมชนใกล้เคียง ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและชาวบ้านพร้อมใจกันทำงาน

“ถ้ามาเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่ เริ่มแรกจะต้องถามแขกที่มาเยือนว่าต้องการแบบไหน บางคณะต้องการมาอบรมเรียนรู้เรื่องการปลูกส้มโอหรือบางคนมาเที่ยวชมธรรมชาติก็จะมีการพูดคุยกันจัดการท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับความต้องการซึ่งจุดเด่นของที่นี่ คือ เป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสชาติอร่อย ราคาไม่แพงและสามารถมีให้ชิมได้ทั้งปี ทุกฤดูกาล”

สำหรับการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่คร่าวๆนั้น ผู้ใหญ่เก๋ เล่าอีกว่า เริ่มจากการกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ศูนย์ประสานงานของหมู่บ้าน (วัดศักดิ์งอย) และพาชมสวนส้มโอพันธุ์พื้นเมืองในแต่ละสวนจะมีการให้ชิมน้ำส้มโอปั่นและส้มโอชนิดต่างๆรวมทั้งพาล่องเรือหรือจะพายเรือเอง ในลำน้ำพรม ซึ่งมีทัศนียภาพอันงดงาม โดยจะมีการแบ่งกลุ่มชาวบ้านในการบริหารจัดการ อาทิ ใครรับผิดชอบเรื่องเรือก็อยู่กลุ่มเรือ กลุ่มรถ กลุ่มอาหารพื้นบ้าน กลุ่มโฮมสเตย์ เป็นต้น และมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธานเครือข่ายฯคอยให้แนะนำในการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน

“กลุ่มของเรามีทั้งเรือพายขนาดเล็กและเรือขนาดใหญ่ใช้เครื่องยนต์ นักท่องเที่ยวบางคนอยากพายเรือเองเราก็จะมีเรือที่ได้มาตรฐานกรมเจ้าท่าไว้บริการ มีทั้งหลังคาและชูชีพเพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัย เมื่อพายเรือชม ชิม ช้อปที่สวนส้มโอของสมาชิกกลุ่มของพวกเราแต่ละสวนก็จะมีความหลากหลายของสายพันธุ์ รสชาติ ความมีน้ำใจของเจ้าของสวนที่เป็นเสน่ห์ของกลุ่มเรา หรือถ้านักท่องเที่ยวพักค้างที่โฮมสเตย์ของชุมชน ช่วงค่ำมีกิจกรรมพาแลง พร้อมพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณี มีการแสดงพื้นบ้าน และมีอาหารพื้นบ้านไว้บริการ เช่น แกงตาว นึ่งปลา ไก่อ้อแอ้ ไก่ดำนึ่ง ไข่ใส่ร่อน ผัดหมี่โบราณ ฯลฯ ตื่นเช้า ใส่บาตรตามประเพณี การร่วมเรียนรู้กับชุมชนตามวิถี เช่น การหาปลาลำน้ำพรม เข้าสวน หรือนั่งเกวียนเทียมวัวเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆชุมชน ซื้อสินค้าของฝากตามชอบใจ ฯลฯ

โดยอาหารก็จะปรับให้เหมาะสมไปตามฤดูกาลของบ้านเรา เช่น ฤดูไหนมีเห็ด ฤดูไหนมีหน่อไม้ ก็จะมีให้ชิมอย่างเต็มที่ หรือหากมาในช่วงเทศกาลประเพณี เช่น สงกรานต์ งานบุญต่างๆก็จะให้นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมร่วมกันกับชาวบ้านอีกด้วย”

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาจะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาเยือนและบางกลุ่มมาแล้วก็กลับมาอีกรอบด้วยความประทับใจในรสชาติของส้มโอ ทัศนียภาพลำน้ำพรม และอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของชาวบ้าน

การเดินทางท่องเที่ยวจึงมิใช่ความหมายของการไปเพียงแค่ถ่ายภาพแล้วกลับมาอวดกันแต่ยังได้เรียนรู้ทั้งด้านการเกษตร วิถีชีวิตของชาวบ้าน และย่อมทำให้การเดินทางในครั้งนี้มีความหมายขึ้นอย่างลึกซึ้ง ติดต่อได้ที่ ผญ.นันทวิทย์ ดวงมณี โทรศัพท์ 099 783 2597

นางวันดี ยอดพินิจ ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลดอนมะโนรา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นผู้ประกอบการส่งมะพร้าวน้ำหอมไปจำหน่ายยังต่างประเทศมานานกว่า 10 ปี กล่าวว่า ปัจจุบัน มะพร้าวน้ำหอมมีราคาค่อนข้างดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา ประมาณลูกละ 18-20 บาท โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนผู้บริโภคต้องการดื่มน้ำมะพร้าวแก้กระหาย อีกทั้งยังให้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก จึงมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง เหตุที่มะพร้าวน้ำหอมสมุทรสงครามเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นเพราะมะพร้าวผลใหญ่ รสชาติหวาน อร่อย น้ำมาก และมีกลิ่นหอมกว่าน้ำมะพร้าวจังหวัดอื่น

“แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ ปัญหาหนอนหัวดำแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้มะพร้าวน้ำหอมยืนต้นตายภายใน 3 เดือน จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลในเรื่องดังกล่าว” นางวันดี กล่าว

นางสุนีย์ อำโพธิ์ศรี เกษตรกรชาวสวนมะพร้าว กล่าวว่า เดิมปลูกมะพร้าวน้ำหอม 4 ไร่ มักมีลูกค้ามาถามว่ามีพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมไหม จึงเกิดแนวคิดเพาะพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมขาย โดยอาศัยพื้นที่ว่างบนร่องสวนมะพร้าว 7 ร่อง นำมะพร้าวน้ำหอมแก่มาปวดหัวแล้ววางเรียงบนร่องสวนเพื่อประหยัดพื้นที่ จากนั้นโรยขุยมะพร้าวแห้งกลบลูกมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด รดน้ำตอนเช้าติดต่อกันประมาณ 3 วัน จึงเว้นระยะวันเว้นวัน เมื่อมะพร้าวน้ำหอมเริ่มแตกใบ สูงประมาณ 15 เซนติเมตร จะพ่นยากันสนิม จากนั้นทิ้งไว้ 4 เดือน สามารถจำหน่ายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมได้ในราคาต้นละ 80-100 บาท โดยพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ “ก้นจีบ” เพราะลูกจะสวย น้ำหวาน หอม อร่อย ปัจจุบันพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมมีราคาแพง มักมีกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงที่เจ้าของสวนไม่อยู่หรือนอนหลับ ขโมยพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมไปขาย

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 ให้วันพระราชพิธีพืชมงคลเป็น “วันเกษตรกร” เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการทำเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศชาติ จึงมีการจัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญตลอดมา โดยในปี 2560 เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นประเภทต่าง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณพร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จักและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติต่อไป

นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ 1 ใน 16 เกษตรกรที่ได้ผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2560 ในสาขาอาชีพทำสวน เตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2560 วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้กล่าวว่า รู้สึกดีใจมาก เป็นเกียรติประวัติในชีวิตและครอบครัว ตนเป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ทำด้วยใจจริงๆ เป้าหมายไม่ได้หวังอะไรมากนัก หวังแค่ได้ให้ความรู้กับเกษตรกรในฐานะที่เราเป็นเกษตรกรต้นแบบ

เป็นเกษตรกรที่มีความรู้เพราะได้เรียนทางด้านเกษตรมาโดยตรงจบการศึกษาจากรั้ววิทยาลัยเกษตรกรรมชุมพร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เผยแพร่ความรู้ที่มีจากการศึกษาและจากประสบการณ์ชีวิตจริงให้พี่น้องเกษตรกรได้รับทราบและปฏิบัติตาม การได้ถ่ายทอดแนวคิดแล้วก็นำแนวคิดนั้นไปประยุกต์ใช้แค่นั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องสุดยอดของชีวิตแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสได้รับรางวัลเพราะหน่วยงานราชการได้เข้ามาเห็นสิ่งที่ได้ทำก็ถือเป็นเรื่องสุดยอดครั้งสำคัญของชีวิต และด้วยที่บ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันชุมชน มีพื้นที่ทำสวน 250 กว่าไร่ หลักๆจะปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา พืชสวนครัวที่คนในครอบครัวทาน เลี้ยงไก่ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ได้มีส่วนร่วมทั้งส่วนราชการและเอกชนที่เป้าหมายคือเกษตรกร คนใกล้ตัวทุกคนที่อยากมาเรียนรู้ได้เข้ามาศึกษาเพื่อกลับไปทำสวนของตัวเองได้ จัดการองค์ความรู้ที่ตนมีเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจเรียกได้ว่าเป็นเกษตรกร 100%

แนวคิดในวิถีเกษตรนั้นมองว่าการจะทำอาชีพทำสวนเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องมีวิธีการมีการวางแผนให้ถูกต้อง สิ่งที่ต้องทำคือทุกอย่างต้องมีคุณภาพ สินค้า. ผลิตผลที่ผลิตออกไปต้องทำให้มีคุณภาพที่สุดตามมาตรฐาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถ้าเราจะทำตรงนี้ได้ต้องมีการจดบันทึกต่างๆเพื่อเป็นฐานข้อมูล ได้แก่ ต้นทุนในการผลิต ค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น เมื่อมีข้อมูลแล้วต้องวางแผนเป็นขั้นตอน ทำอย่างไร ปัญหามีอะไรบ้างจดบันทึกไว้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกเรื่องคือต้องใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเอามาเป็นตัวช่วยเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตในคราวเดียวกัน สิ่งที่ลืมไม่ได้ในอาชีพการทำสวนคืออย่าทำอย่างโดดเดี่ยว ต้องมีกลุ่มต้องมีส่วนร่วม มีความรู้อย่างไรต้องแบ่งปันเพื่อแลกเปลี่ยนเราทำได้เขาอาจทำไม่ได้เพราะอะไรจะได้ช่วยกันแก้ปัญหา นั่นเป็นเป้าหมาย ส่วนในอนาคตมองว่าด้านการทำเกษตรนั้นถ้าทำจริงจังมีฐานข้อมูล ต้นทุน การผลิต ปัญหาไม่ได้มีมากมายนัก ประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกวันทุกคนต้องบริโภค ด้านการเกษตรต้องทำให้มีคุณภาพ ปลอดภัยก็จะได้ราคาดีตามมา

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการมีรายได้และความมั่นคงยั่งยืนของอาหาร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น แต่การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งในระยะแรกแม้มีอุปสรรคก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีการจัดตั้งกรรมการดูแลเรื่องตลาด โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางและตลาดสูงเป็นหลัก รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วย

สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์เมืองเก่าพัฒนา โดยนายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร ปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย มีแนวคิดคือ การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตามหลักการทฤษฎีใหม่ โดยสามารถลงมือทำพร้อมกันได้หลายอย่าง วางแผนสิ่งไหนควรลงมือทำก่อนหรือทำหลัง ศึกษาค้นคว้าและถามผู้รู้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง การจำหน่ายผลผลิต จะจำหน่ายภายในชุมชน และพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการผูกขาดขายให้เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่จะขายผลผลิตให้กับทุกคนที่ต้องการ และหากมีผู้ต้องการซื้อมากแต่ผลผลิตไม่เพียงพอ จะทำการแบ่งให้ได้เท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม นับเป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่จะประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ ท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น โทร. 043 261 513

การทำเกษตรไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความตั้งใจ หากอยากทำจริงๆ การจะปลูกพืชผัก ผลไม้ หรือต้นไม้ อะไรสักอย่าง ไม่เพียงแต่ต้องศึกษาวิธีการปลูกเท่านั้น แต่ต้องศึกษาตลาด ช่องทางการวางจำหน่ายควบคู่ไปด้วย หากจะทำเกษตรเพื่อเป็นรายได้ และสร้างเป็นธุรกิจของตนเอง ก็ต้องลงมือทำ และศึกษาอย่างจริงจัง

คุณชนิดา สมรัชตกุล เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 24 ปี ที่สร้างอาชีพและสร้างเงินจากการปลูกไฮโดรโปนิกส์ เพื่อจำหน่าย แทนการทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือพนักงานประจำ เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ วัยเดียวกัน

เธอได้เริ่มต้นเล่าถึง จุดเริ่มต้นที่มาทำฟาร์มปลูกผักว่า “จุดเริ่มต้นมาจากครอบครัวที่ทำสวนกล้วยไม้อยู่ก่อนแล้ว แต่บังเอิญช่วงนั้นราคาไม่ค่อยดี จึงต้องโละกล้วยไม้ออกจากแปลงไปบ้าง จึงมองหาการทำเกษตรอย่างอื่น บวกกับความสนใจของแฟน (คุณบอม) ที่สนใจการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์พอดี เขาเปิดดูวิธีการปลูกและการเลี้ยงพืชผักแบบไฮโดรโปนิกส์จากยูทูบ สนใจจนถึงขั้นหาฟาร์มที่ทำแบบนี้เพื่อขอเข้าไปดูงาน ดูวิธีการและสวนของคนอื่น ศึกษาอยู่ประมาณ 4-5 เดือน จนตัดสินใจกันว่าเราจะลงทุนทำฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

จากการไปดูงาน ทำให้ได้ไอเดียนำเอาอุปกรณ์จากสวนกล้วยไม้มาประยุกต์ใช้ในการทำแปลงปลูก และลงทุนในต้นแรกด้วยเงินประมาณ 30,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์อย่างปั๊มน้ำ เมล็ดพันธุ์ผัก หลอดไฟ มุ้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกับปลูก มาเริ่มต้นทำ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นปลูกผักจนถึงวันนี้ก็ปีครึ่งแล้ว ตลาดการขายผักสด เติบโตขึ้นเรื่อยๆ”

พื้นที่ในบ้านสวนของคุณชนิดา ซึ่งตั้งอยู่แถวอำเภอไทรน้อย เธอได้ทำการแบ่งพื้นที่เพียงครึ่งไร่ แยกออกจากแปลงกล้วยไม้ มาทำเป็นแปลงปลูกผักสลัดแบบไฮโดรโปนิกส์ โดยจัดตั้งแปลง และเรียกว่า “โต๊ะ” ซึ่งเธอได้มีการแบ่งเรียกโต๊ะเหล่านี้ว่า โต๊ะจริง คือโต๊ะที่เป็นแปลงสำหรับเก็บเกี่ยวได้จริง มีจำนวน 21 โต๊ะ, โต๊ะอนุบาล 1 จำนวน 3 โต๊ะ และโต๊ะอนุบาล 2 จำนวน 6 โต๊ะ

“การแบ่งโต๊ะแบ่งส่วน เพื่อการบริหารจัดการได้ง่าย และที่นี่เราจะใช้การปลูกแบบแยกระบบถังน้ำ ซึ่งข้อดีคือ เวลาเกิดปัญหากับผักแปลงใดแปลงหนึ่ง ก็จะเสียแค่แปลงผักนั้นเพียงแปลงเดียวเท่านั้น แปลงผักอื่นๆ ก็ยังอยู่ดี ไม่ได้เกิดปัญหาตามไปด้วย ช่วยให้การควบคุมของผักที่สวนง่ายขึ้น แต่สำหรับฟาร์มของคนอื่นๆ ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดวิธีการแบบไหน ก็จะแตกต่างกันไป

สำหรับโต๊ะ ที่เรียกกันนี้ก็คือแปลงปลูกผักนั่นแหละ โดยแปลงปลูกโต๊ะอนุบาล 1 นี้จะได้ใช้หลังจากการหยอดผักได้ต้นอ่อนแล้ว โต๊ะนี้จะใช้เพื่ออนุบาลต้นอ่อน ใช้เวลาอนุบาลในโต๊ะอนุบาล 1 นี้ 15 วัน ก่อนจะย้ายมาสู่โต๊ะอนุบาล 2 ใช้เวลาอีก 15 วัน ก่อนจะมาลงแปลงโต๊ะจริง เพื่อรอเวลาในการเก็บขาย ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้แล้ว”

ที่ฟาร์มนี้ เน้นปลูกผักสลัด สายพันธุ์กรีนโอ๊กเท่านั้น เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ลูกค้านิยมสั่ง และมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะ เพราะที่นี่จะเน้นการปลูกผักตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งมา คุณชนิดา บอก

สำหรับการหาตลาด คุณชนิดา บอกว่า “ใช้วิธีการง่ายๆ เลยก็คือเริ่มต้นถามจากคนรู้จัก ขายเขาก่อน คุยกับเขาเลยว่าสนใจไหม อยากได้ผักแบบไหน เปิดแปลงผักให้คนรู้จักกันดูเลย ใครอยากมาก็สามารถมาหา ถามไถ่ได้โดยตรง เน้นไปที่การพูดคุยและหาลูกค้าโดยตรง

ที่สำคัญคือการซื้อใจเขาเอาไว้ในเรื่องของราคาผักที่ขาย ราคาก็จะเป็นแบบมาตรฐาน ไม่ได้อิงราคาจากตลาดกลางอะไรขนาดนั้น แต่เราจะขายเพื่อซื้อความมั่นใจระหว่างเรากับลูกค้า อย่างการขายผัก ขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนที่ซื้อและเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ ราคาขายปลีกก็ขึ้นอยู่กับราคาที่เขาขายกันตามท้องตลาด อย่างช่วงหน้าร้อน ผักสดจะแพงมาก ไปดูตามห้างขายกิโลกรัมละกว่า 180 บาท แต่ผักสลัดที่ฟาร์ม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 140 บาทเท่านั้น รายได้จากการขายผักในพื้นที่บ้าน เฉลี่ยอยู่ที่ 25,000-30,000 บาท

สำหรับคุณภาพของผักที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ก็จะเป็นผักสด ผักเรียงใบสวย และสามารถมีอายุเก็บได้นาน การเก็บเกี่ยว แล้วนำมาขาย อยู่ในระยะปลอดสารพิษ หรือในระยะปลอดภัย แบบนี้คนจะชอบและนิยมมาก คนปลูกต้องปลูกผักให้ได้แบบนี้ คุณชนิดาบอก พร้อมกับบอกว่า “ปัจจุบันนี้ ติดต่อซื้อขายผักกันผ่านตลาดออนไลน์ ในกลุ่มที่เขาขายผักไฮโดรโปนิกส์กัน ก็ไปโพสต์ขายเอง ส่งเอง ไปตามเส้นทางที่ลูกค้ามีออร์เดอร์เข้ามา และส่งให้กับแม่ค้าเจ้าประจำในตลาด ทั้งเห็นว่าตลาดผักสดเติบโตดีมาก มีคนนิยมปลูก เพราะเป็นรายได้ที่ถือว่าดี และมีผู้บริโภคกันเพิ่มมากขึ้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่กำลังจะขยายแปลงปลูกผัก โดยการขยายโรงเรือนและแปลงปลูกเพิ่ม เพื่อส่งผักสดไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท ซึ่งมาติดต่อกับพ่อค้าแม่ค้าเอาไว้บ้างแล้ว”

ถ้าหากใครที่สนใจ อยากจะเข้าไปเยี่ยมชมฟาร์ม หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ก็จะสามารถเข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Porsche Hydro Farm ที่อยู่ เลขที่ 8/3 หมู่ 8 ถนนเลียบคลองวัดขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี 11150 หรือโทรศัพท์ได้ที่ (083) 611-5218

เห็ด เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณค่าทางโภชนาการไม่แตกต่างจากผักทั่วไป และยังมีโปรตีนสูง ที่ผ่านมาจึงมีผู้นิยมเพาะเห็ดขายเป็นจำนวนมาก..

“ศูนย์การเรียนรู้การผลิตเห็ดอินทรีย์” บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกแห่งที่มีกระบวนการเพาะเห็ด และผลิตเห็ดอินทรีย์อย่างครบวงจร ที่สำคัญยังได้รับการรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2554 ซึ่งล่าสุด นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อดูกระบวนการเพาะเห็ดและผลิตเห็ด ที่สำคัญยังมีการแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกต่างๆ เช่น แหนมเห็ด วุ้นเห็ด น้ำเห็ดสกัด ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย) ในเรื่องมาตรฐานการผลิตขั้นต้น หรือ ไพรมารี จีเอ็มพี (Primary GMP) มา 1 ปี รวมไปถึงการบริหารจัดการชุมชนอย่างเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

นายคณุตน์ ศิโรทศ

นายคณุตน์ ศิโรทศ ประธานวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเพาะเห็ดอินทรีย์ บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ กล่าวถึงที่มาของศูนย์แห่งนี้ ว่า เดิมทีหมู่บ้านมีการเพาะปลูกเห็ดกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มาก จนมีการรวมกันจัดตั้งกลุ่มเห็ดอินทรีย์ จากนั้นก็ต่อยอดเพิ่มขึ้นอีก มีการเพิ่มกิจกรรม จุดเรียนรู้การผลิตก้อนเชื้อเห็ด เพื่อจัดจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดให้กับชาวบ้าน ที่ต้องการเพาะเห็ดเอง ซึ่งการทำกิจกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ปี 2554 หมู่บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบระดับอยู่ดีกินดี

“พอได้รางวัลเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จึงมาคิดต่อกันว่าจะทำอะไรต่อดี แนวคิดของเรา คือ แนวคิดที่ค่อนข้างสวนทางกับคนใน จ.ภูเก็ต ที่นิยมประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่กลุ่มของเรากลับเลือกทำการเกษตร อย่างการเพาะเห็ด เนื่องจากมองแล้วว่า เมื่อมีธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร ซึ่งเมนูอาหารยอดฮิตคือ ต้มยำกุ้ง โดยส่วนผสมสำคัญคือ เห็ด ซึ่งตลาดภูเก็ตมีความต้องการมาก โดยในหนึ่งวัน จ.ภูเก็ดมีความต้องการใช้เห็ดในการประกอบอาหารมากกว่า 3-5 ตัน แต่กลับผลิตได้เพียง 30- 40% ของความต้องการใช้ ดังนั้น จุดนี้จึงเป็นช่องให้ชุมชนเราสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนได้ ” ประธานวิสาหกิจฯ กล่าว

โดยทางศูนย์ได้เริ่มพัฒนาศักยภาพการทำงานเพาะเห็ดและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ด มีการร่วมระดมความคิดเห็น สรุปความต้องการของชุมชน ทั้งการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเพาะเห็ดแบบครบวงจร การผลิตหัวเชื้อที่มีคุณภาพ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมหลักๆ คือ 1.ผลิตเห็ดจำหน่ายตลาดใกล้เคียง 2.แปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น แหนมเห็ด น้ำเห็ด เห็ดสวรรค์ ส่งขายทั่วไทย 3.ผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า 4.เป็นจุดการเรียนรู้ของชุมชน 5.เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน 6.ส่งเสริมให้คนในชุมชนเพาะเห็ดทานเอง 7.ทำกิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้กับนักเรียนโรงเรียงต่างๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ จากกิจกรรมต่างๆ จนในปี 2557 ศูนย์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแรกในจ.ภูเก็ต

และล่าสุดก็ยังได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตขั้นต้นจาก อย. ที่เรียกว่า ไพรมารี จีเอ็มพี อีกด้วย ซึ่งเขายังบอกว่า จริงๆ เดิมทีเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องมี อย. ก็ได้ แต่หลังจากเราได้มีโอกาสไปประกวดในระดับประเทศ ผลที่กลับมาทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักระดับประเทศ และหากเราอยู่กับที่ ชุมชนก็จะไม่ไปไหน แต่หากเราอยากให้ชุมชนเรามีงานทำ อยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เราก็ต้องพัฒนา และยังขยายตลาดได้ สร้างแรงงานภายในชุมชนได้

“เรามีศักยภาพมากขึ้น UFABET โดยสามารถเพาะเห็ด ทั้งเห็ดหูหนู เห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ โดยเฉพาะเห็ดนางฟ้าจะได้รับความนิยมมาก ซึ่งทางชุมชนสามารถทำเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพได้ เริ่มจากใช้ดอกเห็ดที่ใหญ่ที่สุด และนำไปทำเชื้อเห็ดในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถผลิตเป็นก้อนเห็ดที่มีคุณภาพ โดยเห็ด 1 ก้อนจะมีผลผลิตออกมาได้ประมาณ 300 กรัม และจะออกผลิตผลได้มากถึง 3-4 เดือน นอกจากก้อนเห็ดแล้ว เรายังผลิตน้ำเห็ดอีก ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของทางศูนย์ในการสร้างรายได้ให้ชุมชนทีเดียว ซึ่งปัจจุบันทางศูนย์อาจไม่ได้กำไรมากนัก แต่ก็สามารถอยู่ได้ โดยกำไรที่ได้มาตกเดือนละ 2-3 หมื่นบาทเฉพาะก้อนเห็ด แต่หากรวมผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาจได้ประมาณ 80,000 -120,000 บาททีเดียว” นายคณุตน์ กล่าว

นอกจากในเรื่องการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่คนในชุมชนแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ศูนย์ฯได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง นายคณุตน์ บอกว่า ชุมชนยังได้องค์ความรู้ทั้งเรื่องความรัก ความสามัคคี และร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชุมชน เพื่อเรียนรู้ตามในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยพวกเราก็เรียนรู้จากพระองค์ งานที่สำคัญ คือ ความร่วมมือ เราใช้ความร่วมมือมาทำให้ชุมชนนำพาสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชุมชน เกิดการพึ่งพาตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองอย่างพอเพียงได้ จนได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อปี 2554 นั่นเอง

ด้าน นพ.วันชัย บอกว่า ศูนย์แห่งนี้ จัดเป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตก้อนเห็ดอินทรีย์ครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยใช้นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้เห็ดอินทรีย์เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต ต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ได้คุณภาพมาตรฐานตาม Primary GMP ตั้งแต่การวางแผนการผลิต ระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ ระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภค มีระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์