แห่งสวนธวัชชัย 092-602-8973 ตั้งอยู่ที่ตำบลนพรัตน์หนองเสือ

จังหวัดปทุมธานี ก่อนนั้นก็ปลูกกล้วยน้ำว้าขายส่งพ่อค้าที่ตลาดไท ราคาก็ขึ้น-ลงตามปกติ วันหนึ่งมีพ่อค้าที่รู้จักกันนำกล้วยน้ำว้ายักษ์มาขาย เห็นครั้งแรกก็สนใจทันที เลยขอตามพ่อค้าคนนั้นกลับไปที่แหล่งปลูกที่บ้านห้วยเสือ จังหวัดกาญจนบุรี สอบถามชาวบ้านทราบว่า เป็นกล้วยสายพันธุ์ที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทานให้ชาวบ้านปลูกกัน และมีอยู่บ้านละไม่กี่ต้น ประกอบกับเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลและปลูกบนเขา ซึ่งสภาพแวดล้อมมีกล้วยป่าอยู่จำนวนมาก ทำให้กล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้มีเมล็ดเยอะ ไม่มีพ่อค้ารับซื้อผลผลิต ชาวบ้านจึงปล่อยทิ้งไม่ได้ดูแลแต่อย่างใด ทำให้การตามหาหน่อกล้วยมาปลูกใช้เวลาอยู่หลายวัน

“สรุปคือ กล้วยที่ปลูกร่วมกับกล้วยป่าจะมีเมล็ดเหรอครับ”
“ส่วนมากจะเป็นแบบนั้นค่ะ เพราะเกสรกล้วยจะมาผสมกัน”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็แสดงว่า แม้สายพันธุ์จะดีขนาดไหน หากมาปลูกในป่าเขา หากมีกล้วยป่าอยู่ด้วย ก็จะมีเมล็ดเหมือนกันใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ แต่เราเชื่อในเรื่องสายพันธุ์ดี จึงขอแบ่งซื้อหน่อมาปลูกขยายค่ะ”
“ในตอนนั้นคิดอะไรอยู่ครับ”
“สายพันธุ์น่าปลูกค่ะ ผลโต หวีใหญ่ เครือใหญ่ ต้นใหญ่มาก หากขายเป็นกล้วยไหว้ก็น่าจะมีคนสนใจไม่น้อย”

เมื่อนำหน่อมาปลูกที่สวนของตัวเองแล้ว ในปีแรกๆ ก็ยังต้องลุ้นกันว่า ผลกล้วยจะมีเมล็ดเหมือนแม่พันธุ์ไหม เมื่อได้คำตอบที่แน่นอนแล้วว่า ไม่มีเมล็ด จึงขุดหน่อขยายพื้นที่ปลูกจนเต็มสวน ใช้เวลา 7 ปี จนแน่ใจว่าสายพันธุ์นิ่งแน่นอนแล้ว ปลูกรวมกับกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปกติต่างๆ ได้โดยไม่กลายพันธุ์ เรียกว่าเป็นสวนกล้วยน้ำว้าผสมผสานได้เลย

ลักษณะเด่นของกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์นี้คือ ขนาดโคนต้นใหญ่ มีเส้นรอบวงประมาณ 80-100 เซนติเมตร ทรงต้นสูง 4-5 เมตร ใบตองมีขนาดใหญ่และแข็ง ไม่เหมาะจะนำมาใช้งาน หัวปลีมีทรงตุ้มไม่ยาวเหมือนกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปกติ รสชาติหัวปลีไม่ฝาด สามารถนำมารับประทานโดยปรุงอาหารได้เหมือนหัวปลีปกติ เครือใหญ่มาก หนึ่งเครือมีสูงสุดได้ 15 หวี แต่โดยมากจะไว้ประมาณ 12 หวี เท่านั้น ใน 1 หวี ที่สมบูรณ์จะมีน้ำหนักประมาณ 4-6 กิโลกรัม เรียกว่าหากจะตัดกล้วยสักเครือ ต้องมีผู้ช่วยไปด้วยกันแน่ๆ เพราะคนเดียวคงขนกล้วยกลับไม่ไหวแน่ๆ

ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับกล้วยน้ำว้ายักษ์สายพันธุ์นี้คือ 4×4 เมตร จะยกร่องหรือปลูกลงแปลงไปเลยก็ตามสะดวก เพราะในแต่ละพื้นที่มีลักษณะทางกายภาพและสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ที่สวนธวัชชัยเองสภาพดินเป็นร่องสวนที่ขุดหลุมได้ไม่ลึกนัก อาศัยพอกล้วยโตก็กลบเลนที่โคน เพื่อช่วยให้โคนไม่ลอยและลำต้นเติบโตแข็งแรง ที่สวนนี้ใช้ปุ๋ยขี้หมูตากแห้งเท่านั้น จะไม่ใช้ขี้หมูที่ผ่านบ่อหมักแก๊ส เพราะมีผลในเรื่องของสารอาหารที่กล้วยจะได้รับต่อไป ส่วนเรื่องโรคก็ระวังแค่เรื่องหนอนกอเพียงอย่างเดียว ตัดหญ้า แต่งใบแห้งใบหักออก ให้โคนโล่งแดดส่องถึง กล้วยจะชอบแดดจ้าทั้งวัน การให้น้ำที่นี่เป็นร่องสวน จึงใช้เรือรดน้ำวิ่ง วันละ 2 รอบ ส่วนระยะการให้น้ำนั้นจะดูสภาพดินและจำนวนน้ำที่จะรด การดูสภาพดินก็คือให้ดูดินบนร่องเป็นหลัก อย่าให้ดินแห้ง เพราะรากจะไม่ขึ้นมาหาอาหารที่ด้านบน ทำให้รากแห้งและต้นไม่สมบูรณ์

“ตอนนี้รายได้จากการขายผลผลิตพออยู่ได้ไหมครับ”
“ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน กล้วยน้ำว้าก็ยังไปได้เรื่อยๆ”
“ราคาตอนนี้เป็นยังไงครับ”
“หวีละ 50-80 บาท ค่ะ”
“โห! ราคาดีมากเลยครับ รสชาติดีไหมครับ”
“ดีมากๆ ค่ะ ผลสุกรสหวาน ไม่เปรี้ยว ไม่ฝาด เนื้อเหนียว ไส้เหลืองสวยงามมากค่ะ”
“ลูกค้าส่วนมากซื้อไปทำอะไรครับ”
“ส่วนหนึ่งแปรรูป แต่มีไม่น้อยที่ซื้อไปเป็นกล้วยไหว้ค่ะ”
“ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนได้ผลผลิต เท่ากับสายพันธุ์อื่นไหมครับ”
“มากกว่า 1 เดือนค่ะ พันธุ์นี้ใช้เวลา 13 เดือน”
“กระซิบนะ หากมีท่านผู้อ่านสนใจอยากปลูกบ้าง พอจะแบ่งจำหน่ายหน่อไหมครับ”
“ยินดีค่ะ โทร.มาได้เลย 092-602-8973 รับรองว่าทางสวนเราจัดให้เป็นพิเศษ สำหรับผู้อ่านที่สนใจทุกท่านเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”

ปลูกมะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน 2 ไร่ สร้างรายได้งาม
มะเขือเทศสีดา พันธุ์เทพประทาน มีจุดเด่นคือทนทานต่อโรคไวรัสใบหงิกเหลือง ต้นแข็งแรง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทรงผลยาวรี สีชมพูสวย น้ำหนักดี ผลมีเนื้อแน่นแข็งไม่แตกง่าย เมื่อปลูกในฤดูฝน ทนทานต่อการขนส่งทางไกล อายุเก็บเกี่ยวเพียง 65-70 วัน หลังย้ายกล้า มะเขือเทศสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ปลูกครั้งนึงสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 6 เดือน ในการเก็บแต่ละครั้งสามารถสร้างมีรายได้เข้ามาประมาณ 30,000-40,000 บาท แล้วแต่ช่วงถ้าช่วงไหนราคาดีก็ได้เงินเยอะ บางครั้งมะเขือเทศราคาขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่คุณกิ๊ฟบอกว่าเมื่อมีราคาสูงก็มีราคาต่ำลงมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 8-10 บาท อยู่ที่เราวางแผนการปลูกอย่าให้ชนกับป่าใหญ่

การเตรียมดิน เริ่มแรกไถตากดินแปรดิน ยกร่องห่างประมาณ 1.20 เมตร แล้วแต่บางคนชอบห่าง ชอบถี่ แต่ถ้ายกร่องห่างไว้จะดีกว่า เพื่อที่ระบายอากาศได้ง่าย โอกาสของการเกิดเชื้อราก็จะน้อยลง

ความห่างระยะต้นลงหลุม 30 เซนติเมตร ต่อต้นต่อหลุม วางท่อสายน้ำหยด วางเสร็จคลุมผ้ายาง ก่อนปลูกเปิดน้ำใส่เพื่อให้ดินอ่อน แล้วใช่ไม้ในการเจาะหลุม ก่อนลงกล้าใส่ฟูราดานลองหลุม เพื่อกันแมลงกินราก

ระบบการให้น้ำ เป็นระบบน้ำหยด ให้น้ำวันละสองเวลา เช้า-เย็น เปิดรดประมาณ 5 -10 นาที

ปุ๋ย 5 – 7 วันฉีดครั้งหนึ่ง ปุ๋ยปล่อยไปทางน้ำจะใช้สูตรเสมอ 16-16-16 ใส่แคลเซียมทางน้ำ ครึ่งเดือนใส่ 1 ครั้ง ส่วนปุ๋ยทางใบก็ต้องฉีดใบจะได้งาม ใส่แต่ทางน้ำอย่างเดียวไม่ถึง ดูแลไปเรื่อยๆ ประมาณ 2เดือน 20 วัน มะเขือเทศจะเริ่มให้ผลผลิต

เทคนิคให้ลูกสวย มันวาว มีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้ เพียงใส่น้ำยาล้างจานกับปุ๋ยผสมน้ำฉีด ผ่น ผิวของมะเขือเทศจะสวย ใส นวล ให้ฉีดตอนลูกออก ประโยชน์อีกอย่างของน้ำยาล้างจานก็คือช่วยให้ยาที่พ่นจับที่ใบได้ดี เพราะน้ำยาล้างจานจะมีความหนืด ปลูก 2 ไร่ ใช้น้ำยาล้างจานประมาณ 2 ถุง ต่อน้ำ 200 ลิตร

ช่วงฤดูที่เหมาะกับการปลูก

เริ่มปลูกเดือนมกราคม เก็บผลผลิตได้เดือนเมษายน นับไปอีกหกเดือน ก็ปลูกได้ใหม่อีกรอบ ไม่ต้องพักดินปลูกหน้าไหนก็ได้ แต่ไม่แนะนำหน้าฝน เชื้อราจะลง ช่วงหน้าฝนก็เก็บผลผลิตไป มีหน้าที่คือดูแล หน้าฝนมะเขือเทศจะแตก แมลงลงเยอะ แต่มะเขือเทศจะราคาดีช่วงนี้เพราะดูแลยาก

เกษตรกรมือใหม่อยากลงทุนปลูกมะเขือเทศ

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ต้องมีเงินลงทุนประมาณ 30,000 – 40,000 บาท ต่อ 2 ไร่ เมล็ดพันธุ์ซองละ 800 อย่างแพง แล้วแต่ช่วง ช่วงหายากก็จะแพงหน่อย ประมาณ 750-800 ซองนึงได้ 2,000 ต้น

หากเอ่ยชื่อ “ฟิก” (FIG) คิดว่าคงมีหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่าคือพืชชนิดใด แต่หากเอ่ยชื่อ “มะเดื่อฝรั่ง” ก็คิดว่าคงมีบางคนที่เคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว มะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เนื่องจากมีรสชาติดีและอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร เชื่อกันว่า การกินมะเดื่อฝรั่งอาจมีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน บรรเทาอาการท้องผูก หูด และอาจมีประโยชน์ต่อผิวหนังด้วย

มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำและปราศจากไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและผู้ที่อยากกินอาหารอื่นที่ยังได้ประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย โดยมะเดื่อฝรั่งตากแห้ง 100 กรัม ประกอบด้วยกากใยอาหาร 9.8 กรัม ซึ่งจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้นและยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ทั้งการกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมะเดื่อฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ หลายชนิด คือ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค โพแทสเซียม สังกะสี เหล็ก และอื่นๆ อีกมากมาย

ใครที่เคยเข้าไปกินขนมจีนสารพัดน้ำยา ที่ร้าน “บ้านคุณย่า” อยู่เลขที่ 60 หมู่ที่ 11 ตำบลบางหมาก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร คงได้เห็นแปลงปลูกพืชกางมุ้งที่ตั้งอยู่ติดลานจอดรถของร้าน เป็นแปลงขนาด 12×8 เมตร สร้างด้วยโครงเหล็กขึงผ้าพลาสติกสีขาวโปร่งแสง เพื่อป้องกันแมลงรบกวน ส่วนภายในเรือนเพาะชำมีการปลูก “มะเดื่อฝรั่ง” หรือ “FIG” นับร้อยต้น

เมื่อสอบถาม คุณนงเยาว์ ชาญนคร หรือ ป้าเยาว์ อายุ 64 ปี เจ้าของร้านขนมจีน “บ้านคุณย่า” ก็ทราบว่า แปลงปลูกมะเดื่อฝรั่งดังกล่าว เป็นของบุตรเขย ชื่อ คุณธวัชชัย บุญสุข หรือ คุณโต อายุ 37 ปี ซึ่งมีอาชีพหลักคือเป็นวิศวกรไบโอก๊าซ บริษัท กลุ่มปาล์มธรรมชาติ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืชตราผึ้ง ในวันหยุดและหลังเลิกงานประจำ คุณธวัชชัยก็จะปลูกมะเดื่อฝรั่งขายเป็นรายได้เสริม ยิ่งในช่วงที่สังคมโลกรวมทั้งสังคมไทยกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) การหารายได้เสริมถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก

คุณธวัชชัย กล่าวว่า ตนเองเริ่มปลูกมะเดื่อฝรั่ง หรือ FIG ได้ประมาณ 1 ปี โดยใช้ที่ว่างข้างลานจอดรถของร้านขนมจีนเป็นแปลงปลูกพืชกางมุ้ง ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 80,000 บาท แบ่งเป็นเงินสร้างตัวเรือนเพาะชำกางมุ้งจำนวน 50,000 บาท อีก 30,000 บาท ก็ใช้ในการสั่งซื้อพันธุ์มะเดื่อฝรั่งและอุปกรณ์ต่างๆ

หลังจากปลูกแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือลูกค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนราคาจำหน่ายมะเดื่อฝรั่งก็อยู่ กิโลกรัมละ 300-800 บาท ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเดื่อฝรั่ง หากเป็นสายพันธุ์ Brown Turkey หรือ Black Jack ก็กิโลกรัมละ 300 บาท แต่ถ้าเป็นพวกพันธุ์ Black Maderia พันธุ์ White Israel ก็ราคากิโลกรัมละ 800 บาท

คุณธวัชชัย กล่าวว่า สรรพคุณของมะเดื่อฝรั่งนั้น สามารถนำไปทำสลัดหรือนำมาแปรรูปเป็นแยมทาขนมปัง ส่วนใบก็นำไปต้มเป็นชา FIG จะมีกลิ่นหอม ถ้ากินสดๆ จะมีรสหวานอมเปรี้ยว แก้โรคเบาหวาน ปรับสภาพร่างกายของคนที่ระบบลำไส้ไม่ดี เช่น ท้องเสียบ่อยๆ หรือท้องผูก จริงๆ แล้ว FIG หรือมะเดื่อฝรั่งไม่ใช่ผลไม้ แต่เป็นดอกไม้ มีเกสรอยู่ด้านใน พวกแมลงจึงมักเข้าไปในรูด้านล่างของมะเดื่อฝรั่ง หากไม่สร้างโรงเรือนกางมุ้ง ก็จะมีแมลงมารบกวน ทำให้เกิดหนอนอยู่ด้านในมะเดื่อฝรั่ง และยังต้องหากิ้งก่ามาปล่อยในโรงเรือนให้ช่วยกำจัดแมลงด้วย ส่วนการปลูกก็ไม่ยุ่งยากอะไร แค่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์พวกปุ๋ยหมัก ลงไปในกาบมะพร้าวสับและตะกอนจากบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วใส่เมล็ดมะเดื่อฝรั่งลงไป รดน้ำวันละครั้ง หรืออาจใช้วิธีตัดกิ่งชำก็ได้

“หากต้องการให้ได้มะเดื่อฝรั่งลูกใหญ่ หนักประมาณ 200 กรัม ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการเก็บเกี่ยว การขนส่งมะเดื่อฝรั่งออกจากเรือนเพาะชำ ต้องใช้การขนส่งระบบแช่เย็นเท่านั้น มะเดื่อฝรั่งจึงจะอยู่ได้จนถึงปลายทาง ปัจจุบัน มีคนสนใจหันมาบริโภคมะเดื่อฝรั่งมากขึ้น นอกจากการปลูกมะเดื่อฝรั่งขายแล้ว ยังมีในส่วนของกิ่งตอนและกิ่งชำมะเดื่อฝรั่งที่อนุบาลแล้วจำหน่ายให้ผู้สนใจปลูก ในราคาต้นละ 100 บาทด้วย” คุณธวัชชัย กล่าว

สำหรับผู้สนใจจะปลูกมะเดื่อฝรั่ง หรือ FIG เป็นรายได้เสริม คุณธวัชชัยก็พร้อมให้คำแนะนำ เพราะเป็นพืชที่ใช้พื้นที่ปลูกน้อยและผลผลิตให้ราคาดี ซึ่งคุณธวัชชัยอยากให้ชาวชุมพรปลูกมะเดื่อฝรั่งกันเยอะๆ เนื่องจากตลาดของมะเดื่อฝรั่งในเมืองไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากมีสิ่งใดที่สามารถแบ่งปันกันได้ ก็พร้อมและยินดี โดยติดต่อได้ที่ ร้านขนมจีน

ผู้คนส่วนใหญ่ รู้จัก “จังหวัดสงขลา” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยว และศูนย์กลางการค้าสำคัญของภาคใต้ ความจริง จังหวัดสงขลา เป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร มีพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชผักผลไม้และสินค้าประมง สร้างอาชีพและทำรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรจำนวนมากมาอย่างยาวนาน

สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและอนุรักษ์พืชประจำถิ่น หรือพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดสงขลามากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมการปลูกพืชในประเทศ ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์และพืชทางเลือกใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น

พืชอัตลักษณ์ของจังหวัดสงขลา

สำหรับพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดสงขลา จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าขายดี เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ได้แก่
1. จำปาดะสะบ้าย้อย
2. ละมุดเกาะยอ, ละมุดบางกล่ำ
3. กาแฟสะบ้าย้อย
4. ทุเรียนพื้นบ้านนาหม่อม
5. ส้มโอหอมหาดใหญ่
6. ส้มจุกจะนะ
7. มะม่วงเบาสิงหนคร

ส่วนพืชเศรษฐกิจที่เป็นทางเลือกใหม่ ได้แก่
1. มะละกอฮอลแลนด์
2. กล้วยหอมทอง
3. พุทรานมสด
4. ชมพู่ทับทิมจันทร์
5. เมล่อน
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง
7. มันเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

สวา (ละมุด) สงขลา อร่อยมาก

ชาวสงขลา เรียกละมุดในภาษาถิ่นว่า “สวา” ที่นี่ปลูกต้นละมุดหรือสวา ในลักษณะสวนผสมผสานร่วมกับไม้ผลและไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ ต้นละมุดที่พบเห็นมีลักษณะลำต้นสูง 5-15 เมตร ลำต้นมีกิ่งและใบมาก จนแลดูเป็นทรงหนาทึบ การออกดอกแต่ละช่วงจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30-35 วัน หลังจากดอกบานจนกระทั่งผลแก่เริ่มเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน ขณะผลอ่อน มีสีเหลืองอมขาว และมียางสีขาว ผลสุกมีสีน้ำตาลปนแดง หากยังไม่สุกมากจะมีความกรอบ หวาน เมื่อผลสุกมากเนื้อจะนุ่ม และให้รสหวานจัดและมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกมะลิ

ปัจจุบัน จังหวัดสงขลา มีแหล่งผลิตละมุดที่มีชื่อเสียงอยู่ 2 แห่ง คือ ละมุดเกาะยอ และ ละมุดบางกล่ำ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่า ชาวเกาะยอปลูกละมุดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ละมุดบางต้นมีอายุเป็นร้อยปี ทุกวันนี้ เกาะยอมีเนื้อที่ปลูกละมุดราว 375 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นละมุดสายพันธุ์ไข่ห่าน ผลใหญ่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม ละมุดเกาะยอมีจุดเด่นเรื่องรสชาติหวาน อร่อย เพราะได้ไอน้ำเค็มจากทะเล ทำให้ละมุดเกาะยอขายได้ราคาดี ประมาณ 50 บาท/กิโลกรัม น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 9 ลูก/กิโลกรัม ละมุดเกาะยอ จะมีผลผลิตออกมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม

ส่วน ละมุดบางกล่ำ สันนิษฐานว่า สมัยรัชกาลที่ 5 มีชาวจีนบางส่วนมาเป็นคนงานสร้างทางรถไฟ และยึดอาชีพปลูกพลู และละมุด (สวา) ชาวจีนได้นำต้นละมุดพันธุ์ไข่ห่าน ซึ่งเป็นละมุดลูกใหญ่ หอม หวาน เนื้อละเอียด จากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เข้ามาปลูกในพื้นที่บางกล่ำนับถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาประมาณ 100 กว่าปีแล้ว ละมุดพันธุ์ไข่ห่านที่นำมาปลูกในพื้นที่บางกล่ำที่มีลักษณะดินสามน้ำ ทำให้ละมุดบางกล่ำมีรสชาติอร่อย เป็นที่รู้จักกันทั่วไป จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำอำเภอบางกล่ำ ว่า “สวาลือนาม” มาจนถึงทุกวันนี้

ละมุดบางกล่ำ จะให้ผลผลิตออกมากที่สุดประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ละมุดบางกล่ำ จะให้ผลผลิตต่อต้น ประมาณ 100 กว่ากิโลกรัม เนื่องจากละมุดบางกล่ำเป็นผลไม้รสชาติอร่อย ที่มีชื่อเสียงของท้องถิ่น ทำให้ทุกวันนี้ เกษตรกรไม่ต้องลำบากในการหาตลาด เพราะมีแม่ค้ามารับซื้อผลผลิตถึงที่บ้าน

สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลาให้ข้อมูลว่า ละมุดบางกล่ำ มีลักษณะเด่นกว่าที่อื่น เพราะปลูกดูแลแบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก เป็นหลัก เพราะหากใช้ปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินแข็ง เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายเมื่อผลสุกแล้ว ก่อนจะนำผลที่เก็บได้มาบ่มแก๊สเพื่อให้ละมุดสุกทั่วกันทั้งลูก

กศน. อำเภอบางกล่ำ
อาสาพาไปชมสวน

“บ้านบางกล่ำ” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบสงขลา มีคลองบางกล่ำพาดผ่านและเชื่อมออกไปยังทะเลสาบสงขลา เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอหาดใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกออกมาเป็นอำเภอบางกล่ำ เมื่อ ปี 2538 ในพื้นที่อำเภอบางกล่ำประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนมาก แต่ในช่วงหน้าแล้งจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำที่มีอยู่ก็ประสบปัญหาน้ำเปรี้ยว ไม่สามารถใช้ในการเกษตรได้ ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ และหมู่บ้านผักเหนาะ

นางสาวอังสิญาภรณ์ อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการ กศน. วิธีสมัคร SBOBET อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา นางลำพึง สุวรรณชาตรี ครู กศน. ตำบล และ นายวิโรจน์ แก้วชูเชิด ครูอาสาสมัครฯ พาผู้เขียนไปเยี่ยมชมสวนละมุดบางกล่ำ ที่เลี้ยงผึ้งชันโรงเป็นรายได้เสริมในสวนละมุด พร้อมชมกิจกรรมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ หลักสูตร การตลาดและบรรจุภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรง ณ ศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบ้านบางกล่ำกลาง หมู่ที่ 2 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

เนื่องจากตำบลบางกล่ำเป็นชุมชนเกษตรกรรม ครู กศน. ตำบลบางกล่ำ จึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการอบรมอาชีพให้สอดคล้องกับวิถีชาวบ้าน เช่น กิจกรรมอบรมถอดบทเรียนความรู้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ การผลิตปุ๋ยหมัก การเพิ่มมูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตร กระตุ้นให้ชาวบ้านในชุมชนเกิดการรวมกลุ่มผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้าในตลาดสด และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ เช่น Line Facebook Instagram ฯลฯ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามนโยบาย “ไทยนิยมยั่งยืน” ของรัฐบาล

เลี้ยงชันโรง เป็นรายได้เสริม
ในสวนละมุดบางกล่ำ

ครู กศน. ตำบลบางกล่ำ ได้จัดเวทีประชาคม ประชุมกับชาวบ้าน พบว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งทำสวนยางพารา และอยากมีรายได้เสริมในช่วงยางพาราราคาตกต่ำ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรอินทรีย์ จึงสนใจเลี้ยงผึ้งเป็นรายได้เสริม กศน. ตำบลบางกล่ำ จึงพาชาวบ้านไปศึกษาดูงานในแหล่งผลิตที่เลี้ยงผึ้งชันโรงในพื้นที่ต่างๆ จนชาวบ้านมีความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งชันโรง หรือ “อุง” บนโรงเรือน เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยชาวบ้านรวมกลุ่มดำเนินธุรกิจร่วมกัน ในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ” นอกจากนี้ ทาง กศน. ได้ส่งเสริมชาวบ้านแปรรูปน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์โลชั่น และสบู่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง

คุณเดชา ศิริโชติ (คุณโอ) เกษตรกรเจ้าของสวนละมุด และเป็นแกนนำวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงอุงและญิงยวนบางกล่ำ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เล่าให้ฟังว่า ข้อดีของการเลี้ยงอุง (ผึ้งชันโรง) ช่วยผสมเกสรไม้ผลในสวนให้มีผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมาก ถือเป็นการพึ่งพิงกันเองของธรรมชาติ เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าของสวนผลไม้ที่เลี้ยงผึ้งชันโรงได้อีกแนวทางหนึ่ง

ทุกวันนี้ ช่วงเช้าชาวบ้านจะออกไปกรีดยาง และใช้เวลาว่างไปเลี้ยงผึ้งชันโรง การเลี้ยงผึ้งชันโรง (อุง) โดยทั่วไป ชาวบ้านจะใช้เวลาเลี้ยงชันโรง ประมาณ 1 ปี จะได้น้ำผึ้งคุณภาพดี ออกขายได้ ขวดขนาด 150 ซีซี ขวดละ 300 บาท ข้อดีของการเลี้ยงชันโรง ใช้เงินลงทุนครั้งเดียว หลังจากรีดน้ำผึ้งจากรังแล้ว เกษตรกรสามารถแยกชันโรงได้เพิ่มขึ้นอีก 1 รัง เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แค่เลี้ยงผึ้งชันโรงในสวนผลไม้ และปลูกดอกไม้หลายชนิด ชันโรงจะออกหากินเอง