โครงการยกระดับโอท็อป ใน 10 จังหวัดพื้นที่เป้าหมาย

มีวัตถุประสงค์ของโครงการคือ เพื่อยกระดับให้โอท็อปพัฒนาขึ้นด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ พัฒนาให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูงขึ้นและมีความแตกต่าง รวมทั้งเร่งกระจายโอกาสการพัฒนาและสร้างความมั่นคงให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม มุ่งพัฒนากลุ่มโอท็อป รวมทั้งสิ้น 2,000 กลุ่ม ซึ่งจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไม่น้อยกว่า 30,000 ราย

โครงการ “1 ตำบล 1 นวัตกรรมเกษตร” มีวัตถุประสงค์ของโครงการคือ สร้างนวัตกรรมทางการเกษตรที่เหมาะสมกับศักยภาพ ด้วยการวิจัยแบบมีส่วนร่วมและสร้างรายได้แก่เกษตรกรในตำบลเป้าหมาย โดยมีรายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 10 มีกลุ่มเป้าหมายคือ เกษตรกร 10,000 ราย และองค์กรเกษตรกร ในพื้นที่ 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด ของประเทศไทย สร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก จากรายได้เฉลี่ยในระดับตำบลเพิ่มขึ้นร้อยละ 30

รองผู้ว่าการกลุ่มยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. กล่าวถึงเทคโนโลยีพร้อมใช้ซึ่ง วว. นำไปถ่ายทอดความรู้ว่า เตาชีวมวลเพื่อชุมชน วิจัยและพัฒนาโดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม วว. มีคุณลักษณะพิเศษด้านการออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน ดังนี้ 1. มีการออกแบบให้อากาศไหลเวียนอย่างเหมาะสม จึงทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ และคายความร้อนออกมาได้มาก 2. มีช่องว่างอากาศภายในเตา

ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันการสูญเสียความร้อน และเกิดการไหลเวียนของออกซิเจนภายในเตาได้อย่างเหมาะสม 3. สามารถกำหนดทิศทางการไหลของแก๊สร้อนและแก๊สเสียได้อย่างลงตัว ทำให้นำความร้อนทิ้ง กลับมาใช้ได้ มีการใช้ปริมาณไม้ 15-21 กิโลกรัม ถ่าน 5- 7 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความชื้นในไม้และถ่าน มีค่าความร้อน 32,500-45,500 Kcal/kg (กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม) อุณหภูมิภายในเตา (เชื้อเพลิงไม้) 500-600 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายในเตา (เชื้อเพลิงถ่าน) 600-800 องศาเซลเซียส

ชาวประมง ทนไม่ไหว ยื่น 8 ประเด็นปัญหา ให้รัฐบาลแก้ 1 ส.ค.นี้ หากไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน หยุดเรือออกหาปลาทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ไม่ต่ำกว่า 7 วัน เร่งอธิบดีกรมประมง ใช้มาตรา 83 กวาดเก็บแรงงานผิดกฎหมายในประเทศอีกรอบ รับแรงงานขาดหนักกว่า 4 หมื่นคน
รายงานข่าวจาก สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมประมงจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด ที่ประสบความเดือดร้อนมานานกว่า 3 ปี จากการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายการประมง

ระเบียบวิธีปฏิบัติของชาวประมง เพื่อแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) ภายหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ใบเหลืองไทย เมื่อเดือน เม.ย. พ.ศ. 2558 แม้ตัวแทนชาวประมงจะประชุมหารือถึงแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ได้รับการแก้ไขปัญหาน้อยมาก จึงได้ทำหนังสือถึงสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเปิดประชุมวิสามัญขึ้นในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเสนอ 8 ประเด็นปัญหา ให้รัฐบาลแก้ไขโดยเร่งด่วน

โดยที่ประชุมมีมติให้ผู้บริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำโดย นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคม พร้อมนายกสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเล เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรม และนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และให้สมาคมประมงทั้ง 22จังหวัด ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมที่ศาลากลางแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ไขปัญหาต่อไป พร้อมกับขอคำตอบภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ หากไม่ได้รับคำตอบในการแก้ปัญหาข้อใดข้อหนึ่งภายใน 7 วัน จะมีการหยุดเรือไม่ออกจับปลา ไม่ต่ำกว่า 7 วัน แม้การหยุดออกจับปลาจะขาดรายได้

แต่ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงเดือดร้อนหนักขึ้นทุกวัน ชาวประมงจำนวนมากต้องเลิกอาชีพการทำประมง หรือนำเรือไปจับปลาในเขตน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านแทน โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาที่เรือประมงพาณิชย์จากไทยโอนเป็นเรือประเทศกัมพูชาไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า 200 ลำ

สำหรับ 8 ประเด็นปัญหา ที่สมาคมประมงจังหวัดต่างๆ จะเสนอให้รัฐบาลแก้ไข คือ 1.ประเด็นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 2.ประเด็นปัญหากฎหมายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 3.ปัญหากฎหมายประมง 4.ปัญหาการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) 5.ปัญหาเรื่องเรือปั่นไฟ 6.ปัญหาเรื่องการรับซื้อเรือคืน 7.ปัญหา VMS และ 8.ปัญหากระทรวงแรงงานจะดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ปัญหาเร่งด่วนอันดับแรกที่สมาคมประมงจังหวัดชายทะเลเสนอให้ภาครัฐแก้ไข คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง แม้เดือน ต.ค. ปีที่ผ่านมา อธิบดีกรมประมงจะใช้อำนาจตามมาตรา 83 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าวได้ประมาณ 1.3 หมื่นราย นอกเหนือจากการจับคู่ระหว่างนายจ้างเจ้าของเรือประมงกับลูกจ้างต่างด้าวได้ 3 หมื่นคนก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่เพียงพอ ล่าสุดยังขาดแคลนแรงงานประมงอีก 4 หมื่นคน จึงเสนอให้ภาครัฐโดยอธิบดีกรมประมง ใช้อำนาจตาม มาตรา 83 พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานประมง (ซีบุ๊ก) เพื่อเก็บกวาดแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมาเป็นแรงงานประมงโดยเฉพาะอีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากขณะนี้เรือประมงพาณิชย์ในไทยขาดแคลนแรงงานหนักมาก เรือไม่สามารถออกทำการประมงเกือบ 2,000 ลำ ขณะที่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างภาครัฐของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้ส่งแรงงานมาทำอาชีพประมงในไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีการส่งแรงงานมาให้แต่อย่างใด

ปัญหาเร่งด่วน อันดับ 2 ที่ต้องการให้ภาครัฐแก้ คือ ประกาศของกรมประมง วันที่ 17 มี.ค. 2560 ที่ให้เจ้าของเรือประมงต้องดำเนินการ 12 ข้อ ให้ครบถ้วน อาทิ ต้องมีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ ใบอนุญาตการทำประมง ใบอนุญาตนายท้ายเรือ ฯลฯ มิเช่นนั้นจะมีความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงตาม พ.ร.ก. การประมง ซึ่งกรมประมงควรดำเนินการในขอบเขตหน้าที่ที่กรมประมงทำก็พอ ไม่ควรไปก้าวล่วงหน้าที่ของกรมเจ้าท่าหรือกรมอื่นๆ ที่มีบทบัญญัติลงโทษอยู่แล้วหากทำผิด

นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปในวิธีการปฏิบัติ เช่น การลืมกรอกรายละเอียดในล็อกบุ๊กการจับปลาในบางวัน ก็มีการปรับสูงเป็นเงินกว่าแสนบาทขึ้นไป รวมทั้งกักเรือไว้ก่อน แต่ควรที่จะมีการเตือนก่อนเหมือนที่ อียู ดำเนินการ หรือเรื่องจำนวนปลาที่จับได้ ควรคลาดเคลื่อนได้ประมาณ 20-30% ไม่ใช่ 10% เพราะอย่างไรก็ต้องนำมาชั่งน้ำหนักก่อนจำหน่ายอยู่แล้ว เป็นต้น

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า อีกปัญหาที่กำลังจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวประมงภายใน 1-5 ปีข้างหน้า คือ การที่กระทรวงแรงงานจะดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188 เรือประมงต้องรื้อเก๋งเรือเพื่อทำห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ความสูงเพดานเก๋งเรือใหม่ ต้องใช้เงินนับล้านบาทต่อราย ซึ่งเรื่องนี้กลุ่มประเทศ อียู มีผู้รับรองภาคีนี้เพียง 3 ประเทศ เท่านั้น ทั้งที่มีการรณรงค์มานานถึง 8 ปี แต่ในเอเชียก็ยังไม่มีประเทศใดได้รับการรับรอง หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน จีน ญี่ปุ่น ก็ยังไม่รับรองเพราะมีแค่ความสมาร์ท แต่ชาวประมงเดือดร้อนหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 กรกฎาคม 2561) ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน จ.หนองคาย ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว นับเป็นวันที่ 3 ล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 10.24 เมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของเมื่อวานนี้ (23 กรกฎาคม 2561) ถึง 1.94 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.96 เมตร และพรุ่งนี้ (25 กรกฎาคม 2561) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากน้ำทางตอนเหนือ คือ ที่สถานีเชียงคาน จ.เลย วันนี้ยังเพิ่มขึ้น 15 เซนติเมตร ซึ่งระดับน้ำโขงวันนี้เป็นสถิติสูงสุดในรอบปี และได้เริ่มหนุนเข้าในลำห้วยสาขา ทำให้ลำห้วยสาขาที่มีประตูปิด-เปิดน้ำต้องปิดประตูทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโขงหนุนเข้าไปท่วมพื้นที่การเกษตรทางตอนใน

ล่าสุด นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสถานการณ์น้ำโขง และได้ตรวจการปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 ประตู ของโครงการห้วยหลวง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในแม่น้ำโขงไหลเข้าในลำห้วยหลวงไปท่วมพื้นที่ทางการเกษตรที่อยู่ใกล้เคียง ทั้ง จ.หนองคาย และ จ.อุดรธานี กว่า 3 หมื่นไร่ พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 15 เครื่อง ไว้สูบน้ำในลำห้วยลงแม่น้ำโขงทันที หากน้ำในลำห้วยสูงจากฝนที่อาจตกในพื้นที่ จ.หนองคาย และ จ.อุดรธานี จนน้ำในลำห้วยมีระดับสูง

นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ตอนนี้ระดับของแม่น้ำโขงเริ่มสูงกว่าระดับน้ำในลำห้วยหลวง ทำให้น้ำโขงไหลเข้ามาในห้วยหลวง ซึ่งอาจส่งผลให้ท่วมพื้นที่ทางการเกษตร ตอนนี้ทางผู้อำนวยการโครงการชลประทานหนองคายจะปิดประตูระบายน้ำห้วยหลวง และสูบน้ำระบายออกจากลำห้วย อีกส่วนหนึ่งจะไปสูบน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำในห้วยหลวงที่ไม่สามารถระบายลงในแม่น้ำโขงได้ เนื่องจากมีการปิดประตูระบายน้ำอยู่ ซึ่งอาจทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมพื้นที่ทางการเกษตรได้ ในตอนนี้คาดว่ายังรับมือไหว เนื่องจากไม่มีฝนตกในพื้นที่ ขณะนี้ได้มีการปิดประตูระบายน้ำลำห้วยทั้งหมดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโขงเข้า และได้สั่งการให้ทางชลประทานเฝ้าระวังและเตรียมรับมือตลอดเวลา มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 15 เครื่อง ไว้สูบน้ำในลำห้วยทันทีหากพบว่ามีระดับสูง

เฟซบุ๊กแฟนเพจ ABC Laos news ສຳນັກຂ່າວເອບີຊີລາວ รายงานเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า บริษัท PNPC ได้แจ้งเตือนให้ประชาชนอพยพขึ้นที่สูงโดยด่วน หลังเกิดเหตุสันเขื่อน เขื่อนเซเปี่ยน-เซน้ำน้อย ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแตก ส่งผลให้มวลน้ำปริมาณ 5,000 ล้านตัน ไหลทะลักลงแม่น้ำเซเปี่ยน เอ่อท้นเข้าท่วมบ้านเรือน ในแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศลาว

รายงานระบุว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของ วันที่ 23 มิถุนายน ล่าสุดมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบหลายร้อยหลังคาเรือน โดยระดับน้ำในบางจุดสูงถึงระดับมิดหลังคาบ้าน โดยล่าสุดยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่บนหลังคาบ้านออกจากพื้นที่

ทั้งนี้รายงานระบุว่า เขื่อนเซเปี่ยน-เซน้ำน้อย เริ่มต้นก่อสร้างตั้งแต่ปลาย ปี 2013 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2019 โดยรายงานคาดว่าสันเขื่อนที่แตกออกดังกล่าวอาจเป็นผลจากฝนที่ตกลงมาติดต่อกันหลายวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

รู้จัก ซีอีโอ วัย 13 ผู้สร้างแบรนด์เครื่องดื่มน้ำมะนาว ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ
แม้ว่าการรับหน้าที่ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ มี แอนด์ เดอะ บีส์ เลมอนเนด (Me & The Bees Lemonade) อย่างเต็มตัวของหนูน้อยมิคาอิลา อัลเมอร์ แต่ก็ไม่ทำให้เธอต้องละทิ้งการเรียนไปได้

“บางครั้ง ฉันต้องขาดเรียนบางวิชา เพื่อที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ หรือเดินทางไปออกรายการโทรทัศน์ หรือบางครั้งก็ต้องพลาดงานใหญ่ๆ งานแสดง เพราะต้องมีโปรเจ็กต์สำคัญ หรือต้องเข้าสอบที่โรงเรียน” ด.ญ. อัลเมอร์ บอกกับ บีบีซี และยังย้ำว่า “ชีวิตของฉันไม่ง่ายเลย”

เมื่อถามถึงผลการเรียนแล้ว อย่างเช่น ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ คะแนนของเธอก็อยู่ในเกณฑ์กลางๆ เท่านั้น แต่หากถามว่าธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมะนาวของเธอเป็นอย่างไรบ้าง บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะสินค้าของเธอตอนนี้ วางจำหน่ายไปแล้วในร้านค้ากว่า 500 แห่ง ทั่วสหรัฐฯ โดยมียอดขายราว 360,000 ขวด ต่อปี และทำให้เธอกลายเป็นนักธุรกิจที่มีอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในสหรัฐฯ

รู้จักกับ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon และคนที่รวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน
5 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ แจ็ค หม่า และอาลีบาบา
เริ่มธุรกิจได้อย่างไร

ที่จริงแล้ว หนูน้อยอัลเมอร์เริ่มต้นธุรกิจนี้มาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส โดยครั้งแรกที่เธอขายน้ำมะนาวที่หน้าบ้าน ในปี 2009 ซึ่งจุดเด่นของน้ำมะนาวของเธอ เป็นสูตรต้นตำรับที่ตกทอดมาจากรุ่นทวด ที่มีส่วนผสมจากน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เธอถูกผึ้งต่อยอย่างน้อย 2 ตัว ในเวลา 2 สัปดาห์

แทนที่พ่อแม่จะเป็นกังวลที่ลูกจะได้รับบาดเจ็บจากการยุ่งกับบรรดาฝูงผึ้ง แต่พวกเขากลับสนับสนุนและให้คำแนะนำดีๆ ต่อหนูน้อยอัลเมอร์ โดยเธอศึกษาและวิจัยข้อมูลเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพวกมันมากขึ้น โดยเฉพาะการมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรดอกไม้และในระบบนิเวศ

นี่จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอมอบรายได้ส่วนหนึ่งของยอดขายน้ำมะนาวแก่องค์กรพิทักษ์ผึ้ง หลังจากนั้น ร้านน้ำมะนาวของเธอก็ได้รับความไว้วางใจให้ส่งน้ำมะนาวไปขายในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะขยายช่องทางการขายจนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันธุรกิจของเธอสมทบทุนให้กับกลุ่มอนุรักษ์ผึ้ง ในสัดส่วน 10% ของกำไร

ถึงแม้ว่าพ่อและแม่ของหนูน้อยอัลเมอร์จะเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจ แต่หนูน้อย ซีอีโอ บอกว่า เธอเป็นคนเริ่มตั้งแต่ต้น ตั้งแต่บีบน้ำมะนาว ส่วนพ่อและแม่ก็ช่วยออกแบบสติ๊กเกอร์สวยๆ ติดเแก้วให้

“แต่เมื่อธุรกิจขยายขึ้น ฉันทำคนเดียวไม่ได้แน่ๆ ดังนั้น ก็เลยต้องถามพ่อและแม่ว่า ออกแบบตราสินค้า หรือ โลโก้ ทำอย่างไร ไปหาโรงงานผลิตที่ไหน รวมทั้งขยายจำนวนร้านค้าเพิ่มเติมอย่างไร” เธออธิบาย

ที่จริงแล้ว พ่อและแม่ของหนูน้อยอัลเมอร์จบการศึกษามาทางบริหารธุรกิจและมีประสบการณ์ด้านการตลาด แต่ว่าไม่เคยมีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเลย สิ่งที่ต้องการคือ “ทีมเวิร์ก”

“พวกเราคือ ซีอีโอร่วม ที่จะช่วยการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เพราะบางเรื่องพ่อแม่ตัดสินใจไม่ได้ก็ให้ฉันทำแทน บางเรื่องที่ฉันตัดสินใจไม่ได้ พ่อแม่ก็จะช่วย” เธอบอกและว่า “ฉันยังเด็กด้วยแหละ มีเรื่องไม่รู้อีกตั้งหลายอย่าง ก็ต้องให้พ่อแม่ช่วยออกความคิดเห็นในบางเรื่อง”

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ช่วงต้นปี 2015 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท เมื่อสามารถคว้าสัญญาที่จะส่งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำมะนาวขวดเข้าไปจำหน่ายในห้าง โฮล์ ฟู้ดส์ มาร์เก็ต (Whole Foods Market) ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของสหรัฐฯ

ผู้บริหารของห้างแห่งนี้บอกว่า “หนูน้อย ซีอีโอ คนนี้ และบริษัทของเธอน่าสนใจมาก เนื่องจากมีสินค้าที่มีเอกลักษณ์ รสชาติดีเยี่ยม บวกกับความมุ่งมั่นของเจ้าของและความรับผิดชอบต่อสังคม”

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารายนี้ก็บอกว่า รู้สึกประทับใจ ซีอีโอ วัย 9 ขวบ คนนี้มาก โดยเฉพาะการมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเรื่องความสำคัญของผึ้งในการช่วยผสมเกสรดอกไม้

ก้าวที่ยิ่งใหญ่

ต่อมาในปี 2015 หนูน้อย ซีอีโอ ถูกกล่าวขวัญผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง เช่น การแนะนำผ่านรายการโทรทัศน์ที่มีผู้ชมทั่วสหรัฐฯ นอกจากนี้ เธอยังได้นำเสนอโครงการต่อกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมลงทุนในธุรกิจ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ เดย์มอนด์ จอห์น เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าฟูบู (FUBU) ที่ตกลงจะลงทุนเป็นเงินราว 6 หมื่นดอลล่าร์สหรัฐ

นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่มาหลายรางวัล ที่สำคัญคือ เธอเคยได้รับการชื่นชมโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา ซึ่งในระหว่างที่นายโอบามาดำรงตำแหน่ง เธอได้รับเชิญไปยังทำเนียบขาวอีกด้วย

ตอนนี้หนูน้อย ซีอีโอ เผยว่า มีแผนจะเปิดตัวธุรกิจใหม่เพิ่มเติมด้วย ทว่าเธอบอกว่ายังไงก็ไม่ทิ้งการเรียนเพราะยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะเข้าเรียนระดับไฮสกูล พบเพื่อนใหม่และไม่ต้องสวมชุดนักเรียนไปโรงเรียน

หมายเหตุ: นี่เป็นส่วนหนึ่งของรายงานประจำสัปดาห์ของ บีบีซี ในชื่อชุด The Boss ซึ่งจะนำอัตชีวประวัติและเรื่องราวที่น่าสนใจของเหล่าผู้บริหารชั้นนำของโลก จากหลากหลายธุรกิจ

กลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูลกว่า 10 คน บุกที่ประชุม ครม. สัญจร เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี สั่งเปิดการเจรจาจ่ายเงินเยี่ยวยาผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เมื่อ 26 ปีก่อน พร้อมให้เปิดประตูเขื่อน 5 ปี เพื่อทดลองและฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาของลุ่มน้ำ

สมัชชาคนจน/เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ ม.อุบลราชธานี อ.วารินชำราบ สถานที่จัดประชุม ครม. สัญจร และการประชุมกลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 4 จังหวัด มีกลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจน ประมาณ 10 คน นำโดย นายกฤษกร ศิลารักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เรียกร้องขอยื่นหนังสือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะมาเป็นประธานการประชุมครั้งนี้

แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง ซึ่งวางกำลังรักษาความปลอดภัย รอบโรงแรมยูเพลส ของ ม.อุบลราชธานี สกัดไม่ให้กลุ่มชาวบ้านเข้าไปภายใน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้มาเจรจาขอให้กลุ่มชาวบ้านทั้งหมดไปยื่นหนังสือไว้กับศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้า ที่ตั้งอยู่ภายในเทศบาลตำบลเมืองศรีไค ตรงข้ามกับ ม.อุบลราชธานี

โดยหนังสือของกลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจนมายื่นครั้งนี้ เรียกร้องให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิ.ย.58 แทนคณะกรรมการชุดเก่าที่ลาออกไป 9 คน พร้อมให้เปิดเจรจาระหว่างกลุ่มสมัชชาคนจนกับกระทรวงพลังงาน

เพื่อนำเอาหลักเกณฑ์การชดเชยเยี่ยวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เมื่อ 26 ปี ตามที่ได้ตกลงไว้ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือจ่ายเงินให้ ครอบครัวละ 310,000 บาท แก่ผู้ได้รับผลกระทบกว่า 4,000 ครอบครัว

และให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล เพื่อศึกษาทดลองและฟื้นฟูระบบนิเวศวิทยาของลุ่มแม่น้ำมูนเป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งยังเรียกร้องให้รีบพิจารณากำหนดราคาที่ดิน เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์จ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหัวนาที่จ.ศรีสะเกษ และแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในลำน้ำลำโดมใหญ่ ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของทุกปีด้วย

กรมชลฯ เปิดโรดแมปแผนศึกษาพัฒนาแหล่งน้ำ จ.พัทลุง ตอนล่าง-สงขลา ตอนบน เตรียมเสนอของบประมาณกว่า 700 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพอ่าง-คลองส่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ทำนาข้าว 10,000 ไร่ แถมเพาะปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีก 8,700 ไร่

ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรายงานจากจังหวัดพัทลุงว่า กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนงานบริหารจัดการน้ำจังหวัดพัทลุง ระยะแรก งบประมาณรวม 744.7 ล้านบาท แบ่งเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บน้ำคลองหัวช้าง อันเนื่องจากพระราชดำริ โดยสันฝายอาคารระบายน้ำที่สามารถเก็บกักเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอีก 3 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 30.339 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 33.339 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักฝายท่าเชียดอีก 300,000 ลบ.ม. ผ่านการเสริมสันฝายเพื่อยกระดับน้ำสูงขึ้นอีก 1 เมตร

นอกจากนี้ มีโครงการต่อเนื่องในการปรับปรุงคลองส่งน้ำ จำนวน 8 สาย รวมความยาว 90.60 กิโลเมตร มีอาคารส่งน้ำ 564 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพัทลุง ตอนล่าง 5 อำเภอ จำนวน 8 ตำบล มี อ.เขาชัยสน บางแก้ว ตะโหมด ป่าบอน และปากพะยูน มีพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งหมด 108,513 ไร่ โดยแผนทั้งหมดเตรียมนำเสนอโดยใช้งบประมาณ ปี 2563 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงระบบส่งน้ำ โดยจะศึกษาให้แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561 ใช้เวลาทำการศึกษารวม 450 วัน

ที่ผ่านมา จังหวัดพัทลุง เคยประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูน้ำหลาก เนื่องจากคลองธรรมชาติที่มีอยู่มีความจุไม่พอกับปริมาณน้ำหลาก และยังมีปริมาณน้ำเพิ่มเติมมาจากทะเลสาบสงขลา ที่ถูกหนุนสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองส่งน้ำสายต่างๆ เช่น คลองท่ามะเดื่อ ปากเพนียด หมาขบค่าง และคลองปากพล มีความยาวคลองทั้ง 4 สาย รวม 30 กิโลเมตร

ส่วนที่ จ.สงขลา ตอนบน ซึ่งเป็นรอยต่อจังหวัดพัทลุง กรมชลประทาน ได้สร้างคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วม พร้อมกับจัดทำแก้มลิงเก็บกักน้ำ และปรับปรุงคลองส่งน้ำ ควบคุมน้ำ ซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายให้เกษตรกร ตลอดจนรายจ่ายภาครัฐในการบรรเทาภัยพิบัติ รวมถึงเพิ่มน้ำต้นทุนเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้งได้อีก 8,700 ไร่ โดยโครงการดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ แหล่งปลูกข้าวใหญ่ของภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ เช่น อ.ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง และขาดแคลนน้ำเป็นประจำ มีสาเหตุหลักจากการไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำและไม่สามารถใช้น้ำจากทะเลสาบสงขลาได้เมื่อมีน้ำเค็มรุกเข้ามา รวมถึงยังไม่มีระบบกระจายน้ำที่เหมาะสม