โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการพัฒนาเกษตรกร

4. โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง (Precision Farming) 5. โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ 6. โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

และ 7. โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีตามที่ตั้งแปลงปี 2561/62 ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 ข้อมูล ณ วันที่ 2 พ.ย. 2561 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4.229 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 57.820 ล้านไร่ โดยมีรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จำนวน 4.058 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 54.969 ล้านไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งข้อมูลรายชื่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 ให้แก่ ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรแล้ว

คุณสุริยันต์ วรรณวงษ์ ประมงจังหวัดบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า ผลผลิตทางประมงภายในจังหวัดบุรีรัมย์มี 2 ช่องทาง ในการทำรายได้ คือช่องทางแรก ปลาที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามห้วย หนอง คลอง บึงต่างๆ ซึ่งมีสัตว์น้ำอยู่ภายในแหล่งน้ำเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านสามารถจับขึ้นมาบริโภคและจำหน่ายสร้างเป็นรายได้ และช่องทางที่สอง สัตว์น้ำอันเกิดมาจากการเลี้ยงเป็นเชิงการค้า เพราะบางช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้มีการเลี้ยงมากขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ

“การทำประมงของเกษตรกร แต่ละพื้นที่ก็จะมีการเลี้ยงชนิดปลาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปริมาณน้ำ ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำมากหน่อย ก็จะมีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาที่แตกต่างกันไป เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ส่วนพื้นที่น้ำไม่เพียงพอก็จะส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์น้ำแบบใช้น้ำน้อย เช่น การเลี้ยงกบ ปลาดุก ในกระชังบก โดยการทำประมงแต่ละอย่างจะเน้นดูพื้นที่เป็นหลัก จากนั้นก็ส่งเสริมการทำตลาดแบบนำมาแปรรูปขายเอง เพื่อให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น” คุณสุริยันต์ กล่าว

คุณประยูร เรียบร้อย อยู่บ้านเลขที่ 27/2 หมู่ที่ 2 ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเกษตรกรที่ยึดการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ โดยทำรายได้แบบหลากหลายช่องทาง คือ การขายเพาะพันธุ์ปลา การขายปลาเนื้อ ตลอดไปจนถึงการแปรรูปเป็นสินค้าพร้อมรับประทาน เกิดเป็นรายได้หลากหลายแบบไม่ถูกกดราคา

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพเป็นลูกจ้างอยู่ในหน่วยงานรัฐ และมีโอกาสได้เรียนรู้การเพาะพันธุ์ปลา ตลอดไปจนถึงความรู้ในการเลี้ยงปลา ในสมัยนั้นเห็นมีที่ดินว่างอยู่ยังไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลาเนื้อเป็นอาชีพ พร้อมทั้งมีการเพาะลูกพันธุ์เอง เพื่อให้ประหยัดต้นทุนในการซื้อลูกพันธุ์เข้ามาเลี้ยงภายในฟาร์ม

“ช่วงนั้นประมาณปี 2540 เราก็เริ่มเพาะพันธุ์ปลาเลี้ยงปลาแบบทดลองเองก่อน และเมื่อผลผลิตที่ได้มีก็จะจับขาย แล้วนำมาทำขายเองตามตลาดนัด พอการเลี้ยงประสบผลสำเร็จ การตลาดก็เริ่มนิ่ง จึงขยับขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น และเลี้ยงหลากหลายชนิด เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น” คุณประยูร บอก

โดยบ่อที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลานั้น คุณประยูร บอกว่า เป็นบ่อดินที่มีขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของปลาที่เลี้ยง เช่น ถ้าเป็นบ่ออนุบาลลูกปลา จะใช้บ่อดินขนาดครึ่งงาน และถ้าใช้สำหรับเลี้ยงปลาเนื้อ ใช้บ่อดิน ขนาด 2 งาน

การเลี้ยงปลาให้ได้ไซซ์ขนาดใหญ่นั้น จะนำลูกปลาที่ผ่านการอนุบาลจนแข็งแรงดีแล้ว มาปล่อยลงในบ่อดินที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 3,000 ตัว ต่อบ่อ อาหารในระยะแรกจะให้กินไข่ขาว รำอ่อน และปลาป่น วันละ 1 ครั้ง ในช่วงเช้า

“ปลาที่เราเลี้ยง เป็นปลาเนื้อ สำหรับทำเป็นปลาไซซ์ใหญ่ ระยะเวลาเลี้ยงแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป อย่างต่ำสุดก็ใช้เวลาเลี้ยง 5 เดือน อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นแบบลดต้นทุน ใช้เศษขนมปังที่ซื้อมาได้ในราคาถูก และก็รำอ่อน ให้กินทุกวัน วันละ 1 ครั้ง บางช่วงถ้าอาหารพวกเศษขนมปังหาไม่ค่อยได้ ก็จะมีการใช้อาหารเม็ดเข้ามาเสริมบ้าง ใช้เปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 25 เพื่อให้ปลาได้กินอาหารทุกวัน ไม่ให้ขาดช่วงการเจริญเติบโต” คุณประยูร บอก

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรค จะดูแลด้วยการโรยปูนขาวลงไปบริเวณปากบ่ออยู่เสมอ เพื่อเป็นการช่วยฆ่าเชื้อโรค เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้บ่อมีความสะอาดไม่สะสมโรคจนปลาป่วยและเกิดความเสียหาย

สำหรับการตลาดเพื่อขายปลาภายในฟาร์ม คุณประยูร บอกว่า มีการขายแบบหลากหลาย ตั้งแต่การขายลูกพันธุ์ปลาไปจนถึงจับปลาที่เลี้ยงนำมาแปรรูปขายตามตลาดนัดที่อยู่ในบริเวณชุมชน ก็สามารถเกิดเป็นรายได้หลากหลายช่องทาง โดยลูกพันธุ์ปลาทั้งหมดภายในฟาร์ม ขายอยู่ที่ ตัวละ 1-2 บาท ส่วนปลาเนื้อที่เลี้ยงเป็นปลาไซซ์ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ปลานิล ขายเป็นปลาสด อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท และบางส่วนจับขึ้นมาแปรรูปทำเป็นกับข้าวเกิดรายได้อีกหนึ่งช่องทาง

“พอเรื่องการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง การแปรรูป เราอยู่ตัว สามารถเกิดเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง ทีนี้ก็มาเริ่มเสริมเป็นกิจกรรมใหม่ คือใช้ปลาภายในบ่อหารายได้ ด้วยการเปิดบ่อให้คนที่ชอบตกปลา ได้มีกิจกรรมทำ ด้วยการคิดเงินแบบเบ็ดตกปลาคันละ 130 บาท เบ็ดตกปลา 1 คัน สามารถตกปลาได้อยู่ที่ 2 กิโลกรัม ต่อคัน หากน้ำหนักปลาที่ได้เกินที่กำหนด ก็จะต้องจ่ายเพิ่มส่วนต่างที่เกินไป กิโลกรัมละ 60 บาท ก็ถือว่าคนที่นี่สนใจมาก มีเข้ามาตกปลาทุกวัน เป็นกิจกรรมยามว่างของเขา” คุณประยูร บอก

สำหรับท่านที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ คุณประยูร แนะนำว่า การเลี้ยงปลาไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีความชอบและเรียนรู้ก็ประสบผลสำเร็จได้ แต่การทำในเรื่องของการตลาดต้องมีการรองรับให้หลากหลาย โดยที่ไม่เน้นส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้ตลาดตัน ดังนั้น ควรนำมาแปรรูปขายเองบ้าง และบางส่วนสร้างเป็นกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทาง ก็จะช่วยให้สามารถเกิดผลกำไรจากการเลี้ยงปลาอย่างแน่นอน

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ พายุโทราจี (Toraji), (มีผลกระทบจนถึง วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561) ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ระบุว่า

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (19 พ.ย. 61) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชั่น “โทราจี” (Toraji) ปกคลุมปลายแหลมญวน คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ในช่วง วันที่ (19-20 พ.ย. 61) หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลอันดามันในวันที่ (21 พ.ย. 61) ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย โดยมีผลกระทบดังนี้

ในวันที่ 19 พ.ย. 61 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

ในวันที่ 20 พ.ย. 61 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล

ในวันที่ 21 พ.ย. 61 จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล อนึ่ง ในช่วง วันที่ 19-22 พ.ย. 61 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลบนเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมง ข้างหน้า บริเวณภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังในช่วง วันที่ 19-21 พ.ย. 61 สำหรับบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชั่น “โทราจี” (Toraji) ปกคลุมปลายแหลมญวน คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ในช่วง วันที่ (19-20 พ.ย. 61) หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลอันดามันในวันที่ (21 พ.ย. 61) ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง สำหรับบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่ เวลา 17:00 น. วันนี้ ถึง 17:00 น. วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดตาก พิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เครือเบทาโกร (ขวาสุด) ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงานแข่งขันกอล์ฟสตรี รายการ Honda LPGA Thailand 2019 ในฐานะที่เครือเบทาโกรเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับการแข่งขันกอล์ฟสตรี รายการ Honda LPGA Thailand 2019 จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอล์ด คอร์ส เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

มะม่วงมหาชนก เป็นมะม่วงพันธุ์ที่คนไทยนิยมกินผลสุก เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์โดยบังเอิญ ระหว่างพันธุ์ซันเซทกับพันธุ์หนังกลางวันของบ้านเรา เกิดเป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ ตั้งชื่อว่า “มหาชนก” หรือ “ราชาทรงโปรด” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

มะม่วงมหาชนก เป็นมะม่วงที่มีจุดเด่นคือ ผลมีขนาดใหญ่ รูปทรงยาว เปลือกหนา รสชาติอร่อย เหมาะสำหรับส่งออก ผลดิบเป็นสีเขียว รสเปรี้ยว ผลสุกผิวสีเหลืองทองจนถึงสีแดงทั้งผล มองดูสวยงาม ทั่วไปนิยมกินผลสุก เมื่อสุกจัดจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติหวาน หอม เนื้อแน่น เปลือกหนา เมล็ดลีบบาง รสชาติถูกใจคนไทยและต่างชาติ

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ได้ถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนโดยการนำมะม่วงมหาชนกมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่อยู่ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิเข้าร่วมสนองพระราชดำริ

อาจารย์วรรภา วงศ์แสงธรรม หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า ตนเองอยู่ในส่วนของการนำไปใช้ประโยชน์ โดยการนำมะม่วงมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อนำไปออกงานของ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ผลิตภัณฑ์แรกที่ทำคือ น้ำมะม่วงมหาชนก เนื่องจากมะม่วงมหาชนกมีจุดเด่นที่กลิ่น และเนื้อสัมผัสไม่เหมือนมะม่วงทั่วไป อีกทั้งยังมีเนื้อที่เยอะและเมล็ดที่ลีบ และเพื่อให้น้ำมะม่วงนั้นสามารถเก็บได้นาน จึงใช้วิธีการทำแบบฆ่าเชื้อ สามารถตั้งอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ ไม่ต้องแช่เย็น ซึ่งตอนนี้มีผลิตภัณฑ์อยู่ 2 ตัวคือ น้ำมะม่วงมหาชนกพร้อมดื่ม โดยใช้เนื้อมะม่วง 25 เปอร์เซ็นต์ นำมาปรับรสชาติ และน้ำมะม่วงมหาชนกเข้มข้น ใช้เนื้อมะม่วง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 แบบจะไม่ใส่สารกันบูด และมหาวิทยาลัยคำนึงถึงอาหารปลอดภัย ที่ผ่านมาได้มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจ และโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนอุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยให้นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกสอนน้องๆ นักเรียนอีกด้วย

ปัจจุบันนอกจากน้ำมะม่วงมหาชนกแล้ว ยังได้มีการแปรรูปเป็นไอศกรีม แยม เยลลี่ และนำมาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เช่น ทาดมะม่วงมหาชนก ซึ่งผลตอบรับดีค่อนข้างดี

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โทร. 035-709-096

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจของเกษตรกร เนื่องจากปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี หากมีน้ำเพียงพอ ซึ่งไผ่บงหวานสามารถรับประทานสดได้ทันที หรือนำไปประกอบอาหารแทนเมนูมะพร้าวได้ทุกเมนู ไม่ต้องนำมาต้มเพื่อให้รสขมของหน่อไม้หายไป ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของไผ่พันธุ์นี้ และยังตอบโจทย์สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์ ที่ชอบรับประทานไผ่ เพราะจากการตรวจสอบทางเคมี พบว่า ไม่มีสารยูริก ไม่มีสารไซยาไนด์ที่จะกระทบต่อผู้ป่วยโรคเกาต์ อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตแบบอินทรีย์ได้ง่าย เพราะไม่มีโรคแมลงรบกวน ประกอบกับราคายังเป็นที่จูงใจ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 70 บาท

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) เพื่อศึกษาพืชทางเลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะไม่มีความมั่นใจด้านราคา ขาดความรู้ด้านการผลิตและตลาด อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยสัมภาษณ์กับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกไผ่บงหวาน นายธีรวัจน์ จักร์แก้วรังสี

ซึ่งได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ในการริเริ่มเพาะปลูกไผ่บงหวานเพื่อสร้างรายได้ว่า ตนเองเห็นว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก โดยราคากิ่งพันธุ์ ที่ลงทุนซื้อมาปลูกช่วงแรกอาจสูง เพราะราคาอยู่ที่ประมาณ 100 บาท ต่อเหง้า แต่เมื่อเริ่มให้ผลผลิตจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน ทำให้มีรายได้ 91,000 บาท ต่อไร่ (อัตราการปลูกไร่ละ 200 กอ) ในขณะที่ต้นทุนทั้งหมด 28,693 บาท ต่อไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการให้น้ำค่าปุ๋ย และค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งเมื่อหักลบแล้วคิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 62,307 บาท ต่อไร่

สำหรับไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นไผ่ขนาดกลางใช้ประกอบเป็นอาหารได้หลายประเภท อาทิ แกง ผัด ต้ม ทำส้มตำ โดยลำต้นเมื่อโตเต็มที่จะสูง 7-12 เมตร หน่อจากต้นที่โตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 200 กรัม หรือ 4-5 หน่อ ต่อกิโลกรัม มีสีเขียว การขยายพันธุ์สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และปลูกด้วยเหง้า อย่างไรก็ตาม ควรมีความพร้อมในเรื่องแหล่งน้ำ (ช่วงฤดูแล้งขาดน้ำไม่ได้) จึงจะทำให้มีผลผลิตได้ทั้งปี และการลงทุนในระยะแรกในเรื่องระบบน้ำและพันธุ์ค่อนข้างสูง ต้องการการดูแลที่สม่ำเสมอ สามารถทำการผลิตแบบชีวภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใดๆ ในการผลิตสำหรับเกษตรกรที่สนใจการปลูกไผ่บงหวาน สามารถขอคำแนะนำจาก นายธีรวัจน์ จักรแก้วรังสี โทรศัพท์ 09 4757 4299 หรือทาง Facebook ธีรวัจน์ จักร์แก้วรังสี ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วินัย ตาระเวช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ตามที่ทางคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้การทำกระดาษจากฟางข้าว และสอนทำดอกไม้ประดิษฐ์จากฟางข้าว ให้กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านแสงตะวัน ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

จากภูมิปัญญาที่นำฟางข้าวมาทำเป็นกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยวิธีการต้มเยื่อและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในการจัดดอกไม้แบบไทย แนวคิดข้างต้นจากความรู้ที่มีอยู่ ได้นำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับวัฒนธรรมประเพณีไทย โดยการนำฟางข้าวมาทำเป็นทุ่นลอย และกระดาษจากฟางข้าวนำมาทำกลีบบัวสวยๆ ตลอดวัสดุตกแต่งก็ยังทำมาจากกระดาษฟางข้าวทั้งสิ้น โดยจุดเด่น เป็นวัสดุเหลือใช้และอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างดีเยี่ยม และเป็นภูมิปัญญาของคนไทย และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะการใช้ฟางข้าวในแผ่นดินพ่อ มาทำประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์