โคราช รวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสนองนโยบายรัฐ

ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2557 ด้านที่ 3 การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ข้อ 3.7 แก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รุกล้ำ และออกมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยคณะอนุกรรมการภายใต้คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จำนวน 4 คณะ เพื่อเป็นกลไกที่ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ดังนี้ คณะที่ 1 คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน มีอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดิน และแผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมด้วยรายชื่อผู้ครอบครอง และส่งมอบให้คณะอนุกรรมการจัดที่ดินดำเนินการ คณะที่ 2 คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน มีอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลผู้ยากไร้

ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การจัดที่ดิน ในรูปแบบชุมชนที่เหมาะสม เช่น สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นๆ โดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน คณะที่ 3 คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การใช้ระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ในรูปแบบสหกรณ์หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม

คณะที่ 4 คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด(คทช.จังหวัด) เป็นกลไกการทำงานในระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่สำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดิน และแผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย การตรวจสอบและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินและรายชื่อผู้ยากไร้ การจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดที่ดิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพและการตลาดให้แก่ผู้ยากไร้

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาโดยคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เห็นชอบให้นำพื้นที่เป้าหมายประกอบด้วย พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง เนื้อที่ 1,021-2-37 ไร่ และพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงหมายเลข 4843 ตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี เนื้อที่ 537-1-47 ไร่ รวม 2 พื้นที่ มาดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ได้จัดคนเข้าทำประโยชน์และเข้าอยู่อาศัย จำนวน 85 ราย และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ได้ประชุมคณะทำงานพร้อมกับการลงพื้นที่ เพื่อวางแผนในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและร่วมจัดทำเมนูอาชีพเชิงบูรณาการตามความประสงค์ของเกษตรกรโดยให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ พร้อมกันนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดประชุมชี้แจงเกษตรกร ทั้ง 85 ราย ที่ได้รับการจัดที่ดินให้เข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลปากช่อง อำเภอปากช่องเพื่อรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ตามความสมัครใจ ปรากฏว่าเกษตรกรทั้งหมดเห็นควรรวมกลุ่มในรูปของสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ “สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง(คทช.) จำกัด และจากนี้ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจากทุกภาคส่วนในเชิงบูรณาการ จะดำเนินการโดยผ่านระบบสหกรณ์ ที่ได้มีการรับจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ไว้แล้ว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมนำร่องดึง 35 ชุมชนมาพัฒนาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงเวลาค่ำคืน (ไนท์ทัวร์ริสซึ่ม) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการส่งเสริมปีแห่งการท่องเที่ยวไทย 2561 และจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะชูไฮไลต์ประดับประดาแสงไฟสวยงามในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงดึงพื้นที่ชุมชนโดยรอบสถานที่ประดับไฟ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น จัดพื้นที่ตลาดนัดชุมชนยามค่ำ เส้นทางปั่นจักรยานในยามค่ำคืน เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงยังช่วยขยายเวลาการท่องเที่ยวจากเฉพาะกลางวันเป็นช่วงกลางคืนได้ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มวันพำนักเฉลี่ยจาก 9 วัน เป็น 10 วัน

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีแนวคิดเรื่องประดับไฟเพราะเห็นว่ารูปแบบการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในหลายๆ เมืองที่ประดับไฟมีคนไปท่องเที่ยวถ่ายรูปตอนกลางคืนได้ จึงมองว่าน่าสนใจ โดย 35 จุดแรก จะเน้นชุมชนในกรุงเทพฯไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร นอกจากประดับไฟแล้ว ชุมชนโดยรอบก็จะสนับสนุนให้มีการปั่นจักรยาน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับพื้นที่ชุมชน จากนั้น ก็จะขยายไปอีก 99 ชุมชนต้นแบบที่ทำร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.ต่อไป ส่วนค่าไฟฟ้านั้นกรมการท่องเที่ยวจะจ่ายให้ราว 5 หมื่นบาท ต่อเดือน

คลังลุ้นเบิกจ่ายงบกลางปีช่วยดัน ศก.โตถึง 4% เอกชนพาเหรดปรับเพิ่มหลัง กนง.นำร่องไปแล้ว แต่ยังห่วงผลกระทบจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และปัจจัยภายนอก ศูนย์วิจัยกสิกรคาดเอ็นพีแอลพุ่งสูงสุดไตรมาส 3 ปีนี้

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับเพิ่มเป้าหมายการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จากเดิม 3.4% เป็น 3.5% นั้น ในส่วนของ สศค.กำลังพิจารณาปรับคาดการณ์เป้าหมายของ สศค.ใหม่เช่นกัน โดยคาดว่าจะปรับขึ้นเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เห็นได้จากการส่งออก 5 เดือนขยายตัวถึง 7.2% การนำเข้าสินค้าทุนในเดือนพฤษภาคมขยายตัว 13.7% น่าจะส่งผลการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น

“จะปรับขึ้นจีดีพีถึง 4% หรือไม่คงต้องติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณกลางปีว่าจะมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 50-60% ถ้าเบิกจ่ายมากกว่านี้มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจปีนี้ใกล้ 4% มากขึ้น” นายกฤษฎา กล่าว

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นหอการค้า 5 ภาค เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและจะขยายตัวได้ 3.5-4% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวขึ้นส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยที่คาดว่าทั้งปีขยายตัวเกือบ 5% แต่ก็จะต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินผันผวน และผลกระทบการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จึงอยากให้รัฐเร่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (EDB) เพื่อให้ภาคเอกชนมีความคล่องตัวมากขึ้น และควรจัดตั้งศูนย์เดียวเบ็ดเสร็จ (one stop service) เพื่อออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้กับนักลงทุนและนักวิจัยจากต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักวิจัยเข้ามาร่วมทำวิจัยและพัฒนา สร้างนวัตกรรม

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ได้ปรับประมาณการขยายตัวจีดีพีของไทยปี 2560 ขึ้นเป็น 3.4% จากเดิมที่อยู่ที่ 3.3% เนื่องจากครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีมากกว่าที่คาดไว้ แต่ปัจจัยเสี่ยงคือ การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวดี แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลกระทบไปยังราคาสินค้าบริโภคที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตร ส่วนเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐและยุโรป ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากนัก ส่วนเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงจึงปรับประมาณการเหลือเพียง 0.8% จากเดิม 1.5%

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยกสิกรฯ กล่าวว่า คาดว่าการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งปี 2560 จะยังอยู่ที่ 4% จากแรงขับเคลื่อนของฝั่งสินเชื่อธุรกิจโดยเฉพาะรายใหญ่ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยยังหดตัวกว่าที่คาดไว้ที่ระดับ 4.5% จากเดิมที่ 5.5% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหดตัว ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นและสูงที่สุดในไตรมาสที่ 3/2560 ที่ระดับ 3.07% และจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง

การยางแห่งประเทศไทย ในนามประเทศไทย ร่วมประชุมสภาไตรภาคียางพารา ITRC ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2560 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมเสนอมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารา ของ 3 ประเทศ เร่งหาแรวทางและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราผันผวน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางและมาตรการแก้ปัญหายางพารา ในเวทีสภาไตรภาคียางพารา (International Tripartite Rubber Council – ITRC) ครั้งที่ 28 ร่วมกับประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย โดยในครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ประเทศไทยเสนอทั้ง 2 ประเด็น คือ จะเร่งดำเนินการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีของ 3 ประเทศ ให้เร็วขึ้น จากเดิมกำหนดในช่วงเดือนธันวาคมเป็นเดือนกันยายนนี้

“สำหรับประเทศไทยได้เสนอให้มีการนำมาตรการจำกัดการส่งออกมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาราคายางผันผวนในระยะสั้น ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้คณะทำงานฯ ศึกษารายละเอียดด้าน จำนวน/ระยะเวลา/ สัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ เพื่อเสนอต่อที่ประชุม ระดับรัฐมนตรีของ 3 ประเทศ เห็นชอบและสั่งการต่อไป” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ติดตามสถานการณ์การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่ด่านกักกันสัตว์ จังหวัดมุกดาหารและนครพนม ระบุ ครึ่งปีแรก การส่งออกโคเนื้อ กระบือเพิ่มขึ้น ด้านสุกรขุน ลูกสุกร และแพะเนื้อ มีการส่งออกลดลง ย้ำ เข้มงวดจริงจัง ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคเนื้อ เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค สินค้าต้องได้มาตรฐานและปลอดภัย

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารและนครพนม ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ภาพรวมการส่งออกในปี 2560 ที่ผ่านด่านกักสัตว์มุกดาหาร มีการส่งออกโคเนื้อเพิ่มขึ้น ในขณะที่การส่งออก สุกรขุน ลูกสุกร และแพะเนื้อลดลง โดยในช่วงมกราคม – มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ จำนวน 11,694 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 50 ของปริมาณการส่งออกโคเนื้อทั้งหมด และมีการส่งออกสุกรขุน 650 ตัว ลดลงร้อยละ 86 และส่งออกลูกสุกร 4,770 ตัว ลดลงร้อยละ 61

สำหรับการส่งออกสุกร เป็นการส่งออกเพื่อนำไปบริโภคใน สปป.ลาว ซึ่งมีแนวโน้มการส่งออกลดลง เนื่องจากราคาสุกรในเวียดนามมีราคาตกต่ำเป็นอย่างมาก อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท ในขณะที่ราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ของไทยในเดือนมิถุนายน อยู่ที่กิโลกรัมละ 63.04 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการใน สปป.ลาว หันไปนำเข้าสุกรมาเพื่อบริโภคจากเวียดนามแทน

ด้านการส่งออกแพะเนื้อ มีจำนวน 250 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 97 ของปริมาณการส่งออกแพะเนื้อทั้งหมด เนื่องจากมีการปรับค่าธรรมเนียมการส่งออก ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2559 ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 17 ตุลาคม 2559 ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมในการส่งออกแพะเนื้อ ปรับจากตัวละ 45 บาท ขึ้นเป็นตัวละ 250 บาท โดยแพะเนื้อที่ส่งออกไปจะส่งต่อจาก สปป.ลาว ไปบริโภคที่เวียดนามเป็นประเทศปลายทาง ดังนั้น ราคาแพะเนื้อปลายทางจึงปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบให้เวียดนามมีการนำเข้าแพะเนื้อจากไทยลดลง และหันไปนำเข้าแพะเนื้อจาก สปป.ลาวแทน

สำหรับสถิติการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านด่านกักสัตว์นครพนม พบว่า ปัจจุบันมีการส่งออกโคเนื้อ กระบือ ชิ้นส่วนไก่ สุกรขุน และ ลูกสุกร โดยส่วนใหญ่จะเป็นการส่งออกโคเนื้อและกระบือไปเวียดนามกว่าร้อยละ 80 เนื่องจาก รถบรรทุกของเวียดนามสามารถมารอรับโคกระบือที่ชายแดนเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว และสามารถวิ่งตรงไปเวียดนามได้โดยสะดวก โดยในเดือนมกราคม – มิถุนายน มีการส่งออกโคเนื้อ จำนวน 33,252 ตัว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกโคเนื้อทั้งหมด เช่นเดียวกับกระบือ มีการส่งออก จำนวน 8,612 ตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ของปริมาณการส่งออกกระบือทั้งหมด

ทั้งนี้ การดำเนินการของด่าน พบว่า นอกจากการเข้มงวดไม่ให้มีการส่งออกโคกระบือเพศเมียแล้ว ยังได้มีการเข้มงวดในการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในโคเนื้อด้วย โดยให้ด่านกักกันสัตว์สุ่มตรวจปัสสาวะโคขุนบนยานพาหนะที่เคลื่อนย้ายด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (Strip test) ซึ่งหากพบผลบวก (สงสัยว่ามีสารเร่งเนื้อแดงในปัสสาวะ) จะอายัดโคขุนทั้งหมดไว้ที่ด่านกักกันสัตว์ไม่ให้เคลื่อนย้ายไปพื้นที่อื่นอย่างน้อย 21 วัน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยจะต้องดำเนินการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นการสนับสนุนการส่งออก รองเลขาธิการ กล่าวทิ้งท้าย

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 11 กรกฏาคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้
ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร
กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา และศรีสะเกษ
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช และสงขลา
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จากกรณีที่มีการเเชร์กันในโลกออนไลน์ว่าห้ามกินคอหมูย่างเนื่องจากต่อมน้ำเหลืองเป็นพิษเเละมีอันตราย ล่าสุดเพจ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้เเจงกรณีดังกล่าว

โดย นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต weareorganizedchaos.com รองอธิบดีและโฆษกกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า “ข่าวโซเชี่ยลเรื่องคอหมูย่าง ห้ามกินเด็ดขาด เพราะมีต่อมน้ำเหลือง ต่อมพิษเต็มไปหมด ประมาณ 300 กว่าตุ่ม ห้ามกินเด็ดขาด” นั้น…ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง! เพราะส่วนคอสุกรประกอบด้วยต่อมน้ำเหลือง และต่อมน้ำลายอยู่แล้ว ซึ่งต่อมน้ำเหลืองและต่อมน้ำลายสามารถบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตรายถ้าผ่านความร้อนในการประกอบอาหาร ข้อควรระวัง ! ไม่ควรบริโภคต่อมน้ำเหลืองที่แดงและบวมใหญ่เนื่องจากต่อมดังกล่าวเกิดการอักเสบ

เกษตรเปิดโมเดลไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.น่าน วางยุทธศาสตร์ 5 ปี บูรณาการเชิงรุกร่วมกับ 3 กระทรวง จูงใจส่งเสริมที่ดินทำกินจากบนลงล่างปลูกพืชอื่นแทนข้าวโพดและยาง เผยปีนี้รุกป่าน้อยลงเหลือ 1,000 ไร่ หรือเท่ากับศูนย์ นโยบายทวงคืนผืนป่าเป็นผลเร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบกลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พื้นที่ไม่ถูกกฎหมาย จังหวัดน่าน โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามความก้าวหน้า ล่าสุด คณะกรรมการได้มีมติบูรณาการส่งเสริมอาชีพในจำนวนป่าที่ถูกบุกรุกไป 1.6 ล้านไร่

โดย 9.4 แสนไร่ ถูกบุกรุกโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้ดำเนินการใน 2 พื้นที่หลัก แบ่งเป็น พื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ถูกบุกรุก 2.2 แสนไร่ 2.พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยกำหนดให้ใช้แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ใช้โมเดลการจัดสรรที่ดิน จ.แม่ฮ่องสอน (2560-2564) ทั้งดำเนินการโดยการลาดตระเวนพื้นที่ป่าไม่ให้มีการขยายหรือบุกรุกเพิ่ม ขณะเดียวกัน ป่าที่ถูกยึดคืนมาได้ให้นำมาฟื้นฟูร่วมกับชาวบ้าน สร้างความรู้และส่งเสริมพัฒนาอาชีพจากบนลงล่าง (โครงการเปลี่ยนอาชีพจากบนสู่ล่าง) จัดอยู่ในกรอบของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จ.น่าน รูปแบบประชารัฐ

โดยมีพื้นที่เป้าหมาย ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกร ให้เปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ประกอบด้วย ระยะที่ 1 โดยมี 5 อำเภอนำร่อง ประกอบด้วย 1.อ.สองแคว พื้นที่ 6,269 ไร่ จำนวน 467 ราย 2.อ.ท่าวังผา พื้นที่ 2,363 ไร่ 154 ราย 3.อ.บ้านหลวง พื้นที่ 3,454 ไร่ จำนวน 256 ราย 4.อ.นาน้อย พื้นที่ 2,796 ไร่ จำนวน 456 ราย และ อ.เชียงกลาง 183 ไร่ จำนวน 25 ราย รวม 15,055 ไร่ และระยะที่ 2 รอส่งมอบ 31,541 ไร่ ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ คทช. จะส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักที่ให้รายได้สูง อาทิ อะโวคาโด ชาอัสสัม มะนาวตาฮิติ ไม้สัก ต้นไผ่ มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงหิมพานต์ ไก่พันธุ์พื้นเมือง โดยเน้นส่งเสริมในลักษณะแปลงใหญ่โครงการเกษตรพื้นที่สูง เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและเกษตรกร มีเอกชนรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด