โซนที่ 1: Partner for your success เป็นการจัดแสดงนิทรรศการ

สรุปผลงานการพัฒนาผู้ประกอบการไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โอทอป และ SMEs รวมทั้ง นิทรรศการเปิดตัวการให้บริการของห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ วว. ซึ่งได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐานเลขที่ 17025-2548 สาขาพลาสติกสลายตัวได้…เป็นแห่งแรกของประเทศไทย จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มพลาสติกชีวภาพ

โซนที่ 2 : Our Friends การออกบูธให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป ในเรื่องการประกอบธุรกิจ โดยหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น ระบบ E-Commerce และการเงินการลงทุน เป็นต้น

โซนที่ 3 : Success case จัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาโดย วว. และหน่วยงานเครือข่าย

โซนที่ 4 : Market Place การออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจากทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ภายในงานยังได้จัดให้มีกิจกรรมเสวนาในเรื่องที่เป็นประโยชน์ จากบุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้ประกอบการ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ E-Commerce โดยจะมีกิจกรรมหมุนเวียนตลอดทั้งงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการต่อยอดธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยมี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นส่วนสำคัญในระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และธุรกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง รวมทั้งร่วมกันเดินหน้าประเทศไทยให้เป็น Thailand 4.0 อย่างมั่นคง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เตรียมความพร้อมหลังรัฐบาลเห็นชอบให้ตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ภายใต้ร่าง พรบ.ปาล์มน้ำมันฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบสู่เสถียรภาพอย่างยั่งยืน ย้ำหลักสำคัญ ไม่ใช้เงินกองทุนฯ ไปแทรกแซงราคาทำลายกลไกตลาด พร้อมรุกการดำเนินงานทันทีที่ร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันฯ ผ่าน ครม. และมีผลบังคับใช้

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบจัดตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการผลิต การแปรรูป และการวิจัยพัฒนาให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มมีศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความมั่นคง และเกิดความยั่งยืน

กองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม จะบริหารกองทุนโดยคณะกรรมการบริหารกองทุน โดยกำหนดโครงสร้างการบริหารตามพระราชบัญญัติทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเลขาธิการ สศก. เป็นประธานกรรมการ มีผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 3 คน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ การลงทุน กฎหมาย หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทน สศก. เป็นกรรมการและเลขานุการ

แนวทางการดำเนินกองทุน จะให้การสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยและพัฒนา และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการแปรรูปของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สนับสนุนทุนสงเคราะห์ปลูกทดแทนปาล์มน้ำมันและพืชทดแทนอื่นในพื้นที่เดิม ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ สร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มเกษตรกร โดยหลักสำคัญของกองทุนฯ จะไม่ใช้เงินของกองทุนฯ ไปแทรกแซงราคา ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตลาด

สำหรับการดำเนินงานกองทุนฯ จะสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ ที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติกำหนด และตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มมีศักยภาพ โดยมีเป้าหมาย คือ 1. เพิ่มศักยภาพในการผลิตและให้อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เปอร์เซ็นต์น้ำมัน และลดต้นทุนการผลิต 2. เพิ่มปริมาณและช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มขึ้น 3. พัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เช่น อุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล

อย่างไรก็ตาม กองทุนปาล์มน้ำมันฯ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน คือ ผู้ประกอบการ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในการสนับสนุนส่งเงินสมทบให้กองทุนฯ เพิ่มเติมเงินประเดิมจากรัฐบาลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ซึ่งกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม นับเป็นหัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ซึ่งร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันฯ เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและและเข้าสู่กระบวนการพัฒนากฎหมายเพื่อให้ มีผลบังคับใช้แล้ว จะสามารถผลักดันให้มีการดำเนินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ได้ต่อไปอย่างเต็มที่

“มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยชั้นนำที่เป็นเลิศทางการเกษตรในระดับนานาชาติ” ด้วยวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และความมุ่งมั่นของคณะผู้บริหารกับการก้าวสู่ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อ วันที่ 14-18 สิงหาคม 2560 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่โจ้เดินทางไปปฏิบัติงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และร่วมกิจกรรมวิชาการระดับนานาชาติ ณ ราชอาณาจักรภูฏาน

อธิการบดีและคณะได้เข้าพบหารือความร่วมมือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน อธิบดีทุกกรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โอกาสนี้ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อพัฒนาบุคลากรของกระทรวงฯ ประกอบด้วย บุคลากรมาศึกษาต่อระดับปริญญาโท จำนวน 8 คน ฝึกอบรมระยะสั้นขั้นสูงใน 115 หลักสูตร จำนวน 460 คน ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562 ซึ่งคณะกรรมการของ EU และกระทรวงฯ พิจารณาคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาเกษตรที่เหมาะสมที่สุด

จากนั้น อธิการบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและป่าไม้ แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ได้ร่วมกันเป็น ประธานในพิธีเปิดงาน Bhutan Mushroom Festival 2017 ภายในงานมี นิทรรศการรวบรวมพันธุ์เห็ดธรรมชาติมากกว่า 80 สายพันธุ์ การผลิตอาหารจากเห็ด การแปรรูป และกิจกรรมเฉลิมฉลองโดยมีนักท่องเที่ยว ชาวญี่ปุ่น เกาหลี และมีชาวภูฏานเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ อธิการบดีพร้อมคณะฯ ยังได้เดินทางไปหารือและลงพื้นที่เพื่อศึกษาหาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านป่าไม้และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ กับ Mr. Rabgye Tobden อธิบดีกรมการเกษตร และผู้บริหารกรมป่าไม้และอุทยาน ณ สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ และศูนย์อนุรักษ์ทาคิน สัตว์ประจำชาติของภูฏานซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์

การเดินทางไปปฏิบัติงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ได้รับความชื่นชมและได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีฯ เป็นผู้แทนชาวภูฏานกล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จะเป็นสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรในการให้ความช่วยเหลือสำหรับการพัฒนาบุคลากรของกระทรวง อันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตร ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และความมั่นคงในภาพรวมของราชอาณาจักรภูฏานในอนาคต ทั้งนี้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ก้าวสู่ความเป็นสถาบันทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการด้านการเกษตรของสหภาพยุโรป (EU) และคณะรัฐบาลของราชอาณาจักรภูฏานในครั้งนี้

แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า กองทัพฟิลิปปินส์ได้ใช้กองกำลังทหารจำนวนมาก เพื่อกำจัดไก่หลายพันตัว หลังกระทรวงเกษตรยืนการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกลุกลามไปสู่จังหวัดที่สองในตอนเหนือของกรุงมะนิลา

โดยทหารกว่า 100 นายถูกส่งไปยังจังหวัดนูวา อีซิจา หลังจากตรวจพบว่ามีนกกระทาติดเชื้อไข้หวัดนก 2 ตัว ซึ่งการติดเชื้อเคสใหม่นี้อยู่ในพื้นที่ที่ห่างจากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อครั้งแรกอย่างจังหวัดปัมปางา 50 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนกอพยพมาจากประเทศจีน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุสาเหตุของการระบาดโรคไข้หวัดนก หรือสายพันธุ์ที่แน่นอน โดยกำลังดำเนินการทดสอบอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย
นอกจากนี้ ยังไม่พบกรณีการแพร่ระบาดในมนุษย์ และการทดสอบในช่วงแรกๆ ยังได้ตัดสายพันธุ์ H5N1 ออก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคได้มาก

โฆษกกองทัพกล่าวว่า การส่งทหารไปกำจัดไก่ในจังหวัดนูวา อีซิจา ได้ดำเนินการตามคำร้องขอจากสำนักงานอุตสาหกรรมสัตว์ กรมวิชาการเกษตร “หลังจากได้รับการยืนยันว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดนกเคสใหม่ขึ้น”

ขณะที่จังหวัดปัมปางานั้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพได้ส่งทหารกว่า 300 นายไปกำจัดไก่กว่า 30,000 ตัว ในฟาร์มที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร ของฟาร์มที่พบการติดเชื้อ

เลย – เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ รองผวจ.เลย เป็นประธานเปิดงาน กำหนดทิศทางการพัฒนาการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ที่โรงแรมใบบุญแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดย นายวัฒนมงคล ทรัพย์มี เกษตรจังหวัดเลยเผยว่า เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนากลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด ไม้ผลและไม้ดอกไม้ประดับ ภายใต้โครงการพัฒนาการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเลย เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน

กิจกรรมดังกล่าวกำหนดทิศทางการพัฒนากลุ่มเกษตรกรภายใต้แผนงานโครงการเพิ่มขีดความสามารถ การบริหารงานจังหวัดและอำเภอแบบบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาอาชีพและเพิ่มพูนทักษะเกษตรกร ให้เกิดการผลิตพืชที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานการรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัย มีปริมาณเพียงพอตามความต้องการของตลาด พร้อมทั้งมีการพัฒนาการรวมกลุ่มเกษตรกร การวิเคราะห์ การวางแผน และการกำหนด เป้าหมายการผลิต

ประกอบด้วย การบรรยายเชิงวิชาการ โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ผู้แทนจากบริษัทเอกชน และผู้แทนรัฐวิสาหกิจ กิจกรรมการจัดเวทีเสวนาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการตลาดและการส่งออกจากผู้แทนองค์กรรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน และกิจกรรมการระดมความคิดแบบมีส่วนร่วมจากเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนา เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตในระดับจังหวัด และร่วมกันในการวิเคราะห์ การวางแผน และการกำหนดเป้าหมายการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดเลย

โดยกำหนดพืชเศรษฐกิจต้นแบบ 6 ชนิดพืช ได้แก่ มะม่วง มะคาเดเมีย แก้วมังกร กล้วย สับปะรด และไม้ดอก-ไม้ประดับ ซึ่งนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเลยที่สร้างรายได้ไปสู่การส่งออก เข้าสู่ตลาดการค้าอาเซียน ตลอดจนเพื่อการต่อยอดเป็นสินค้าที่จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว และเป็นของฝาก ของที่ระลึก หลังจากเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลยต่อไป

ร่วมกันใช้เตามณฑลที่สามารถประหยัดพลังงานได้ 38.5% ลดต้นทุนในการผลิตถึง 3,840 บาทต่อปี ให้พลังงานสร้างคนและคนสร้างพลังงานที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายพรชัย ถมกระจ่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อม พ.อ. อำนวย ยอดพันธ์ หก.กกร.มทบ.28 เดินทางลงพื้นที่ตรวจบ่อขยะเทศบาลเมืองเลย บริเวณโคกช้างไห้ ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย หลังชาวบ้านรอบสถานีบ่อกำจัดขยะร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนกรณีบ่อขยะแบบฝังกลบของเทศบาลปล่อยน้ำเสียจากขยะลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้น้่ำเสียไหลเข้าพื้นที่ไร่นาของชาวบ้าน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรทั้งนาข้าวและพืชไร่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งมีกลิ่นเหม็นจากน้ำเสีย โดยมีนายสัมพันธ์ คูณทวีลาภ นายกเทศมนตรีเมืองเลย พร้อมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบร่วมชี้แจงการบริหารจัดการและแก้ปัญหาขยะมูลฝอย

นายพรชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบน้ำเสียจากบ่อขยะ มาจาก 2 ทาง คือน้ำที่มากับขยะที่ขนส่งซึ่งสามารถระเหยแห้งตามกาลเวลา และน้ำที่มาจากน้ำฝนที่ตกในปริมาณมาก ทำให้คันดินกั้นบ่อบำบัดน้ำเสียแตก และน้ำไหลทะลักเข้าไปในพื้นที่เกษตรรอบบ่อขยะ สร้างความเสียหายแก่เกษตรกร แม้ต้นไม้หรือต้นข้าวจะงอกงาม แต่เมล็ดลีบเล็กไม่สามารถบริโภคได้

“นายกเทศมนตรียอมรับว่าน้ำไหลจากบ่อขยะลงสู่ไร่นาของเกษตรกรจริงและสร้างผลกระทบ โดยพร้อมจะรับผิดชอบและเข้าเจรจาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจะให้หน่วยงานกลางมาตรวจสอบน้ำที่ไหลลงสู่แปลงไร่นาว่ามีมลพิษปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม เทศบาลได้สร้างคันดินขึ้นใหม่ และขุดกั้นน้ำตามรอบนอก ทำให้พื้นที่บ่อขยะเป็นพื้นที่ปิดและน้ำไหลออกไม่ได้ เว้นแต่จะซึมลงใต้ดินไหลเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบกับการเก็บกักขยะประจำวัน แต่เทศบาลได้แก้ปัญหาโดยขอใช้พื้นที่ทางตอนใต้ของบ่อขยะติดสถานีพัฒนาที่ดิน เพื่อทำบ่อกักเก็บน้ำที่สูบจากบ่อขยะออกไป จะทำให้สถานีบ่อขยะไม่มีน้ำและไม่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากอีก” นายพรชัย กล่าวและว่า

ครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากนี้จังหวัดจะบูรณาการให้เป็นระบบ พร้อมการเก็บขยะ อีกทั้งรวบรวมปัญหาผลักดันให้เป็นวาระของจังหวัด นอกจากนี้ได้กำหนดจัดการประชุมร่วมกับหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจังหวัดในวันที่ 28 สิงหาคมนี้

“ยางพารา” พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่มีการส่งออกมากเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างรายได้ให้กับประเทศมากมายมหาศาล แต่ในช่วงที่ผ่านมาชาวสวนยางพาราต้องเผชิญกับปัญหาราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตดังกล่าวนำไปสู่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา และหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าทางรอดจากวิกฤตครั้งนี้คือการ “แปรรูป-สร้างผลิตภัณฑ์”

แต่การจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมาซักอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุนี้ รับเบอร์แลนด์ (Rubber Land) หรืออุทยานการเรียนรู้เกี่ยวกับยางพาราจึงจัดกิจกรรม “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ (RUBBERLAND Design Contest)” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักออกแบบรุ่นใหม่ที่จะสร้างสรรค์ผลงานจากโฟมยางพารา และต่อยอดนำแนวคิดในครั้งนี้ไปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สู่ท้องตลาดในอนาคต

โดยการออกแบบครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ “โฟมยางพารา” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากยางธรรมชาติ มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในด้านการทนต่อแรงดึง มีความเหนียวนุ่มและยืดหยุ่นสูง ไม่ยุบตัวเมื่อใช้งานไปนานๆ และต้านทานต่อน้ำหนักที่กดทับได้เป็นอย่างดี

ฐวัฒน์ สมมะโนพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรับเบอร์แลนด์ อุทยานการเรียนรู้เกี่ยวกับยางพารา ในฐานะผู้จัดกิจกรรม “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เราอยากสร้างนวัตกรรมต่อยอดการออกแบบผลิตภัณฑ์จากโฟมยางพารา เพราะปัจจุบันเรานำโฟมยางพารามาใช้ทำ “หมอน” กับ “ที่นอน” เป็นส่วนใหญ่ แต่เราเชื่อว่าถ้าศึกษาให้ดีและคิดให้รอบด้านแล้วโฟมยางพาราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ประกอบกับโรงงานของเรามีเทคโนโลยีที่สามารถทำโฟมยางพาราได้ดี จึงใช้สิ่งที่เรามีมาขยายต่อยอด

“เท่าที่รู้เรื่องโฟมยางพารา ยังไม่ได้รับการคิดค้นอะไรมากไปกว่าสิ่งที่มีอยู่ เรามีแนวคิดนี้มาระยะหนึ่งแล้วนับตั้งแต่งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560 ที่จัดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นคือเราเริ่มมีไอเดียกันแล้ว จากนั้นเราก็เริ่มโปรเจ็กต์นี้ขึ้น โดยเราคุยกันภายในว่าอยากได้นวัตกรรม อยากได้สิ่งใหม่ที่เกิดจากการออกแบบโฟมยางพารา เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ตรงนี้แล้วขยายออกไป ได้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชน”

สาเหตุที่ฐวัฒน์เจาะกลุ่มเยาวชน เพราะเขามองว่าเด็กยังอายุไม่เยอะ ยังไม่มีภาระหน้าที่ที่รัดตัวมากนัก แล้วเชื่อว่าเด็กสายออกแบบยังมีไฟอยู่ น่าจะอยากทดลองสร้างไอเดียใหม่ๆ และคิดว่าเด็กกลุ่มนี้พร้อมที่จะถูกท้าทายและแก้โจทย์ไปด้วยกัน

“เรามุ่งไปที่กลุ่มเยาวชนนิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ อายุระหว่าง 17-25 ปี สามารถส่งผลงานแบบเดี่ยวหรือแบบทีมไม่เกิน 3 คน ร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์สำหรับห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น ที่เน้นความสำคัญของการใช้งาน ดีไซน์ และมีวัสดุโฟมยางพาราเป็นส่วนประกอบสำคัญมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Future Living ปั้นยางให้เป็นงาน” ในหัวข้อ “ผลิตภัณฑ์สำหรับวิถีชีวิตแห่งอนาคต”

“โจทย์ของเราคือ Future living หรือวิถีชีวิตแห่งอนาคต สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ในอนาคตอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ประชากรที่เป็นผู้สูงอายุจะเยอะกว่าประชากรวัยทำงานและวัยเด็ก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมองว่าน่าจะมีนวัตกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตของสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น แล้วคนกลุ่มนี้ในอนาคตจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะฉะนั้นเขาจะมีเงิน มีชีวิตอยู่ได้นานและมีเพาเวอร์ ไม่ใช่คนสูงอายุแบบเมื่อก่อนที่แก่แล้วไม่มีเพาเวอร์ ฉะนั้นคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่โลกนี้จะต้องหันกลับมามอง”

“ดังนั้นการออกแบบอะไรก็ตามที่สามารถซัพพอร์ตวิถีชีวิตของ เอจจิ้งโซไซตี้ ผมคิดว่าจะเป็นอะไรที่ใช่ เช่น ผู้สูงอายุต้องระวังในเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องการลื่หกล้ม ซึ่งโฟมยางพาราจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ เพราะคุณสมบัติเด่นของเขาคือสามารถรับแรงกระแทกได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง แล้วคนกลุ่มนี้อยากที่จะทำงานน้อยๆ พักผ่อนเยอะๆ อยากใช้ชีวิตที่สบายๆ ผมว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างที่จะซัพพอร์ตคนกลุ่มนี้ ซึ่งอนาคตจะเป็นผู้บริโภคหลักของโลก น่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ แต่การประกวดเราเปิดกว้างสำหรับทุกไอเดียนะ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผลงานสำหรับผู้สูงวัยเท่านั้น เพราะมันยังมีวัยอื่นๆ อีก ทั้งคนในกลุ่ม เจเนอเรชั่น เอ็กซ์, เจเนอเรชั่น วาย, เจเนอเรชั่น ซี ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นอนาคตของโลกต่อไป” ฐวัฒน์ อธิบาย

สำหรับการประกวดครั้งนี้ ฐวัฒน์คาดหวังว่าจะได้นวัตกรรมขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย และน่าจะมีคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตรงนี้แล้วก็นำไปพัฒนาต่อยอดให้มันเกิดผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ดีสำหรับประเทศไทย หรืออย่างน้อยโครงการนี้จะเป็นการจุดประกายให้สังคมและนักออกแบบไทยได้หันมามองพืชเศรษฐกิจตัวนี้ให้มากขึ้น และจุดกระแสให้นักออกแบบหรืออุตสาหกรรมหันมามองยางพาราซึ่งอาจจะนำไปสู่โครงการประกวดการออกแบบยางพาราในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยางแท่งหรือน้ำยางก็ตาม แล้วนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการประกวดครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ด้วย

ฐวัฒน์ บอกอีกว่า ถ้างานประกวดในปีนี้สำเร็จด้วยดี อาจจะมีปีสองเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะกระโดดไปเป็นโปรเฟสชั่นแนล ดีไซเนอร์ในอนาคตก็ได้ แต่ตรงนี้ก็ต้องดูเรื่องความเหมาะสมกับเวลาก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับการประกวดที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ผมก็อยากให้นักศึกษาในสถาบันที่มีภาควิชาการออกแบบร่วมส่งผลงานเข้ามาเยอะๆ ถามว่าคาดหวังว่าจะต้องฉีกไปเลยไหม ถ้าทำได้อย่างนั้นก็อยากคาดหวังนะ (หัวเราะ)

ฐวัฒน์บอกอีกว่า ในส่วนของการให้คะแนน จะมีเกณฑ์การตัดสินผลงาน 4 ส่วนด้วยกัน คือ

1. ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ 30%

2. คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและสามารถผลิตได้จริง 30%

3. ใช้วัสดุจากโฟมยางพารามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ของชิ้นงาน 20%

4. สามารถต่อยอดทางการตลาดและสร้างแบรนด์ได้ 20%

“ในส่วนของไอเดียการประกวดเราเปิดกว้าง colourofwords.com แต่จะมีส่วนหนึ่งที่ระบุว่าสามารถผลิตได้จริง และสามารถต่อยอดทางการตลาดได้ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะบอกกับเยาวชนนักศึกษาเวลาที่ไปโรดโชว์ในแต่ละมหาวิทยาลัยว่า งานดีไซน์ของคุณไม่ได้ดีไซน์เพื่อตัวเองแต่ต้องดีไซน์เพื่อคนอื่น คือไม่ใช่ออกแบบมาแล้วอาจจะแปลกดี ตัวเองชอบมากแต่ไม่มีคนซื้อไปใช้ กลับกันถ้าดีไซน์แล้วตัวเองชอบด้วย คนอื่นชอบด้วยแล้วได้ใช้ประโยชน์ด้วย ผมว่ามันเป็นประโยชน์มากกว่าในเชิงรูปธรรม เพราะฉะนั้นเราก็พยายามกระตุ้นให้กับเด็กว่าการดีไซน์ที่ดีจะต้องสนใจความต้องการของผู้บริโภคและจะต้องเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย” ฐวัฒน์ บอก

และว่า ขณะนี้มีเยาวชนนักศึกษาสนใจสอบถามเข้ามาเยอะมาก โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กแฟนเพจ มีทั้งเด็กนักศึกษาและอาจารย์ข้อความมาถามรายละเอียดมากมาย อย่างล่าสุดมหาวิทยาลัยขอนแก่นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็อยากขอให้เราไปช่วยโรดโชว์ อบรมเด็กในโรงเรียน

“ตรงนี้ก็รู้สึกเกินคาดที่ได้รับผลตอบรับเชิงบวกกับสิ่งนี้”

สำหรับโครงการ “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” ครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการออกแบบมาร่วมเป็นคณะกรรมการร่วมกับรับเบอร์แลนด์หลายท่านด้วยกัน อาทิ ศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ม.ล. ภาสกร อาภากร หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนานักออกแบบเพื่อการค้า สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, ดร. สุรพิชญ ลอยกุลนันท์ ทีมวิจัยจากห้องปฏิบัติการยาง ศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ MTEC, ดร. ดารารัตน์ เมฆเกรียงไกร นักวิจัยและพัฒนาวัสดุของ Material ConneXion? Bangkok (MCB) ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

ฐวัฒน์ บอกว่า หลังได้รับผลงานทั้งหมดแล้ว การคัดเลือกในรอบที่ 1 รับเบอร์แลนด์และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพิจารณาเพื่อคัดเลือก 20 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้ามาทั้งหมดและจะประกาศผลทาง Website รับสมัคร

“หลังจากประกาศผล 20 ทีมสุดท้าย ก็จะมีการเวิร์กช็อปที่รับเบอร์แลนด์ พัทยา จังหวัดชลบุรี และเยี่ยมชมโรงงานผลิตหมอนจากโฟมยางพารา จากนั้นจะให้แต่ละทีมปรับปรุงผลงานอีกครั้ง เพื่อนำเสนอผลงานต่อหน้ากรรมการและคัดเหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบไฟนอล เพื่อนำเสนอผลงานในรูปแบบโมเดล เพื่อหาผู้ชนะโดยจะประกาศผลวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอน” ผู้จัดกิจกรรมรับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ อธิบาย

โดยผู้ชนะจะได้รับเงินสด 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลสำหรับทีม และประกาศนียบัตรสำหรับผู้ร่วมประกวดทุกคน และยังได้เซ็นสัญญารับส่วนแบ่งในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลา 1 ปี ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินสด 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางและประกาศนียบัตร และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินสด 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางและประกาศนียบัตร

“สำหรับผลงานที่ชนะรางวัลจะถูกนำไปผลิตและจัดจำหน่ายจริง ซึ่งเราอยากให้เป็นกำลังใจกับเยาวชนนักออกแบบด้วยการให้เด็กถือลิขสิทธิ์ร่วมและแบ่งรายได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ ให้กับทีมผู้ชนะเป็นเวลา 1 ปี ให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่ทำออกมามันขายได้จริง แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะมีผลงานที่ถูกใจคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษได้ถ้าเราเห็นว่าผลงานนี้เราอยากผลิตจริง” ฐวัฒน์ ทิ้งท้าย

กิจกรรมที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เยาวชนนักศึกษาจะพลาดไม่ได้ สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ “รับเบอร์แลนด์ ดีไซน์ คอนเทสต์” สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน ทางเว็บไซต์ ทันทีที่คณะอนุกรรมการการกฎหมาย ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เห็นชอบผ่อนปรนให้ปลูก และเคี้ยวใบกระท่อม แบบวิถีชาวบ้านดั่งเดิมได้ ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะคนสุราษฎร์ธานี พัทลุง และ นครศรีธรรมราช ต่างมีความรู้สึกที่ตรงกันคือ ได้มีโอกาสเคี้ยวใบกระท่อมอย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และราคาใบกระท่อมคงจะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่กำละ (20 ใบ) 100-200 บาท ขณะที่ในอดีตกำละ 20 บาทเท่านั้น

หากถามว่าใครบ้างที่เคี้ยวใบกระท่อมทุกวัน ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีแทบทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร ปกครอง แรงงาน พ่อค้า และประชาชนทั่วไป