โซ่คุณค่าของมันสำปะหลัง พืชที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวโลก

มันสำปะหลัง เป็นพืชที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวโลก นอกจากจะนำมาทำเป็นพืชอาหารและยาแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเพื่อการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเพิ่มมากขึ้น วัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ ส่งเสริมประเทศด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงด้านอาหาร

สำหรับมันสำปะหลังจัดว่าเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญเป็นอันดับที่ 5 รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง โดยในแถบทวีปแอฟริกามันสำปะหลังถือว่าเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนในพื้นที่ชนบท ส่วนในทวีปเอเชียเรานี้มีความต้องการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในด้านพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร แอลกอฮอล์ เอทานอล และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ประเทศหนึ่งสามารถปลูกมันสำปะหลังได้มากสุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากประเทศไนจีเรีย โดยประเทศไทยถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมันสำปะหลังมาเป็นเวลายาวนานและทำรายได้เข้าประเทศกว่า 2,700 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

จากปัญหาความขาดแคลนข้อมูลด้านการตลาด สถานการณ์ และทิศทางการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งข้อมูลอุปสงค์และอุปทานโดยรวม เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเพื่อการลงทุนของเกษตรกร รวมทั้งเป็นปัญหาต่อการกำหนดนโยบายและการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการค้าสินค้าเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว

จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ดำเนิน “โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด” เพื่อกำหนดต้นแบบและยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับทิศทางการตลาดการค้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์ ส่งถึงมือเกษตรกร รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรในเรื่องสินค้าเกษตรเป้าหมายทั้งข้าวและมันสำปะหลัง ตลอดจนทางเลือกสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้การลงทุนในปัจจัยการผลิตเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ปรับวิถีแห่งการเป็นเกษตรกร ให้เป็น Smart Farmer ในการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยอุตสาหกรรมต้นน้ำเริ่มต้นที่เกษตรกรผู้เพาะปลูกมันสำปะหลัง ผลผลิตที่ได้ในช่วงต้นน้ำคือมันสำปะหลังสด การคัดเลือกชนิดของพันธุ์มันสำปะหลังจะแตกต่างกันตามความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกในแต่ละภูมิประเทศ และการเลือกใช้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่ดีให้ได้มันสำปะหลังที่มีคุณภาพป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปต่อไป

ต่อมาเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่รวบรวมมันสำปะหลังหัวสดจากเกษตรกรนำมาทำการแปรรูปขั้นต้น ผู้ประกอบการที่เป็นช่วงกลางน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ ผู้ประกอบลานมัน โรงงานมันเส้นอัดเม็ด โรงงานแป้งมัน โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานผลิตเอทานอล และโรงงานแปรรูปอื่นๆ

ผลผลิตที่ได้จากการแปรรูปจะนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่งขายตลาดโดยตรง และส่วนหนึ่งส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมปลายน้ำเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลางของอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ ต่อไป ถือเป็นการต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังสดไปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและไม่ใช่อาหาร มาถึงขั้นสุดท้าย อุตสาหกรรมปลายน้ำเป็นอุตสาหกรรมท้ายสุดที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับมันสำปะหลังแปรรูปอีกต่อ โดยนำเอาผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นกลางมาเป็นส่วนประกอบวัตถุดิบในการผลิต โรงงานอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีอยู่ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องปรุงรส รวมไปถึงผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่างๆ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมสารให้ความหวาน-อาหารเสริม อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมไม้อัด และอุตสาหกรรมกาว เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ามันสำปะหลังถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายในตลาดสินค้ามากขึ้น (ดังแสดงในภาพ ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์ไม่ใช่อาหาร) จึงช่วยสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตที่สามารถนำสินค้าออกขายให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากการนำประโยชน์จากหัวมันมาใช้แล้ว ปัจจุบันเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จึงได้มีการนำส่วนต่างๆ ของมันสำปะหลังมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายวิธีขึ้นไปอีก เช่น เอาเหง้ามันสำปะหลังมาใช้ผลิตไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าชีวมวลและการนำกากมันสำปะหลังไปใช้เป็นวัตถุดิบผสมในอาหารสัตว์ แต่ที่น่าสนใจคือการใช้ประโยชน์จากใบมันสำปะหลัง เนื่องจากใบมันสำปะหลังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีนที่สามารถเทียบค่าโปรตีนที่มาจากพืชชนิดอื่นๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ปลายข้าว มันเส้น และกากถั่วเหลืองได้ ใบมันสำปะหลังสามารถนำมาทดแทนวัตถุดิบที่ให้โปรตีนชนิดอื่นได้เป็นอย่างดี ดังที่แสดงในตาราง

เมื่อมีการนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์แล้วก็จะช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศได้อีกทางด้วย ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศทางอ้อม

เมื่อมันสำปะหลังยังเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นพืชอาหารหลักของมนุษย์และสัตว์ เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ประกอบการผลิตในอุตสาหกรรมมากมาย จึงจำเป็นต้องหาแนวทางในการปรับปรุงและยกระดับโซ่คุณค่าของมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำของโซ่คุณค่ามันสำปะหลังอยู่รอดและสืบทอดกิจการต่อไปอย่างยั่งยืน สุดท้ายนี้การจะหากำไรจากการผลิตมันสำปะหลังคงต้องเริ่มหาจากการผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพ ผลิตในปริมาณที่ตลาดและภาคอุตสาหกรรมยอมรับ อาจต้องนำนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ เข้ามาช่วยปรับปรุงการผลิตหรือมาช่วยลดต้นทุน ถ้ามีการวางแผนการผลิตที่ดีก็จะช่วยลดการเกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและถูกตัดราคาได้

อดีตพนักงานจัดสวน และยังเป็นเจ้าของสวนยางพารา อาศัยอยู่ที่อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา หัวใสนำกาบมะพร้าวเหลือใช้มาทำดินคุณภาพสูงขาย ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ดินนาหม่อม” ขายดิบขายดี ต้องสั่งจองล่วงหน้า นอกจากนั้นยังปลูกผักสวนครัวในวัสดุเหลือใช้ อย่างเช่น ตะกร้า กระสอบปุ๋ย รางน้ำเก่า สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ถูกจริตคนกรุงแห่มาขอซื้อ เพราะสวยงามและกินได้ อนาคตต่อยอดเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

คุณอมร ตรีรัญเพ็ชร ปัจจุบันอายุ 55 ปี บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ในอดีตประกอบมาแล้วหลายอาชีพ ล่าสุดหันมาทำสวนยางพารา 10กว่าไร่ ที่ตำบล นาหม่อม อำเภอ นาหม่อม จังหวัดสงขลา จากการสังเกตเห็นว่า แถวบ้านมีกาบมะพร้าวเหลือใช้เยอะมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเผาทิ้ง เลยคิดนำมาใช้ประโยชน์ นั่นเป็นที่มาของการทำดินขาย

“ผมเห็นแถวบ้านมีกาบมะพร้าวแห้งเหลือใช้เยอะมาก เลยคิดว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ด้วยการทำดินปลูกต้นไม้ ส่วนผสมมี กาบมะพร้าวแห้งสับ ขุยมะพร้าว หน้าดิน ขี้เถ้าแกลบ ขี้ไก่แกลบ น้ำหมักชีวภาพ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน กลายเป็นดินใช้ปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด อาทิ ไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ”

สำหรับน้ำหมักชีวภาพ คุณอมร ผสมเอง มีขี้ปลา หัวปลา กากน้ำตาล และเชื้อ พด.1 และ พด.2
จุดเด่นของดินที่ผสมขุยมะพร้าว สามารถเก็บความชื้นได้ดี มีแร่ธาตุอาหาร และจุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับต้นไม้ทุกชนิด ไม่มีสารเคมี และสารพิษปนเปื้อน ขายส่งกระสอบละ 25 (12กิโลกรัม)

นอกจากจำหน่ายดินแล้ว คุณอมร ยังปลูกผักสวนครัวในกระสอบปุ๋ย ในตะกร้า และในรางน้ำเก่า 20 ชนิด อาทิ มะเขือเทศ มะเขือพวง พริก แตงกวา ผักชี คึ่นฉ่าย ใบบัวบก ผักสลัด ผักชีฝรั่ง

“ผมอยากพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่าดินที่ทำขึ้นมานั้นมีคุณภาพสูง และปลูกต้นไม้ได้จริง เมื่อปลายปีที่แล้วทดลองปลูกผักสวนครัว ปลอดสารพิษ โดยใช้ภาชนะเหลือใช้ เช่น ตะกร้า กระสอบปุ๋ย รางน้ำเก่า ปรากฏเพื่อนบ้านเห็น ต่างชื่นชอบและขอซื้อ ตั้งแต่นั้นเลยทำขายเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเฉพาะรายได้จากการขายผักเฉลี่ยวันละ 200-300 บาท”

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังราคามันสำปะหลังในประเทศตกต่ำมาหลายปี ทำให้เกษตรกรในพื้นที่จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศจำนวนมาก
ต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกหันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนในการทำการเกษตร ประคับประคองครอบครัวหาเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา โดย นายวิวัฒน์ ศรีกระสังข์ อายุ 32 ปี เกษตรกรบ้านประชาสันต์ หมู่ที่ 10 ต.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ตัดสินใจรื้อไร่มันสำปะหลังของตนเองที่มีอยู่เกือบ 50 ไร่ หันไปปลูกมันเทศแทนมันสำปะหลัง เนื่องจากมองเห็นว่ามีราคาที่ดีกว่ามันสำปะหลังอีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 4 เดือน

ในขณะที่มันสำปะหลังต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวต่อปี แต่ยังต้องมาประสบกับปัญหาราคาที่ไม่แน่นอนจึงหันมาทดลองปลูกมันหวานสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูงกว่ามันเทศธรรมดาหลาย 10 เท่าตัว พร้อมทั้งหาตลาดด้วยตัวเองและใช้โอกาสจากการที่เข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐ พัฒนาต่อยอดจนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายมันหวานได้เดือนละกว่า 2 แสนบาท

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า มันหวานสายพันธุ์ต่างประเทศนั้นมีหลากหลายชนิด ทั้งพันธุ์สีส้ม เบนิฮารุกะ โอกินาว่า สายน้ำผึ้งอินโด และฮาวาย ราคาก็จะมีเริ่มต้นตั้งแค่กิโลกรัมละ 60 บาทไปจนถึง 350 บาทเลยทีเดียว โดยพันธุ์ที่มีราคาสูงสุดคือ สายพันธุ์ฮาวายกิโลกรัมละ 350 บาท ขณะที่มันเทศธรรมดาราคาขณะนี้จะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 6 – 10 บาท แต่ราคานี้ก็ถือว่าดีกว่ามันสำปะหลังที่ราคาตกอยู่เพียงกิโลกรัมละหนึ่งบาทเศษเท่านั้น

นายวิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้กระแสมันหวานกำลังมาแรงเป็นที่นิยมชื่นชอบในหมู่ลูกค้าผู้ที่รักในสุขภาพจะนิยมรับประทานมากเป็นพิเศษ อีกทั้งรสชาติที่หวานหอมจึงทำให้เริ่มมีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ตนเองกำลังอยู่ในระหว่างการรวมกลุ่มผู้ผลิต และเจรจากับทางตลาดระดับบน คือในส่วนของห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อต่อยอดการตลาดให้มากยิ่งขึ้นด้วย

คุณเปรม สุวรรณรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านไร่ตก ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา รวมตัวกับชาวบ้านในพื้นที่ จัดตั้งกลุ่มเพาะเห็ดโคนน้อยตามโครงการสัมมาชีพชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งนี้ได้รับงบฯ สนับสนุนงบประมาณจำนวน 16,000 บาท จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนเพาะเห็ดโคนน้อย เช่น ซื้ออุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต และมีผู้เชี่ยวชาญในการเพาะเห็ดโคนน้อย มาแนะนำเทคนิคการเพาะ

ผู้ใหญ่เปรม ในฐานะประธานกลุ่ม เปิดเผยว่า การเพาะเห็ดโคนน้อย จะใช้วัสดุหลักเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ซึ่งจะเจริญเติบโต และให้ผลผลิตได้ดีกว่าขี้เลื่อยจากไม้อื่นๆ สูตรการทำก้อนเห็ด ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำข้าว 8 กิโลกรัม ยิปซัม ปูนขาว ภูไมท์ ยูเรีย อย่างละ 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 200 กรัม โดยนำน้ำมาผสมกับดีเกลือและยูเรียคนให้ละลาย ส่วนขี้เลื่อย รำข้าว ยิปซัม ภูไมท์ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำน้ำที่ผสมดีเกลือกับยูเรียค่อยๆ รดลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทิ้งไว้ 1-2 วัน

จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่น น้ำหนัก ถุงละ 1 กิโลกรัม มัดปากถุง โดยใช้จุกพลาสติก ซึ่งอัตราส่วนที่ผสมกันจะได้ 120 ถุง แล้วจึงนำไปนึ่งในถังเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ ที่อุณหภูมิ 90 องศา เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

รอให้ก้อนเห็ดเย็น แล้วจึงหยอดเชื้อเห็ด ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เพราะเชื้ออาจตายได้ โดยเชื้อเห็ด 1 ขวด ราคา 10 บาท ใช้หยอดได้ 35-40 ก้อน แล้วนำไปบ่มเชื้อในที่ร่ม 7 วัน คอยสังเกตเมื่อมีเส้นขาวๆ ตามก้อนให้แกะจุกปากถุงออก แล้วนำไปวางในโรงเรือนพ่นน้ำเป็นฝอยๆ ให้ชุ่มแล้วคลุมด้วยผ้าใบให้มิดชิด หลังจากนั้น ประมาณ 7 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้

ผู้ใหญ่เปรม บอกว่า เห็ดโคนน้อย เจริญเติบโตเร็วมาก ประมาณ 10-15 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ โดยเก็บวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นหากปล่อยไว้นานเห็ดจะบานและเป็นสีดำ ตลาดไม่ต้องการ ซึ่งเห็ดแต่ละรุ่นจะให้ผลผลิตเก็บขายได้ประมาณ 15 วัน หรือเก็บได้ถึง 30 ครั้ง ราคาขายในท้องตลาด กิโลกรัมละ 180-200 บาท

“ทางกลุ่มเริ่มเพาะเห็ดมาประมาณ 2 เดือน ตลาดเริ่มเติบโตขึ้น และขณะนี้มีพ่อค้าแม่ค้าจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาติดต่อนำไปขาย ซึ่งในอนาคต อาจต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้ของสมาชิกที่เพิ่มขึ้นด้วย”

“ลำไย” ถือว่าเป็นผลไม้ทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ คู่กับวัฒนธรรมและชุมชนของผู้คนในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูนมานาน ลำไยเป็นพืชที่ต้องการอากาศที่หนาวเย็นในฤดูหนาวเพื่อกระตุ้นการออกดอก เมื่อหมดฤดูหนาวต้นลำไยจะออกดอกและติดผล เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม (ลำไยตามฤดูกาล) อุณหภูมิโดยทั่วไปลำไยต้องการอากาศค่อนข้างเย็น ต้องการอุณหภูมิต่ำ (10-20 องศาเซลเซียส) ในฤดูหนาว ช่วงหนึ่งคือประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมเพื่อการออกดอก ซึ่งจะสังเกตว่าถ้าปีไหนอากาศหนาวเย็นนานๆ โดยไม่มีอากาศอบอุ่นเข้ามาแทรก ลำไยจะมีการออกดอกติดผลดี

เมื่อย้อนกลับไปในปี 2541 ได้มีการค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรต ด้วยความบังเอิญจากช่างทำดอกไม้ไฟ และทำให้ลำไยออกดอกและติดผลนอกฤดูได้ สามารถปลูกได้ทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศที่มีแหล่งน้ำที่ดี ต่อมาทำให้มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างมาก ทำให้ลำไยภาคตะวันออกในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งผลิตลำไยนอกฤดูเท่านั้น

ข้อมูลตัวเลข ในปี 2555 พบว่า พื้นที่ปลูกลำไยในเขตจังหวัดจันทบุรี มีมากเกือบหนึ่งแสนไร่ มีปริมาณการส่งออกมากเกือบห้าแสนตัน (ในปี 2554) สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนเป็นกอบเป็นกำกว่าไม้ผลดั้งเดิมของจังหวัด เช่น ทุเรียน เงาะ สะละ ลองกอง มังคุด เป็นต้น เพราะเป็นผลไม้ที่สามารถบังคับและกำหนดระยะเวลาให้ผลผลิตออกได้ตามความต้องการ โดยการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต (KCLO3) ทำให้ออกดอกนอกฤดู สามารถจำหน่ายได้ราคาสูง กิโลกรัมละ 30-50 บาท หรือมากกว่านั้น โดยผลผลิตนอกจากจะขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ

โดยพื้นที่ปลูกลำไยในเขตจังหวัดจันทบุรีนั้น ได้เปรียบมากในเรื่องของแหล่งน้ำ มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าทางภาคเหนือ ทั้งแรงงานที่ไม่ประสบปัญหามากนัก และสุดท้ายเรื่องการบริหารจัดการค่อนข้างเป็นระบบเกษตรกรมีความคุ้นเคยกับการปลูกพืชในแปลงขนาดใหญ่เป็นอย่างดี และเข้าใจเรื่องการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นอย่างดี

ปัญหาการผลิตลำไยในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และลำพูน ยังเป็นการผลิตลำไยในฤดู และอาศัยปัจจัยการผลิตโดยอิงธรรมชาติแบบดั้งเดิมอยู่ ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างน้อย เป็นส่วนน้อยที่ผลิตลำไยนอกฤดู และทำให้ขาดแคลนแรงงานในช่วงลำไยออกสู่ตลาด ลำไยต้นสูงต้องเสียเวลาในการปีนเก็บและค่าไม้ค้ำ คุณภาพขนาดของผลและสีผลไม่ตรงตามความต้องการตลาด ผลผลิตกระจุกตัวออกมาเป็นปริมาณมาก ทำให้พ่อค้าได้เปรียบ อาจมีการกดราคาเกษตรกร อย่างการแปรรูปรองรับไม่ทัน

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นผลกระทบและเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในฤดูกาล เทคนิคง่ายๆ คือ ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มเตี้ยลง เพื่อลดค่าไม้ไผ่ค้ำยันกิ่งลำไยและค่าแรงเก็บเกี่ยว เมื่อทรงพุ่มเตี้ยลงก็ทำให้ง่ายต่อการจัดการต่างๆ โดยเฉพาะการดูแลรักษาป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้เกินคำแนะนำ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือตามความต้องการของพืช

พันธุ์ลำไยที่ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย คือ พันธุ์ “ดอ” หรือเรียกลำไยพันธุ์ “อีดอ” เป็นสายพันธุ์หลักที่ปลูกมากที่สุดในบ้านเราขณะนี้คือ ราว 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นลำไยพันธุ์เบา คือออกดอกและเก็บผลก่อนพันธุ์อื่น ชาวสวนนิยมปลูกมากที่สุด ราคาดี เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตดี มีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือตอนบนและทางภาคตะวันออก อย่างจังหวัดจันทบุรีออกดอกและติดผลง่ายกว่าพันธุ์อื่น ให้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4 ปี หลังปลูก ถ้าออกดอกกลางเดือนมกราคมก็จะเก็บผลผลิตได้ราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ลักษณะผล ค่อนข้างกลม กว้าง 2.8 เซนติเมตร หนา 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน บ่าผลยกข้างเดียว รสหวาน จำนวนผลโดยเฉลี่ย 85-94 ผล ต่อกิโลกรัม นิยมบริโภคสด และแปรรูป ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ก็ยังคงมีให้เห็นบ้าง เช่น พันธุ์สีชมพู พันธุ์เบี้ยวเขียว พันธุ์แห้ว บ้านโฮ่ง 60 พวงทอง เพชรสาครทะวาย เป็นต้น

ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้” ลำไยสายพันธุ์ใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตร ได้มีหนังสือรับรองพันธุ์ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตร เป็นลำไยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้จากการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด (ซึ่งคาดว่าน่าจะกลายมาจากพันธุ์ดอ) เป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการบริโภคสด ผลมีขนาดใหญ่มาก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีขนาดผลใหญ่กว่าลำไย เกรด A ที่ส่งขายยังต่างประเทศถึง 2 เท่า เป็นลำไยที่เนื้อหนาแข็งและแห้งไม่แฉะน้ำ มีความหวานเฉลี่ย 13-15 เปอร์เซ็นต์บริกซ์

ที่น่าสนใจคือ “เมล็ดเล็กลีบ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์” และได้มีการตั้งชื่อว่า พันธุ์ “จัมโบ้” (JUMBO)

จากประวัติพบว่า เจ้าของลำไยพันธุ์จัมโบ้นี้คือ คุณสุทัศน์ อินต๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ขณะนี้ต้นแม่ลำไยจัมโบ้มีอายุต้นกว่า 30 ปีแล้ว ทราบว่าเป็นต้นลำไยที่ได้จากการปลูกด้วยเมล็ดและกลายพันธุ์มาดีจากลำไยต้นหนึ่งในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะการติดผลของลำไยพันธุ์นี้อยู่ในระดับปานกลางจากข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบ แจ้งว่าลำไยพันธุ์จัมโบ้ มีจำนวนผล 15-19 ผล ต่อช่อ ซึ่งหลังจากที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร นำมาปลูกเริ่มราดสารให้ออกดอก หลังบำรุงรักษาจนติดผล พบว่าจำนวนผลต่อช่อมีมากกว่านั้น คือโดยประมาณ 15-40 ผล เลยทีเดียว (ซึ่งเป็นผลดีในเรื่องของการไม่ต้องแต่งหรือซอยช่อผล)

ลักษณะผลจะกลมแป้น ผิวเปลือกเรียบ มีสีน้ำตาลปนเหลือง เปลือกหนาประมาณ 1.3 มิลลิเมตร ในธรรมชาติจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมและเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม แล้วยังพบว่าใน 1 ช่อ ผลลำไยมีเมล็ดลีบเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นพันธุ์ลำไยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือรสชาติหวาน ลักษณะเหมือนลำไยพันธุ์ดอทุกประการ แต่ได้ขนาดที่ผลใหญ่มาก และที่สำคัญ “เมล็ดลีบ และเนื้อหนามาก”

สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ได้สายพันธุ์ลำไยยักษ์ “จัมโบ้” มาปลูกมากกว่า 10 ปี พบว่า มีการเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกติดผลง่าย ตั้งแต่ปีแรกหลังปลูก ทั้งปล่อยให้ออกดอกตามธรรมชาติ (ในบางปีที่มีอากาศหนาวเย็น) และโดยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูกาลโดยใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตตามที่ต้องการ และได้มีการตรวจสอบถึงผลผลิตที่ออก ที่ สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ผลปรากฏว่าสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้เป็นอย่างดี ผลผลิตที่ได้ พบว่าผลลำไยมีขนาดผลใหญ่มาก จากการซุ่มตรวจพบว่า เมล็ดลีบหมดทั้งต้น และเนื้อแห้งไม่แฉะ รสชาติหวาน รับประทานอร่อยมาก

การปลูกลำไยแบบสมัยใหม่ ลำไยนั้นสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ในช่วงที่เหมาะสมคือ ปลายฤดูฝน(กันยายนถึงตุลาคม) ซึ่งมีความชื้นในดินและอากาศพอเหมาะ ลำไยจะเจริญเติบโตได้ดีและไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน แต่จะต้องให้น้ำบ้าง เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนมักนิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการรดน้ำ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องน้ำขังบริเวณหลุมปลูก จึงต้องหมั่นคอยดูแลเมื่อมีน้ำขังต้องระบายน้ำออกจากหลุม หรือเตรียมหลุมพูนดินเป็นโคกหรือหลังเต่า

และเมื่อฝนจะทิ้งช่วงในเดือนตุลาคม-มกราคม และเข้าสู่ฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งจะต้องมีการจัดการน้ำที่ดี ในระยะปีที่ 1-2 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่ลำไยตั้งตัวและจะรอดได้ จำเป็นต้องไม่ให้ขาดน้ำในฤดูแล้ง และไม่ให้น้ำท่วมขังในฤดูฝนด้วยการเตรียมดิน ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกพืชอื่นมาก่อน ให้ไถดินลึก ประมาณ 30 เซนติเมตร ตากดินฆ่าเชื้อไว้ประมาณ 15-30 วัน แล้วไถพรวนย่อยดินอีก 1-2 ครั้ง และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอตามแนวลาดเอียง

เริ่มจากการเตรียมพันธุ์ เตรียมพันธุ์โดยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งชำลงถุงดำจนแข็งแรงควรเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง หรือเลือกใช้ต้นพันธุ์ลำไยที่ขยายพันธุ์แบบตอนกิ่ง ซึ่งจะโตเร็ว สร้างพุ่มได้เร็ว (เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง ดินทราย ซึ่งอาจจะทำให้โค่นล้มได้ง่าย นอกจากการค้ำยันต้นที่ดีแล้ว เกษตรกรบางรายอาจจะเสริมรากให้ต้นลำไยภายหลังปลูกไปแล้ว อย่างน้อย 6 เดือน ขึ้นไป เพื่อเสริมความแข็งแรง) หรือต้นพันธุ์เสียบยอดหรือทาบกิ่งก็ได้ (เพราะจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว ทำให้ต้นแข็งแรง หากินเก่ง ทนต่อสภาพดินไม่ดีได้)

ต่อมาก็เป็นเรื่องของ “ระยะปลูก” วางผังระยะปลูกมีหลายระยะนั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น การจัดการโดยใช้เครื่องจักรก็จะใช้ระยะปลูกที่กว้าง ระหว่างแถวและต้น 8×8 เมตร หรือ 10×8 เมตร เป็นต้น ส่วนถ้ามีพื้นที่น้อย ต้องการจำนวนต้นที่เยอะ ดูแลทั่วถึงสามารถควบคุมทรงพุ่มได้ ก็จะปลูกระยะถี่ลงมา เช่น ระยะ 7×5 เมตร หรือ 6×6 เมตร ในกรณีที่มีการควบคุมทรงพุ่ม

จากข้อมูลโดย ผศ.ดร. พาวิน มะโนชัย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า สวนลำไยดั้งเดิมส่วนใหญ่ปลูกลำไยห่างกันมาก ระยะ 8×8 เมตร ทำให้เปลืองเนื้อที่ และกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ใช้เวลานาน 7-8 ปี จากการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกลำไยระยะชิด โดยใช้กิ่งตอน ในระยะห่าง 2-4 เมตร หรือไร่ละ 200 ต้น จะคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี เท่านั้น

วิธีปลูก ขุดหลุมปลูก ขนาดประมาณ 80x80x50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxลึก)สมัครยูฟ่าเบท รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม โดยผสมกับหน้าดิน ใส่ลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุมประมาณ 15 เซนติเมตร ก่อนปลูกทำหลุมเท่าถุง เพื่อวางชำต้นกล้าตัดรากที่ขดงอรอบๆ ถุงชำต้นกล้า ทิ้งไปเฉพาะบริเวณก้นถุงใช้มีดคมกรีดจากก้นถุงขึ้นมาปากถุงทั้งสองด้าน แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดต้นเพื่อป้องกันต้นกล้าโยกคลอน รดน้ำให้ชุ่มพรางแสงให้จนกระทั่งแตกยอดอ่อน 1 ครั้ง จึงงดการพรางแสง

การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย ลำไย อายุ 1-3 ปี หลังจากต้นแตกใบอ่อน ชุดที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 100 กรัม ต่อต้น ปีละ 3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นปีละ 2 เท่า ทุกปี ลำไยอายุ 4 ปี แตกใบอ่อนประมาณต้นเดือนสิงหาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น และเดือนพฤศจิกายนพ่นปุ๋ยเคมี สูตร 0-52-34 อัตรา 150 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มเพื่อไม่ให้ลำไยแตกใบใหม่ พ่น 3 ครั้ง ทุก 7 วัน สำหรับลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุ 5 ปีขึ้นไป)

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีที่ผ่านมา ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน ชุดที่ 1 หลังจากนั้น ประมาณเดือนกันยายนใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อลำไยแตกใบอ่อน ชุดที่ 2 กลางเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 0-46-0 + 0-0-60 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อให้ลำไยพักตัวและพร้อมต่อการออกผล

เมื่อลำไยติดผลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร แนะนำควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อบำรุงผลให้เจริญเติบโต ก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 0-0-60 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1 : 1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น