โดยการใส่ปุ๋ยจะเน้นการให้อัตราที่น้อย แต่ใส่ให้บ่อยครั้ง

ซึ่งค่อนข้างได้ผลดี หากจะให้ฝรั่งมีการสร้างเนื้อที่ดี มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตรที่มีสูตรคล้ายๆ กับปุ๋ยทางดินให้สอดคล้องกัน แต่เน้นสูตรปุ๋ยที่มีสูตรตัวท้ายสูงๆ เช่น ปุ๋ยไฮโปส (10-4-36), ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) เป็นต้น ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อสร้างคุณภาพผล เช่น เพิ่มขนาดผล สร้างเนื้อ และความหวาน ฝรั่งมีรสชาติหวาน กรอบ

โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เกิดขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2549 ทรงรับทราบผลงานของหน่วยราชการต่างๆ ได้แก่ ศูนย์ไผ่ศึกษา ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช การขยายพันธุ์เขียดแลว

ของกรมประมง การขยายผลการดำเนินงานโครงการพัฒนา โดยการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมการผลิตด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านเมืองแพม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวโรกาสดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์กับหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าเฝ้ารับเสด็จ ทรงห่วงใยสภาพต้นน้ำลำธาร โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้พสกนิกรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ น้ำ และดิน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และให้พสกนิกรเหล่านั้น สามารถดำรงอยู่กับป่าได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพระพันปีหลวง มีลักษณะที่เป็นโครงการที่ดำเนินการแบบบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการในพื้นที่โครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ ในการสนับสนุนและร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อดำเนินการพัฒนาตามแนวพระราชเสาวนีย์ดังกล่าว

วัตถุประสงค์ของโครงการ

เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพป่าต้นน้ำลำธาร ให้สามารถเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีความสมดุลกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีเครือข่ายการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและองค์กรในท้องถิ่น

พื้นที่ดำเนินงาน ประกอบด้วยพื้นที่ 10 แห่ง 109 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ใน 9 อำเภอ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ ปัจจุบันได้ขยายผลไปยังจังหวัดเลย ซึ่งมีสภาพป่าไม้และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารอีกจังหวัดหนึ่ง

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือตัวย่อว่า “สวพส.” เป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่เข้าไปดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีทีมงานนักวิชาการเข้าไปปฏิบัติงาน สถานที่ทำงานในพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัด โดยการสนับสนุนของ คุณวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการ สวพส. เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานโครงการดังกล่าว ผู้อำนวยการ สวพส.ได้อนุมัติให้ คุณพุทธิพัทธ์ พลอยส่งศรี นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา นำสื่อมวลชนไปติดตามเยี่ยมชมและเผยแพร่ผลงาน โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ลุ่มน้ำภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งเป็นอำเภอขยายผลงานพื้นที่

ลุ่มน้ำภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก มีประชากร 966 ครัวเรือน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 24.96 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 525.07 ตารางกิโลเมตร ไม่ระบุการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ 19.97 ตารางกิโลเมตร หมู่บ้านเป้าหมาย ได้แก่ บ้านเทิดไทย บ้านสงบสุข บ้านร่มเกล้า บ้านรักชาติ บ้านน้ำดิบ บ้านบุ่งผลำ บ้านน้ำจวง บ้านน้ำแจ้งพัฒนา บ้านบ่อภาค หมู่ที่ 4 และบ้านบ่อภาค หมู่ที่ 5 บ้านนุชเทียน บ้านชำนาญจุ้ย บ้านใหม่รักไทย บ้านหมั่นแสวง รวมทั้งสิ้น 4 หมู่บ้าน

คุณกองมา อินทรวงษา เกษตรกรประเภทหัวไวใจสู้ อายุ 64 ปี เป็นเกษตรกรรายแรกที่ริเริ่มปลูกองุ่น เล่าว่า ในอดีตนั้นมีอาชีพปลูกข้าวโพดและรับจ้างทั่วไป ต่อมาได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการของ สวพส. ให้เริ่มปลูกองุ่น จึงเริ่มสร้างเรือนโรงและเริ่มปลูกครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558 จำนวน 6 ต้น ใช้องุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดหรือบิวตี้ซีดเลส จากพื้นที่ 15 ไร่ ได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการ ทั้งการปลูก การดูแลรักษา การตัดแต่งกิ่ง การเก็บเกี่ยว ตลอดจนการตลาด เห็นว่าประสบผลสำเร็จจึงขยายการปลูกออกไปเป็น 20 ต้น ขายผลผลิตในการตัดขายรุ่นแรกใช้เวลาเพียง 5 เดือน ได้เงิน 1 แสนกว่าบาท จึงขยายเพิ่มอีก เป็นการปลูกองุ่นทั้งหมด 40 ต้น แต่ละเรือนโรงจะปลูกองุ่นไม่เท่ากัน เพราะสภาพพื้นที่เป็นเนินและลาดชัน ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก นพค.34 สนภ.3 นทพ. ทำการขุดแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ขนาด 22x35x3 เมตร ปริมาตรน้ำ 1,421 ลูกบาศก์เมตร

นอกจากได้น้ำเพื่อการเกษตรแล้ว จึงเริ่มเลี้ยงปลานานาชนิด เลี้ยงเป็ด กบ ไก่ ขยายพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุเรียน เงาะ ลองกอง สะตอปักษ์ใต้ เลี้ยงหมู วัวพื้นเมือง จนถึงขณะนี้เริ่มปลูกองุ่นเป็นหลัก อีกทั้งในพื้นที่แถบนี้ช่วงฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ภูขัด ภูเมี่ยง ฯลฯ หรืออาจใช้เส้นทางนี้ผ่านออกไปยังบ้านร่มเกล้า บ้านนาแห้ว ด่านซ้าย ภูเรือได้ด้วย แต่เป็นเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา ผู้ขับจะต้องมีความชำนาญ นักท่องเที่ยวจะต้องผ่านเส้นทางนี้ ทำให้ผลผลิตของตนเองขายได้ดีมาก เพราะเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งแรกที่จะต้องแวะพักคน พักรถ ได้สร้างห้องน้ำและร้านอาหารไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว บางครั้งสถานที่ท่องเที่ยวเต็มหรือไม่มีที่พักแรม ตนเองจึงสร้างลานกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว คิดค่าบริการในราคาถูก สนใจติดต่อ คุณกองมา อินทรวงษา โทร. (089) 270-7499

ปลูกผักได้ผลดีเยี่ยม

บ้านนุชเทียน หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก มีกิจกรรมน่าสนใจมาก ร้อยตรี วันนา วรรณไสย นายทหารนอกราชการ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์รักษ์น้ำลุ่มน้ำภาค เล่าให้ฟังว่า ได้จัดประชุมสมาชิกเข้าร่วมโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน นำสมาชิกไปศึกษาดูงาน เมื่อกลับมาแล้ว ทุกคนมีความเห็นจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเมื่อเดือนมกราคม 2561 มีสมาชิกแรกเข้า 11 ราย ร่วมกันสร้างเรือนโรง จำนวน 37 เรือนโรง แล้วเสร็จเดือนตุลาคม 2561 สมาชิกร่วมกันวางแผนการผลิตพืชผักร่วมกับนักวิชาการของ สวพส. สมาชิก 1 คน ใช้เรือนโรงปลูกผักประมาณ 1-3 เรือนโรง ปลูกผักอินทรีย์ตามคำแนะนำของนักวิชาการจาก สวพส. เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ ชนิดของพืชผักตามที่ตลาดต้องการ ผักทุกชนิดต้องผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร มีตลาดรองรับผลผลิตจำนวน 2 แห่ง คือ บริษัท เอ็นแอนด์พี ออแกนนิค แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ และบริษัท พลังผัก จำกัด เขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ที่บ้านนุชเทียน นอกจากมีกิจกรรมปลูกผักอินทรีย์แล้วยังมีกิจกรรมการเลี้ยงวัวเนื้อ เพื่อนำมูลวัวมาเป็นปุ๋ยคอก กิจกรรมแปลงปลูกหญ้า กิจกรรมการปลูกพืชทั้งระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว นอกจากความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการและภาคเอกชนแล้ว ทั้งนี้ อยู่ในความรับผิดชอบการประสานงานของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงห้วยน้ำขาว ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ขยายพื้นที่ออกไปอีกหนึ่งจังหวัด เมื่อปี 2560 โดยเฉพาะที่บ้านหมากแข้ง เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำที่มีความสำคัญยิ่งคือ ลุ่มน้ำหมัน โดย คุณวิธิวัต มันกระโทก และ คุณอดิเรก อินต๊ะฟองคำ นักวิชาการประจำ สวพส. เข้าพื้นที่เพื่อประชุมเกษตรกรให้มีความพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติงานตามคำแนะนำ อาชีพดั้งเดิมของเกษตรกรแถบนี้คือ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามบรรพบุรุษและไม่มีทางเลือกต่อการประกอบอาชีพ ต่อมาได้ริเริ่มปลูกแก้วมังกรบางส่วนผ่านมาประมาณ 3 ปี หลังจากประชุมแล้ว

ได้รวบรวมสมาชิกได้ 17 ราย ตั้งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เริ่มปลูกพืชผักหลากหลายชนิด ปลูกมะระจีน พริกหยวก และองุ่น จนถึงขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 234 ครอบครัว โดยมีนักวิชาการเข้ามารับผิดชอบการปฏิบัติงานในพื้นที่ลุ่มน้ำหมันคือ คุณสุขเกษม ร่วมรักษ์ และ คุณศุภฤกษ์ บุญประสม เป็นผู้ประสานงานและติดตามผลการปฏิบัติงานของสมาชิกภายในกลุ่ม โดยเฉพาะ คุณเอกพล ราศรีโย มีความภาคภูมิใจที่ปลูกองุ่นในเรือนโรง เก็บเกี่ยวปีละ 2 ครั้ง มีรายได้มากกว่า 5 หมื่นบาท

คุณยายกัน ทำหน้าที่ประธานกลุ่มแม่บ้านกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย คุณประนอม สิงขรณ์ ทำหน้าที่ฝ่ายการตลาดและผู้ประสานงาน ร่วมกันเล่าให้ฟังว่า มีสมาชิกจำนวน 30 คน เมื่อหลายปีก่อน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพระพันปีหลวง เคยเสด็จมาในพื้นที่บ้านหมากแข้งเป็นครั้งที่สอง เพื่อเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดป้ายพระราชทาน โรงเรียนเย็นศิระฯ บ้านหมากแข้ง

ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และพระองค์ทรงพระราชทานลายผ้านี้ให้ชาวบ้านไม่ทราบว่าเป็นลายอะไร แต่ชาวบ้านจำได้ว่าพระองค์ทรงพระราชทานลายผ้านี้ ลายผ้านี้เป็นแห่งเดียวของจังหวัดเลย จากนั้นชาวบ้านได้ถวายผ้าพระองค์ท่านพร้อมลายอื่นๆ เช่น ลายหมี่ดอกแก้ว ลายหมี่นาคคู่ ลายหมี่เลย ลายหมี่ขอเครือ ลายหมี่นาคคู่ และลายมุข ที่เป็นลายพื้นเมืองดั้งเดิมของชุมชนแต่โบราณ ชาวบ้านถวายผ้าทอพระองค์ท่านผ่านโครงการศิลปาชีพต่อเนื่องมาทุกปี ตั้งแต่ปี 2517-2526 ต่อมาจึงได้ริเริ่มพัฒนาลายผ้านี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 เพื่อให้ลายผ้านี้เป็นลายผ้าประจำจังหวัดเลย

อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ สวพส. นำสื่อมวลชนศึกษาดูงานในครั้งนี้ ในพื้นที่บริเวณนี้มีประติมากรรมเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง ความสูงของประติมากรรมวัดจากฐานเป็นรูปปั้นนูนต่ำ 2 วา 51 นิ้ว 9 คืบ หมายถึงปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในสมัยนั้น) เสด็จถึงฐานฯ บ้านหมากแข้ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ฐานกว้าง 2 วา 51 นิ้ว 9 คืบ เท่ากับ 7.55 เมตร หมายเลข 7 หมายถึง ชุดปฏิบัติการจำนวน 7 นาย ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงนำออกปฏิบัติการทางยุทธวิธี ตัวเลข 55 หมายถึง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 เวลา 5 โมงเย็น

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงนำชุดปฏิบัติการรบถึงบ้านหมากแข้ง และเสด็จเยี่ยมประชาชน ฐานปฏิมากรรมสูง 14 เซนติเมตร หมายถึง วันที่ 14 มกราคม 2530 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญกล้าหาญ “ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญกล้าหาญ แด่ พันเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว อนึ่งในสมรภูมิรบที่บ้านหมากแข้งแห่งนี้ มีบุคคลที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ จำนวน 2 นายคือ คุณจิตร แพทย์ไชโย เป็นผู้ช่วยเหลือนักบินที่ได้รับบาดเจ็บ คุณเจริญ แสงราช เป็นผู้ช่วยเหลือในการขนส่งเสบียงอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ในการสู้รบ

กลุ่มเกษตรอินทรีย์หมากแข้ง ลุ่มน้ำหมัน จังหวัดเลย ภายใต้โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างของบ้านหมากแข้ง ที่ปรับเปลี่ยนระบบการปลูกพืชใช้สารเคมี เป็นระบบการปลูกพืชในระบบอินทรีย์ตามแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง เพื่อเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปปรับใช้ อันนำไปสู่การลดใช้สารเคมีบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนทุนวิจัยให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินโครงการการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตองุ่นไชน์มัสคัตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ การปลูก การจัดการโรคและแมลง เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวองุ่นไชน์มัสคัต และการประเมินคุณภาพองุ่นให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก ตาก และกำแพงเพชร พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มศักยภาพในตลาดส่งออก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท (โทร. 081-971-3510) กล่าวว่า องุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” (Shine Muscat) ถูกปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ที่สถานีวิจัยองุ่นและพลับอะกิซึ จังหวัดฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ขึ้นทะเบียนพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2549 เป็นลูกผสมระหว่าง องุ่นพันธุ์ Akitsu21 [Steuben (Vitislabruscana) x Muscat of Alexandria (V. vinifera)] กับองุ่นพันธุ์ Hakunan [Katta Kurgan (V. vinifera) x Kaiji (V. vinifera)]

ลักษณะเด่นขององุ่นพันธุ์นี้คือ ผลกลม ขนาดใหญ่ มีเมล็ด ผิวผลสีเขียวอมเหลือง ไม่แตกง่าย เนื้อแน่น กรอบ ไม่ฝาด มีกลิ่นมัสคัต ทนต่อโรคผลเน่าและราน้ำค้างได้ในระดับปานกลาง แต่อ่อนแอต่อโรคแอนแทรกโนส ทนร้อนและหนาวเย็น ถ้าผลมีเมล็ดจะมีขนาดประมาณ 10 กรัม ถ้าทำให้ผลไม่มีเมล็ด จะมีขนาด 12 กรัม ขึ้นไป มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 19 องศาบริกซ์ ปริมาณกรด 0.4 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 80 วัน หลังดอกบานเต็มที่ในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อนำองุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” มาปลูกในประเทศไทย พบว่า มีการเจริญเติบโตดี สามารถออกดอกติดผลได้ แต่จะมีอายุเก็บเกี่ยวเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่น คือ ประมาณ 70 วัน หลังดอกบานเต็มที่

เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้องุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต” ไม่มีเมล็ด คือการใช้กรดจิบเบอเรลลิค (GA3) และ CPPU การตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มคุณภาพทางด้านกายภาพของผล เช่น สีผิวสวยงามสม่ำเสมอ ไม่กร้าน ขนาดผลใหญ่ขึ้น ไม่มีเมล็ด และช่อใหญ่ รสชาติหวาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ กล่าวแนะนำให้เกษตรกรตัดแต่งช่อดอก เมื่อดอกองุ่นเริ่มบานจะตัดแต่งช่อดอก เนื่องจากดอกองุ่นจะเริ่มบานจากด้านบนสุดของช่อดอกและบานเรื่อยลงมาจนถึงปลายช่อดอก ส่งผลให้องุ่นด้านบนสุกก่อนองุ่นบริเวณปลายช่อ ทำให้คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น จึงตัดแต่งช่อดอกให้เหลือความยาวที่ปลายช่อดอก 3.5-4 เซนติเมตร

ส่วนเทคนิคที่ทำให้องุ่นไม่มีเมล็ด คือหลังดอกบานเต็มที่ 1-3 วัน จุ่มช่อดอกลงในสารละลายที่มีสเตรปโตมัยซิน ความเข้มข้น 100 ppm ร่วมกับจิบเบอเรลลิคแอซิด ความเข้มข้น 25 ppm และ CPPU ความเข้มข้น 5 ppm ตัดแต่งช่อผลหลังดอกบานเต็มที่ 10-15 วัน จะตัดแต่งช่อผลให้เหลือ 35-40 ผล หากไม่ตัดแต่งช่อผลจะทำให้ผลเบียดกันและผลจะมีขนาดเล็ก และขยายขนาดของผลได้น้อย หลังจากตัดแต่งช่อผล จุ่มช่อผลลงในสารละลายจิบเบอเรลลิคแอซิด ความเข้มข้น 25 ppm เทคโนโลยีการปลูกองุ่นพันธุ์ “ไชน์มัสคัต”

ปลูกองุ่นในระยะห่างระหว่างต้นและแถว 6×8 เมตร ขนาดของหลุม กว้าง 70xยาว 70xลึก 30 เซนติเมตรค้างองุ่น

นิยมใช้ค้างแบบราวตากผ้า ความสูงของค้างประมาณ 1.80 เมตร ความกว้าง ด้านบนของค้างสูงกว้างประมาณ 3 เมตร ใช้ลวดเบอร์ 14 ขึงให้ตึงระหว่างหัวแปลง ท้ายแปลง ระยะระหว่างลวดประมาณ 25 เซนติเมตร

การจัดการทรงต้นและการสร้างกิ่ง

การจัดทรงต้นที่แนะนำคือ ทรงต้นแบบตัว H เทคนิคการสร้างกิ่งที่ใช้คือ การสร้างกิ่งแบบก้างปลา จากกิ่งแขนงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกข้อของเถา ต้องเร่งการเจริญเติบโตให้เถาเจริญเติบโตเร็วที่สุดและสมบูรณ์จึงจะสร้างกิ่งแขนงได้ดี

การตัดแต่งกิ่งองุ่น

กิ่งที่จะตัดแต่งเพื่อให้ออกดอก สมัคร M8BET จะต้องเป็นกิ่งที่แก่จัด กิ่งเป็นสีน้ำตาล ใบแก่จัด ดังนั้น ก่อนการตัดแต่งจะต้องงดการให้น้ำ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่ การตัดแต่งให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งให้สั้นลง ความยาวของกิ่งที่เหลือขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่น

การจัดเถาและช่อองุ่น

เมื่อเห็นช่อดอกยืดออกมา ดอกจะบาน หรือหลังจากตาองุ่นแตกได้ 2-3 สัปดาห์ ควรปลิดตาข้างออกให้หมด เพื่อให้ยอดองุ่นที่แตกออกมาที่มีช่อดอกยืดยาวออกไป เมื่อติดผลเล็กๆ ควรผูกเถาติดกับค้างหรือดูความยาวของเถาประมาณ 80-100 เซนติเมตร

การปลิดช่อดอก

การปลิดช่อดอก ช่อผล ควรให้ช่อดอก ช่อผล ที่เหลือกระจายอยู่ทั่วๆ ไปในต้น จะทำให้ผลที่คงไว้มีคุณภาพดี แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงราคาขายด้วย การปลิดช่อดอก ช่อผล ออกมากๆ แม้คุณภาพผลจะดี แต่ผลผลิตจะลดลงมาก

การตัดแต่งช่อดอก

หลังจากจัดกิ่งเรียบร้อยแล้ว บางครั้งต้นองุ่นออกดอกมากเกินไป ถ้าปล่อยไว้ทั้งหมดจะทำให้ต้นโทรมเร็ว คุณภาพของผลไม่ดี ควรตัดแต่งช่อที่ติดเป็นผลเล็กๆ แล้ว โดยเลือกช่อที่เห็นว่ามีขนาดเล็ก รูปทรงไม่สวย ติดผลไม่สม่ำเสมอ มีแมลงทำลาย

การซอยผล/การตัดแต่งผล

การปลิดผลออกจากช่อ มักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร ผลองุ่นอ่อนที่ตัดออกมาเอาไปดองขายได้ วิธีปลิดผลให้ใช้กรรไกรขนาดเล็กสอดเข้าไปตัดที่ขั้วผล อย่าใช้มือเด็ดหรือดึง เพราะจะทำให้ช่อผลช้ำเสียหายฉีกขาด และมีส่วนของเนื้อผลผลิตอยู่ที่ขั้ว ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย