โดยมะเขือยาวถือเป็นพืชเศรษฐกิจในช่วงนั้น ตนเองและสามี

จึงได้ทดลองหาต้นพันธุ์มะเขือยาวมาปลูกแซมในสวนฝรั่งกิมจูที่เป็นพืชสร้างรายได้หลัก และเมื่อปลูกไปได้สักระยะเริ่มติดใจกับผลตอบแทนที่ได้จากมะเขือยาว เพราะเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนได้ทุกๆ 3-5 วัน สามารถเอาเงินตรงนี้มาใช้จ่ายหมุนเวียนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี และยังเอื้อประโยชน์ให้กับพืชหลักในตอนที่ใส่ปุ๋ยให้กับพืชผัก พืชหลักก็จะได้รับธาตุอาหารจากตรงนี้ไปด้วย จึงไม่ลังเลที่จะเลือกปลูกมะเขือยาวเป็นพืชแซมสร้างรายได้เสริมในสวนฝรั่งตั้งแต่นั้นมา

“ย้อนไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มะเขือยาวสายพันธุ์แรกที่พี่เริ่มปลูกคือ สายพันธุ์โทมาฮอค เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากในขณะนั้น ด้วยจุดเด่นของสายพันธุ์ที่ให้ผลยาวสวย ลูกดก จนในเวลาต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์มาเรื่อยๆ ที่สวนก็เปลี่ยนสายพันธุ์ไปตามคำแนะนำจากแหล่งที่ซื้อต้นพันธุ์เสียบยอดมาปลูก จากเริ่มแรกปลูกโทมาฮอค เปลี่ยนมาเป็นท็อปกัน มาเขียวมรกต จนมาถึงปัจจุบันที่สวนปลูกเป็นมะเขือยาวลูกผสม ปรายแสง มีจุดเด่นที่ติดผลดก ผิวมันวาว อัตราการงอกสูง”

ปลูกมะเขือยาวแซมสวนฝรั่ง ให้ผลผลิตเร็ว 2 เดือน เก็บขาย

เจ้าของบอกว่า มะเขือยาวเป็นพืชที่ชอบดินใหม่ หมายความว่าเป็นดินที่มีการปรับร่องสวนใหม่ หรือเป็นดินที่ไม่เคยปลูกมะเขือยาวมาก่อน เขาจะชอบมาก ปลูกแล้วจะงาม ได้ผลผลิตดี แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นดินใหม่เท่านั้นถึงจะสามารถปลูกมะเขือยาวได้ เพราะอย่างที่ทราบกันว่ามะเขือยาวสามารถปลูกได้ในทุกสภาพดินและปลูกได้ทุกฤดู ซึ่งปัจจัยที่สำคัญจะอยู่ที่การบำรุงดูแลและปัจจัยทางสภาพอากาศมากกว่าที่ส่งผลดีหรือไม่ดีกับผลผลิต อย่างเช่น หากช่วงไหนที่สภาพอากาศเป็นใจผลผลิตก็ออกมาให้เก็บเกี่ยวได้เรื่อยๆ แต่ถ้าหากช่วงไหนสภาพอากาศแปรปรวนมากๆ จากที่เคยเก็บผลผลิตได้ตลอด ก็อาจจะกลายเป็นออกมาให้เก็บเป็นรุ่นๆ หรือให้เข้าใจง่ายๆ คือ ผลผลิตออกได้น้อยกว่าเดิมนั่นเอง

เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ที่สวนของเราจะมีเครื่องตีดินอยู่แล้ว ก็จะใช้วิธีการโรยมูลสัตว์ไปก่อน มูลสัตว์ที่ใช้ก็คือขี้วัว จากนั้นเมื่อโรยขี้วัวเสร็จให้ทำการตีดินให้ร่วน แล้วปักไม้ไผ่ไว้สำหรับมัดเชือกให้ลำต้นยึดกับไม้ คือจะปลูกในระยะห่างระหว่างต้นเท่าไหร่ก็ให้ปักไม้ไผ่ไปตามระยะที่จะปลูก โดยที่สวนจะปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3 ศอก พื้นที่ 7 ไร่ ปลูกแซมในสวนฝรั่งได้ทั้งหมด 1,000 ต้น

“ที่สวนจะเรียกว่าเป็นการปลูกแซมในสวนฝรั่ง คือจะปลูกฝรั่งไว้ด้านข้าง ซ้าย-ขวา หรือตามความเหมาะสมในแต่ละครั้ง ในบางทีจะปลูกฝรั่งไว้ตรงกลาง แล้วปลูกมะเขือยาวไว้ด้านข้างติดกับร่องน้ำ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการดูแล และขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งกับคนที่อยู่บนบก และอยู่ในร่องสวน”

การปลูก ขุดหลุมไม่ต้องลึกแค่ให้พอวางต้นกล้าลงปลูกได้ เนื่องจากที่สวนจะใช้ต้นกล้าเสียบยอดในการปลูก ที่ซื้อมาในราคาต้นละ 6-7 บาท หากขุดหลุมลึกเกินไปดินจะมากลบรอยแผลที่เสียบยอดจะทำให้ต้นมะเขือยาวตายได้

ก่อนปลูกรดน้ำให้ดินนุ่มก่อน แล้วนำต้นกล้าลงหลุมปลูกในช่วงที่อากาศดีๆ โดยไม่ต้องมีการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนปลูก เพราะว่าได้ใช้มูลสัตว์ตีผสมลงไปตั้งแต่ในขั้นตอนการเตรียมดินแล้ว แต่ถ้าเป็นสวนอื่นที่เคยเห็นมาจะใช้มูลค้างคาวรองก้นหลุมก่อนปลูกในกรณีที่ไม่ได้ใช้ขี้วัวตีผสมกับดิน

การบำรุงรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย ให้ช่วงต้นยังเล็กควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เช้า-เย็น อย่าให้ดินแห้ง หลังจากนั้นเมื่อต้นเริ่มแข็งแรง เริ่มตั้งตัวได้แล้วประมาณเดือนครึ่ง ถึง 1 เดือน จะปรับปริมาณการให้น้ำเหลือเป็นรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง โดยที่สวนจะใช้เรือในการรดน้ำ

การใส่ปุ๋ย เมื่ออายุต้นได้ 10 วัน เริ่มใส่ปุ๋ยครั้งแรก สูตร 25-7-7 เป็นปุ๋ยสูตรเร่งต้น หรือบางสวนจะใช้สูตร 46-0-0 ผสมกับสูตรเสมอ 16-16-16 ก็ได้ แล้วแต่เคล็ดลับของแต่ละสวน ใส่ในปริมาณ 1 ช้อนชา แล้วหลังจากนั้นบำรุงใส่ปุ๋ยไปเรื่อยๆ ทุกๆ 5-7 วัน และนอกจากการใส่ปุ๋ยทางดินแล้วทางสวนจะมีการฉีดป้องกันหนอนและเพลี้ยไฟ ซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของมะเขือยาว พร้อมกับการฉีดพ่นบำรุงใบในทุก 5-7 วัน

“โรคแมลงที่น่าเป็นห่วงคือ หนอนและเพลี้ยไฟ ที่สวนจะเน้นป้องกันมากกว่าทำลาย โดยการระบาดของหนอนและเพลี้ยจะมาเป็นช่วงๆ และมักจะเกิดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู เช่น ช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือในช่วงที่อากาศร้อนชื้น ก็จะฉีดป้องกันไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

ส่วนวิธีการบำรุงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ไม่มีอะไรมาก ดูแลเป็นปกติทั่วไป คือใส่ปุ๋ย-รดน้ำ อาจจะมีการเพิ่มสูตรปุ๋ยมาใช้สลับกันบ้าง ระหว่างสูตร 25-7-7 กับสูตรเสมอ 16-16-16 แต่ระยะในการใส่ปุ๋ยก็ยังคงเหมือนเดิม คือใส่ปุ๋ยทุกๆ 5-7 วัน

ปริมาณผลผลิต มะเขือยาวเป็นพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตไว สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตั้งแต่ 2 เดือนแรก โดยให้ดูที่ความสมบูรณ์ของต้นประกอบ หากต้นมีความสมบูรณ์สามารถเก็บลูกแรกขายได้เลย ไม่ต้องตัดดอกทิ้ง แล้วหลังจากนั้นจะให้ผลผลิตเก็บได้เรื่อยๆ หากที่สวนไหนมีการดูแลบำรุงที่ดี ปลูกครั้งหนึ่งสามารถเก็บผลผลิตได้นานเป็นปี มีผลผลิตออกมาเก็บได้ทุก 3 วัน ในกรณีที่เจ้าของสวนหรือคนที่ชำนาญเก็บ แต่ถ้าจ้างแรงงานมือใหม่เก็บในบางครั้งอาจประสบปัญหาคนงานเก็บผลอ่อนเกินไป เจ้าของสวนก็อาจจะต้องเลื่อนเวลาการเก็บเป็น 5 วัน พื้นที่ 7 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 700-1,000 กิโลกรัมต่อครั้ง คุณภาพของผลผลิตมีทั้งเบอร์สวย เบอร์รอง ทางสวนจะต้องมาทำการคัดไซซ์ก่อนส่งแม่ค้าอีกครั้ง

“โดยผลผลิตส่วนใหญ่ของที่สวนจะได้เป็นเบอร์สวย มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ คือทรงสวย หัวท้ายเท่ากัน น้ำหนักของผลอยู่ที่ประมาณ 4 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสภาพอากาศและเคล็ดลับการบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับที่พืชต้องการ เนื่องจากมะเขือยาวเป็นพืชที่ให้การตอบสนองต่อการบำรุงเร็วมาก นอกจากการบำรุงด้วยปุ๋ยเคมีแล้ว ในทุกๆ 2 เดือนที่สวนจะมีการใส่ปุ๋ยขี้นกกระทาสลับกับปุ๋ยขี้ไก่ลงไปด้วย เพื่อบำรุงใบให้เขียว บำรุงต้นให้งาม ก็จะส่งผลไปถึงผลผลิตที่ออกมาได้คุณภาพ ขายได้ราคา คุ้มค่ากับการลงทุน และยิ่งมาประกอบกับที่ในช่วงนี้ราคาของมะเขือยาวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี กิโลกรัมละ 20 กว่าบาท ชาวสวนอยู่ได้สบาย หรือถ้าหากอยู่ในช่วงที่ราคาตกต่ำ ก็ขออย่าให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 15 บาท เจ้าของสวนก็ถือว่ายังมีกำไร แต่ถ้าหากต่ำกว่ากิโลกรัมละ 15 บาท ถือว่าอยู่ยาก เนื่องด้วยปัจจัยค่าปุ๋ย ค่าอุปกรณ์การเกษตร และค่าแรง มีต้นทุนที่สูงขึ้นหมดทุกอย่างเลย” คุณวรัชญา กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 061-623-5361 หรือติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : สวนชัย กระโจมทอง กว่า 10 ปีมานี้ ตลาดส้มโอทับทิมสยาม ผลไม้เด่นอีกชนิดของชาวปากพนัง นครศรีธรรมราช ดูจะคึกคักและมาแรงมาก ส่งผลให้ชาวสวนหันมาทุ่มเทดูแลเอาใจใส่การปลูกอย่างเต็มที่ก็ยิ่งเพิ่มความอร่อย หวาน และกลิ่นหอมให้กับพันธุ์ส้มโอเนื้อแดงมากขึ้น

คุณชนะวัฒน์ มากลับ บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 15 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 099-330-0762 fb: ชนะวัฒน์ มากลับ มีพื้นที่ปลูกส้มโอทั้งหมด 9 ไร่ จำนวนประมาณ 220 ต้น ปลูกส้มโอทับทิมสยามอย่างมีคุณภาพ ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของสำนักงานเกษตร เพื่อให้ได้ส้มโอทับทิมสยามที่มีรสอร่อย มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค จนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดส้มโอทับทิมสยามในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้าน

คุณชนะวัฒน์ปลูกส้มโอทับทิมสยามด้วยการใช้กิ่งพันธุ์ตอนมาจากสวนของชาวบ้านในพื้นที่ กับอีกส่วนหนึ่งซื้อมาเสริม ปลูกในพื้นที่แปลงใหม่ เนื่องจากปากพนังเป็นพื้นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขัง การปลูกส้มโอจึงต้องยกร่อง โดยขุดดินชั้นล่าง ความลึก 2-3 เมตร ขึ้นมาทำเป็นคันดินปลูก แล้วปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ปลูกพืชคลุมดินแล้วไถกลบ ลักษณะและขนาดร่องปลูกมีความกว้างประมาณ 10 เมตร และร่องคู 5 เมตร

วิธีปลูก จะทำดินขึ้นมาปิดรอบต้นกิ่งตอน ปักไม้ค้ำยันต้น แล้วใส่ปุ๋ยคอก หลังจากปลูกแล้ว 1 เดือน พรวนดินบริเวณพื้นที่ปลูกรอบต้นเพื่อให้ระบบรากเจริญเติบโตอย่างเต็มที่และรวดเร็ว อีกปีครึ่งจะใส่ปุ๋ย 25-7-7 เพื่อช่วยสร้างลำต้น พร้อมกับสูตร 15-15-15 เพื่อจัดทรงต้นให้มีความสมบูรณ์ทั้งระบบราก กิ่ง และใบ เมื่อเข้าปีที่ 2 ยังใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เนื่องจากระหว่างปีที่ 2.5-3 จะเริ่มมีดอกครั้งแรก ทั้งนี้ อาจริดบางกิ่งที่มีดอกติดกับพื้นดินเกินไปออก แล้วรอให้ออกดอกรุ่นต่อไปในอีก 6 เดือนข้างหน้าอีกครั้ง

ความจริงส้มโอทั่วไปมักจะมีผลผลิตในช่วง 3-4 ปี แม้ทับทิมสยามจะให้ผลผลิตเร็วกว่า แต่คุณชนะวัฒน์ ชี้ว่า ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์เพราะความสมบูรณ์ของผลยังไม่ดีพอ ควรปล่อยให้มีผลผลิตในช่วงปีที่ 4 เหมือนส้มโอทั่วไปดีกว่า ระยะเวลาปลูกปีที่ 2 อาจเก็บผลผลิตไว้ 2-3 ผลต่อต้น เพื่อวิเคราะห์ดูว่าการให้ผลผลิตของต้นส้มโอมีความสมบูรณ์เพียงใด ควรปรับปุ๋ยเพื่อให้เหมาะสมอย่างไร ในปีที่ 3 อาจเก็บไว้สัก 10 ผล เพื่อตรวจคุณภาพเตรียมความพร้อมอีกรอบ พอเข้าปีที่ 4 สามารถปล่อยให้ผลผลิตออกได้เต็มที่ ซึ่งมักได้กว่า 50 ผลต่อต้น ต้นส้มโอสวนคุณชนะวัฒน์ที่มีอายุ 8-9 ปี ให้ผลผลิตได้กว่า 200 ผลต่อต้น สมบูรณ์ทุกผล

การใส่ปุ๋ย ภายหลังเก็บผลผลิตแล้วจะตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อาจพ่นยาป้องกันแมลงศัตรูบ้างร่วมกับการฉีดฮอร์โมน ผ่านไป 1 เดือน ให้รดน้ำเต็มที่เพื่อกระตุ้นให้ดอกออก หลังจากกลีบดอกร่วง จึงมาใส่ปุ๋ย 15-15-15 เหมือนเดิม คุณชนะวัฒน์ ชี้ว่า ทับทิมสยามเป็นส้มโอที่ต้องใส่ปุ๋ยทุกเดือน โดยส้มอายุ 8 เดือน ต้องใส่ประมาณ 3 กิโลกรัม

ส้มโอทับทิมสยามสามารถเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่กลีบดอกร่วงนับไป 6 เดือน ระหว่างช่วง 4 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย 13-13-21 เพื่อขยายผลและสร้างเนื้อ สร้างสี และความหวาน จำนวน 2 ครั้ง ก่อนเก็บผลผลิตจะหยุดใส่ปุ๋ยประมาณ 20 วัน

ทั้งนี้ การดูแลใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสมจะยิ่งเพิ่มความหวานมากขึ้น มีเปลือกบาง ผิวนุ่ม ข้าวสารเรียงกันเป็นเม็ดสวยเกาะกันแน่น สีแดงเข้ม ซึ่งเป็นจุดเด่นของส้มโอพันธุ์นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุผลมากขึ้นขนาดผลไม่ใหญ่มาก มีเนื้อแน่นมาก เปลือกบาง

“คุณภาพส้มโอทับทิมสยามเกิดจากสภาพพื้นที่ปลูกที่อำเภอปากพนังที่มีคุณภาพดินดีมาก เป็นดินที่เกิดจากการสะสมธาตุอาหารในทะเลทับถมกันเป็นพันปี คุณภาพน้ำกร่อย น้ำทะเลขึ้นถึง จึงทำให้รสชาติ สีเนื้อผล มีกลิ่นหอม เป็นจุดเด่นของความอร่อยเป็นที่ถูกใจของลูกค้า”

ส้มโอทับทิมสยามจากสวนคุณชนะวัฒน์ให้ความสำคัญในเรื่องสีเนื้อผลและรสชาติเป็นหลัก รสชาติหวานฉ่ำอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นหอม ไม่ได้เน้นเรื่องผิวเพราะไม่ได้ส่งขายต่างประเทศ โรคที่พบมากคือแคงเกอร์ สร้างความเสียหายให้กับผิวส้มโอ กระทบต่อการขาย ต่อมาเป็นโรครากเน่า โคนเน่า เพราะอย่างที่บอกตอนแรกว่าสภาพพื้นที่ปากพนังเป็นที่ลุ่มมีน้ำแช่ขัง ส่วนแมลงศัตรูที่พบเป็นแมลงวันทอง และหนอนเจาะผล ระยะหลังนี้จะพบมากและบ่อยเนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกผลไม้ซ้ำไป-มา ส่วนอีกชนิดคือไรขาว ไรแดง

อย่างไรก็ตาม ทั้งโรคและแมลงศัตรูจัดการและควบคุมด้วยการฉีดสารป้องกันและกำจัดตามเวลาและปริมาณที่เหมาะสมและถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้ จึงไม่กระทบต่อสุขภาพหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ส้มโอทับทิมสยามเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตได้จำนวน 4 รุ่นในรอบปี แบ่งเป็น 2 รุ่นใหญ่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และเมษายน-พฤษภาคม กับ 2 รุ่นเล็ก ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และพฤศจิกายน-ธันวาคม ดังนั้น ผลผลิตจึงครอบคลุมในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน สงกรานต์ ปีใหม่ ฯลฯ เป็นต้น

การตลาดและการขาย คุณชนะวัฒน์ บอกว่า ขายภายในประเทศและขายเฉพาะทางออนไลน์เป็นหลัก แม้ว่าก่อนหน้านี้ช่วงเกิดโควิด-19 จะมีขายต่างประเทศบ้าง แต่มองว่าตลาดในประเทศขายดีกว่ามาก ผลผลิตไม่เคยพอขาย โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมาขายดีมาก แต่ละรุ่นขายได้กว่า 7,000 ผล โดยรอบต่อไปผลผลิตจะเริ่มขายช่วงต้นปี 2566

ราคาขาย ถ้าผลน้ำหนัก 1.1-1.2 กิโลกรัม ขาย 100 บาท, น้ำหนัก 1.3-1.4 กิโลกรัม ขาย 150 บาท, 1.5-1.7 กิโลกรัม ขาย 200 บาท และ 1.8 กิโลกรัมขึ้นไป ขาย 250 บาท

เจ้าของสวนบอกว่าการเก็บผลผลิตต้องใช้ความระมัดระวัง พิถีพิถันระหว่างตัดผลจากต้น ห้ามหล่น เพราะเปลือกบาง ถ้าหล่นกระแทกจะช้ำเสียหายเมื่อถึงปลายทาง หากผลส้มโออยู่ที่สูงต้องมีคนตัดและคนรับผลช่วยกัน หลังจากตัดผลลงจากต้นแล้วส่งขายได้ทันทีสามารถรับประทานได้เลย เพราะตัดได้เวลาแก่จัด ผู้บริโภคได้ลิ้มรสหวาน หอม

หากยังไม่รับประทานสามารถเก็บผลไว้ที่อุณหภูมิห้องปกติ เก็บไว้ได้นาน 20-30 วัน ยังอร่อยเหมือนเดิม แนวทางการปลูกส้มโอทับทิมสยามจนมีคุณภาพเช่นนี้ จึงทำให้สวนคุณชนะวัฒน์ได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานส้มโอทับทิมสยามจากงานเกษตรภาคใต้

ไม่เพียงการทำให้ส้มโอมีรสชาติอร่อย แต่สวนส้มโอทับทิมสยามของคุณชนะวัฒน์ยังติดสติ๊กเกอร์ชื่อสวนไว้ทุกผล เพื่อการันตีความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งยังห่อตาข่ายผลและบรรจุกล่องที่แข็งแรงเพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่ง นอกจากนั้น ยังตอกย้ำการรับรองคุณภาพ หากลูกค้าพบว่าซื้อไปแล้วสินค้ามีปัญหาขอให้แจ้งมาจะดูแลรับผิดชอบเปลี่ยนสินค้าให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับผิดชอบในกรณีที่สินค้าไม่ได้คุณภาพ

กว่าสิบปีที่ผ่านมาส้มโอทับทิมสยามที่ปลูกในคลองน้อย ปากพนัง มีพื้นที่เพียง 100 กว่าไร่ ทุกวันนี้ขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีกหลายแห่งในจังหวัด รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงด้วย จำนวนหลายพันไร่ ดังนั้น เพื่อให้การปลูกแต่ละสวนเป็นไปอย่างมีคุณภาพจึงมีการตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามขึ้นเมื่อปี 2560 มีสมาชิกจำนวน 146 สวน โดยคุณชนะวัฒน์มีตำแหน่งเป็นรองประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง

จุดประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพส้มโอทับทิมสยาม ดูแล ควบคุมประสิทธิภาพการจัดการผลผลิตให้มีมาตรฐานโดยได้รับคำแนะนำและช่วยเหลือประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัดเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้ผลผลิตส้มโอทับทิมสยามของสมาชิกทุกสวนมีมาตรฐานเดียวกัน โดยที่ผ่านมา 5 ปี ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยดูจากเกณฑ์การขายผลผลิตทั้งหมดในพื้นที่ 3.000 กว่าไร่ พบว่าทุกสวนขายส้มโอได้หมด

กลไกการขายส้มโอทับทิมสยามของกลุ่มแปลงใหญ่จะไม่นำมารวมขายด้วยกัน ตกลงให้แต่ละสวนสามารถขายและกำหนดราคาเองอย่างอิสระ เนื่องจากแต่ละสวนมีต้นทุนการผลิตต่างกัน เพียงแต่มีเงื่อนไขอย่างเดียวคือต้องมีระบบการปลูกและควบคุมคุณภาพผลผลิตตามที่กำหนดให้ไว้เท่านั้น

การขายของแปลงใหญ่มีทั้งแบบขายให้พ่อค้า ขายออนไลน์ หรือวางขายตามแหล่งสถานที่ รวมทั้งยังขายตลาดต่างประเทศขึ้นอยู่กับสมาชิกจะเลือกขายแบบใด หรือขายทุกรูปแบบก็ได้ “แม้ภาพรวมส้มโอทับทิมสยามที่ปากพนังจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ถ้าสวนไหนขาดการดูแลเอาใจใส่ ไม่ผลิตตามมาตรฐานที่วางไว้จนขาดคุณภาพจะส่งผลเสียหายต่อสวนแห่งนั้นทันที” รองประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง กล่าว

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2551 ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานเด่นของอาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส และคณะ สถานีวิจัยปากช่อง อันเป็นสถานีที่วิจัยงานทางด้านไม้ผลเขตร้อนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 เกิดจากการคัดเลือกสายพันธุ์กล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่เก็บรวบรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง กว่า 10 สายพันธุ์ โดยพบว่าสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้นี้มีคุณสมบัติที่เหมาะในการปลูกเพื่อการค้าลักษณะเด่น คือ

– เครือใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม (ไม่รวมก้านเครือ)
– จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี
– จำนวนผลต่อหวีประมาณ 18 ผล
– ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล
– ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น
– เมื่อสุกมีความหวานประมาณ 26 องศาบริกซ์

ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรในประเทศไทยได้ปลูกกล้วยน้ำว้า ที่ปลูกแล้วให้เครือใหญ่ คุ้มกับการลงทุน และภาคอุตสาหกรรมของกล้วยน้ำว้าจะได้มีการเติบโต

หนุนใช้เทคโนโลยีใหม่
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก
จากการทุ่มเทและคลุกคลีกับการปลูกกล้วยน้ำว้ามาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี จึงทำให้อาจารย์กัลยาณีค้นพบเทคนิคการปลูกกล้วยน้ำว้าให้ประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปลูกกล้วยน้ำว้าของเกษตรกรโดยได้มีการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจนี้ให้กับเกษตรกรที่นำกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ไปปลูกมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อแนะนำของอาจารย์กัลยาณี คือ การปลูกกล้วยน้ำว้า โดยเฉพาะพันธุ์ปากช่อง 50 นั้น สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ การดูแลรักษา เนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่ตอบสนองได้ดีกับสภาพอากาศดินและปุ๋ยเป็นอย่างมาก

หากการดูแลรักษาไม่ดี ขาดน้ำขาดปุ๋ย สภาพพื้นที่แห้งแล้งเกินไป กล้วยพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตเพียง 7-8 หวีเท่านั้น แต่ผลยังอ้วนใหญ่ ไส้กลางไม่แข็ง เนื้อยังแน่นเหมือนเดิม

“ดังนั้น อย่างกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ถ้าจะปลูกให้ได้ผลคุ้มค่าสูงสุดจึงจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาที่ดีควบคู่ไปด้วย” อาจารย์กัลยาณีกล่าว ในการดูแลรักษานั้น อาจารย์กัลยาณีได้ให้ข้อแนะนำตั้งแต่เรื่องของ พันธุ์กล้วยที่นำมาปลูก ควรใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทดแทนการใช้หน่อที่เคยทำกันมาแบบเดิม

การปลูกต้นกล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการสำคัญที่จะช่วยทำให้ลดปัญหาการสูญเสียจากการเข้าทำลายของโรคแมลงศัตรูกล้วยน้ำว้าได้เป็นอย่างดี

“ด้วยสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคแมลงมากขึ้นและทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคตายพราย และหนอนกอหรือด้วงงวงเจาะเหง้า ซึ่งจะฝังตัวอยู่ในเหง้า และพบมากในช่วงหน้าแล้ง ทางที่ดีที่สุดคือ การป้องกัน ดีกว่าการไปรักษา ที่ต้องลงทุนสูงมาก ด้วยวิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ”

วิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเหมาะสมมากในกรณีที่เป็นพื้นที่ปลูกใหม่ที่ไม่เคยพบการระบาดของโรคแมลงดังกล่าวมาก่อน โดยปลูกชุดแรกเพียงชุดเดียว หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 7 ก็สามารถขุดหน่อที่ได้มาใหม่ไปปลูกขยายได้ จะทำให้เป็นแปลงปลูกที่ปลอดจากโรคแมลง

“แต่ก่อนนี้ การปลูกต้นกล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่ให้การยอมรับ จึงได้มีการจัดทำแปลงสาธิต จัดอบรมเกษตรกรและผู้สนใจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทดแทน ซึ่งตอนนี้เกษตรกรที่เข้ามารับการอบรมได้เกิดความเข้าใจและปรับเปลี่ยนวิธีการหาต้นพันธุ์มาปลูก ทำให้การผลิตต้นพันธุ์ของสถานีในขณะนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการ”

อาจารย์กัลยาณีบอกว่า ดังนั้น ต้นกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ที่ทางสถานีจำหน่ายให้กับเกษตรกรนั้นจะเป็นต้นกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่มีความสูงมากกว่า 15 เซนติเมตร ซึ่งสามารถลงปลูกในแปลงปลูกได้เลย ในส่วนข้อดีของการใช้ต้นกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือขนย้ายต้นพันธุ์สะดวก ต้นพันธุ์ปลอดจากโรคและแมลงที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ได้แก่ โรคตายพรายและหนอนกอ เจริญเติบโตเร็ว การเก็บเกี่ยวทำได้พร้อมกันจำนวนมาก อีกทั้งสามารถเก็บต้นพันธุ์ไว้ได้นานหากยังไม่พร้อมปลูกลงแปลง เป็นต้น

หลุมปลูกควรใหญ่
ปลูกระยะ 4×4 เมตร
เทคนิคต่อมาคือ เกษตรกรควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีจัดการดูแลแปลงปลูกให้เป็นระบบมากขึ้น อย่างเช่น ในเรื่องของหลุมปลูก ได้แนะนำให้ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เป็นขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาขึ้นโคนหรือโคนลอยช้าลง สามารถอยู่ได้นานถึง 4-5 ปี แล้วจึงรื้อปลูกใหม่

“เพราะระบบรากของกล้วยน้ำว้านั้นจะหากินในรัศมีไม่เกิน 50 เซนติเมตร ทำให้รากสามารถหากินได้มากขึ้น กว่าวิธีการขุดแบบเดิมของเกษตรกรที่ขุดหลุมพอดีกับเหง้า อีกทั้งในกลุ่มปลูกยังมีการใส่ปุ๋ยคอก ทำให้รากชอนลงด้านล่างเพื่อหาอาหาร ทำให้อาการรากลอยจึงช้าลง แทนที่จะเป็น 1-2 ปี รื้อ เกษตรกรมีต้นทุนที่ลดลง”

การไว้ใบกล้วยต่อต้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า ROYALONLINE69.COM เมื่อก่อนเกษตรกรบอกว่า ถ้าต้นกล้วยเป็นโรคต้องตัดใบลงให้มากๆ เพื่อให้แสงเข้า แต่เป็นแนวคิดที่ผิด เพราะต้นกล้วยจะสมบูรณ์ได้มาก ต้องมีใบมากเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงตกเครือ ต้องมีอย่างน้อย 7 ใบ ถ้าต่ำกว่านี้ผลผลิตจะไม่ค่อยดี ดังนั้น จุดแก้ไขตรงนี้จึงต้องไปดูที่ระยะปลูก โดยระยะที่เหมาะสมควรเป็น 4×4 เมตร

“ถ้าปลูกในระยะที่ถี่กว่านี้ จะประสบปัญหาต้นกล้วยในกอจะเบียดกัน เพราะจากที่ศึกษาพบว่า ถ้าปลูกที่ระยะ 2×2 หรือ 3×3 เมตร ในระยะ 1-2 ปีแรก จะได้ผล แต่เมื่อไว้กอ 4-5 ต้น ใน 1 กอ จะพบว่ามีการเบียดกัน เพราะตามนิสัยของต้นไม้จะต้องพุ่งเข้าหาแสง ซึ่งส่งผลทำให้ต้นพุ่งสูงชะลูด แต่ระยะปลูก 4×4 เมตร จะกำลังพอดีกับการเลี้ยงกอของต้นกล้วย 4 ต้น และมีผลทำให้แสงสามารถส่องเข้าถึงพื้นที่ได้ดีด้วย”

แนะระบบไว้หน่อทุก 3 เดือน
ให้ออกผลผลิตทั้งปี
อีกปัญหาหนึ่งที่อาจารย์กัลยาณีได้รับการสอบถามจากเกษตรกรคือ จำนวน 1 กอ จะไว้ต้นกล้วยน้ำว้ากี่ต้น อาจารย์ได้ให้ข้อแนะนำว่า

“ถ้าสังเกตจะพบว่าในกล้วยน้ำว้า 1 กอนั้น จะมีขนาดลำต้นเท่าๆ กันหมด และกันให้จำนวนเครือไม่เยอะ เมื่อศึกษาทำให้ได้ข้อมูลว่า ถ้าใน 1 กอ ต้นกล้วยจะอายุเท่ากันหมด อาหารที่ต้นกล้วยจะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยช่วงที่เจริญเติบโตก็ต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเหมือนกัน และเมื่อตกลูกก็ตกพร้อมกันอีก ต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมพร้อมกัน”

อาจารย์กัลยาณี กล่าวต่อไปว่า ถ้าเกษตรกรใส่สูตรเสมอ หรือคำนวณปริมาณปุ๋ยไม่เป็น การใส่ปุ๋ยนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ที่ตรงกับช่วงความต้องการ จึงได้ทำการศึกษาในเรื่องการไว้หน่อตาม ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงระบบการจัดการหน่อ

“เราทดลองในต้นกล้วยที่อายุ 6 เดือน โดยถ้าพบว่ามีหน่อก่อนหน้านี้ให้ปาดทิ้งทั้งหมด พอหลังจากอายุ 6 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 1 พอหน่อที่ 1 อายุ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 2 หลังจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 3 และ 4, 5 ตาม โดยหน่อที่ขึ้นมาในช่วงที่ไม่ได้กำหนดให้ปาดทิ้งทั้งหมด ปรากฏว่า เมื่อจะไว้หน่อที่ 5 ต้นแม่ก็สามารถเก็บเกี่ยวเครือกล้วยได้แล้ว ฉะนั้นจะกลายว่ากอนั้นมีต้นกล้วย 4 ต้น ที่อายุห่างกัน 3 เดือน โดยมีหน่อที่ 1 ที่อายุห่าง 6 เดือน ดังนั้น เมื่อใช้ระบบนี้ต่อไปหลายๆ ปีจะทำให้กล้วยน้ำว้าในแปลงมีอายุห่าง 3 เดือน”

“สาเหตุที่ไว้หน่อทุก 3 เดือน มีเหตุผลว่า ด้วยการออกผลผลิตของกล้วยน้ำว้าในแปลงนั้นจะออกไม่พร้อมกัน ถึงแม้ไว้ใกล้เคียงกัน จะมีการกระจายตัวในการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน โดยจากข้อมูลที่ศึกษาจากการปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยหน่อพบว่า จะมีช่วงแรกที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วงกลางๆ จะเก็บได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และช่วงปลายเก็บได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

“ทีนี้ถ้าค่อยๆ ปลูกหรือไว้หน่อไป กล้วยที่ออกผลในช่วงปลาย 25 เปอร์เซ็นต์ จะไปรวมกับ 25 เปอร์เซ็นต์ของช่วงแรกในอีกแปลงหนึ่ง จะทำให้ได้ผลผลิตรวมเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นทั้งปีด้วยวิธีการนี้ ทำให้สามารถมีผลผลิตกล้วยน้ำว้าจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้ตลอดทั้งปีและสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยไม่ต้องถูกกดราคาเพราะจำเป็นต้องตัดขายทั้งแปลง” อาจารย์กัลยาณี กล่าว