โดยสารเคลือบเนื้อบริโภคได้ที่มีส่วนผสมของคาร์บอกซีเมทิล

เซลลูโลส (carboxymethyl cellulose : CMC) จะทำให้อยู่ในรูปของสารละลายที่พร้อมใช้งานได้ทันที โดยที่ไม่เน้นให้อยู่ในรูปของผง เพื่อป้องกันความผิดพลาดของเกษตรกรหรือร้านค้าที่จะนำไปใช้ในการเคลือบเนื้อทุเรียนหรือผลไม้สดตัดแต่งอื่นๆ

“การเตรียมสารเคลือบ เราจะเน้นให้อยู่ในรูปของสารละลายที่พร้อมใช้งานได้เลย เพราะถ้าหากผู้ที่นำไปใช้ไม่มีความชำนาญ แล้วเตรียมสารผิดพลาดก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพ หรือคุณประโยชน์ของสารที่ใช้เปลี่ยนแปลงสภาพไปได้ เช่น ความหนาของชั้นฟิล์มที่ใช้เคลือบเปลี่ยน หรือคุณสมบัติของสารเคลือบเปลี่ยนไป ก็อาจจะสร้างผลกระทบที่ทำให้ก๊าซที่ผ่านเข้าออกในเนื้อนั้นเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลให้เนื้อทุเรียนหรือผลไม้สดตัดแต่งอื่นๆ เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น การนำไปใช้เราจึงเน้นเตรียมเป็นสารละลายพร้อมใช้งานได้ทันที” ดร. อภิตา กล่าว

ซึ่งวิธีการใช้งาน ในขั้นตอนก่อนที่จะเคลือบสารเคลือบเนื้อบริโภคได้ที่มีส่วนผสมของคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสนั้น จะต้องมีกรรมวิธีในการทำความสะอาดผลทุเรียนก่อนผ่าทุเรียนเพื่อนำเนื้อออกมา เช่นเดียวกับผลไม้สดตัดแต่งชนิดอื่นๆ ที่ต้องมีการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมก่อนจะพ่นสารเคลือบเนื้อบริโภคเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากนั้น จึงบรรจุและส่งจำหน่ายให้กับผู้บริโภคต่อไป

“เมื่อเราเปรียบเทียบเนื้อทุเรียนที่เคลือบด้วยสารเคลือบเนื้อบริโภคได้กับเนื้อที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบ ในระยะสั้นๆ เมื่อมองดูด้วยตาเปล่าแล้วจะเห็นว่าคุณภาพเนื้ออาจไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่สิ่งที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าคือ เนื้อทุเรียนที่เคลือบด้วยสารเคลือบเนื้อบริโภคได้จะสามารถควบคุมจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ดีกว่าที่ไม่ได้เคลือบ และที่สำคัญเมื่อเก็บไว้ระยะยาวเนื้อทุเรียนที่ผ่านการเคลือบสารเคลือบเนื้อบริโภคได้สามารถเก็บรักษาอยู่ได้นานถึง 15 วัน และเชื้อโรคและจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ก็ไม่มีการเจริญเติบโต หรือถ้ามี ก็มีในปริมาณที่น้อยมาก ไม่เกินมาตรฐานการส่งออก” ดร. อภิตา อธิบาย

ดร. อภิตา อธิบายให้ฟังต่อว่า สินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศแล้ว ผู้ซื้อที่เป็นประเทศคู่ค้าไม่ได้มีการตรวจสินค้าด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่มีการนำชิ้นเนื้อทุเรียนไปตรวจหาจุลินทรีย์ก่อโรคมนุษย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่า จะสามารถรับประทานเนื้อทุเรียนหรือผลไม้สดที่ผ่านการตัดแต่งอื่นๆ ได้อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศจึงมีความมั่นใจได้ว่าสารเคลือบเนื้อบริโภคได้เป็นสารที่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้น การใช้สารเคลือบเนื้อบริโภคได้จึงเป็นเทคโนโลยีทางเลือกอีกทางหนึ่งที่สามารถเข้ามาช่วยและจัดการให้เนื้อทุเรียนหรือผลไม้ที่ผ่านการตัดแต่ง มีคุณภาพและได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด

“ต้องยอมรับว่า เกษตรกรไทยในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถรวมกลุ่มกันให้เป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อให้มีวัตถุดิบบางส่วนส่งจำหน่าย และบางส่วนที่ผิวผลมีตำหนิหรือต่ำกว่ามาตรฐานของตลาด มาทำการตัดแต่งให้พร้อมทานก่อนบรรจุเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น ดังนั้น สารเคลือบบริโภคได้นี้ถือว่ามีประโยชน์มากต่อเกษตรกรรายย่อยหรือเกษตรกรรวมกลุ่มใหญ่ๆ แต่ก่อนที่จะพ่นสารเคลือบเนื้อบริโภคได้ จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีการจัดการทุเรียน หรือผลไม้สดที่จะทำการตัดแต่งแต่ละชนิดว่ามีขั้นตอนอย่างไร แล้วทำให้ถูกต้อง ก็จะช่วยส่งผลให้สารเคลือบที่ใช้มีประสิทธิภาพ ในการช่วยรักษาคุณภาพ และลดหรือชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อโรคพืชและเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคมนุษย์ได้ ทำให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาออกไปได้นานมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเลือกใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว” ดร. อภิตา กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสารเคลือบเนื้อบริโภคได้ที่มีส่วนผสมของคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (carboxymethylcellulose : CMC) สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (034) 355-368

ปัจจุบัน พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) หมายถึง พลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชได้นานาชนิด เช่น เปลือกทุเรียน เปลือกข้าวโพด เปลือกมันสำปะหลัง กากชานอ้อย ฯลฯ ถูกนำมาแปรรูปเป็นเครื่องใช้ไม้สอยมากมายหลายชนิด เช่น จานอาหาร แก้วน้ำ ตู้ โต๊ะ กล่อง เป็นต้น แนวคิดการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลาติกชีวภาพ ช่วยลดปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

คุณกนกศักดิ์ ลอยเลิศ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พลาสติกที่ใช้กันทั่วไปเป็นพลาสติกที่สังเคราะห์จากปิโตรเคมี ไม่สามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจใช้เวลา 100-200 ปี จึงจะย่อยสลายได้ พลาสติกสังเคราะห์มีข้อดี ก็คือ ทนสารเคมีและทนความร้อนได้ดี จัดเก็บอาหารได้ในระยะเวลายาวนาน ส่วนข้อเสีย ก็คือ ทำลายได้ยากมาก ที่สำคัญคือเป็นขยะที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สร้างปัญหาต่อชั้นบรรยากาศของโลก และคุณภาพชีวิตของมนุษย์

ด้านคุณศิริพร เต็งรัง นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยการผลิตพลาสติกชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้อธิบายเกี่ยวกับ “พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)” ว่าเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ อาจย่อยสลายด้วยเอนไซม์และแบคทีเรียในธรรมชาติ ร่วมกับอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม หรือย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน ความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นต้น

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีการใช้งานผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพอย่างแพร่หลาย เช่น ไหมละลาย สารเคลือบกระดาษ ฟิล์มคลุมดิน ถุงเพาะกล้าไม้ ถุงใส่ของ โฟมเม็ดกันกระแทก และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารต่างๆ เป็นต้น

แปรรูปเปลือกทุเรียนเป็นพลาสติกชีวภาพ

คุณศิริพร กล่าวว่า ทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีปริมาณการบริโภคสูงทั้งในรูปของผลสดและแปรรูปจำนวนมากในลักษณะทุเรียนทอดกรอบและทุเรียนกวน จึงมีเปลือกทุเรียนถูกทิ้งเป็นกองขยะจำนวนมากในแต่ละปี สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการศึกษาวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการเตรียมเนื้อทุเรียนสำหรับทอดกรอบของ นายลือพงษ์ ลือนาม และ นายจนูญ เทียมประทีป เมื่อปี 2552 พบว่า การทำทุเรียนทอดนั้นใช้ทุเรียนสด 1 ตัน มีเปลือกทิ้งสูงถึง 585.60 กก. หรือ 58.60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะกองทิ้งไว้เป็นขยะ สร้างปัญหาในเรื่องการกำจัดขยะจำนวนมาก

คุณศิริพร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน มีการนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นปุ๋ยพืชสด และถ่าน ส่วนต้นกล้วยถูกนำมาทำเป็นเชือก กระดาษ และใช้เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ เนื่องจากเปลือกทุเรียนและต้นกล้วยมีเซลลูโลส ที่เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี (Carboxymethyl cellulose, CMC) ซึ่งเป็น “พอลิเมอร์ชีวภาพ” และมีบทบาทมากในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมซักฟอก สิ่งทอ กระดาษ เซรามิก สี กาว อาหารและยา นอกจากนั้น ยังใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดและสารยึดเกาะ (binder) และสารคงสภาพ (Stabilizer)

ทั้งนี้ การผลิต ซีเอ็มซี ในต่างประเทศจะผลิตจากไม้ยืนต้น เช่น ต้นสน และยูคาลิปตัส เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่มีเยื่อเซลลูโลสคุณภาพสูงและสามารถควบคุมคุณภาพเยื่อได้ สำหรับเปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมคาร์บ๊อกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี ซึ่งมีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมได้

กรมวิชาการเกษต จึงได้นำเปลือกทุเรียน มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผ่านกระบวนการสกัดเซลลูโลสก่อน นำมาสังเคราะห์เป็น ซีเอ็มซี สำหรับผลิตเป็นแผ่นฟิล์มพลาสติกชีวภาพ และนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ นวัตกรรมนี้นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังตอบสนองต่อความต้องการใช้วัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกด้วย

ขั้นตอนการแปรรูป

หากใครสนใจเทคนิคการแปรรูปเปลือกทุเรียนเป็นเซลลูโลส มีข้อแนะนำดังนี้ เริ่มจากนำเปลือกทุเรียนมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปอบให้แห้ง ต่อจากนั้นนำเปลือกทุเรียนที่แห้งแล้วมาสกัดเอาเซลลูโลสด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ จะได้เซลลูโลสสีน้ำตาล แล้วนำไปฟอกด้วยสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อกำจัดลิกนินออก เซลลูโลสที่เป็นสีน้ำตาลจะขาวขึ้น

จากนั้นนำเซลลูโลสที่ได้ไปบดเป็นผงละเอียด แล้วนำผงเซลลูโลสไปสังเคราะห์เป็นพลาสติกชีวภาพ หรือ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี โดยทำปฏิกิริยากับกรดคลอโรอะซิติกในสภาวะด่าง ได้ ซีเอ็มซี 138.12 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเซลลูโลสตั้งต้นละลายน้ำได้ดี มีความบริสุทธิ์ 95.63 เปอร์เซ็นต์ มีลักษณะผงเป็นสีเหลืองอ่อน จากนั้นนำสารละลาย ซีเอ็มซี มาขึ้นเป็นรูปเป็นแผ่นฟิล์ม ซีเอ็มซี แล้วนำแผ่นฟิล์มที่ได้มาประยุกต์ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์

ในเบื้องต้น ทีมนักวิจัยกรมวิชาการเกษตรได้ทดลองเตรียมเป็นซองบรรจุกาแฟและทดสอบบรรจุผงกาแฟ ผลการทดลองพบว่า มีแนวโน้มที่จะสามารถนำฟิล์ม ซีเอ็มซี ที่ได้จากการวิจัยจากเปลือกทุเรียนไปประยุกต์ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งได้ เช่น กาแฟ ขนมขบเคี้ยว ผงโกโก้ สมุนไพรและเครื่องเทศ เนื่องจากสามารถปิดผนึกได้ด้วยความร้อน และมีอัตราการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนต่ำ แต่ต้องศึกษาวิจัยต่อไปถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค คุณภาพและรสชาติของกาแฟที่บรรจุในซองฟิล์มพลาสติกชีวภาพจากเปลือกทุเรียน นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาและทดสอบเพื่อนำ ซีเอ็มซี ไปเคลือบผลไม้แทนการเคลือบด้วยไข

ทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพ

เมื่อนำฟิล์ม ซีเอ็มซี มาทดสอบการย่อยสลายได้ทางชีวภาพโดยการฝังกลบในดิน พบว่าไม่มีฟิล์มเหลืออยู่ในดิน ฟิล์ม ซีเอ็มซี ทุกตัวสามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยการฝังกลบในดินที่มีความชื้นสูง ที่ระดับความลึก 10 เซนติเมตร สาเหตุที่ย่อยสลายได้เร็ว เนื่องจากฟิล์ม ซีเอ็มซี เป็นพลาสติกที่ละลายน้ำได้ เมื่อฝังในดินที่มีความชื้นสูงจึงเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซีส โดยมีอุณหภูมิและความเป็นกรดเป็นด่างของดินเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จากการทดสอบฟิล์ม ซีเอ็มซี เปลือกทุเรียน พบว่า มีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งได้

คุณภาพของกาแฟหลังการบรรจุ

คุณภาพของกาแฟหลังการบรรจุและเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องและในตู้เย็น พบว่า ลักษณะปรากฏของผงกาแฟเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งใกล้เคียงกับการเก็บในซองอะลูมิเนียมฟอยล์โดยฟิล์มที่เติมพอลิเอทิลินไกลคอน ร้อยละ 40 ให้ผลการบรรจุดีที่สุด จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มมูลค่าให้เปลือกทุเรียน โดยการพัฒนาไปเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพสำหรับอาหารแห้ง

“ดังนั้น การนำเปลือกทุเรียนมาเพิ่มมูลค่าโดยการสังเคราะห์เป็น ซีเอ็มซี และพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ซึ่งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังตอบสนองต่อความต้องการใช้วัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และป้องกันการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้” คุณศิริพร กล่าว

หากใครสนใจนวัตกรรมนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5982, 084-0762021

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีการพัฒนาด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน พื้นที่หมู่ 9 บ้านหนองแคน ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย มีสมาชิกเกษตรกร 20 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ประมาณ 300 ไร่ ให้ผลผลิตที่เป็นสารกาแฟแล้ว 24,000 กิโลกรัม

ทางกลุ่มจะจำหน่ายในรูปของสารกาแฟ จำนวน 23,000 กิโลกรัม (ราคา 73 บาท/กก.) ส่วนที่เหลืออีก 1,000 กิโลกรัม จะนำมาแปรรูปเป็นการแฟคั่วบด กาแฟซองดีฟ สบู่กาแฟสมุนไพร และชาดอกกาแฟ ในชื่อแบรนด์ “ชื่น-เลย คอฟฟี่” ซึ่งมียอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มฯ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพาะปลูกกาแฟและแปรรูปกาแฟเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้พัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพื่อจำหน่ายเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด อีกทั้งยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนาด้วง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้ที่สนใจต่อไปอีกด้วย

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) กล่าวเสริมว่า สศท.3ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับนางสุปราณี มืดทับไทย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ทราบว่า 30 กว่าปีที่แล้ว นางสุปราณีและครอบครัวได้ทำสวนกาแฟอยู่ที่จังหวัดชุมพร จึงมีความรู้ด้านการเพาะปลูกและการดูแลสวนกาแฟ จนกระทั่งปี 2552 นำต้นกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากทางใต้ มาลองปลูกที่จังหวัด เริ่มทดลองปลูกจำนวน 100 ต้น และชวนเพื่อนอีก 7 ราย ให้มาทดลองปลูก ซึ่งให้ผลผลิตดี

แต่ในขณะนั้นจังหวัดเลยไม่มีแหล่งรับซื้อ จึงต้องขนไปขายที่จังหวัดชุมพร ภายหลังต่อมาได้ขยายพื้นที่ปลูก และรวมกลุ่มตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นในปี 2554 เพื่อขายเมล็ดกาแฟสดที่ทางกลุ่มสมาชิกผลิตได้ และได้พัฒนาเรื่อยมา มีการริเริ่มการคั่วบดเมล็ดกาแฟด้วยมือ เป็นกาแฟสำหรับชง (กาแฟโบราณ) เพื่อจำหน่ายในชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ พัฒนาชุมชนจังหวัด เกษตรจังหวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานต่างๆ ได้เล็งเห็นศักยภาพ จึงเข้ามาสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นมาจนปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน หากเกษตรกรและผู้สนใจสามารถขอรับคำแนะนำหรือศึกษาดูงานได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ติดต่อประธานกลุ่มได้โดยตรงที่ เบอร์ 095 541 2945

“ งานเกษตรมหัศจรรย์2561” ภายใต้แนวคิด “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล” ณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัลลาดพร้าว ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่และสินค้าคุณภาพดีนานาชนิด คนที่กำลังมองหาเมล็ดพันธุ์ดอกไม้หรือพันธุ์พืชต่างๆ คุณภาพดี มักเดินตรงเข้าแวะซื้อเมล็ดพันธุ์กันที่บู๊ท “เมล็ดพันธุ์ ตราตะวันต้นกล้า” ไร่ตะวันยิ้มเพื่อเกษตรไทย ของบริษัทแอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด

ในงานครั้งนี้ บริษัทแอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด ภาคภูมิใจนำเสนอเมล็ดพันธุ์แตงโม ถึง 3 สายพันธุ์ เมล่อน 1 สายพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชผักอีก 2 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ มีจุดเด่นที่น่าสนใจทั้งสิ้น แต่ก่อนนำไปปลูก เกษตรกรควรศึกษารายละเอียดแต่ละสายพันธุ์ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนว่า ต้องปลูกดูแลอย่างไรจึงจะให้ผลผลิตดีตามที่ต้องการ

ใครอยากปลูกแตงโม ขอแนะนำให้ลองปลูก “เยลโล่สโตน 169” เนื้อสีเหลืองเข้ม รสหวานฉ่ำ ประมาณ 11-13 บริกซ์ เนื้อแข็งกรอบ เปลือกบางทนทานต่อการขนส่ง ขนาดผล 6-8 กิโลกรัม อายุเก็บเกี่ยว 60-65 วัน หลังหยอดเมล็ด แตงโมเยลโล่ สโตน 169 มีขนาดผลเหมาะสำหรับครอบครัวคนเมือง เนื่องจากขนาดผลไม่ใหญ่มาก ซื้อติดมือกลับบ้านได้สะดวก แตงโมพันธุ์เยลโล่สโตน 169 จะให้ผลผลิตประมาณ 4 ตันต่อไร่ ถือว่า ให้ผลผลิตดกพอสมควร เกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางจึงนิยมปลูกแตงโมเยลโล่ สโตน 169 กันอย่างแพร่หลาย

สินค้าเด่นตัวถัดมาคือ “แตงโมไฮร็อค 05 ” เป็นแตงโมสายพันธุ์ใหม่ ลูกใหญ่พิเศษ ผลทรงยาวรี ผิวสีเขียวเข้ม ลายเส้นสีดำชัดเจน เนื้อแน่นสีแดงเข้ม หวานกรอบ เปลือกบางแต่แข็ง ขนาดผล 6-8 กิโลกรัม อายุเก็บเกี่ยว 65-70 วันหลังหยอดเมล็ด

สินค้าอีกชนิดที่น่าสนใจคือ คิงส์ออเร้นจ์ (KING ORANGE) เป็นสายพันธุ์แตงโมลูกผสม ผลทรงรี ผิวสีเขียวเข้มดำ เปลือกบางแต่เหนียว แตงโมลูกผสม ผลทรงรี ผิวสีเขียวเข้มดำ เปลือกบางแต่เหนียว เนื้อแน่นละเอียด สีเหลืองส้ม ไส้ไม่แตก ความหวาน 12-14 บริกซ์ น้ำหนักผลละ 3-5 กก. ทนทานต่อการขนส่งอายุเก็บเกี่ยว 60-65 วันหลังหยอดเมล็ด

หากใครสนใจอยากปลูกเมล่อน ขอแนะนำให้ลองปลูก “เมล่อน พันธุ์เลดี้โกลด์ F1 Hybrid ” ที่ผ่านการคัดสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี เมล็ดพันธุ์มีอัตราความงอก 85%ผลกลม ผิวตาข่ายละเอียด เนื้อสีส้ม กลิ่นหอม ความหวาน 12-14 บริกซ์ ขนาดผล 2-2.5 กิโลกรัม ปลูกได้ทุกสภาพอากาศ อายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์เมล่อนเลดี้โกลด์ ขายดีมาก เป็นที่นิยมของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป เพราะเป็นเมล่อนที่มีเนื้อกรอบ รสหวานอร่อย ปลูกดูแลได้ไม่ยาก

หากใครอยากเรียนรู้การปลูกพืชตระกูลแตงของบริษัทแอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด สามารถแวะเยี่ยมชมแปลงสาธิตได้ที่ไร่ตะวันยิ้มได้ตลอดเวลา หากสนใจสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE : raitawanyim , FB : ไร่ตะวันยิ้ม

ในช่วงที่มีฝนกระหน่ำ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ มีฝนตกหนักบางแห่ง และมีความชื้นในอากาศสูง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และกวางตุ้ง ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคเน่าเละ ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

สำหรับโรคเน่าเละจะแสดงอาการเริ่มแรกพบบนใบหรือบริเวณลำต้นมีแผล เป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลไหม้

ส่วนเนื้อเยื่อพืชบริเวณแผลจะยุบตัวลง และจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้นต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคเน่าเละจะพบระบาดมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งแบคทีเรียจะสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพไร่และในโรงเก็บ

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข หากเริ่มพบอาการของโรคเน่าเละในแปลงปลูก ให้เกษตรกรรีบขุดต้นพืชที่เป็นโรค และเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผล ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย

อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

นอกจากนี้ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรไถกลบเศษพืชผักทันที และก่อนการปลูกพืช เกษตรกรควรไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินเกินกว่า 20 เซนติเมตร ให้ดินได้ตากแดดไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และไถกลบพลิกหน้าดินอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุของโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช ช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก และป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุของโรคในดิน

สำหรับพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด เป็นต้น ส่วนในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำที่ดี และไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้เกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษา และเรียนรู้ผ่านของจริง มีเกษตรกรต้นแบบเป็นผู้ให้ความรู้ และเกษตรกรรายอื่น ๆ ในชุมชน เข้าร่วมเรียนรู้ตามหลักสูตรที่ชุมชนต้องการทุกอำเภอทั่วประเทศ

ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปี มี ศพก. แล้ว จำนวน 882 ศูนย์ มีเครือข่าย ศพก. จำนวน 10,523 ศูนย์ ซึ่งสวนผักปากช่อง ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่องให้เป็น 1 ใน 10 ศพก.เครือข่ายที่มีความพร้อมทั้งด้านเกษตรกรต้นแบบ ด้านสถานที่ และด้านองค์ความรู้ในการเป็นจุดเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านการทำสวนผักให้แก่เกษตรกรในพื้นที่หรือผู้สนใจทั่วไป

ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่อง มีเกษตรกรต้นแบบ คือ นายชยพล กลมกล่อม เน้นการปลูกผักคุณภาพ ปลอดภัย ปลอดสารพิษต่อผู้บริโภค อาทิ กุยช่ายเขียวและขาว ขึ้นฉ่าย เมล่อน กวางตุ้งใต้หวัน ผักสลัด ผักกาดหอม คะน้าผักชี มะนาว มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน มะเขือเทศเชอร์รี่ เป็นต้น

รวมทั้งเป็นแปลงทดลองที่ทำการวิจัยร่วมกับเกษตรกรประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการแบ่งพื้นที่บางส่วนเพื่อทำการปลูกพืชพันธ์ใหม่ๆ พร้อมชักชวนให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ ไม้ยืนต้น กว่า 30 ราย มารวมกลุ่มกันจัดตั้งตลาด โดยการนำสินค้าจากการทำการเกษตรของตนเองเข้ามาขาย พร้อมเชื่อมโยง ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่อง พื้นที่การเกษตรของเกษตรกรสมาชิก และชมรมการท่องเที่ยวเขาใหญ่

จัดเส้นทางการท่องเที่ยว เส้นทางปั่นจักรยาน ให้นักท่องเที่ยวได้แวะชมวิถีชีวิตการเกษตร ร่วมทำกิจกรรมกับเกษตรกร ทั้งการปลูกผัก เก็บผัก ผลไม้สดๆ จากไร่ หรือหากอยากนอนพัก ชมบรรยากาศ ก็มีบ้านพักโฮมสเตย์ไว้ให้บริการ เป็นการบริหารที่ครบวงจร ทั้ง กิน พัก เที่ยว ช็อป ไว้ในพื้นที่เดียวกัน สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากการดำเนินการของ ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่อง ที่ทำร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว ยังมีการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยการเข้าไปให้ความรู้ เสริมสร้างทักษะให้แก่เกษตรกรเพิ่มเติม จึงทำให้ ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่อง กลายเป็นจุดท่องเที่ยว แหล่งศึกษาดูงานให้แก่เกษตรกรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งในอนาคต สมาชิก ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่อง จะวางแผนด้านการตลาด โดยการกำหนดปริมาณความต้องการซื้อไว้ล่วงหน้า แล้วจึงจะดำเนินการผลิต จะไม่ปลูกไว้เพื่อรอจำหน่ายเหมือนเช่นเดิม

แม้จะได้ปริมาณผลผลิตที่น้อยแต่เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ราคาผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าเดิมได้นั่นเอง และจะทำการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย ได้รับมาตราฐานสินค้าเกษตร GAP รวมทั้งการสร้างแบรนด์สินค้าของ ศพก.เครือข่ายสวนผักปากช่องเพื่อขยายตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น

เมื่อเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีความมั่นใจในอาชีพเกษตรกรรมว่ามีความมั่นคงและยั่งยืน เกษตรกรก็จะมีความสุขในการทำงาน ประเทศก็จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ เพราะรากฐานของเราแข็งแรง นายสำราญ กล่าว

จากสภาพอากาศร้อน มีแสงแดดจัด สลับกับมีท้องฟ้ามืดครึ้มบางช่วงของวัน และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนส ที่สามารถพบได้ในระยะที่เริ่มปลูกหอมแดง มักพบแสดงอาการของโรคบนใบ กาบใบ คอ หรือสวนหัว โดยเริ่มแรกพบจุดเล็กสีเขียวหม่นฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายใหญ่เป็นแผลรูปกลมหรือรี เนื้อแผลยุบลงเล็กน้อย บนแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้ม

เมื่อแผลแห้งจะเห็นเป็นตุ่มเล็กสีน้ำตาลดำ BALLSTEP2 เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ถ้าแผลขยายใหญ่หรือหลายแผลมาชนกัน จะทำให้ต้นหอมแดงหักพับ แห้งตาย หรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง หากแสดงอาการของโรคในระยะที่ต้นหอมแดงยังไม่ลงหัว จะพบแสดงอาการต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว ไม่ลงหัว ถ้าเป็นโรคในระยะที่หอมเริ่มลงหัว จะทำให้หัวลีบยาว บิดโค้งงอ ส่วนคอมักยืดยาว มีระบบรากสั้นกว่าปกติ ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวั ชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมเชื้อสาเหตุโรค ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนต้นที่พบเชื้อรานำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค กรณีโรคยังคงระบาด ให้พ่นซ้ำทุก 5 วัน

ทั้งนี้ก่อนการปลูกหอมแดง เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้น มาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้ มาก

จากนั้นให้ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยแช่หัวพันธุ์ก่อนปลูกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 10-20 กรัม ต่อหอมแดง 1 กิโลกรัม หรือสารโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที

อีกทั้งในแปลงที่เคยมี การระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 2 ปี