โดยออกฤทธิ์กำจัดไรศัตรูพืชทั้งแบบถูกตัวตาย และกำจัดโดย

มีความเป็นพิษต่ำต่อผู้ใช้และแมลงที่มีประโยชน์ กำจัดไรได้นาน 2-3 สัปดาห์ อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-15 วันครั้ง โดยสังเกตจากการระบาดของไรประกอบการตัดสินใจฉีดพ่น แต่อย่างน้อยต้องฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดไรแดง เดือนละ 1 ครั้ง ทุกเดือน

หลังจากฉีดพ่น สูตรสะสมอาหารไปประมาณ 3 ครั้ง ถ้ามะนาวต้นไหนพร้อมจะออกดอกเอง ที่สำคัญในช่วงของการสะสมอาหาร จะงดการให้น้ำแก่ต้นมะนาว แต่ช่วงนั้นจะมีฝนตกตามธรรมชาติ เพราะเป็นฤดูฝน เกษตรกรไม่ต้องกังวลมาก เพียงแต่คอยดูการระบายน้ำในแปลง ไม่ให้ท่วมขังโดยเด็ดขาด

หากเป็นมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ ก็จะหาพลาสติกมาคลุมวงบ่อให้มะนาวขาดน้ำ ใบเหี่ยวสลด เมื่อต้นมะนาวเครียดแล้วให้น้ำติดต่อกันสัก 7-10 วัน มะนาวก็จะแตกใบอ่อนพร้อมออกดอก

“ผมเรียนจบปริญญาตรีมา 4 ใบ ปริญญาโทด้านการบริหารอีก 1 ใบ”

“ตำแหน่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรที่ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส กินเงินเดือนประมาณครึ่งแสน นอกจากนี้ ยังมีงานเสริมนอกอีก รวมๆ แล้วเป็นแสนบาท”

“แต่ที่เลือกมาเดินบนเส้นทางสายนี้ เพราะผมตระหนักแล้วว่า เรื่องเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่สุขภาพของเราสำคัญและต้องมาก่อน ใจผมนั้นสนใจเรื่องการเกษตรมานาน จึงใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อมูลที่ได้รับรู้ คือ การใช้สารเคมีต่างๆ ในพืชผัก ซึ่งพบว่า มีการตกค้างและส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง อยู่ในเมืองนั้นมีความสะดวกสบาย มีงาน มีเงิน แต่หากเรายังต้องซื้อต้องทานพืชผักที่มีการตกค้างของสารเคมี เงินที่ได้มาจากการทำงานหนักนั้นมากกว่าครึ่งต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ ที่จะตามมา เพราะฉะนั้นเรากลับมาปลูกกินเองและไม่มีโรครบกวนจะดีกว่าไหม ผมจึงเลือกที่จะทำสวนเกษตรแบบพอเพียงเช่นทุกวันนี้”

“มาเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เอาแค่ปรับพื้นที่ผมต้องใช้เวลาและความทุ่มเทไม่น้อย เพราะเดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำกันมานาน ดินเสื่อมสภาพ ขาดความสมบูรณ์ ผมต้องมาปรับปรุงดินด้วยการใช้องค์ความรู้และคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านมาแก้ไข”

“เดิมนั้นหน้าแล้งดินจะแข็งมาก เอาจอบฟันไม่ลงเลย พอหน้าฝน ดินเปียกน้ำแล้วจะเหนียวมาก เลยต้องมีการปรับสภาพดินก่อน ผมเอาแกลบดิบ ปุ๋ยคอก และหินฝุ่น ใส่แล้วไถคลุกเคล้าให้เข้ากัน พอมาถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยน ผมขุดดินไปถึงกับสะดุ้ง เพราะเจอไส้เดือนตัวเท่านิ้วโป้ง นึกว่างู ซึ่งการมีไส้เดือนแสดงให้เห็นว่า ดินของเรากลับมาดีมาสมบูรณ์เหมือนเดิม” คุณยาซีน กล่าว

วันนี้ ฮาวา ออร์แกนิคฟาร์ม ได้เดินหน้าไปตามเป้าหมายของชายผู้นี้และครอบครัว ในการสร้างฝันบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ พร้อมๆ กับการสร้างสวนให้เป็นศูนย์กลางของทุกคนที่รักในการทำเกษตร ที่เน้นถึงความปลอดภัยของสุขภาพด้วยกิจกรรมที่หลากหลายบนแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมมาอยู่ที่สวนแบบนี้ บอกได้เลยว่าคนละแบบกับการอยู่ในเมือง ดีกว่าทุกอย่าง อย่างค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันวันนี้มีน้อยมาก เพราะอย่างของกินทุกอย่างเรามีในสวนหมด เพราะผมนั้นใช้หลักว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก จะซื้อเฉพาะของที่จำเป็นที่เราผลิตไม่ได้ และที่สำคัญ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ดีมากแตกต่างกับการใช้ชีวิตในเมืองอย่างสิ้นเชิง”

“อนาคตนั้นผมมองว่า ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคพืชผลการเกษตรที่ปลอดสารเคมีนั้นจะเพิ่มขึ้นและมีความต้องการมากอย่างไม่สิ้นสุด เพราะทุกวันนี้คนเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องบริโภคพืชผลแบบไหนจึงดีต่อสุขภาพ เท่าที่ผมสัมผัสมาพบว่า มีคนเป็นจำนวนมากอยากซื้อพืชผลการเกษตรที่ปลอดภัย แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเท่านั้นเอง ตรงนี้จึงเป็นตลาดที่ทุกคนสร้างเจาะได้” คุณยาซีน กล่าว

โดยพื้นที่ 3.5 ไร่ ของสวน ฮาวา ออร์แกนิคฟาร์ม ในวันนี้มากไปด้วยกิจกรรมการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ และสร้างสุขให้กับชีวิตของครอบครัวบุญมาเลิศ ในรูปแบบของเกษตรประณีตที่เน้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“จะเห็นได้ว่า ผมมีพื้นที่เพียง 3.5 ไร่ เท่านั้น แต่ทำไมอยู่ได้ เพราะเรามีการจัดการบริหารพื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ อย่างโคนต้นมะม่วง แทนที่จะปล่อยไว้เฉยๆ ผมก็เอามะเขือเทศ หรือพืชผักอื่นไปปลูก เท่านี้ผมก็มีทั้งมะม่วงและมะเขือเทศกิน ซึ่งการเลือกชนิดของพืชที่มาปลูกร่วมกันให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าพืชแต่ละชนิดจะแย่งอาหาร แย่งน้ำกัน ทำให้ต้นไม่โต แต่ถ้าเรารู้ถึงหลักการของนิสัยพืช รวมถึงการหากินของรากพืชว่าแต่ละชนิดหากินในชั้นดินระดับไหนแล้วสามารถเลือกชนิดได้อย่างถูกต้องและได้ผลผลิตแน่นอน”

“ปลูกพืชผลการเกษตร ไม่ใช่ปลูกแล้วจะปล่อยทิ้งให้ธรรมชาติดูแล เราต้องมีการจัดการ อย่างต้นกล้วย ไม่ได้ง่ายนะครับ ต้องดูแลเหมือนกับการปลูกไม้ผลอื่น อย่างใบกล้วยต้นหนึ่ง ควรเอาใบไว้ไม่เกิน 7 ใบ ถ้าพบว่าต้นกล้วยมีใบเยอะเป็นสิบๆ ใบ แบบนี้ต้องตัดไปให้แพะ แกะ กิน เพราะไม่อย่างงั้นจะเกิดโรคตามมา หรือหน่อกล้วย ห้ามไว้เกิน 3 หน่อ ที่งอกใหม่ต้องขุดออกให้หมด เพราะถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ ต้นกล้วยจะแย่งอาหารกัน ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี”

ในพื้นที่ 3.5 ไร่ คุณยาซีน ได้จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว ประกอบด้วยกิจกรรมการเลี้ยงแกะ แพะ เพื่อจำหน่าย พื้นที่ 2 งาน ขุดเป็นสระเก็บน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรและเลี้ยงปลา จำนวน 2 งาน พื้นที่ที่เหลืออีก 2.5 ไร่ จัดเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งไม้ยืนต้นและพืชผักสวนครัว ประกอบด้วย ต้นมะม่วงพันธุ์ดี ที่เป็นสายพันธุ์โบราณและกำลังสูญพันธุ์ เช่น การะเกด พราหมณ์ขายเมีย ทองดำ ลิ้นงูเห่า ยายกล่ำ เป็นต้น จำนวน 460 ต้น ต้นมะขามป้อม 5 ต้น มะพร้าวแกงและน้ำหอม 57 ต้น กล้วยหอม 55 ต้น กล้วยน้ำว้า 150 ต้น น้อยหน่า 10 ต้น ฝรั่ง 7 ต้น ขนุน 3 ต้น มะนาว 11 ต้น มะกรูด 200 ต้น และผักสวนครัวอีก 1 งาน

นอกเหนือจากการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ละกิจกรรมของ สวนฮาวา ออร์แกนิคฟาร์ม ยังก่อให้เกิดการเกื้อกูลแก่กันและกัน และที่สำคัญทุกอย่างสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นรายได้ในระดับที่สามารถอยู่ได้

“อย่างการเลี้ยงแพะของผม ซึ่งเน้นเลี้ยงแพะกึ่งเน้นเนื้อกึ่งนม ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของสวน ตอนนี้มีพันธุ์บอร์ ซาแนน ทอกเกนเบิร์ก และอัลไพน์ เป็นต้น ในการเลี้ยงจะเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการฝากย้ายตัวอ่อนช่วย เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อครอกให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ได้ลูกแฝด”

“ผมสามารถสร้างรายได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจำหน่ายเป็นสายพันธุ์ จำหน่ายในรูปของแพะขุน รวมถึงการนำน้ำนมแพะมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ที่ได้รับการรับรองจาก อย. แล้ว เช่น สบู่ โลชั่น ครีมต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้เป็นอย่างมาก มูลของแพะที่ได้ ผมยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกให้กับต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก” คุณยาซีน กล่าวและว่า

“แล้วต้นไม้ที่ปลูกทุกอย่างสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการเลี้ยงแพะได้เช่นกัน โดยใบกล้วย ต้นกล้วย กิ่งก้านต้นมะม่วงหรือไม้ผลอื่นที่เราตัดแต่ง หญ้าที่ถอน เศษผักจากแปลง สามารถนำไปให้แพะกินเป็นอาหารได้หมดทุกอย่าง”

“หรือการปลูกมะม่วงพันธุ์ดีที่สวนผมมีหลากหลายพันธุ์มาก แต่หลายคนสงสัยพื้นที่แค่นี้จะสร้างรายได้พอหรือ ผมอยากให้มาดูที่สวนของผม เพราะผมสามารถใช้พื้นที่ 1 งาน ปลูกมะม่วงได้ 300 ต้น ซึ่งเป็นการปลูกที่ไม่เหมือนกับเดิมที หากปลูก 300 ต้น ต้องใช้พื้นที่ถึง 10 กว่าไร่ และต้องมีการจัดการตามมาอีกมากมาย แต่ด้วยวิธีการที่ปลูกแบบนี้ทำให้ได้จำนวนต้นเท่ากันแต่การจัดการน้อยลง”

“ผมปลูกมะม่วง หลุมละ 3 ต้น ทำได้ครับ” คุณยาซีน ยืนยัน

โดยเทคนิคที่สำคัญของการปลูกมะม่วงแบบ สวนฮาวา ออร์แกนิคฟาร์ม คือการจัดการต้นมะม่วง “วิธีการของผมคือ ผมจะใช้กิ่งเสียบยอดมาปลูกลงในหลุมปลูก จำนวน 3 เส้า โดยหลุมจะมีขนาดกว้าง ลึก ประมาณ 1 ศอก ก้นหลุมรองด้วยแกลบ ปุ๋ยคอก และหินฝุ่น หลังปลูกพอต้นมะม่วงสูงขึ้นมาสักประมาณระดับไหล่ จะเริ่มดัดยอดต้นมะม่วง โดยให้แยกออกจากกันเป็น 3 ทาง หรือมีลักษณะเป็นแฉก ด้วยการใช้ไม้ปักขนาบที่โคนต้น 2 ด้าน หนึ่งจุด และอีกจุดปักห่างออกไปประมาณ 80 เซนติเมตร ผูกด้วยเชือกเพื่อให้ยอดตั้งขึ้น เท่านี้แต่ละต้นกิ่งจะไม่ทับกัน สามารถขึ้นไปในทางที่กำหนดของแต่ละต้น”

“แต่ถ้าต้องการไม่ให้ต้นสูงเหมือนกับมะม่วงโบราณที่สูง 10-20 เมตร ให้เตี้ยเป็นพุ่ม ให้ใช้วิธีการเด็ดยอดส่วนที่เรียกว่าเดือยไก่ทิ้ง เพื่อควบคุมยอด พอเด็ดแล้วมะม่วงจะแตกใหม่ออกมา 5 ยอด คราวนี้ก็ตัดยอดออกให้เหลือสัก 3 ยอดพอ ถ้าแตกยอดออกมาแล้วปล่อยระยะจะเห็นว่าเริ่มแตกเดือยไก่ใหม่เราก็เด็ดแบบเดิมอีกครั้ง”

“จากครั้งแรก เด็ดทิ้งไว้ 3 ยอด พอเด็ดครั้งที่สอง จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 9 ยอด และถ้าเด็ดครั้งที่สาม จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 27 ยอด ซึ่งผมมองว่าเป็นจำนวนยอดที่กำลังพอดีกับการดูแล แต่ถ้าเห็นว่ายังพอได้อยู่ก็เด็ดครั้งที่สี่ได้ โดยจะได้ยอดเพิ่มต่อต้นมาเป็น 81 ยอด”

“ถ้าเราหวังผลเพียง 2 ลูก ต่อยอด แต่ละปีจะสามารถเก็บผลมะม่วงได้ประมาณ 162 ผล ต่อต้น อย่าง 1 งาน ของผมมี 300 ต้น คูณกันออกมาแล้วถือว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจ และใต้ต้นมะม่วงสามารถปลูกพืชผักอื่นเสริมได้ เพราะมะม่วงเป็นไม้ผลที่หยั่งรากหากินลึก ฉะนั้น การปลูกพืชที่รากตื้นอย่างพืชผักจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง” คุณยาซีน กล่าว

นอกจากนี้ ต้นไม้ทุกต้นที่ สวนฮาวา ออร์แกนิคฟาร์มปลูก คุณยาซีน บอกว่า ทุกอย่างใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่กินโดยตรงก็ใช้ประโยชน์อื่น เช่น ต้นยี่โถ ต้นสะเดา ต้นไม้เหล่านี้เป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

“จะต้องฉีดยาป้องกันโรคแมลง ผมก็ใช้จากในสวนมาหมัก มาทำตามกระบวนการ ได้สารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ไว้ฉีดป้องกันและรักษาได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และปลอดภัยด้วย ต้นไม้ทุกอย่างในสวนผมเด็ดกินได้เลยอย่างสบายใจ”

“ทุกอย่างมีหลัก มีวิธีการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถศึกษาได้ ดังนั้น ผมขอบอกเลยว่า สำหรับผู้ที่กำลังคิด กำลังตัดสินใจ ฮาวา ออร์แกนิคฟาร์ม ของเราพร้อมเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับทุกคนที่สนใจ ผมเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ผมรู้ ผมทำ ได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้รู้ว่าชีวิตที่มีความสุขนั้นแท้จริงเป็นอย่างไร” คุณยาซีน กล่าวทิ้งท้าย

คุณละไม ยะปะนัน ผู้จัดการงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) และในฐานะนักปรับปรุงพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า

“มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 ใช้เวลาการปรับปรุงพันธุ์นานถึง 15 ปี เนื่องจากช่วงอายุที่เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกต่อได้ต้องใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่ง ดั้งนั้น 1 ปี จะได้ผลผลิตที่นำมาขยายพันธุ์ต่อได้เพียง 1 รุ่น เท่านั้น และการที่จะพัฒนาพันธุ์ทั้งฝั่งของพ่อและแม่พันธุ์เพื่อให้เป็นสายพันธุ์แท้ ตรงนี้ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ปีแล้ว จากนั้นก็นำพ่อแม่พันธุ์มาผลิตสายพันธุ์เพื่อการค้าที่มีลักษณะตรงตามความต้องการ และสุดท้ายก็ได้มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 ขณะนี้ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ผู้วิจัยบอก

“สำหรับ มะละกอพันธุ์ส้มตำ 90 มีสัดส่วนของต้นกะเทยสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ลงไปได้มาก รวมทั้งค่าการจัดการดูแลในช่วงแรกด้วย เพราะหากเกษตรกรปลูก จำนวน 100 ต้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์หลุมละ 1 ต้น ก็ทำให้ได้ต้นกะเทยแน่นอน 90 ต้น ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่พอรับได้ หรือลงปลูก หลุมละ 2 ต้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ต้นกะเทย 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งแปลงก็ได้ แต่อย่างไร พันธุ์ส้มตำ 90 ก็ยังใช้เมล็ดพันธุ์และปัจจัยการผลิตน้อยกว่าพันธุ์การค้าอื่นอยู่ดี” คุณละไม กล่าว

ส่วนเทคนิคการปลูก

คุณอดิศักดิ์ รักษาก้านตรง ผู้ดูแลการผลิตฝ่ายไร่ แนะเทคนิควิธีการปลูกว่า ให้เริ่มต้นจากการเพาะกล้า จะมีการบ่มเมล็ดก่อน และหยอดลงถาดเพาะขนาดเล็ก เมื่อดูแลต้นได้ครบ 1 เดือน จะมีการย้ายลงถาดที่ใหญ่กว่าเดิม หลังจากนั้นพอต้นได้ไซซ์จึงจะย้ายปลูกลงดิน

ขั้นตอนการเตรียมแปลง

สำหรับแปลงที่ต้องเตรียม ก่อนย้ายกล้าปลูก 1 สัปดาห์ ยกร่องสูง 70 เซนติเมตร

แปลงกว้าง 2.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร

ก่อนปลูก จะมีการให้น้ำ 1 ครั้ง ก่อน เพราะว่าในระบบฟาร์ม ใช้ระบบน้ำหยด 100 เปอร์เซ็นต์ คือจะมีการให้น้ำก่อนครึ่งวัน เพื่อให้ความชื้นลงลึก หลังจากนั้นช่วงบ่ายสามจะเริ่มปลูก

วิธีการปลูก ทำหลุมมีการกลบโคน เพราะถ้าไม่กลบโคนต้นเวลามีความชื้นต้นมะละกอจะเอียง เอียงแล้วจะมีปัญหา คือจะต้องเสียเวลาเอาไม้มาปักกันต้นเอียง นับว่าเสียเวลา

เมื่อเริ่มย้ายปลูกได้ประมาณ 7-8 วัน จะเริ่มใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยชุดแรกคือ 15-0-0 ใช้อัตราส่วน 3-4 กรัม ต่อต้น

หลังจากที่ให้ปุ๋ย ประมาณ 10 วัน ก็จะมีการเพิ่มปุ๋ย 15-15-15 และยังต้องผสมกับปุ๋ย สูตร 15-0-0 อยู่ที่ประมาณ 7-8 กรัม คือปุ๋ยจะให้ทุกวัน ให้ไปกับระบบน้ำหยดและปล่อยน้ำตามอีก 25 นาที ต่อวัน

เมื่อถึงช่วงระยะเริ่มออกดอก จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็น สูตร 14-14-21 พอลูกเริ่มเยอะแล้ว ใบเริ่มเล็กลง ก็จะมีการเพิ่มปุ๋ย 15-15-15 เข้ามาอีกรอบหนึ่ง เพื่อที่จะเน้นใบขึ้น

หลังจากนั้น ให้ปุ๋ย 14-14-14 จนถึงเก็บเกี่ยว อัตราที่เพิ่มขึ้นอยู่กับพื้นที่ ถ้าสมมุติว่า พื้นที่ดินของเรามีธาตุอินทรียวัตถุก็ไม่จำเป็นต้องใส่ 15-20 กรัม แต่ของเราตอนนี้อยู่ที่ 15 กรัม ต่อต้น ต่อ 1 สัปดาห์

ระบบน้ำ

ตอนเช้าให้ปุ๋ย ช่วงบ่ายให้น้ำ ช่วงเริ่มปลูกให้น้ำ 300 ซีซี และค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้ 1,500-3,000 ซีซี วิธีการดูแลและป้องกันโรคแมลง-กำจัดวัชพืช

มะละกอ เป็นพืชที่มีปัญหาเรื่องโรคแมลงเยอะ แต่ถ้าหากดูแลพ่นยาทุกสัปดาห์ไว้ก่อนจะช่วยได้มาก ระยะเวลาการพ่น ให้เริ่มพ่นยาหลังย้ายกล้า 7-8 วัน

การกำจัดวัชพืช ใช้ยาคุมอาลาคลอร์ ใช้การพ่นก่อนที่จะขุดหลุมปลูกอย่างต่ำ 10 วัน คือพ่นยาคุมไว้ก่อน และหลังจากที่ยาคุมอยู่ในหลุมหมดฤทธิ์ ให้ใช้ตัวเผาไหม้ลง เมื่อเผาไหม้เสร็จกิ่งมะละกอจะเริ่มออก กลายเป็นร่ม หญ้าก็จะไม่ค่อยขึ้นแล้ว

มะละกอส้มตำ 90 ถือเป็นพืชที่ดูแลง่าย ให้ผลดกมากหากเทียบกับต้นทุนถือว่าน้อยมาก เพราะต้นค่อนข้างมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว ถ้าดูแลดีผลผลิตจะออกมาเรื่อยๆ แต่ถ้าได้ลูกแล้วไม่ดูแลให้ดีๆ ก็จะให้ลูกแค่ครั้งเดียว ถ้าอยากได้ปริมาณเยอะต้องดูแลอย่างดี

ผลผลิตถูกใจเกษตรกร ผลดก ลูกใหญ่ ทนทานโรค ปลอด GMO

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า มะละกอส้มตำ 90 เริ่มต้นเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา มีเมล็ดวางจำหน่าย โดยเน้นไปถึงนวัตกรรมของมะละกอส้มตำ 90 ในเรื่องของการทนทานต่อโรคไวรัสวงแหวนสูง ซึ่งเป็นปัญหาหลักของเกษตรกร และถือว่ามะละกอส้มตำ 90 เป็นพันธุ์แรกในโลกที่สามารถปลูกแล้วเป็นพันธุ์กะเทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

“ขอยืนยันว่า พันธุ์ที่นำมาปรับปรุงปลอด GMO โดยการทำตลาดช่วงแรกในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป หลังจากมีเมล็ดจำหน่ายเราจะให้ทางเจ้าหน้าที่ไปตลาดหลักๆ เช่น นครสวรรค์ กำแพงเพชร ปทุมธานี เพื่อจัดทำแปลงเดโมให้เกษตรกรได้รู้ถึงลักษณะจุดเด่นของพันธุ์ ว่าดีอย่างไร มีวิธีการปลูกแบบไหน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรต่อไป” คุณอิสระ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณละไม ยะปะนัน ผู้จัดการงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) เลขที่ 50/1 หมู่ที่ 2 ถนนไทรน้อย-บางบัวทอง ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย

ต้นอินทผลัมมีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูกต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น

ผลอินทผลัมสามารถรับประทานได้แบบผลสด หรือเมื่อผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้เก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี มีลักษณะเหมือนการอบแห้งแบบหวาน จึงมักเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน เพราะเกรงว่าจะอ้วนหรือไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทยเพื่อรับประทานเป็นผลสดคือ พันธุ์ Barhee หรือ Barhi (บาร์ฮีหรือบัรฮี) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็น “แอปเปิลแห่งตะวันออกกลาง”

การเป็นพืชไม้ผลที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนและแทบไม่มีฝน อีกทั้งยังทนแล้งได้ดี จึงทำให้คนไทยส่วนมากเข้าใจว่า อินทผลัม เป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว อินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากถึงปีละ 2,000-2,500 มิลลิเมตร (ประเทศไทยมีฝนตกปีละ 1,000-1,600 มิลลิเมตร) ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการอินทผลัมที่มีคุณภาพ จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี และต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง

ทางด้านการขยายพันธุ์อินทผลัมสามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี/ข้อเสีย ต่างกัน โดยเหตุผลของการขยายพันธุ์ในแต่ละวิธีไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจความเหมาะสมของผู้ปลูกแต่ละรายเป็นหลักที่นำมาใช้ ทั้งนี้ อาจใช้วิธีใดเป็นหลักหรืออาจรวมหลายวิธีเข้าด้วยกัน

สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมกับอินทผลัม ควรเป็นดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ ควรมีระบบระบายน้ำที่ดีและมีอากาศถ่ายเทที่สะดวกด้วย ทั้งนี้ ไม่ควรเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ถึงแม้จะได้ผลผลิตก็ตาม ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ดูเหมือนว่าพื้นที่ทางภาคอีสานและภาคเหนือมีความได้เปรียบกว่าภาคอื่น

คุณประทิน อภิชาติเสนีย์ อยู่บ้านเลขที่ 261 หมู่ 13 ตำบลธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และเป็นเจ้าของสวนอินทผลัมที่มีชื่อว่า “KDP” KORAT DATE PALM หรือ “อินทผาลัม โคราช”

“เรื่องตลาดไม่ค่อยกังวล เพราะการทำเกษตรกรรมที่ผ่านมามีตลาดเป็นฐานรองรับสินค้าอยู่แล้ว อีกทั้งตำแหน่งสวนที่ตั้งในปัจจุบันเป็นทำเลที่รายล้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเขาใหญ่หรือวังน้ำเขียว ฉะนั้น หากบรรทุกใส่รถไปตั้งขายในราคาที่พอสมควร คงได้รับความสนใจอย่างแน่”

คุณประทินเริ่มปลูกอินทผลัมเมื่อปี 2554 ด้วยการไปซื้อต้นพันธุ์ที่เชียงใหม่มา จำนวน 250 ต้น พอถึงปี 2556 ออกดอกจำนวน 55 ต้น จากนั้นอีก 2 ปีครึ่ง ออกดอกอีกจำนวน 160 ต้น แล้วถัดมาอีก 3 ปีครึ่ง ออกดอกได้ทั้งหมด 224 ต้น ไม่เพียงเท่านั้นเขายังซื้อผลสดมาอีก 2 พวงใหญ่ เพื่อมาทดลองเพาะ ซึ่งสรุปแล้วในช่วงนั้นมีต้นเพาะเมล็ดทั้งหมดราว 700 ต้น

ภายหลังได้ผลผลิต คุณประทินพบว่า ต้นเพาะเมล็ดที่ปลูกเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีความหลากหลายทั้งสีเหลือง สีแดง ขนาดผลทั้งเล็ก ใหญ่ ทั้งรสหวานและฝาด คงยากที่จะทำให้นิ่งได้อย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ที่ทำอยู่คือ พยายามคัดสายพันธุ์ให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด ซึ่งก็ทำได้ประมาณ 50 ต้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจซื้อพันธุ์อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อจากต่างประเทศเข้ามาปลูกด้วย

คุณประทินชี้ว่า ผลผลิตที่ได้ระหว่างต้นเพาะเมล็ดกับเนื้อเยื่อไม่ต่างกันเท่าไร แต่สิ่งที่ต่างกันเห็นได้ชัดเจนคือคุณภาพ

เจ้าของสวนแนะว่า ถ้าคิดจะปลูกอินทผลัมเป็นเชิงพาณิชย์ ควรปลูกต้นพันธุ์เนื้อเยื่อ เนื่องจากประกันความเสี่ยงในเรื่องเพศ โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการลงทุนค่าขุดหลุม ค่าปุ๋ย ค่าต่อระบบน้ำ ค่าดูแล และอื่นๆ ซึ่งจะต้องปลูกกันไปยาวนานถึง 4 ปี และตลอดระยะเวลาที่ปลูกมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นตลอด แต่เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมีรายรับได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันต้นที่สมบูรณ์จริง อาจขายได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่หายไปเป็นค่าใช้จ่ายสูญเปล่า

สำหรับพันธุ์เนื้อเยื่อผลสดที่แนะนำขณะนี้เป็นพันธุ์บาร์ฮี เว็บบาคาร่าออนไลน์ มีราคาซื้อ-ขาย ทั่วไป ประมาณ 1,200 บาท แต่ถ้าซื้อจำนวนมากอาจมีส่วนลดตามแหล่งที่ซื้อซึ่งจะไม่เท่ากัน ถามว่ารับประกันได้มากน้อยแค่ไหน คงบอกได้ว่าประมาณ 99.99 เปอร์เซ็นต์ เพราะอาจเกิดความผิดพลาดทางแล็บของผู้ผลิตในต่างประเทศ

“เพราะฉะนั้น ถ้าให้เลือกปลูกคงปลูกต้นเนื้อเยื่อมากกว่า หรือหากจำเป็นต้องใช้เพาะเมล็ด ควรเป็นเพาะเมล็ดจากพันธุ์บาร์ฮี เพราะมาจากต้นเนื้อเยื่อ เมื่อพ่อ-แม่พันธุ์ รุ่นแรก F1 โอกาสกลายพันธุ์มีน้อย”

คุณประทินชี้ว่า การเปรียบพันธุ์อินทผลัมขณะนี้ อาจคล้ายกับการเปรียบเรื่องเงาะ อย่างเมื่อก่อนพันธุ์สีชมพู ได้รับความนิยมมาก แต่มีพันธุ์เงาะโรงเรียนน้อยมาก ในปัจจุบันพบว่าทั่วไปมีแต่เงาะโรงเรียน แทบหาเงาะสีชมพูไม่เจอ หรืออีกกรณีอย่างทุเรียนเมื่อก่อนพันธุ์ชะนีโด่งดังมาก แต่ตอนนี้กลับเป็นหมอนทอง แล้วหาชะนีไม่ค่อยพบ

“เพราะฉะนั้น การเปรียบเทียบเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าไม้ผลอะไรก็ตามหากมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีกว่า ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดก็จะได้รับความนิยมมาก สร้างเงินได้มาก”

คุณประทินกล่าวว่า ก่อนที่จะตัดสินใจปลูกอินทผลัมควรมองในเรื่องต้นทุนก่อน และถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ เนื่องจากถ้าปลูกแล้วไม่ประสบความสำเร็จคงแย่แน่นอน

พร้อมกับให้รายละเอียดว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ถ้าใช้ระยะปลูก 7 คูณ 7 เมตร จะได้จำนวน 35 ต้น แล้วหากมีทุนมากพอแนะว่าให้ใช้ต้นเนื้อเยื่อตัวเมียสัก 30 ต้น และต้นตัวผู้ 5 ต้น อันนี้เป็นสัดส่วน ตัวผู้-ตัวเมีย คือ 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 10 อันนี้มองว่าคุณมีเงินทุนสู้ได้

“หรือถ้าเป็นสูตรแบบประหยัดที่ช่วยลดต้นทุน โดยในพื้นที่และจำนวนต้นเท่ากัน ให้ใช้ต้นเนื้อเยื่อตัวเมีย 25 ต้น และใช้ตัวผู้เพาะเมล็ด จำนวน 10 ต้น ซึ่งในจำนวนนี้ถ้าหากเกิดได้ต้นตัวเมียด้วยอาจถือเป็นโชคดี”

ดังนั้น ในพื้นที่ 1 ไร่ การมีต้นตัวเมีย 25 ต้น ถ้าตามข้อมูลในต่างประเทศระบุว่า แต่ละต้นจะให้ผลผลิต 150-200 กิโลกรัม ในปีที่ 8-9 เหตุที่กำหนดในปีที่ 8 เพราะเมื่อเทียบกับยางพาราแล้วในระยะเดียวกัน จะได้ประโยชน์มากกว่า