โดยเคล็ดลับการปลูกทุเรียนอินทรีย์ของที่สวน มีดังนี้

การเตรียมดินหรือหลุมปลูก เป็นการปลูกทุเรียนแบบยกโคก โดยการยกโคกหลุมปลูกให้สูงจากพื้นดินปกติ ประมาณ 1 เมตร ซึ่งทุเรียนยุคใหม่จะต้องปลูกแบบยกโคก เพื่อลดปัญหาการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่า การดูแล เน้นใช้ปุ๋ยหมัก และสารชีวภัณฑ์ที่ทำเอง ข้อดีคือ ช่วยลดต้นทุน ปลอดภัยต่อตัวเองและคนรอบข้าง สามารถเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้ และใส่ได้ทุกช่วงตามต้องการ ต่างจากการใช้เคมีที่มีความเข้มข้นสูง หากใส่มากเกินไปจะส่งผลต่อระบบราก แต่ถ้าเป็นปุ๋ยหมัก หรือสารชีวภัณฑ์ ธาตุอาหารจะไม่เยอะจนเกินไป แต่ในกรณีที่จะป้องกันโรคหรือแมลงจะต้องดูตามระยะเวลาที่เหมาะสม

1. ไนโตรเจน (N) ได้มาจากการหมักพืชผักใบเขียว เช่น ใบกระถิน หรือยอดตำลึง
ฟอสฟอรัส (P) ได้มาจากจุลินทรีย์จาวปลวก
โพแทสเซียม (K) ได้มาจากเปลือกสับปะรด
เบื้องต้นจะต้องมีจุลินทรีย์จาวปลวกที่เป็นส่วนผสมหลัก วัตถุดิบและอุปกรณ์

จาวปลวกที่ขุดมาใหม่ๆ ประมาณ 0.50 กิโลกรัม
ข้าวสุก ประมาณ 2-3 ทัพพี
น้ำสะอาด 15-20 ลิตร
วิธีทำ …นำจาวปลวกมาผสมกับข้าวสุก แล้วเทลงไปในถังสะอาดที่เตรียมไว้ จากนั้นเทน้ำสะอาดลงไป ประมาณ 15-20 ลิตร ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้บริเวณที่แดดส่องถึง หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน

จากนั้นก็หมักพืชสีเขียว เช่น ใบกระถิน ยอดตำลึง และผักชนิดอื่นๆ ที่มีสีเขียว เป็นการเสริมธาตุไนโตรเจน

ส่วนเปลือกสับปะรด นำมาหั่น แล้วใช้จุลินทรีย์จาวปลวกเทผสมใส่ลงไป แล้วรอให้ย่อยสลาย ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถนำมาฉีดพ่นได้ อัตราส่วนการฉีดต้องใช้วิธีการเจือจางก่อน ไม่ควรให้เข้มข้นตั้งแต่ครั้งแรก สูตรนี้ถือเป็นอาหารเสริมที่ให้แทนปุ๋ยเคมี

ระบบน้ำ …หน้าฝนไม่มีปัญหา จะมีปัญหามากช่วงหน้าแล้ง ต้องหมั่นดูความชุ่มชื้นของดิน เพราะทุเรียนเป็นพืชที่ขาดน้ำไม่ได้ แต่ให้มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อระบบรากเช่นกัน โรคแมลง …ที่สวนจะมีเทคนิคการป้องกันโรคแมลงอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญ เรียกว่า การเปลี่ยนกลิ่นต้นพืช คือการนำใบทำมัง ที่ทางภาคใต้นิยมนำมาคั่วกิน มีกลิ่นหอมคล้ายแมงดานำมาใช้ไล่แมลง ซึ่งเทคนิคนี้พี่ที่รู้จักกันเป็นคนคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา แล้วนำมาบอกต่อว่าทำแล้วได้ผลดี หรือหากพื้นที่หาใบทำมังไม่ได้ จะใช้เป็นสมุนไพรตัวอื่นก็ได้ เช่น ใบสาบเสือ หรือสะเดา ก็ได้ แนะนำให้ฉีดพ่นป้องกันก่อนเกิดโรคแมลง จะเห็นผลได้ดีกว่า

วิธีการ จะฉีดสลับกันระหว่างน้ำส้มควันไม้ น้ำหมักน้ำส้มสายชู และสารชีวภัณฑ์ เช่น บิวเวอเรีย บีที และเมธาไรเซียม โดยฉีดสลับวนกันไป เพราะถ้าฉีดเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งจะทำให้โรคและแมลงดื้อยา ยกตัวอย่าง เช่น สัปดาห์แรกฉีดสมุนไพร สัปดาห์ที่สองสลับมาฉีดน้ำหมักน้ำส้มสายชู สัปดาห์ที่สามฉีดสารชีวภัณฑ์ ฉีดสลับกันแบบนี้

ปริมาณผลผลิต …ปีนี้ประสบปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนมาก และเพลี้ยลง ส่งผลทำให้ปีนี้ผลผลิตได้น้อย ประมาณ 60 ลูก ต่อต้น หรือประมาณ 100 กิโลกรัม ต่อต้น และก็ยังอยู่ได้เพราะปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ได้มีต้นทุนสูง ยังเห็นผลกำไรอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมามากๆ คือ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

ราคา …ขายไม่แพง เพราะอยากให้คนไทยได้กินผลไม้ไทยที่มีราคาถูก แต่คุณภาพสูงเกรดพรีเมี่ยม จับต้องได้ง่าย จึงเลือกที่จะขายในราคาเพียงกิโลกรัมละ 120 บาท คิดค่าส่ง กิโลกรัมละ 30 บาท รวมเป็นกิโลกรัมละ 150 บาท แต่ถ้าสั่ง 10 กิโลกรัม ขึ้นไป ที่สวนจัดส่งให้ฟรี ยกเว้น 3 จังหวัดภาคใต้ บวกเพิ่มค่าความเสี่ยงในเขตควบคุม 50 บาท หากท่านใดสนใจทุเรียนอินทรีย์ราคาถูก คุณภาพแน่น ที่สวนสังวาลย์ก็ยังมีให้ลิ้มรสไปจนถึงเดือนกรกฎาคม สามารถสั่งซื้อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : ทุเรียนอินทรีย์สวนสังวาลย์

การตลาด “ปลูกเอง ขายเอง”
สบายใจที่สุดแล้ว
“หลักๆ พี่จะขายในตลาดออนไลน์ ปลูกเอง ขายเอง ได้ความสบายใจกว่า และได้บริหารจัดการขายที่มากขึ้น แต่ถ้าขายให้กับพ่อค้าคนกลางอาจจะต้องโดนกดราคา เนื่องจากการขายให้พ่อค้าคนกลางยังไงก็ต้องมีการคัดไซซ์ คัดเกรด เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วทุเรียนเรากินที่เนื้อ เราไม่ได้กินที่เปลือกนะครับ” พี่ศิลป์ กล่าวทิ้งท้าย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมยังสับสนเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระ ว่าทำหน้าที่อย่างไร และทราบว่ามีประโยชน์กับร่างกาย แต่ทำประโยชน์อย่างไรไม่ทราบ มีการประชาสัมพันธ์ว่า มีมากในข้าว ชนิดที่มีสีเข้มนั้นเป็นจริงหรือไม่ ขอให้คุณหมอเกษตรช่วยแนะนำข้าวสีม่วงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงให้ทราบด้วยครับ แล้วผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต่อไปครับ ผมถือโอกาสขอบคุณคุณหมอเกษตร ทองกวาว มา ณ โอกาสนี้

ตอบ คุณวิวัฒน์ ศิริวงศ์วานิช

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เป็นสารที่ทำหน้าที่ชะลอการออกซิเดชั่น (Oxidation) ในเซลล์สิ่งมีชีวิต รวมทั้งมนุษย์เรา จึงส่งผลทำให้เซลล์แก่ตัวช้าลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในร่างกาย ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และป้องกันอาการเส้นเลือดตีบ

สารต้านอนุมูลอิสระ มีมากในพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในหัวผักกาดม่วง มะเขือม่วง ข้าวโพดสีม่วง ข้าวสีม่วง และพืชผักสีม่วงอื่นๆ ในพืชผักสีม่วงจะอุดมไปด้วยสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ในตัวของแอนโธไซยานิน มีส่วนประกอบของวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี กลูต้าไธโอน แคโรทีนอยด์ โคเอนไซม์คิว 10 และแร่ธาตุอีกหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก และสังกะสี

พันธุ์ข้าวที่มีสารแอนโธไซยานิน ผมนำข้าว 2 พันธุ์ มาเป็นตัวอย่าง พันธุ์แรก ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วง มีสารต้านอนุมูลอิสระ 1,135 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ธาตุสังกะสี 31.9 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม และธาตุเหล็ก 13-18 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม และ ข้าวพันธุ์ก่ำเจ้า มช.107 กับ ข้าวเมล็ดสีม่วงเข้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระ 1,640 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ธาตุสังกะสี 30 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม และธาตุเหล็ก 15 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม มาดูความสำคัญของธาตุเหล็ก (Fe) กับ ธาตุสังกะสี (Zn)

ธาตุเหล็ก มีบทบาทช่วยในขบวนการสร้างเม็ดเลือด ช่วยสร้างเซลล์สมอง และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

ธาตุสังกะสี ทำหน้าที่ช่วยลดการสะสมคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดของมนุษย์

ดังนั้น จะเห็นว่าข้าวสีม่วง หรือข้าวก่ำ ที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีเข้ม ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน

ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าว ทั้งฤดูนาปีและนาปรังคร่าวๆ กว่า 66 ล้านไร่

ในการทำนา 1 ไร่ จะให้ฟางข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วย ปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณ 5 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ประมาณ 1 กิโลกรัม และโพแทสเซียม ประมาณ 11 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีจุลธาตุที่เป็นประโยชน์จากการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกไม่น้อย และจากการประมาณการในแต่ละปีประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังข้าว ไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัน

ถ้าหากชาวนาในบ้านเราไม่เผาหรือทำลายฟางข้าว แต่ให้ไถกลบฟางและตอซัง หรือไถพรวนตีหมักลงดิน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหากดูจากตัวเลข ฟางและตอซังข้าวจำนวน 50 ล้านตัน จะเป็นธาตุไนโตรเจนประมาณ 330,000 ตัน ธาตุฟอสฟอรัสประมาณ 47,000 ตัน ธาตุโพแทส เซียมประมาณ 720,000 ตัน กำมะถัน ประมาณ 2,400 ตัน และธาตุอาหารอื่น ๆ ถ้าคิดเป็นตัวเลขประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือประมาณ 105 บาทต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดค่าปุ๋ยลงได้ทันที

แต่สิ่งสำคัญถ้าหากชาวนาไม่เผาฟาง ตอซัง จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ไปเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และจะช่วยลดอุบัติเหตุจากควันไฟ นอกจากนี้ฟางข้าวที่ไถกลบหรือไถพรวน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุดด้วย

โดยมีวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ช่วยย่อยสลายฟางให้เร็วขึ้น โดยให้ปฏิบัติดังนี้

ช่วงก่อนที่จะเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ให้ทำน้ำหมัก พด. 2 ทำง่าย ๆ โดยการใช้กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมกับรำหยาบ 15 กิโลกรัม ใส่ถังหมักพลาสติกความจุ 100 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดลงในถังหมักพลาสติก ให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์ พด. 2 (ขอได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง) ซึ่งบรรจุอยู่ในซอง 1-2 ซอง ลงในถังหมัก ใช้ไม้คนให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาถังหมัก หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์น้ำหมัก จะใช้การได้โดยสังเกตจากการเปิดฝาถังหมักจะพบว่ามีเส้นใยเชื้อราจำนวนมาก

ซึ่งก็พอดีเกี่ยวข้าวเสร็จ หากชาวนารีบเตรียมแปลงก็ให้เอาน้ำหมักที่ใช้การได้แล้วนี้ เทใส่ในนาพร้อมกับการเอาน้ำเข้านาที่เกี่ยวแล้ว ในอัตราการใช้น้ำหมัก 10 ลิตร ต่อไร่ น้ำที่ไหลเข้านาจะกระจายน้ำหมักที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายฟางข้าวได้ดีไปทั่วแปลงนา ให้แช่น้ำหมักฟางและตอซังข้าวในระดับท่วมตอซังข้าว โดยแช่หมักนานประมาณ 10-14 วัน ฟางและตอซังข้าวจะเปื่อย สามารถไถพรวนดินตีหมักฟางข้าวได้อย่างสบาย ๆ ด้วย

วิธีการอย่างนี้ชาวนาจะสามารถทำนาได้มากรอบขึ้น และจะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ส่วนหนึ่ง และยังส่งผลดีต่อการป้องกันกำจัดข้าววัชพืช ข้าวเรื้อ ข้าวค้างฤดู หรือเมล็ดวัชพืชได้อีกทางหนึ่งด้วย

“จำปาดะ” เป็นไม้ผลที่มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว เติบโตได้ดีในท้องถิ่นภาคใต้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดสตูล สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ฯลฯ ชาวบ้านนิยมปลูกไว้รับประทานและจำหน่ายผลสืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวจังหวัดสตูลและสงขลา โดยนิยมปลูกต้นจำปาดะผสมผสานกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ทุกส่วนของต้นจำปาดะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ผล แปรรูปเป็นอาหารคาว หวาน เปลือกต้น ทำปุ๋ยชีวภาพได้ ไม้จำปาดะใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ไม้สอย นอกจากนี้ ใบและเนื้อไม้จำปาดะ ยังใช้ทำสีย้อมผ้าได้ ฯลฯ

“จำปาดะ” เป็นพืชป่า
จําปาดะ จัดอยู่ในวงศ์ (Family) Moraceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus integer (Thunb.) Merr. มีชื่อสามัญว่า Champedak ชาวใต้เรียกสั้นๆ ว่า “จําดะ” เป็นพืชป่าที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในป่าแถบภาคใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และพม่า

จำปาดะ เป็นไม้ยืนต้นลักษณะคล้ายขนุน แต่มีขนาดผลเล็กกว่า ลำต้นสีน้ำตาลและมักมีจุดสีขาวตลอดทั้งต้น ใบและผลของจําปาดะคล้ายขนุน ใบจะมีปุยขนสั้นๆ หากจับดูจะรู้สึกระคายมือ ผลมีลักษณะรูปทรงยาวบ้างสั้นบ้างขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลดิบเปลือกแข็ง มียางสีขาวขุ่นแทรกซึมอยู่ตามเปลือก ผลสุกเปลือกนิ่มและมียางน้อยลง เนื้อยวงเหลว รสหวานแหลม มีกลิ่นหอมมากกว่าขนุน สีผิวเปลือกเมื่อแก่ใกล้จะสุกมีสีเหลืองอมส้ม มีรสชาติหวานหอม และหวานแหลม จำปาดะในแต่ละยวงมีเมล็ด 1 เมล็ด ทั้งนี้ยวงจำปาดะมีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สีเหลืองทอง เหลืองอ่อน เหลืองอมส้ม

การปลูก จําปาดะ
จำปาดะเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนปนทราย ที่มีอินทรียวัตถุสูง มีความชุ่มชื้นปริมาณการกระจายของฝนควรกระจายสม่ำเสมอตลอดปี โดยทั่วไปนิยมปลูกต้นจำปาดะในระยะห่าง 8-10 x 8-10 เมตร เฉลี่ยไร่ละ 16-25 ต้น จะให้ผลผลิต ประมาณ 150-200 ผล/ต้น ต้นจำปาดะส่วนใหญ่ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม ติดผลในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน โดยใช้วิธีสังเกต ผลสุกจึงค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขาย

จำปาดะเป็นพืชสารพัดประโยชน์
จำปาดะใช้บริโภคสด ยวงเนื้อสดๆ รสหวานจัด ลักษณะเนื้อเละเหนียว กลิ่นหอมแรง เมล็ดจำปาดะนําไปต้มรับประทานหรือเป็นวัตถุดิบผสมในแกงไตปลา หรือแปรรูปเป็นอาหารคาวหวาน เช่น จําปาดะทอด โดยยวงเนื้อของจําปาดะพร้อมเมล็ดนํามาชุบแป้งทอดคล้ายกล้วยแขก

นอกจากนี้ จำปาดะมีสรรพคุณด้านสมุนไพร จําปาดะมีเส้นใยแบบละลายน้ำ ใช้ขับไขมันและสารพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีเบต้าแคโรทีนและน้ำตาลสูง เนื้อผลอ่อนมีรสฝาด แก้อาการท้องเสีย ผลสุกมีสรรพคุณบํารุงกําลัง และเป็นยาระบาย ส่วนเมล็ดจำปาดะ ช่วยบำรุงร่างกายและขับน้ำนมในสตรีหลังคลอด แก่น เปลือก และซังของจําปาดะ

จุดอ่อนด้านการตลาด
จําปาดะ ส่วนใหญ่ขายในตลาดท้องถิ่นตามฤดูกาลระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ในอดีตชาวบ้านขายจำปาดะผลละ 10-15 บาท แต่ในปัจจุบันราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท หรือประมาณลูกละ 60-120 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดฤดูกาล โดยทั่วไปชาวบ้านจะเก็บผลผลิตออกขายเองในตลาดท้องถิ่น 40% ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง 60% ผลผลิตส่วนใหญ่ 98% ที่เข้าสู่ตลาดจำหน่ายในลักษณะผลสด มีแค่ 2% ที่นำจำปาดะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น จําปาดะทอด จําปาดะกวน ฯลฯ

สภาพปัญหาในปัจจุบัน เมื่อถึงฤดูออกผล มีจำปาดะเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ประการต่อมา กลุ่มผู้บริโภคจำปาดะมีจำนวนลดลง เนื่องจากเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าของจำปาดะ กลุ่มเกษตรกรตัดโค่นต้นจำปาดะเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

วช. ส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม “จำปาดะ” อย่างยั่งยืน
ดร. สุวรรณี พรหมศิริ นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โทร. 086-749-4961 เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนพื้นที่ ในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ โดยนำงานวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบพึ่งพาตนเองให้กับชุมชนวิสาหกิจบ้านควนโดน จังหวัดสตูล และชุมชนวิสาหกิจบ้านสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดยมุ่งวางระบบการจัดการและพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปพืชเกษตรท้องถิ่น : จำปาดะ เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากจำปาดะอย่างยั่งยืน สู่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดสตูลและสงขลา

ปัจจุบัน จำปาดะ เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสตูล สมัครเว็บแทงบอล เพราะมีความโดดเด่นในด้านรสชาติหวานแหลมอร่อย เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,260 ไร่ อำเภอควนโดน มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด ประมาณ 600 ไร่ เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีและทนต่อความแห้งแล้ง ปัจจุบัน จังหวัดสตูล มีการจดทะเบียนจำปาดะพันธุ์พื้นเมืองแล้ว 6 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ขวัญสตูล, ทองเกษตร, วังทอง, ดอกโดน, น้ำดอกไม้, พญาวัง ให้ผลผลิตระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายนของทุกปี ราคาจำหน่ายจำปาดะในตลาดท้องถิ่น กิโลกรัมละ 50-60 บาท ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาจัดฐานเรียนรู้เรื่องจำปาดะ ด้านการแปรรูปผลผลิต เช่น คุกกี้จำปาดะ ขนมหม้อแกงจำปาดะ เค้กจำปาดะ ฯลฯ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และลดต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกจำปาดะ

“ผู้เข้ารับการอบรมจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีรายได้หลักมากกว่า 10,000 บาท/เดือน การนำจำปาดะไปใช้ย้อมสีผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิม “ดาหลาปาเต๊ะ” สร้างรายได้หลักและรายได้เสริมไม่ต่ำกว่า 4,000-10,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมการแปรรูปไม้จำปาดะ มีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายสินค้า เช่น เก้าอี้ไม้ ได้ตัวละ 1,200 บาท ม้านั่งยาว 8,000-12,000 บาท มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์ขนมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการขายขนมจำปาดะในช่วงเดือนรอมฎอนมากกว่า 100,000 บาท” ดร. สุวรรณี กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปรรูปจำปาดะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร จังหวัดสงขลา โดยมี ดร. สุวรรณี พรหมศิริ หัวหน้าโครงการ นำเสนอผลการดำเนินงานภายใต้แผนงานจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์จากจำปาดะเพื่อสร้างให้เป็นพืชเศรษฐกิจอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่นชุมชนอย่างยั่งยืน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมุสลิมมะห์เบเกอรี่ ตั้งอยู่ เลขที่ 2/1 บ้านควนโดนใน มี นางวนิดา อุจิ หรือ กะฉ๊ะ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิก 35 คน ได้นำจำปาดะผลไม้ประจำถิ่นมาเป็นส่วนประกอบในการทำขนมที่มีรสชาติอร่อยน่ารับประทาน เช่น ขนมหม้อแกงจำปาดะ ขนมเค้กจำปาดะ สมูทตี้จำปาดะ เอแคลร์จำปาดะ ขนมโรลล์จำปาดะ และอีกหลากหลายที่มีจำปาดะเป็นส่วนประกอบในการทำขนม หากใครสนใจไอเดียสร้างอาชีพในลักษณะนี้ ขอแนะนำสินค้าขายดี ที่ใครๆ ก็นำไปทำได้ ไม่ยาก ยกตัวอย่าง เช่น