โดยเฉพาะหอม พี่รักษ์ เขียนเป็นคำกลอนบอกมาว่าปลูกหอมลง

พี่รักษ์ บอกถึงวิธีการปลูกหอมในถาดไข่ ต้องเป็นถาดไข่ที่ทำมาจากกระดาษเท่านั้น ว่าถ้าเราจะปลูกหอมลงในถาดไข่ เราจะต้องเตรียมต้องทำอะไรบ้าง

ขั้นตอนแรก เตรียมถาดไข่กระดาษ 5 ถาด วางซ้อนกัน เพื่อให้มันหนา เจาะรูที่ก้นบุ๋มของช่องวางไข่สักเล็กน้อย เพื่อวางหัวหอมให้ถนัดๆ และเพื่อให้รากหัวหอมมีที่ยึด หัวหอมซื้อมาจากตลาดหรือรถขายเร่นี่แล้วแต่จะปลูกน้อยหรือปลูกมาก ถาดไข่หนึ่งถาดจะมีหลุมสามสิบหลุม ตัดจุกหัวหอมเพื่อเปิดทางให้หน่อหอมแทงยอดได้ง่ายขึ้น วางหัวหอมลงในหลุม รดน้ำพอชื้น อย่าให้ถึงกับชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่ม รอหอมแตกยอดจึงค่อยนำออกแดด ถ้านำออกแดดเลย จะทำให้หอมแตกยอดช้า

การเลือกหัวหอม ควรเลือกหัวที่โตเท่าๆ กัน เพราะจะได้ต้นหอมที่มีความสวยงาม โตและความสูงที่ใกล้เคียงกัน หมั่นรดน้ำเช้า เย็น ให้ทั่วถาด ประมาณสิบวันหอมจะแตกหน่อ มีก้านอ่อนๆ ออกมาให้ชื่นใจ หลังจากนั้น จึงเอามาให้โดนแดดรำไร หากอยู่กลางแดดจ้าต้นหอมออกมาก็จะไม่สวย ให้ปุ๋ยด้วยการฉีดพ่น โดยเฉพาะปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อเพิ่มสารอาหารและเร่งการเจริญเติบโตของหอม ส่วนปุ๋ยเคมี พี่รักษ์บอกว่า ไม่ใช้เลย

หอมที่ปลูกในถาดไข่ แม้จะไม่อวบอ้วนเท่าปลูกลงดิน แต่ปลูกง่าย ดูแลง่าย

หากจะแขวนตามราวหรือระเบียง ก็จะดูสวยงามเป็นไม้ประดับไปในตัว แต่ถ้าจะแขวนก็ต้องใช้ถาดไข่ที่ทำจากพลาสติก หรือไม้อัดแผ่นบางๆ รองไว้ชั้นล่างสุด แล้วเจาะรูใช้ลวดแขวน

เมื่อต้นหอมโตเต็มที่ ก็เก็บมาหั่นซอย ปรุงเป็นอาหารได้อีกต่อไป

ใครจะเอาไอเดียนี้ไปต่อยอด ก็ได้ตามสบายเลยครับ คุณเล็ก เบญจวรรณ เกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรี ทำสวนมะม่วงเขียวเสวยเป็นอาชีพเสริม เป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความชำนาญปลูกมะม่วงเขียวเสวยตัวยง

อาชีพหลักทำนา ทำสวนมะม่วงเสริมรายได้
คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า เริ่มทำสวนมะม่วงเขียวเสวยมาตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งขณะนั้นก็มีอาชีพหลักคือ ทำนา แต่มะม่วงเป็นรายได้เสริมหลังว่างจากทำนา โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกภายในสวนจนเจริญเติบโตได้ผลผลิตจำหน่ายเป็นที่น่าพอใจ เมื่อทำมาได้ประมาณปี 2553 เกิดน้ำท่วมในพื้นที่สวนทำให้มะม่วงเขียวเสวยที่ปลูกตายเกือบหมด จึงต้องเริ่มสั่งกิ่งพันธุ์มาปลูกใหม่ทดแทนอีกครั้ง

“มะม่วงนี่ถือว่าดีมาก เมื่อเทียบกับการทำสวนอื่นๆ เพราะว่าเราสามารถทำออกนอกฤดูได้ ที่ปลูกไปก็มีตายช่วงนั้นที่เกิดน้ำท่วม พอน้ำยุบไปได้สองเดือนตายหมด เลยต้องหามาปลูกใหม่ ก็ปลูกใหม่รอให้ผลผลิตอีกครั้งประมาณ 3-5 ปี” คุณเล็ก เล่าถึงความเป็นมา

วิธีการปลูก มีขั้นตอนดังนี้
คุณเล็ก บอกว่า ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะปลูกมะม่วงเขียวเสวยให้ขุดพื้นที่สวนให้มีร่องน้ำ จากนั้นปรับพื้นที่ปลูกให้เรียบร้อย ขนาดของพื้นที่ปลูกจะให้มีขนาดใหญ่มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ทำการปักไม้ให้มีระยะห่าง 4 เมตร ปักแบบสลับช่องโดยที่ไม่ให้ต้นมะม่วงเป็นแถวเดียวกัน เพื่อให้มีพื้นที่ตรงกลางสำหรับใช้เข็นมะม่วงออกจากสวนได้ง่าย ซึ่งสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่กว่า ปลูกมะม่วงเขียวเสวยประมาณ 300 ต้น

“ที่เราต้องเอาไม้มาปักวัดก่อน ก็เพื่อที่เวลาเราสั่งกิ่งพันธุ์มา มันจะได้ไม่เหลือ เพราะบางคนยังไม่ได้กะเนื้อที่ สั่งกิ่งพันธุ์มาเยอะ เนื้อที่ไม่พอปลูกสุดท้ายเหลือ ก็ต้องทิ้งกิ่งพันธุ์อีก ทำให้เราเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เมื่อปลูกลงดินหมดแล้วก็ดูแลจนกว่าจะมีอายุครบ 3 ปี ก็จะมีใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 บำรุงบ้าง ปีละ 2 ครั้ง พอครบ 3 ปีผลผลิตช่วงนั้นก็มีออกผลมาบ้าง เราก็เก็บขายนิดหน่อย” คุณเล็ก กล่าว

เมื่อมะม่วงเขียวเสวยในชุดแรกเก็บจำหน่ายหมดแล้ว คุณเล็ก บอกว่า จะทำการดูแลบำรุงต้นใหม่โดยตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนมีนาคม หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วไม่ต้องรดน้ำประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดรดน้ำปกติต้นก็จะแตกยอดมีใบอ่อนออกมา จึงทำการราดสารในช่วงระยะนี้ ประมาณ 2 เดือน มะม่วงจะเริ่มมีช่อดอก

“พอเราได้ช่อดอกออกมา เราก็จะใช้สารดึงช่อออกมาไม่ให้เป็นยอดใบ เราจะบำรุงถึงช่อบาน เพื่อที่ไม่ให้ช่อเป็นกะเทย เพราะเขียวเสวยมันชอบเป็นกะเทย พอช่อสมบูรณ์เราก็จะพ่นยากันเพลี้ยทุก 7 วัน ช่อดอกบานเราก็หยุดพัก ยิ่งช่วงที่ฝนตกที่สวนจะไม่ฉีดพ่นยาเลย พอเข้าเดือนกรกฎาคมมะม่วงก็จะเริ่มติดผลเล็กๆ เหมือนถั่วเขียว พอสิ้นเดือนสิงหาคมก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ทั้งหมดนี่ก็ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ตั้งแต่มีนาคมจนถึงเดือนสิงหาคม” คุณเล็ก กล่าวถึงวิธีการดูแลช่อดอกจนติดผลเก็บจำหน่ายได้

ซึ่งวิธีการที่ทำนี้เป็นการบังคับให้มะม่วงออกนอกฤดู เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตก็สามารถเก็บผลมะม่วงได้หมดทั้งสวน โดยไม่ต้องทยอยเก็บ จากนั้นทำการดูแลแบบเดิมเพื่อให้ออกช่อดอกติดผลอีกครั้ง ทำให้ที่สวนของคุณเล็กสามารถมีมะม่วงจำหน่ายได้ปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งมีการใส่ปุ๋ยด้วย

มะม่วงเขียวเสวย นิยมกินดิบมากกว่าสุก
คุณเล็ก เล่าว่า การปลูกมะม่วงหากทำให้ออกผลนอกฤดูได้ จึงเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีกว่ามะม่วงที่ออกในฤดู ซึ่งจะได้ราคาเพียงแต่ผู้ปลูกต้องรู้หลักและวิธีการ

“ถ้าเราไม่บังคับให้มันออกผลแบบนี้ มันก็จะเป็นมะม่วงปี แต่ถ้าออกนอกฤดูได้ การปลูกมะม่วงนี่มันดีเลยนะ มันเหมือนได้เงินแบบเสือนอนกิน ได้ง่ายๆ กินแบบสบายๆ แต่ต้องรู้หลักการสักหน่อย เพราะว่าขั้นตอนบางอย่างมันละเอียดอ่อน ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด” คุณเล็ก กล่าว

มะม่วงที่สวนของคุณเล็ก มีคนมารับซื้อถึงที่สวน โดยคนที่รับซื้อจะไปส่งจำหน่ายที่ตลาดไท ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางที่ซื้อขายกันมาตั้งแต่เธอทำสวนเริ่มแรก ซึ่งสมัยก่อนนั้น คุณเล็กบอกว่าได้ราคาดีตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 70-75 บาท

“ปัจจุบันมานี่ราคามันก็ตกลงมานะ แต่เดี๋ยนี้เราก็จะมีร้านของเราเอง ไปขายที่ตลาดนัดบ้าง เป็นที่ติดใจของคนที่มาซื้อ บอกว่ามะม่วงมีรสชาติหวานอร่อยดี จากที่ขายๆ มา คนจะนิยมกินมะม่วงดิบมากกว่ามะม่วงสุก และดูแล้วอนาคตข้างหน้ามะม่วงน่าจะแพงขึ้นอีก ฟังจากคนที่มารับซื้อเรา เพราะเดี๋ยวนี้มะม่วงน่าจะหากินยากขึ้น” คุณเล็ก กล่าว

มะม่วงจะได้ผลผลิตดี น้ำ เป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อเอ่ยถามถึงอุปสรรคของการปลูกมะม่วงเขียวเสวยของคุณเล็ก ว่าที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่ประสบพบเจอ พร้อมให้กล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มลงมือทำสวนมะม่วง ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้ประสบผลสำเร็จเหมือนกับเธอ

“อุปสรรคอย่างอื่นไม่มี จะเป็นเรื่องใหญ่เลยก็คือเรื่องน้ำ พอหน้าแล้งมาขนาดเรามีบ่อสำหรับเก็บน้ำ ก็ยังไม่พอเท่าไหร่ ยิ่งคนที่เริ่มจะมาปลูกแบบพึ่งฝนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีแหล่งน้ำเตรียมไว้เลย เพราะเวลาที่เราราดสารแล้วเราต้องรดน้ำเลย อย่างน้อยๆ ใช้น้ำ 20 วัน ยิ่งเดี๋ยวนี้ฝนไม่ค่อยตกตามฤดูกาล เรายิ่งต้องเตรียมการให้ดี เวลาเราทำออกนอกฤดูมันก็จะง่าย คนที่ปลูกใหม่หรือจะเริ่มปลูกเรื่องโรคแมลงไม่ต้องกลัว มันมีวิธีป้องกัน แต่เรื่องที่ต้องกลัวคือน้ำอย่างเดียวตอนนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ เราก็ศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จ เดี๋ยวประสบการณ์ก็จะสอนเราเอง” คุณเล็ก กล่าวแนะนำด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

ฉันไม่แปลกใจเลยที่หลายๆ คนอ่านชื่อฉันไม่ถูก เพราะชื่อฉันเขียนแปลกกว่าชื่อใครๆ ชื่อฉันเรียกกันมากจนจำที่มาไม่ได้ พ่อค้าแม่ค้าขายต้นไม้จึงเรียกชื่อฉันเป็นมงคลว่า “กวักเงินกวักทอง”

แต่ใครๆ ยังเรียกผิดว่า “แส-ยก” อยู่ดี จนกระทั่งตีความกันว่า “ยก” คือ “ชู” ฉันจึงถูกเรียกชื่อว่า “แสชู” อีกชื่อ อันนี้ก็แล้วแต่คิด แต่ที่ฉันชอบมากคือหมอพื้นบ้านนิยมเอาใบและยอดโขลกละเอียดพอกแผลสด เป็นยาประสานเนื้อดีนัก นี่ซิชาวบ้านปราณบุรี จึงเรียกฉันว่า “มหาประสาน” อันนี้แหละเป็นกำลังใจที่ดีเยี่ยม จนอยากจะยิ้มให้หยาดเยิ้มหยดย้อย แต่พอยิ้มก็ยังกระแนะกระแหนฉันว่า “สะแหยะยิ้ม” ก็ยังดีนะมันใกล้ๆ กับชื่อที่เรียกฉันอย่างถูกต้อง ว่า “สะแหยก”

พูดถึง “ยิ้ม” ที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ “สะแหยะ” ทำให้ฉันคิดถึงบทเพลงหนึ่ง ชื่อเพลง “ยิ้มพิมพ์ใจ” ขับร้องโดย คุณธานินทร์ อินทรเทพ ประพันธ์เนื้อร้องทำนองโดย ครูเนรัญชรา อายุเพลงมากกว่า 40 ปีแล้ว ขึ้นต้นว่า “ยิ้มประหนึ่งมนตรา เชือดเฉือนชีวาพาใจร้อนรุ่ม ยิ้มเธอเสมือนเฉือนความเป็นหนุ่ม ดั่งไฟมาสุมรุมทรวง…(แล้วจบท่อนสุดท้ายว่า)…ยิ้มใจเกือบละลาย วาบหวิวใจชาย งมงายหมายมั่น ยิ้มเธอน่ารักชักพาใจหวั่นตื่นตาพาฝัน ใจรัญจวน” ฉันพยายามจินตนาการถึงรอยยิ้มของสาวสวยคนนั้นแล้วเปรียบเทียบกับ “สะแหยะยิ้ม” ของฉัน โอ๊ย! มันช่าง “สยอง” ใจ

ฉันรู้ดีว่าชื่อฉันไม่น่าเอ่ยถึง แม้ฉันเป็นที่นิยมปลูกกันทั่วบ้านทั่วเมืองเพราะปลูกง่ายตายยาก จะปลูกเป็นรั้วกั้นคน หรือปลูกป้องกันหมาแมวก็ได้ หากอยู่ในกระถาง มีดินมีน้ำนิดหน่อย ฉันก็ยังชูต้นชูใบสดสีตลอดเวลา บางตำรามีข้อมูลว่าถิ่นกำเนิดฉันมาจากหมู่เกาะอินดีสตะวันตก แต่ฉันรักเมืองไทยมาก เขาจัดฉันเป็นไม้โบราณและแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ชนิดต้นและใบสีเขียวล้วน เรียกว่า “แสยกเขียว” อีกชนิดลำต้นและใบเป็นสีเขียวสลับขาว จึงนิยมเรียกกันว่า “แสยกลาย” หรือ “แสยกด่าง” อ้อ! ยังมีอีกญาติของฉันอยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่เขาเรียกกันว่า “แสยกออสเตรเลีย” มีลักษณะเดียวกับฉัน แต่จะมีดอกเหมือนนกกำลังจะกระพือปีกบิน มีคนนำมาปลูกจึงเรียกว่า “นกน้อยนำโชค” ลักษณะดอกมีกลีบด้านข้าง 2 ข้าง ขนาดใหญ่ สีหลืองปนเขียว กลีบล่างสีเหลืองปนแดงชมพู และมีจงอยใจกลางดอกเหมือนปากนก เวลาดอกบานจึงทำให้ดูเหมือนตัวนกกำลังกระพือปีกบิน รวมทั้งมีสรรพคุณทางยามีพิษและแก้พิษได้เหมือนฉัน

พูดถึงสรรพคุณในตำรายาแล้วขอต่อเนื่องเลยนะ ว่าฉันนี่แหละมีน้ำยา เอ๊ย! น้ำยางที่ไล่จระเข้ หรือเบื่อปลาได้ คือหากทุบต้นพอแตกให้น้ำยางไหลหยดแล้วใส่ลงในบ่อน้ำ หรือวังน้ำที่มีจระเข้ ก็จะหนีไปอยู่ที่อื่น รวมทั้งถ้าเป็นบ่อปลาก็จะเมาหรือตายได้ เพราะมีฤทธิ์เหมือนกับต้นหางไหลหรือต้นโล่ติ๊นที่ชาวจีนชอบใช้ แต่จะใช้เพื่อการกำจัดหรือป้องกันศัตรูพืชทางการเกษตร ก็รับรองผลได้ เพราะทั้งต้นมีรสเมา เบื่อ เอียน ใช้สมานแผล ห้ามเลือดได้ดี ทุบต้นสดทาแก้กลาก เกลื้อน โรคผิวหนัง หรือแก้พิษแมลงกัดต่อย แมงป่อง ตะขาบได้ น้ำยางมีรสร้อนเมา ทากัดหูด ยอดสด นำมาตำโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าโรงเล็กน้อยทาพอก หรืออยากจะใช้ทำเป็นน้ำหมักแก้ปัญหาเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง

จะใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อหรือแมลงก็ได้ เพราะฤทธิ์จากน้ำยางจะเป็นพิษฆ่าแมลงคือ มีฤทธิ์ทำให้เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารและลำไส้แมลงอักเสบ ยับยั้งการวางไข่ของตัวด้วง ซึ่งวิธีการอาจจะทุบลำต้นแช่น้ำทิ้งไว้แล้วกรองเอาน้ำหมักใช้ หรือใส่ส่วนของลำต้นทุบให้ละเอียด คลุกเคล้าเมล็ดพืชป้องกันศัตรูพืชได้โดยเฉพาะ ถ้าใช้น้ำยางผสมน้ำแล้วเพิ่มยาสูบยาเส้นไปด้วยแมลงหนีกระเจิงแน่ๆ ฟังดูเหมือนฉันจะโหดร้ายเป็นที่น่ารังเกียจของสิ่งมีชีวิต แต่จริงๆ ในเชิงวิชาการเขาจัดเป็นยาเย็นมีรสเปรี้ยวฝาด พิษในน้ำยางและลำต้นใช้เป็นยาภายนอก มีสรรพคุณช่วยขับพิษร้อนทำลายพิษไข้ ทั้งต้นใบสดและยอดใช้เป็นยาห้ามเลือดอย่างดี หากใช้น้ำยางโดยตรงทาที่บาดแผลมีดบาดก็ให้แผลหายเร็วขึ้นได้ ต้นสดยังใช้ตำพอกแก้ปวดบวม ฟกช้ำ ประสานกระดูกร้าว นี่แหละที่มาของ “มหาประสาน” โดยตรง อย่างไรก็ตาม หากกินน้ำยางเข้าไป ก็มีผลทำให้อาเจียนได้ โดยสรรพคุณทางยาสมุนไพรพบสารออกฤทธิ์ ชื่อ Chemiebase

ฉันคุยแต่เรื่องน้ำยาน้ำยาง จนลืมแนะนำตัวว่าเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เพราะสามารถแตกพุ่มขยายกอได้ เป็นไม้เนื้ออ่อนลำต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านคดงอไปมา สูงได้ถึง 1 เมตร แต่อาจหักงอซิกแซ็ก กิ่งก้านแตกกอแน่น ใบเรียงสลับ ขอบใบเรียบเป็นแผ่นหยักพลิ้วหรือเป็นคลื่น เส้นใบมองยากเพราะเนื้อหนา ชนิดที่ออกดอก จะออกช่อสีแดงหรือม่วง ที่ยอดและปลายกิ่งแขนงสั้นๆ ดอกคล้ายเรือหรือรองเท้าแตะ จึงถูกเรียก “Slipper” มีช่อดอก มีใบประดับ เมื่อพัฒนาเป็นผลแก่จัดจะแห้งแล้วแตก ปลูกในดินได้ทุกสภาพ แต่ขยายพันธุ์ได้ดีด้วยวิธีปักชำ เติบโตทั้งในที่ร่มและทนสภาพแล้ง แต่น่าแปลกใจที่จะสลัดใบทิ้งหมดหรือเกือบหมดก่อนที่จะออกดอกทั้งๆ ที่ใบก็อวบน้ำ

น่าแปลกใจที่สุดสำหรับชื่อของฉัน เมื่อเรียกเป็นภาษาไทยก็ออกเสียงยากและเขียนยาก ทำให้อ่านไม่เหมือนกัน แต่น่าน้อยใจยิ่งกว่า พอเรียกชื่อฉันเป็นภาษาอังกฤษ ก็เรียกฉันว่า “Slipper Flower” หรือ “Jew Bush” ใครนะ ที่มองกลีบดอกของฉันแล้วจินตนาการว่าเหมือน “รองเท้าแตะ” แต่เอาเถอะ…! บางคนเรียกว่า “Redbird Cactus” ก็พอมีกำลังใจบ้างจะเป็นนกน้อยหรือนกแดง ได้ยินชื่อนี้แล้วสัญญาว่าจะไม่ “สะแหยะยิ้ม”

ฉันจะขอบคุณทุกคนด้วยรอยยิ้มแบบ “ยิ้มพิมพ์ใจ” ให้วาบหวิวไปเล้ย…! บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน

เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง

“สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน ทุกส่วนมีกลิ่นหอม น้ำมันหอมระเหย

สะระแหน่เป็นพืชในวงศ์ LABIATAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha cordifolia Opiz. มีชื่อเรียกกันหลากหลาย ตามภูมิภาคต่างๆ ภาคกลางเรียก สะระแหน่ หรือ สะระแหน่สวน ภาคใต้เรียก สะแน่ มักเงาะ ภาคเหนือเรียก หอมด่วน

สะระแหน่ พบมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ภูมิภาคแถบอบอุ่นและแถบร้อน แบบทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยเรา มีปลูกกันมาก ทั้งปลูกเป็นการค้าและปลูกเป็นพืชผักสวนครัว สวนหลังบ้าน แม้แต่ปลูกเป็นสวนหย่อมประดับ สวนครัวลอยฟ้า

การปลูกสะระแหน่ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของสะระแหน่ก่อนว่า เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย ชอบที่ลุ่ม มีความชื้นสูง แต่ไม่ชอบที่น้ำขัง ต้องการแสงแดดรำไร ถึงแดดจัด สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศได้ดีพอสมควร เช่น อากาศร้อน แดดจัด น้ำน้อย ใบจะเล็ก ก้านใบจะแกร่งแข็ง อาจจะออกสีน้ำตาลถึงสีม่วง เพื่อลดการคายน้ำ การปรุงอาหาร

ถ้าอยู่ในที่ร่มจะพยายามเลื้อยกิ่ง ชูยอดใบไปหาแสง ถ้าอยู่ในกระถางที่จำกัดพื้นที่ รากจะขดเต็มแน่น ต้องคอยเปลี่ยนดิน แยกปลูกที่ใหม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะยุบตายซะก่อน เพราะขาดอาหาร ทั้งๆ ที่ให้น้ำตลอด ก็ไม่รอด

การขยายพันธุ์ ใช้วิธีแยกไหล ชำก้าน ที่ยังไม่แก่จัด หรือยอดที่ไม่อ่อนมากนัก บางส่วนถ้าหาก้านที่เริ่มออกรากบ้างแล้ว ก็จะปลูกติดได้เร็วขึ้น หรือถ้าซื้อสะระแหน่มาจากตลาด สามารถชำกิ่งก้านเพื่อให้ออกรากเล็กน้อยได้ โดยเมื่อเด็ดยอดไปกินแล้ว ก้านที่เหลือนำมาทำเป็นแพ หุ้มโคนก้านด้วยกาบกล้วย ไว้ในที่เย็น มีความชื้น 3-5 วัน จะได้ก้านสะระแหน่ที่มีรากงอกออกมา นำไปปลูกใหม่ได้

หรือจะใช้วิธีชำกระบะทราย ขี้เถ้าแกลบดำ ก็ได้ มีเวลาไม่มากพอหรือขี้เกียจมากๆ ก็จิ้มก้านลงดินที่เตรียมไว้เลยก็ได้ แนะนำถ้าเป็นการชำก้านหรือชำยอดอ่อน ควรใช้วิธีชำแบบ “ควบแน่น” คือชำในกระถางขนาดกลาง ใส่ลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ ชำแล้วปิดปากถุงให้แน่น วางไว้ที่แสงรำไร 3 วัน 5 วัน ได้ต้นสะระแหน่ใหม่ เปิดถุง เอากระถางออกมา แยกต้นปลูกลงกระถางใหม่ หรือแปลงดินที่เตรียมไว้ได้

ข้อสำคัญในการปฏิบัติดูแลรักษา สะระแหน่ไม่ชอบปุ๋ยเคมีเลย เจอเป็นยุบ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรต่างๆ ถ้ากระถางสะระแหน่มีดินดีอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต ดินปลูกสะระแหน่ต้องมีสัดส่วนของอินทรียวัตถุมากๆ เช่น มูลสัตว์ ใบไม้ ขุยกาบมะพร้าว แต่ถ้าต้องการจะบำรุงให้ได้ต้นที่อวบอ้วน ปุ๋ยที่ดีที่สุดคือ น้ำล้างปลา ที่มีทั้งเมือกคาว เลือด หรือน้ำล้างเนื้อ ล้างไก่ ก็ได้ คือสุดยอดปุ๋ยสำหรับสะระแหน่

การบำรุงให้สะระแหน่เจริญเติบโตอวบอ้วนสวยงามเป็นการดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ความคงทน สะระแหน่ไม่ใช่พืชที่เราเด็ดกินทุกวัน และไม่ได้เด็ดกินปริมาณมาก ให้เขาเจริญอยู่ตามแบบธรรมชาติของสะระแหน่ จะอยู่นาน

การเก็บหรือเด็ดสะระแหน่ ควรใช้วิธีตัดยอดด้วยมีดหรือกรรไกร อย่าใช้วิธีเด็ด เพราะจะพลั้งเผลอ เวลาเด็ดมักจะออกแรงดึงต้นขึ้นมา ทำให้รากขาดได้ โบราณว่า ผู้หญิงมีประจำเดือน ไม่ให้ไปเด็ดสะระแหน่ เพราะจะนั่งยองๆ เด็ดยอดสะระแหน่ ก็ลำบาก มักจะยืนแล้วก้มไปดึงเด็ดยอดสะระแหน่ ยุบ ตาย เป็นข้อสันนิษฐานของผู้เขียนเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้แก่

สะระแหน่ มีรสเผ็ด เย็น ก็คือรสเมนทอลนั่นแหละ microfitcomputer.com มีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม ขับเหงื่อลดความร้อน ระบายความร้อน แก้ไข้หวัด รักษาอาการท้องอืด ขับเลือดที่คั่งค้างภายในร่างกาย ชงน้ำร้อนดื่มช่วยย่อยอาหาร สามารถนำมาเป็นผักสด แกล้มกับยำ พร่า ลาบ ใบสะระแหน่ทอด ปรุงรสและกลิ่นข้าวหมกไก่ ข้าวหมกแพะ ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ปลาได้ ให้กลิ่นและสีสัน ชวนให้อาหารน่ารับประทาน เป็นทั้งเครื่องเทศ เป็นทั้งสมุนไพร เป็นผักสด มีสารอาหารต่างๆ มากมาย และมีเส้นใยอาหารอย่างมากด้วย

คุณภาณุวิชญ์ พรมดอนยาง หรือ คุณดรีม อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 7 ตำบลปอพาน อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้นแบบ วางแผนสร้างอนาคตก่อนเรียนจบ ด้วยการปรับผืนดินของที่บ้านมาทำสวนผสมผสาน ปลูกพืชผักผลไม้นานาชนิด จนประสบผลสำเร็จหลังเรียนจบออกมาผลผลิตที่เคยปลูกไว้เก็บขายได้พอดี กลายเป็นเจ้าของฟาร์มเกษตรตั้งแต่อายุยังน้อย

คุณดรีม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรอายุยังน้อยว่า ด้วยพื้นฐานนิสัยเป็นคนชอบงานด้านการเกษตรอยู่แล้ว ในตอนที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่มีความกังวลในการเลือกคณะที่จะเข้าศึกษาต่อเลย สามารถตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในสาขาพืชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์อย่างไม่ลังเล ซึ่งหลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในสาขาวิชาที่ชอบแล้วตนเองก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อที่เก็บเกี่ยวความรู้ไปปรับประยุกต์ใช้ภายในสวนของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ก็ได้มีการวางแผนสร้างอนาคตหลังจากเรียนจบไปในตัวด้วยการเริ่มต้นปลูกพืชผัก ผลไม้ไว้แต่เนิ่นๆ โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิตในพืชทุกชนิด เน้นพืชที่มีตลาดรองรับ ไม่ต้องดิ้นรนหาตลาดเอง พยายามมองหาตลาดจากสิ่งใกล้ตัว เนื่องจากพื้นที่แถวบ้านนิยมปลูกมะม่วงมหาชนกส่วนใหญ่ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อทุกสวนแบบนี้ทุกปี ตนเองจึงเลือกปลูกมะม่วงมหาชนกเป็นพืชสร้างรายได้อันดับแรก และเวลาต่อมาก็ได้มีการขยับขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงอาร์ทูอีทู และมะม่วงงาช้างแดง เพื่อเปิดตลาดออนไลน์เพิ่ม ซึ่งมะม่วงอาร์ทูอีทูและงาช้างแดงจะมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะ แต่มีข้อดีคือทำราคาได้ดี ปลูกดูแลง่าย จึงเลือกที่จะปลูกเสริมเพื่อสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง

พื้นที่ 31 ไร่ ปลูกพืชผสมผสาน
เน้นปลูกมะม่วงสร้างรายได้หลัก
คุณดรีม บอกว่า ที่ Dream Land ฟาร์มสองพี่น้อง มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 31 ไร่ มีการแบ่งพื้นที่ทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชผักสวนครัว และอีกส่วนแบ่งปลูกเป็นไม้ผล มีไม้ผลสร้างรายได้หลักหลายชนิด คือ 1. ฝรั่งกิมจู ปลูกไว้จำนวน 1 ไร่ หรือประมาณ 100 กว่าต้น ถือเป็นพืชที่สร้างรายได้ดีมาก เพราะฝรั่งออกผลทั้งปี สามารถเก็บขายได้ทุกเดือน ตลาดกว้าง และสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองทั้งหมด 2. ข้าวเจ้าหอมมะลิดำ นำมาแปรรูปขายสร้างมูลค่าเพิ่ม 3. มะม่วงมหาชนก ปลูกบนพื้นที่ 5 ไร่ ตั้งใจทำเป็นพืชสร้างรายได้หลัก เหตุผลเพราะมีตลาดรองรับอยู่แล้ว และเป็นพืชที่ใช้เงินลงทุนต่ำ แต่สร้างผลกำไรดี และ 4. เลือกปลูกมะม่วงทางเลือก อย่างสายพันธุ์อาร์ทูอีทูและงาช้างแดง ลงขายในตลาดออนไลน์