โดยไม้อย่างตะโกที่นำมาทำเป็นบอนไซนั้น คุณเชนบอกถึง

ลักษณะพิเศษเวลานำไม้มาทำเป็นบอนไซว่า ให้อารมณ์ที่มีความขึงขัง เมื่อมองด้วยสายตายังได้รูปทรงไม้โบราณที่ชวนหลงใหล เพราะกิ่งของไม้โค้งงอมีทรงที่สวย ผิวของเนื้อไม้ก็มีความขรุขระผิวสีดำ และที่สำคัญมีความคงทนต่อการปลูกเลี้ยงในกระถาง ซึ่งสามารถเติบโตเป็นรูปทรงที่สวยงามในแบบที่เขาต้องการ

เป็นงานศิลปะที่มีชีวิต

ต้นไม้หรือสายพันธุ์ไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซ คุณเชน บอกว่า จะหาจากแหล่งต่างๆ หลายพื้นที่ ตั้งแต่หัวไร่ปลายนา ซึ่งบางครั้งไม้เหล่านี้อยู่ในพื้นที่นาอาจจะเกะกะจึงทำให้มีการไถทิ้ง แต่สำหรับเขาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และนำมาทำเป็นงานศิลปะที่ยังคงมีชีวิตได้ ซึ่งการขยายพันธุ์สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน มีตั้งแต่การเพาะเมล็ดไปจนถึงการตอนกิ่ง

การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งจะให้ระบบรากที่แตกต่างกันไป โดยไม้ที่ผ่านการเพาะเมล็ดและขุดมาจากแหล่งธรรมชาติจะให้ระบบรากที่ดี เพราะระบบรากจะมีความซับซ้อน โค้งงอม้วนเป็นแบบธรรมชาติ ส่วนการตอนกิ่งจะให้ความสวยในเรื่องของฐานรากเป็นหลัก

“การเลือกต้นไม้ให้ตรงตามแบบการทำบอนไซ คือการทำไม้ใหญ่ย่อส่วนลงมา เพราะฉะนั้นเราจะเลือกไม้ที่มีโคนใหญ่ปลายยอดเรียว เราจะเลือกประมาณนี้ ส่วนต้นที่เป็นแท่งตรงๆ เราจะไม่เลือกมาทำบอนไซ และกิ่งเราก็จะเลือกต้นที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีความคดโค้งมีความแปลก ซึ่งอายุของไม้ที่นำมาทำบอนไซ ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุ แต่เราจะเน้นไม้ที่เก่าที่อายุมากยิ่งดี อย่างไม้บางตัวในสวนผม ก็ซื้อต่อจากเจ้าของท่านอื่นๆ ที่เลี้ยงมามากกว่า 50 ปีก็มี เราก็มาเลี้ยงต่อ ทำในแบบจินตนาการของเราแบบนี้ เพราะฉะนั้นไม้ที่นำมาทำบอนไซ จึงเป็นทั้งไม้เก่าและไม้ใหม่” คุณเชน บอก

การปลูกไม้ที่นำมาทำเป็นบอนไซจะบังคับให้อยู่ในกระถางเป็นหลัก เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ รากจะแผ่ขยายเต็มพื้นที่ ในทุกๆ 2-3 ปี ก็จะทำการตัดแต่งราก เพื่อให้รากเกิดเป็นเซลล์รากใหม่ที่สามารถดูดซึมอาหารไปเลี้ยงต้นได้ดีขึ้น ส่วนในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งจะทำปีละ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนครั้งที่เหมาะสม โดยการตัดแต่งจะขึ้นอยู่กับจินตนาการของเขาที่มองเห็นในตัวไม้ว่าจะทำ หรือจะกำหนดรูปทรงแบบใด มีทั้งทำทรงให้โค้งงอยอดตกลงมาต่ำกว่ากระถาง หรือเป็นทรงตั้งตรงสง่างามดูมั่นคง

สำหรับเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชที่ต้องระวัง หลักๆ จะป้องกันในเรื่องของเชื้อรา เพราะจะทำให้รากของไม้เน่า การป้องกันคือจะดูแลในเรื่องของวัสดุปลูกให้มีความโปร่ง ไม่ให้อัดแน่นมากจนเกินไป สามารถระบายน้ำได้ดี ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้รากเน่าที่เป็นสาเหตุจากเชื้อราเข้ามาทำลาย หรือกรณีที่รากเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ขั้นสุดท้ายจะป้องกันด้วยการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเข้ามาช่วยป้องกันและรักษา ส่วนแมลงศัตรูพืชไม่ค่อยพบปัญหามากนัก เพราะไม้แทบทุกต้นค่อนข้างมีความคงทนแข็งแรง

“วัสดุปลูกในสวนผม ก็จะเน้นที่ระบายน้ำได้ดี มีความโปร่ง ประกอบไปด้วย แบล็กลาวา หินภูเขา ดินเผาดินอบ กรวดแม่น้ำ และถ่านไบโอชาร์ นำส่วนประกอบเหล่านี้มาผสมเข้าด้วยกัน และใช้เป็นวัสดุปลูกทั้งหมดให้กับไม้ เพราะพวกนี้คุณสมบัติเหมาะสมมาก ทำให้พื้นที่ในกระถางโปร่ง ช่วยระบายน้ำส่วนเกินออกไปได้ดีมาก พร้อมกับเก็บความชื้นได้ดีเยี่ยม และที่สำคัญเมื่อปลูกไปนานๆ วัสดุปลูกพวกนี้ไม่ย่อยสลายตัว เราก็ไม่ต้องใส่หรือเปลี่ยนบ่อยๆ มากเกินไป” คุณเชน บอก

จากทำเป็นงานอดิเรก

จนขายได้ราคา เป็นอาชีพทำเงิน

ในเรื่องของการจำหน่ายหรือทำเป็นการตลาดจำหน่ายนั้น คุณเชน เล่าว่า เขาไม่ได้มีหน้าร้านหรือนำบอนไซออกไปจำหน่ายที่ไหน ช่วงแรกยิ่งปลูกเลี้ยงยิ่งทำออกมาสวย ยังไม่ได้ตัดสินใจที่อยากจะทำเป็นการตลาดเลย เพราะรู้สึกทั้งรักและเสียดายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเพื่อนสนิทเข้ามาชมไม้และเห็นความสวย จึงอยากที่จะขอซื้อเพื่อนำไปปลูกเลี้ยงต่อ หลังจากนั้นก็มีการบอกกันไปปากต่อปาก ทำให้เขาเริ่มที่จะมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอๆ

โดยบอนไซที่เขาทำทั้งหมดจะเป็นคุณภาพเพื่อเน้นตลาดสะสม ซึ่งตลาดหลักๆ ก็จะเน้นเพื่อนักสะสมหรือตั้งโชว์เป็นหลัก จึงทำให้ราคาของไม้แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความสวยงาม และคุณค่าเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่น ส่งผลให้ราคาก็ไม่มีราคาที่ตายตัวแน่นอนด้วยเช่นกัน แต่จะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ขายและลูกค้าที่ตกลงกัน

ราคาบอนไซถูกสุดเริ่มต้นอยู่ที่หลักพันบาท และราคาที่สูงสุดอยู่ที่หลักล้านบาท

“กลุ่มตลาดบอนไซ ต้องบอกว่า จะแยกอยู่ประมาณ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่เขามาทำใหม่ๆ กลุ่มนี้ก็จะมีการซื้อขายกันอยู่ตลอด และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มตลาดที่ผมจับอยู่ เป็นตลาดเพื่อการสะสมเป็นหลัก เพราะกลุ่มนี้จะเน้นสะสม และเราก็จะมีการดูแลหลังการขายด้วย อย่างลูกค้าผมบางคน ซื้อแล้วก็ฝากผมดูแลก็มี พอเขาอยากจะนำไปตั้งโชว์หรือมีงานอะไรก็จะยกไป เสร็จงานแล้วก็มาให้ผมดูแลต่อ ซึ่งจากที่ทำมาตลอด ผมมองว่าตลาดบอนไซยังถือว่าไปได้ และสิ่งที่ผมได้กลับมาเห็นๆ เลยคือความสุข” คุณเชน บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการทำบอนไซให้ได้คุณภาพ คุณเชน แนะว่า ช่วงแรกอยากให้ทำเป็นงานอดิเรกที่มีความสุขเสียก่อน จากนั้นเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เมื่อยึดการทำบนพื้นฐานของการทำแบบมีใจรัก ไม่นานสิ่งเหล่านี้ก็จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้อย่างแน่นอน ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเชน นครปฐม หมายเลขโทรศัพท์ 087-557-2561

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แปรรูปกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะผลไม้ที่นำมาทำการแปรรูปได้หลากหลาย ซึ่งผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์ของฝากของแต่ละจังหวัดที่ขึ้นชื่อในไม้ผลนั้นๆ จึงทำให้เกิดรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน

คุณประภัสสร เต๊กสงวน อยู่บ้านเลขที่ 51/2 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทางการเกษตรส่งขายเข้าโรงงานแปรรูปหรือที่เรียกว่าโรงดองคือการนำไปแปรรูปทำเป็นบ๊วย ซึ่งผลไม้ที่ทำรายได้ให้กับเธอ คือ ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง

คุณประภัสสร เล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกสวนฝรั่งมาเมื่อประมาณปี 2557 โดยในช่วงนั้นได้นำสายพันธุ์ฝรั่งแป้นสีทองที่เป็นพันธุ์ดีมาจากญาติ จากนั้นทำการเตรียมแปลงปลูกโดยยกเป็นร่องสวนเพื่อให้มีน้ำอยู่ภายในสวนไว้รดได้ตลาดทั้งปี

“กิ่งพันธุ์เราก็หากิ่งพันธุ์ดีมาปลูก เตรียมพื้นที่สวนให้พร้อม เสร็จแล้วเอาต้นพันธุ์มาปลูกให้ต้นมีอายุประมาณ 1 ปี เสร็จแล้วต้นก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้ โดยช่วงก่อนที่ต้นฝรั่งจะออกผลผลิต ช่วงนั้นเราก็จะใส่ปุ๋ยบำรุงต้นเดือนละ 1 ครั้ง เป็นสูตรเสมอ 16-16-16 เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น” คุณประภัสสร บอกถึงเรื่องการปลูกและดูแล

ซึ่งการให้น้ำจะรดทุก 2 วันครั้ง แต่ถ้าเป็นฤดูฝนจะไม่รดน้ำให้กับตั้นฝรั่งบ่อยๆ ส่วนแมลงศัตรูที่น่าเป็นห่วงสำหรับฝรั่งจะเป็นแมลงวันทอง ก็จะทำการป้องกันด้วยการเตรียมกับดักแมลงเน้นแบบวิธีธรรมชาติแทนการใช้สารเคมี

เมื่อต้นฝรั่งเริ่มให้ผลผลิตได้จะมีดอกออกมาที่ต้นให้เห็น จากนั้นก็จะติดเป็นผลได้อายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก็จะทำการห่อด้วยถุงพลาสติกที่สั่งทำเป็นพิเศษให้ปากถุงปิดสนิท ปล่อยทิ้งไปอีกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผลฝรั่งก็จะมีขนาดใหญ่แก่สมบูรณ์ส่งขายได้

เมื่อเก็บผลที่แก่จนหมดต้นแล้ว คุณประภัสสร บอกว่า จะทำการบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยขี้ไก่ปีละ 2 ครั้ง ในอัตราส่วน 1 กระสอบต่อต้น และเมื่อเก็บผลผลิตจนหมดฤดูกาลแล้วก็จะทำการพักต้น

ในเรื่องของราคาขายที่ส่งขาย คุณประภัสสร บอกว่า จะคัดเป็นฝรั่งที่ได้คุณภาพโดยภายในเนื้อจะต้องไม่มีหนอนอยู่ภายใน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งราคาขายออกจากหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

“ฝรั่งที่นำไปทำบ๊วย ต้องเป็นฝรั่งที่มีเนื้อแข็ง เพื่อที่เวลาเอาไปทำบ๊วยจะมีเนื้อที่สวย โดยที่เราจะไม่ส่งฝรั่งสุกไปให้โรงงานเลย เพราะจะทำให้เวลาที่นำไปแปรรูปมันจะนิ่มไปหมด ซึ่งหลักการคัดของเราก็จะเลือกฝรั่งที่มีขนาดผลใหญ่ เนื้อแน่น มีเมล็ดอยู่ที่ภายในผลน้อย เท่านี้ก็เป็นไปตามที่แหล่งรับซื้อต้องการ ก็จะทำให้ผลผลิตของเราสามารถส่งขายได้ราคา” คุณประภัสสร บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะทำสวนฝรั่งเป็นอาชีพสร้างเงิน คุณประภัสสร ให้คำแนะนำว่า มองเรื่องการตลาดเป็นสำคัญ โดยเหตุที่เธอเลือกส่งโรงงานเพราะสามารถส่งขายได้ตลอด ซึ่งโรงงานแปรรูปส่งขายทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้ผลผลิตที่ออกมาสามารถทำการตลาดได้ ส่วนเรื่องการปลูกและดูแลสามารถติดต่อสอบถามได้ทางเธอยินดีให้คำแนะนำ

แม้ตำบลคลองขาม อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่ติดติดกับเขื่อนลำปาว พร้อมคลองส่งน้ำชลประทานและมีน้ำไหลผ่านอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี แต่ บ้านหนองแวงฮี กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อคลองส่งน้ำ สามารถใช้งานได้กับชุมชนที่อยู่ฝั่งซ้ายเท่านั้น ทำให้ชุมชนฝั่งขวาอย่างหนองแวงฮี ขาดแคลนน้ำทำการเกษตรมาโดยตลอด

คุณสาธินี โยธาภักดี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแวงฮีพูดถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำของชุมชนให้ฟังว่า “น้ำจากเขื่อนลำปาว ส่วนใหญ่ฝั่งซ้ายจะได้ใช้ ฝั่งขวาอย่างหมู่บ้านเราได้นิดเดียว มันไม่ทั่วถึง เราเลยขุดสระน้ำใช้ในหมู่บ้าน แต่ก็มีปัญหาตรงเอาน้ำขึ้นมาใช้ไม่ได้เนี่ยแหละ”

จนกระทั่ง ชุมชนได้งบประมาณในโครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ เพื่อซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็ก จากสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ โดยการสร้างสถานีสูบน้ำโซล่าเซลล์ กำลังไฟ 350 วัตต์ จำนวน 12 แผง พร้อมถังเก็บน้ำขนาด 1,500 ลิตร จำนวน 8 ถัง ซึ่งชุมชนได้ลงมติต่อยอดโครงการฯ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแปลงผักของชุมชน ที่จะช่วยสร้างรายได้รายวันให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

“พอดีหมู่บ้านมีที่รกร้างบริเวณสระน้ำ ไม่ได้ทำอะไรอยู่ประมาณ 5 ไร่กว่า ก็คิดต่อยอดจากโครงการว่าน่าจะทำพื้นที่ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ พอได้น้ำก็เลยแบ่งที่กัน ขนาด 6X4 เมตร สมาชิกประมาณ 40 คน เอาน้ำจากโครงการมาปลูกผักปลอดสาร บริโภค เหลือก็ขาย จำหน่ายในหมู่บ้านและตลาดข้างนอก ซึ่งผลตอบรับดีมาก”

เพียงไม่นาน พื้นที่รกร้างกว่า 5 ไร่ ที่เคยแห้งแล้ง ก็ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยผักสวนครัวอย่าง ต้นหอม ผักชี มะเขือเทศ มะเขือเปาะ คะน้า ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว ข้าวโพดหวาน ด้วยฝีมือสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดภัยบ้านหนองแวงฮี ที่ปลูกผักไว้บริโภคภายในครัวเรือ เหลือจึงนำไปขายที่ตลาดทั้งในและนอกชุมชน

คุณคำลา จันทะแสน หนึ่งในสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจ กล่าวว่า พอมีการแบ่งที่ให้คนในชุมชนได้มาทำการเกษตรก็ดีมากๆ แต่ก่อนไม่มีรายได้รายวันเลย ตอนนี้อย่างน้อยๆ ได้วันละ 200 บาท แต่ถ้าอย่างช่วงหน้าหนาว ได้วันละ 400-500 บาท ซึ่งดีมากๆ เลย

นอกจากจะทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้ในทุกๆ วันแล้ว แปลงผักในหมู่บ้าน ยังได้กลายเป็นที่พบปะสังสรรค์ของคนในชุมชน บ้านไหนขาดเหลือก็จะเดินมาซื้อผักสดๆ ถึงหน้าแปลง หรือช่วงว่างหลังจากดูแลแปลงแล้ว สมาชิกก็จะมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบกัน ก่อเกิดความสัมพันธ์ที่ทำให้กลุ่มเข้มแข็งแนบแน่นยิ่งขึ้น

“ทางกลุ่มจะประชุมกันทุกเดือน เวลามีปัญหาอะไรจะได้พูดคุยแก้ไขปัญหากัน แล้วก็มีข้อตกลงในการเก็บค่าบำรุงจากสมาชิกเดือนละ 10 บาท เพื่อจะเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ แล้วกำลังวางแผนต่อยอด ทำแผงขายผักปลอดภัยที่หน้าแปลงเกษตร พร้อมประชาสัมพันธ์ให้คนนอกหมู่บ้านได้รู้ว่าที่บ้านหนองแวงฮีมีผักสดๆ ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพงจำหน่าย และจะดันตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ได้ทดลองจัดกิจกรรม “ตกเบ็ดปลาใหญ่ กินผักปลอดภัยบ้านหนองแวงฮี” ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก สร้างรายได้กว่า 100,000 บาท ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนเรา” คุณสาธินี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านกล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นหนึ่งชุมชนที่เป็นตัวอย่างของการต่อยอดโครงการฝ่าวิกฤติด้วยเศรษฐกิจและสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไปตามแนวพระราชดำริ เพื่อซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็ก ได้อย่างเข้มแข็ง มีการระดมความคิด เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถช่วยกันแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งยังพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้าอย่างสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

จังหวัดพิจิตร เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ มีพื้นที่การทำนาประมาณ 1,812,121 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากมีแหล่งน้ำทางธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีน้ำใช้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถทำนาปรังได้ปีละ 3 ครั้ง โดยแหล่งปลูกข้าวสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม ตะพานหิน จังหวัดพิจิตรสนับสนุนให้ชาวนาปลูกพันธุ์ข้าวที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวชัยนาท 1 และข้าวสุพรรณบุรี 60

แต่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝน สามารถทำนาปลูกข้าวปีละ 1 ครั้ง โดยเริ่มเพาะปลูกระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เก็บเกี่ยวข้าว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนาเกษตรกรมักออกไปรับจ้างทั่วไป รวมทั้งกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิกและกู้หนี้นอกระบบเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเป็นทุนหมุนเวียนทางการเกษตร แต่เกษตรกรมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เพราะมีหนี้ค้างชำระของสมาชิกจำนวนมาก

ขับเคลื่อนโมเดล “ตลาดนำการผลิต”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร รวมทั้งลดการเกิดปัญหาด้านหนี้สินให้กับเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร จึงได้ร่วมมือกับสภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตรขับเคลื่อน โมเดล “ตลาดนำการผลิต” ส่งเสริมให้ชาวนาที่ปลูกข้าวเฉพาะช่วงฤดูกาลนาปี หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยและพืชระยะสั้น เช่น ข้าวโพดหวาน ถั่วแระญี่ปุ่น และพริกส่งโรงงานอุตสาหกรรม โดยประสานงานให้บริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อสินค้าถึงแหล่งผลิต พร้อมประกันราคารับซื้อ เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง สามารถปลดหนี้สหกรณ์และมีเงินเก็บออมในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น

ในช่วงปลายปี 2563 บริษัท ซันสวีท จำกัด ได้ร่วมมือกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สหกรณ์โคนมการเกษตรพิจิตร จำกัด และสหกรณ์การเกษตรชุมชนตำบลวัดขวาง จำกัด คัดเลือกสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมปลูกข้าวโพดหวานเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2563 รวม 15 ราย พื้นที่ปลูกรวม 37 ไร่ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ย 3,300 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายผลผลิตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดทวีทองการเกษตรในราคาประกันที่ 4 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 13,200 บาท ต่อราย นอกจากขายฝักแล้ว เกษตรกรยังสามารถสับต้นข้าวโพดขายเป็นอาหารวัวได้อีกในราคาตันละ 1,000-1,200 บาท

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้สนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ของสหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกถั่วแระญี่ปุ่น ในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contact Farming) กับ บริษัท เชียงใหม่โฟรเซ่นฟูดส์ จำกัด (มหาชน) โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรของบริษัทเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ และตรวจสอบแปลงผลิตของเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตรงกับความต้องการของบริษัท

สมาชิกสหกรณ์ของสหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด สนใจเข้าร่วมโครงการปลูกถั่วแระจำนวน 21 ราย พื้นที่ปลูกรวมทั้งสิ้น 481 ไร่ เกษตรกรเริ่มปลูกถั่วแระญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 อายุการเก็บเกี่ยว 65-70 วัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 1,400 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายในราคาประกันที่กิโลกรัมละ 17 บาท หรือตันละ 17,000 บาท โดยมีต้นทุนผลิตประมาณ 7,000-8,000 บาท ต่อไร่ มีรายได้เฉลี่ย 20,400-23,800 บาท ต่อไร่

อุตสาหกรรมการผลิตซอสพริก ต้องการพริกเป็นวัตถุดิบในการผลิตซอสพริกมากถึงปีละ 2 ล้านกิโลกรัม ดังนั้น บริษัท ศราวุฒิการเกษตร ซึ่งเป็นเอกชนที่รับซื้อพริกซอสป้อนโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร จึงร่วมมือกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวน 100 ราย ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด สหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด และกลุ่มเกษตรกรพอเพียงตำบลรังนก มีพื้นที่ปลูกพริกรวม 188 ไร่

ก่อนเริ่มโครงการ บริษัทผู้รับซื้อจัดส่งเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้ามาให้ความรู้ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก การเพาะปลูกพริกระบบน้ำหยดโดยให้น้ำวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น การดูแลรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยวเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยทั่วไป เกษตรกรสามารถปลูกพริกตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม ใน 1 ฤดูกาลผลิต สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ 2 รุ่น ตั้งแต่เดือนธันวาคม จนถึงเมษายนของทุกปี

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ได้เริ่มปลูกพริกตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 ทยอยเก็บเกี่ยวพริกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2564 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ขายพริกในราคาประกันที่ 14 บาท ต่อกิโลกรัม มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยไร่ละ 25,000 บาท เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 63,000 บาท ต่อกิโลกรัม

โครงการส่งเสริมการปลูกพริก นอกเหนือจากเกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกพริกแล้ว ในฤดูเก็บเกี่ยวยังส่งเสริมการจ้างแรงงานในท้องถิ่นทำหน้าที่เก็บพริกและเด็ดขั้วพริก โดยให้ค่าจ้างกิโลกรัมละ 2 บาท แต่ละวันชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บพริกเฉลี่ย 300-400 บาท อีกด้วย นับว่าโครงการนี้สามารถส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างดี ที่สำคัญการปลูกพริก 1 ไร่ สร้างรายได้ดีกว่าการทำนาหลายเท่าตัว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชระยะสั้นเสริมรายได้ สามารถสอบถามรายละเอียดเรื่องการปลูกและการดูแลพืชได้ที่ สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน จำกัด ที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ 34 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ 056-695-156, 056-030-102

จากตัวเมืองตรังถึงอำเภอปะเหลียน ระยะทางราวกว่า 40 กิโลเมตร เมื่อลัดเลาะลึกเข้าไปตามตำบลและหมู่บ้าน ความสดชื่นร่มรื่นที่ได้จากต้นไม้ระหว่างทางยิ่งเพิ่มพูนเข้าสู่ร่างกายไม่น้อย และด้วยสภาพของพื้นที่ตำบลปะเหลียน เป็นภูมิประเทศที่ราบสลับกับเทือกเขาบรรทัด และลาดลงมาทางทิศตะวันตก จึงก่อให้เกิดน้ำตกขึ้นในพื้นที่ตำบลปะเหลียน ทั้งยังมีกลุ่มเขาเล็กๆ ตั้งสลับหว่างตลอดพื้นที่ ตลอดระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จึงเป็น 40 กิโลเมตร ที่ช่วยผ่อนคลายได้มาก

จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ห่างจากบริเวณทางเข้าน้ำตกน้ำพ่าน ราว 5-6 กิโลเมตร ไร่วังน้ำค้างแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยเขาเล็กๆ พอเรียกได้ว่า ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา อุณหภูมิบริเวณไร่จึงต่ำกว่าด้านนอก พื้นที่ทั้งหมด 150 ไร่ ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดปลูกส้มโชกุน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยะลา การเจริญเติบโตและลักษณะต้นคล้ายกับส้มเขียวหวาน ส่วนพื้นที่อีกครึ่งที่เหลือ เจ้าของไร่วังน้ำค้าง ปลูกไม้ผลอื่นอีก คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ไร่วังน้ำค้าง มี คุณอดิเรก คงวิทยา วัย 49 ปี เป็นเจ้าของ พืชที่ปลูกโดยรอบของไร่วังน้ำค้าง ส่วนใหญ่เป็นปาล์มและยางพารา หากจะเป็นพืชอื่นก็อยู่ในกลุ่มพืชไร่ที่ไม่ใช่ไม้ผล ดังนั้น บริเวณนี้มีเพียงไร่วังน้ำค้างแห่งเดียวที่ปลูกไม้ผลยืนต้นไว้รับประทานและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก เป็นชาวจังหวัดตรังโดยกำเนิด ด้วยพื้นเพเป็นชาวใต้ การปลูกยางพาราก็เป็นสิ่งที่เห็นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นมีที่ดินพอทำกิน จึงปลูกยางพาราเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน เมื่อมุมมองด้านการตลาดกว้าง จึงเล็งเห็นราคาผลผลิตที่สูงอย่างต่อเนื่องในตลาดผลไม้ นำทุเรียนสายพันธุ์ดีจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูก เริ่มต้นจากจำนวน 800 ต้น แต่เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้ในการปลูกไม้ผล ทำให้ 8 ปีแรกไม่ได้ผลผลิต เมื่อศึกษาการปลูกทุเรียนอย่างจริงจัง กระทั่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ วางขายในตลาดเมืองตรังได้ราคาดี แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นกระแสรักษ์สุขภาพ ปริมาณการบริโภคทุเรียนลดลง คุณอดิเรกเห็นว่าไม่คุ้ม จึงตัดสินใจเลิกปลูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก เริ่มศึกษาหาพืชที่เหมาะสมกับตลาดและพื้นที่นานเกือบ 2 ปี ท้ายที่สุดมาสรุปที่ส้มโชกุน เพราะราคาขายตามท้องตลาดสูง เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนก็มีจำนวนไม่มาก ผลผลิตมีตลอดปี ราคาขายไม่ผันผวนตามตลาดมากนัก อีกทั้งส้มยังเป็นผลไม้ที่คนรักสุขภาพกินได้ และใช้ได้ในทุกเทศกาล

น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกต่างที่ก่อให้เกิดรายได้ และการยอมรับของผู้บริโภค

“ผมซื้อกิ่งตอนต้นส้มโชกุนมาจากอำเภอเบตง career-evolution.net จังหวัดยะลา ครั้งแรกจำนวน 800 ต้น ลงปลูกในเนื้อที่ 12 ไร่ ปลูกไป 5 ปีแรก ส้มก็ออกดอก มั่นใจว่าได้ผลแน่นอน แต่ผิดคาด ถูกเพลี้ยทำลายหมด เป็นประสบการณ์ที่ต้องศึกษาให้ดีก่อนจะปลูกอะไร สุดท้ายก็ฝ่าฟันมา ได้ผลผลิตนำไปขายได้ในปีที่ 7 เข้าปีที่ 8 ของการปลูกทีเดียว”

โชคดีที่คุณอดิเรกมีแผงค้าผลไม้ในตลาดเมืองตรังเป็นของตนเอง จึงไม่ต้องพึ่งพาฝากขาย หรือรอให้พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อมากดราคาถึงสวน เมื่อได้ผลผลิตจึงนำไปวางขายที่แผง แรกๆ ยังไม่ติดตลาด เพราะมือใหม่ยังดูแลผิวส้มไม่ดี ผิวจึงไม่สวย ขณะที่ส้มสายน้ำผึ้งกำลังเป็นที่นิยม ผิวสวย มันวาว กว่าจะทำให้ติดตลาดได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปี

จากขายหน้าแผงของตนเอง ก็มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ให้ราคาสูงเป็นที่น่าพอใจ จนถึงปัจจุบัน ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง เพราะส่งผู้ค้ารายใหญ่ที่รับไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น

ถึงตอนนี้ คุณอดิเรก เรียนรู้เกี่ยวกับส้มโชกุนไว้มาก จึงตอนกิ่งส้มโชกุนเอง แต่ไม่จำหน่าย ยกเว้นเกษตรกรที่สนใจจริงมาขอไปปลูกก็จะให้ ไม่คิดค่าใช้จ่าย

คุณอดิเรก อธิบายถึงการปลูกว่า ก่อนปลูก ให้ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร ปากหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร วางกิ่งตอนลงหลุม แล้วนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมา กลบลงไปในหลุม ไม่ต้องอัดดินแน่น ไม่ต้องรดน้ำ เพราะลงปลูกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับฤดูฝน ส้มจะได้น้ำจากน้ำฝนในฤดูพอดี ซึ่งเป็นความโชคดีที่ดินบริเวณไร่วังน้ำค้างเป็นดินเหนียว สภาพของดินเหมาะสำหรับปลูกส้ม หากปลูกส้มที่ดินร่วมปนทราย จะทำให้ส้มมีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน

“ปกติที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ต้นกำเนิดของส้มโชกุน สภาพดินเป็นดินเหนียว ด้วยสภาพดินที่อำเภอปะเหลียนเป็นดินเหนียวเหมือนกัน สภาพอากาศเหมือนกัน มีความชื้นสูง ตอนกลางคืนอุณหภูมิต่ำ ฤดูร้อนจะร้อนไม่มาก ทำให้ปลูกส้มได้ผลดี”

ผลผลิตที่ได้ต่อรุ่นอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ต่อต้น คุณอดิเรก มีคนงานคัดแยกขนาดส้มโดยใช้เครื่อง บรรจุส้มที่ได้ขนาดไว้ให้ลูกค้าประจำมารับไป วางจำหน่ายขึ้นห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพฯ บางส่วนที่ไม่ได้ขนาด คุณอดิเรกจะนำไปวางขายหน้าร้านในตัวเมืองตรัง ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท

ส้มโชกุนขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง ก็เห็นจะมีที่ไร่วังน้ำค้าง ของคุณอดิเรก เพียงท่านเดียว สวนส้มโชกุนแห่งนี้ เปิดกว้างให้ผู้สนใจเยี่ยมชมและศึกษา ติดต่อได้ที่ คุณอดิเรก คงวิทยา ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง หรือโทรศัพท์ (087) 271-5052