โรคและแมลงศัตรูกล้วย กล้วยน้ำว้ายักษ์ หรือกล้วยน้ำว้าทั่วไป

มักจะมีโรคและแมลงศัตรูเข้ามารบกวนทำลายไม่มาก และที่สำคัญ ได้แก่ โรคไฟทอปทอร่า มันจะทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้งหรือที่เรียกว่าตายพราย การป้องกันที่ดีคือเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีมีคุณภาพและปลอดโรคมาปลูก และอีกชนิดคือ หนอนม้วนใบ มักจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว การป้องกันและกำจัด ถ้าพบไม่มาก ให้จับไปทำลายทิ้ง หรือพบว่ามีจำนวนมากให้กำจัดด้วยสารเคมี วิธีใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก

คุณพี่พัชนี เกษตรกรตัวอย่างผู้ปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ประสบความสำเร็จ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า การปลูกในพื้นแปลงที่เป็นดินเหนียวจะทำให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

ลักษณะต้น กล้วยน้ำว้ายักษ์ที่ปลูกจะมีขนาดของลำต้นและมีใบใหญ่มาก ทรงต้นสูงราว 5 เมตร รอบโคนต้น 1.3-1.5 เมตร

ใบ มีขนาดใหญ่สีเขียวไม่เข้ม ใบมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายใบกล้วยตานี เหมาะที่จะตัดใบขายเพื่อใช้ทำงานประดิษฐ์ ห่อขนม หรือกระทงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ลักษณะผลหรือลูก กล้วยน้ำว้ายักษ์ ผลมีความยาว 6 นิ้ว รอบผลกว้าง 8 นิ้ว และมีน้ำหนักราว 3 ขีด 1 หวี มี 12-14 ผล น้ำหนักต่อหวี 3-4 กิโลกรัม 1 เครือ มีมากกว่า 10 หวี ขึ้นไป น้ำหนักทั้งเครือ 45-50 กิโลกรัม การติดเครือขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นล้มทำให้ผลกล้วยเสียหาย

ลักษณะเนื้อ ผลกล้วยน้ำว้ายักษ์สุก เนื้อเหนียว นุ่ม หวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ รสชาติอร่อยมาก มีวิตามิน เกลือแร่ ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการ เสริมสร้างให้ผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรง ตลาด ผลผลิตกล้วยน้ำว้ายักษ์เมื่อหักต้นทุนแล้ว จะมีรายได้ 45,000-55,000 บาท ต่อไร่ มีตลาดรองรับ เป็นกล้วยน้ำว้ายักษ์มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจที่ผู้ปลูกได้สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคงที่ยั่งยืนต่อไป

จากเรื่องราว กล้วยน้ำว้ายักษ์ มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ สู่วิถีมั่นคง อาชีพทางเลือกการปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ในยามวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน เป็นวิถีดำรงชีพเพื่อการสร้างสุขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณพี่พัชนี ตุษยะเดช โทร. 086-128-8000 หรือ โทร. 084-527-8000 ก็ได้ครับ

ตามสำนวนสุภาษิต จับปลาสองมือ ที่มีความหมายเปรียบเทียบคนที่อยากจะได้สองอย่างทีเดียวพร้อมๆ กัน เสมือนการใช้มือจับปลาตัวเดียวให้มั่นดีกว่าจับด้วยมือเดียวหรือข้างละตัว ซึ่งอาจจะไม่มั่นคงพอ ทำให้ปลาทั้งสองตัวหลุดตกน้ำไปหมด ไม่ได้อะไรเลย เห็นทีจะไม่จริงเสมอไป ถ้าบุคคลนั้นมีกระบวนการคิดวางแผนในสิ่งที่กำลังทำดี บางทีการจับปลาสองมือก็อาจจะสร้างประโยชน์ได้อย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้

คุณอำไพ พิกุลหอม หรือ ครูไต่ อยู่ที่ 327/1 ซอย 14 ถนนสุขสวัสดิ์ 1 ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ประกอบอาชีพรับราชการครูเป็นหลัก เลี้ยงไส้เดือนขายฉี่และมูลไส้เดือน เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ดีมาก โดยที่ไม่ต้องเบียดเบียนกับงานประจำ ทำได้อย่างไร

งานเกษตรวันว่างของครูไต่
เริ่มต้นจากความบังเอิญ
ครูไต่ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงไส้เดือนว่า ตนเรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา ปัจจุบัน เป็นคุณครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่จังหวัดลำปาง แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงใช้วันว่างเสาร์-อาทิตย์ ปลูกต้นไม้ไปเรื่อย แต่ยังไม่จริงจังเท่าไรนัก เพราะอยู่บ้านพักหลวง จนกระทั่งเมื่อปี ’53 ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง จึงได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก คือการปลูกต้นไม้ เริ่มต้นด้วยการปลูกต้นโมกไว้บริเวณกำแพงบ้าน เพราะชอบกลิ่นหอมของต้นโมก

แต่เมื่อปลูกได้เป็นเวลาปีกว่าต้นโมกก็ยังไม่ออกดอกส่งกลิ่นตามที่คาดหวังไว้ จึงลองคิดหาวิธีแก้ไข แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตร ไม่มีความรู้เรื่องปุ๋ย จึงใช้วิธีไปถามเคล็ดลับที่ร้านขายต้นไม้ของเพื่อน และก็บังเอิญมากๆ ที่ลูกสาวเขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เขาก็แนะนำฉี่ไส้เดือนแม่โจ้มาให้ทดลองใส่ดู ใช้ไป 1 ลิตร จากที่ต้นโมกไม่มีดอก กลายเป็นว่าออกดอกจนกิ่งรับน้ำหนักไม่ไหว จึงเกิดความประทับใจขึ้น ทำให้เริ่มสนใจศึกษาเรื่องไส้เดือนมาตั้งแต่ตอนนั้น โดยหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ใช้เวลาร่วมปีในการศึกษา จนคิดว่าตนเองเข้าใจแล้ว จึงเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินหลักพันบาท ไปซื้อไส้เดือนพันธุ์ขี้ตาแร่ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาเลี้ยง

เริ่มต้นด้วยความล้มเหลว สู้จนสำเร็จ
กลายเป็นอาชีพเสริมที่ดีมาก
หลังจากเริ่มต้นเลี้ยงไส้เดือน และคิดว่าตนเองมีประสบการณ์มากพอแล้ว ครูไต่ บอกว่า ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จตามที่หวังไว้ในตอนแรก เพราะเริ่มเลี้ยงไส้เดือนได้เพียง 6 เดือน ไส้เดือนก็ตาย ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้สาเหตุว่าตายเพราะอะไร แต่ก็ยังไม่ย่อท้อ พยายามหาวิธีแก้ปัญหา ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นเป็นเดือนเมษายน โรงเรียนปิดเทอมและก็เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้เปิดอบรมการเลี้ยงไส้เดือนพอดี จึงตัดสินใจเข้าร่วมอบรมเพื่อหาความรู้เสริมในครั้งนั้น

หลังจากนั้น ใช้เวลาอีกเกือบ 1 ปี ทุกอย่างถึงจะเริ่มลงตัว โดย 4 ปีแรก จะเลี้ยงแค่ไส้เดือนพันธุ์ขี้ตาแร่เพื่อให้ได้ปุ๋ยน้ำหมักมูลไส้เดือนขายเพียงเท่านั้น เพิ่งจะมีการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายมูลในช่วง 6 ปีหลังมานี้ โดยไส้เดือนที่เลี้ยงเพื่อขายมูลมีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ พันธุ์ AF และพันธุ์ไทเกอร์ เนื่องจากกระแสความนิยมจะนิยมและรู้จักมูลไส้เดือนมากกว่า

ส่วนเทคนิคและขั้นตอนวิธีการเลี้ยงไส้เดือนทั้งสายพันธุ์ที่เลี้ยงเพื่อทำน้ำหมักมูลไส้เดือน หรือที่เรียกว่าฉี่ไส้เดือนและสายพันธุ์ที่เลี้ยงเพื่อขายมูลจะคล้ายกัน มีเพียงบางขั้นตอนเท่านั้นที่แตกต่างกัน ดังนี้

วิธีการเลี้ยงไส้เดือนขี้ตาแร่
พันธุ์ขี้ตาแร่ ลักษณะโรงเรือน… เลี้ยงในบ่อปูนสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำบ่อต่อๆ กัน ความกว้างของบ่อ กว้าง 1 เมตร ยาว 4 เมตร ต้องทำหลังคากันแดดกันฝน และทำมุ้งลวดเพื่อกันมด แมลง นก จิ้งจก ตะขาบ ที่จะมากินไส้เดือน

ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงใหม่ต้องล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรกและคราบปูนออกให้หมด ไม่งั้นไส้เดือนจะไม่สามารถอยู่ได้
เตรียมเบดดิ้ง คือที่อยู่และที่กินของไส้เดือน
วิธีการทำเบดดิ้ง ใช้ดินร่วนกับขี้วัวแห้งผสมกัน ในอัตราส่วน 3:1 หรืออาจจะใช้อัตราดินร่วน 2 ส่วน ขี้วัวแห้ง 2 ส่วน ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพดินที่นำมาผสม
นำดินร่วนและขี้วัวแห้งที่คลุกเคล้าผสมกันแล้วไปแช่น้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ขี้วัวเย็นพอที่จะให้ไส้เดือนอยู่ได้
จากนั้นทำดินให้ร่วนแล้วปล่อยไส้เดือนลงบ่อเลี้ยง

อาหาร… คือ เศษผักผลไม้ ให้อาหารแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

การดูแลส่วนอื่นๆ… หมั่นสังเกตดูความชื้นของดิน แต่ไส้เดือนขี้ตาแร่จะไม่ต้องกังวลเรื่องความชื้นมากนัก เพราะจะได้น้ำจากเศษผักผลไม้ให้ความชุ่มชื้นอยู่แล้ว

เลี้ยงนานเท่าไร… สำหรับพันธุ์ขี้ตาแร่เลี้ยงเพื่อให้ได้น้ำหมักมูลไส้เดือน ใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือน ก็จะได้ฉี่ไส้เดือนออกมาแล้ว แต่จะออกมาเป็นสีน้ำตาลใสๆ ยังไม่ออกดำ ต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 1 ปีขึ้นไป จะได้สีที่เข้มขึ้น แต่ยังไม่มาก เพราะครั้งที่ทำแรกๆ ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้บอกว่า ถ้าผลิตได้ สามารถนำมาขายให้กับทางมหาวิทยาลัยได้ แต่จะรับผลผลิตก็ต่อเมื่อน้ำเป็นสีน้ำตาลออกดำแล้วเท่านั้น ซึ่งของที่ฟาร์มใช้เวลาเลี้ยง 1 ปี ก็ยังไม่เข้มข้นพอ สรุปแล้วต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 3 ปี กว่าจะได้สีน้ำตาลออกดำ และหลังจากนั้นมีการนำออกจำหน่ายในราคาที่ถูกมาก 500 ซีซี ราคา 35 บาท ยังถือว่าไม่คุ้มทุน แต่ในตอนนั้นคิดแค่เพียงต้องการแบ่งปันให้คนทั่วไปได้รู้จัก เพราะฉี่ไส้เดือนมีประโยนช์เยอะมาก ทั้งในเรื่องของการกำจัดเชื้อราในดอกกุหลาบ การช่วยเร่งไม้ดอก ไม้ผล รวมถึงยังช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วยจุลินทรีย์หลากหลายชนิด กำจัดเพลี้ย แมลง ด้วยเอนไซม์ไคติเนส

วิธีการเลี้ยงพันธุ์ AF และไทเกอร์
ลักษณะโรงเรือน… ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร เป็นบ่อยาว และมีบ่อขนาดความกว้าง 1×2 เมตร อีก 8 บ่อ ทำหลังคากันแดดกันฝน และทำมุ้งลวดกันแมลง เหมือนพันธุ์ขี้ตาแร่

ขั้นตอนการเลี้ยงของไส้เดือนพันธุ์ AF และไทเกอร์ จะแตกต่างจากขี้ตาแร่ คือจะใช้ขี้วัวเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องผสมดินร่วน นำขี้วัวแห้งมาแช่น้ำไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ในปัจจุบันการแช่น้ำจะลำบากสำหรับคนที่ยกของหนักไม่ได้ ก็สามารถใช้วิธีกองขี้วัวไว้กับพื้นแล้วใช้น้ำฉีดทุกวันเช้า-เย็น
หลังจากนั้นนำมาใส่ในบ่อเลี้ยง อัตราการเลี้ยงเท่ากัน ไส้เดือน 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร การเลี้ยงดูคล้ายกับขี้ตาแร่ แตกต่างกันที่อาหาร
อาหาร… พันธุ์ AF และไทเกอร์ จะให้แค่ขี้วัวแห้งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มีให้อาหารเสริมเป็นกากถั่วเหลืองบ้าง เพราะไส้เดือนพันธุ์ที่เลี้ยงเอามูลต้องการโปรตีนเยอะ

การเก็บมูลไส้เดือน… ปกติจะเก็บได้เดือนละครั้ง ของที่ฟาร์ม 3 เดือน จะเก็บครั้งหนึ่ง รอให้ย่อยเสร็จ เพราะว่าถ้าย่อยไม่เสร็จสมบูรณ์เวลานำไปบรรจุถุงขายจะทำให้เกิดเชื้อราขาวๆ แต่ถ้ารอให้ย่อยเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเก็บไว้นานแค่ไหนก็ไม่เกิดเชื้อรา

ปริมาณมูลไส้เดือน… คำนวณได้จากขนาดของบ่อ หากขนาดของบ่อ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร จะได้มูลไส้เดือนประมาณ 50 กิโลกรัม ราคาขาย ถุงละ 35 บาท บรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม

ต้นทุนสำหรับมือใหม่… ลงทุนแค่หลักพัน มีต้นทุนค่าบ่อ ประมาณ 1,300 บาท ไส้เดือนที่นำมาเลี้ยง ราคากิโลกรัมละ 800 บาท ขี้วัว 1 กระสอบ ต้นทุนจะอยู่ประมาณ 2,200-2,500 บาท ไม่เกินนี้ หรือหากอยากปรึกษาหรือไม่ทราบว่าจะหาซื้อพันธุ์ไส้เดือนได้จากที่ไหน สามารถสั่งซื้อจากที่ฟาร์มไส้เดือนครูไต่ได้ หรือติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ได้เช่นกัน

รายได้… 20,000-30,000 บาท ต่อเดือน นับว่าเกินความคาดหมาย เพราะตอนที่เริ่มทำไม่ได้หวังเป็นเงินตรา แต่หวังเพียงอยากกระจายความรู้ให้คนทั่วไปได้รู้ว่ามูลและฉี่ไส้เดือนมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง และการเลี้ยงไส้เดือนถือเป็นอาชีพเสริมที่รายได้ดีมากๆ เมื่อเทียบกับการดูแลจัดการที่ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องเบียดเบียนเวลาทำงานหลัก มีเวลาเพียงเสาร์-อาทิตย์ เข้าไปให้อาหารไส้เดือนสักสัปดาห์ละครั้ง และจะยิ่งเลี้ยงง่ายมากถ้ารู้นิสัยของไส้เดือนแล้วว่าชอบอยู่อย่างไร กินแบบไหน ก็จัดสภาพแวดล้อมให้แบบนั้น เมื่อไส้เดือนได้อยู่อย่างเหมาะสม กินดี อยู่ดี ผลผลิตที่ออกมาก็มีคุณภาพ

ฝากถึงเกษตรกร
“เราเป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นในความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างมาก และประกอบกับโรงเรียนที่สอนอยู่ในตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชาวเขา ครอบครัวของนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรและปลูกด้วยสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ จึงอยากปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้นด้วย การสอนให้เขาปลูกผักอินทรีย์กินเอง ปลูกฝังให้เขารักสุขภาพตัวเอง เริ่มต้นจากตัวเองเป็นแบบอย่างจุดเล็กๆ เปิดชุมนุมสอนเลี้ยงไส้เดือนที่โรงเรียน ซึ่งปกติทั่วไปเราเป็นครูสอนคณิต ต้องเปิดชุมนุมสอนคณิต แต่เรามาเปิดชุมนุมเลี้ยงไส้เดือน เพราะอยากปลูกฝังเด็กๆ ในอนาคต และให้นำมูลไส้เดือนที่เขาเลี้ยงมาปลูกผักกินเอง และยังมีการรับซื้อมูลไส้เดือนจากนักเรียนด้วย เพื่อสร้างกำลังใจให้เขา ซึ่งเราก็มีความหวังในใจว่า เด็กๆ เหล่านี้ในอนาคตเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืนก็ได้” ครูไต่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจพันธุ์ไส้เดือน หรือสอบถามเทคนิคการเลี้ยงไส้เดือน ติดต่อ คุณอำไพ พิกุลหอม หรือ ครูไต่ ได้ที่เบอร์โทร. 089-632-4613 หรือเพจ ฉี่ไส้เดือนบ้านครูไต่

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำรวจพบว่า ชาวสตูลส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นหลัก มีพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 82,425 ไร่ ข้าวที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมีปริมาณน้อยกว่าความต้องการของตลาด จึงต้องสั่งซื้อข้าวสารจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาใช้บริโภคถึงปีละ 53,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,337 ล้านบาททีเดียว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดดังกล่าว จึงได้เดินหน้าจัดทำโครงการ ขยายตลาดข้าวหอมมะลิอีสานสู่ภาคใต้ตอนล่างขึ้นมา ปรากฏว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จมาก สร้างยอดขายถล่มทลาย สหกรณ์หลายแห่งในพื้นที่จังหวัดสตูลเล็งเห็นโอกาสที่จะสร้างผลกำไรต่อเนื่อง ในการสั่งซื้อข้าวหอมมะลิเพื่อส่งออกไปขายที่ประเทศมาเลเซียในอนาคต

ความจริง จังหวัดสตูล เป็นแหล่งผลิตข้าวพื้นเมืองหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเล็บนก ข้าวเฉี้ยง ข้าวบางแก้ว ข้าวหอมจันทร์ ข้าวหอมเหลือง ฯลฯ แต่น่าเสียดายกระแสความนิยมบริโภคข้าวพื้นเมืองมีแนวโน้มลดลง เหลือแค่ร้อยละ 25-30 เท่านั้น หากไม่ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ให้เป็นมรดกลูกหลาน ในอนาคตพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเหล่านี้ก็คงจะเหลือแต่ชื่อเท่านั้น

ระหว่างการเยี่ยมชมกิจการสหกรณ์ในครั้งนี้ ผู้เขียนยังได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณกัมพล กองพล ราษฎรอาวุโสรายหนึ่งในพื้นที่บ้านเกตรี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 3 บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 9100 โทรศัพท์ 074-736-125

คุณลุงกัมพล เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า บ้านเกตรี มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่หายากอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ มาจากภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกสั้นๆ ว่า ข้าวอัลฮัม ปลูกในพื้นที่ตำบลเกตรี มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ที่ผ่านมา ข้าวอัลฮัมปลูกกระจายไปถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุง แต่ชาวนาพัทลุงกลับเรียกข้าวสายพันธุ์นี้ว่า “ข้าวขาวสตูล”

ข้าวอัลฮัม ถือว่า มีลักษณะพิเศษคือ ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี เช่นเดียวกับ ข้าวพันธุ์ลูกแดง ข้าวขาวตายก ไข่มด ช่อมุก ดอนทราย ลูกเหลือง ข้าวแดง หมออรุณ รวงยาว สีรวง มัทแคนดุ เป็นต้น ซึ่งข้าวพื้นเมืองในกลุ่มนี้โดยทั่วไปจะมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณไร่ละ 15-40 ถัง

คุณกรียา อาดำ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โทรศัพท์ 086-295-3725 เล่าเพิ่มเติมว่า ที่นี่โชคดีกว่าแหล่งอื่น เพราะมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ จึงสามารถทำนาปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง สำหรับช่วงฤดูนาปี เกษตรกรจะนิยมปลูกข้าวไวแสง ในกลุ่มพันธุ์ข้าวพื้นเมืองคือ ข้าวอัลฮัม หลังจากนั้นประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรังโดยใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวแสง ที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น ข้าวสุพรรณบุรี ข้าวเฉี้ยง เป็นต้น

เทคนิคการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตดี ขึ้นอยู่กับการเลือกจังหวะการปลูกที่ดีด้วย เพราะข้าวพื้นเมืองจะออกรวงได้ต้องอาศัยแสงอาทิตย์เป็นสำคัญ สำหรับพื้นที่จังหวัดสตูล ช่วงจังหวะที่แสงอาทิตย์ค่อนข้างเยอะ ก็คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม แต่ชาวบ้าน

ที่นี่จะเริ่มปลูกข้าวอัลฮัมกันล่วงหน้าประมาณ 4 เดือน โดยเริ่มปักดำนาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ใช้เวลาปลูกและดูแลประมาณ 5-8 เดือน และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-มกราคมของทุกปี

เดิมที หมู่บ้านแห่งนี้ ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าวในลักษณะนาดำเป็นหลัก แต่ระยะหลังเปลี่ยนมาใช้นาหว่านและนาดำอย่างละครึ่ง หากที่นาผืนไหนสามารถควบคุมปริมาณน้ำเข้าออกแปลงนาได้ ชาวนาก็จะปลูกด้วยวิธีนาหว่าน หากไม่สามารถระบายน้ำออกจากแปลงนาได้ก็จะปลูกด้วยวิธีนาดำ ข้าวพันธุ์นี้ดูแลไม่ยุ่งยาก แค่หว่านปุ๋ยไร่ละ 15 กิโลกรัม ใน 2 ระยะ คือ ช่วงปักดำ เพื่อเร่งให้ต้นข้าวแตกกอและช่วงที่ต้นข้าวเริ่มตั้งท้อง

ข้าวอัลฮัม มีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ เป็นข้าวขาว ที่มีรสชาติหวานมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทุกวันนี้ ชาวบ้านนิยมแปรรูปข้าวอัลฮัมในลักษณะข้าวกล้องเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจ ในราคากิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้อยู่ติดชายแดน จึงสะดวกต่อการขนส่งข้าวที่ปลูกได้ในท้องถิ่นไปขายในประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ผู้ใหญ่บ้าน เล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ หมู่บ้านแห่งนี้ เคยปลูกข้าวพื้นเมืองหลายชนิด เช่น ข้าวเข็มเงิน รวงยาว ฯลฯ แต่ขาดการดูแลพัฒนาสายพันธุ์ข้าวทำให้เกิดปัญหาข้าวกลายพันธุ์ ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่ำ ชาวบ้านจึงเลิกปลูก เหลือแต่สายพันธุ์ข้าวอัลฮัมที่ยังปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวชนิดนี้ ชาวบ้านจึงร่วมมือกันจัดทำแปลงผลิตและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองประจำหมู่บ้าน เพื่อรักษาสายพันธุ์ข้าวอัลฮัมให้อยู่กับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีโอกาสรู้จัก “ข้าวเข็มเงิน” ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของดี ในพื้นที่อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ชาวบ้านควนโดนตระหนักถึงคุณค่าของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชนิดนี้

จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตข้าวซ้อมมือ ชุมชนสะพานโยง หมู่ที่ 1 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล

คุณสุวรรณณี ชื่นจำรัส ประธานกรรมการกลุ่มข้าวซ้อมมือ โทร. 089-878-4383 เล่าให้ฟังว่า ข้าวเข็มเงิน มีคุณลักษณะเด่น คือ เมล็ดเล็ก เรียว เหมือนเข็ม คนรุ่นก่อนจึงเรียกข้าวชนิดนี้ว่า เข็มเงิน ข้าวชนิดนี้ มีรสชาติอร่อย เมื่อนำไปหุงจะมีรสนุ่ม หอม อร่อย ไม่แพ้ข้าวหอมพันธุ์อื่นๆ

ปัจจุบัน ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ปลูกข้าวเข็มเงินในลักษณะนาปี มีเนื้อที่ปลูกเพียงแค่ 10 ไร่เท่านั้น ส่วนใหญ่ปลูกไว้รับประทานในครัวเรือน เพราะข้าวเข็มเงินมีผลผลิตต่อไร่ในปริมาณน้อย แค่ไร่ละ 60 ถังเท่านั้น เมื่อเหลือจากการรับประทานในครอบครัว ชาวบ้านจึงค่อยนำออกมาจำหน่ายในท้องตลาด

ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูก สมัคร Sa Gaming ทำให้ทุกวันนี้ ชาวบ้านปลูกข้าวเข็มเงินได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเข็มเงินได้แล้ว กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรก็จะนำมาแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือและข้าวกล้อง ตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ใช้ครกกระเดื่องในการสีข้าวแบบโบราณอีกด้วย

อาจารย์บ้วนบางปลาม้า เปิดเผย 4 องค์ประกอบที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตร ช่วยให้การทำเกษตรเป็นเรื่องง่ายและสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ อาจารย์บ้วนบางปลาม้า ปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการทั้งทางสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ รายการเกษตรเต็มสูตร ทางเพจ ปุ๋ยเต็มสูตร ตราหัววัว-คันไถ “ ปัจจุบัน สภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกส่งผลกระทบต่อเรื่องภูมิอากาศ หากต้องการทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจหัวใจหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศและธรรมชาติของพืช ” อาจารย์บ้วนกล่าว

เนื่องจากสภาพดินน้ำอากาศแต่ละภูมิภาค ไม่เหมือนกัน ความเหมาะสม หรือวิธีปฎิบัติ ของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค จึงต่างกัน การปลูกข้าวโพดแถวกำแพงแสน นครปฐม จะปลูกข้าวโพดด้วยการหยอดเมล็ด อยู่ที่ชายร่อง และเราจะเห็นข้าวโพด ต้นปลูกอยู่ในร่องน้ำ สุพรรณ อ่างทอง สิงหบุรี ต้องปลูกบนสันร่อง เพราะเนื้อดินไม่เหมือนกัน

อาจารย์บ้วน เล่าย้อนประวัติการปลูกส้มในประเทศไทยว่า มีจุดเริ่มต้นจากอำเภอดำเนินสะดวก ขยายไปพื้นที่อำเภอราษฎรบูรณะ เรียกกันติดปากว่า ส้มบางมด หลังจากนั้นอพยพย้ายถิ่นไปปลูกส้มที่รังสิต จนวันหนึ่ง ส้มรังสิตเกิดล่มสลาย ชาวสวนส้มก็กระจายตัวกันออกไปเพื่อไปหาที่ใหม่ ที่จะปลูกส้ม

มีเกษตรกรบางรายสนใจที่จะปลูกส้มในจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ตัดสินใจยกเลิกในเวลาต่อมา หลังรู้ว่า สุพรรณบุรี เป็นแหล่งดินเหนียวไม่เหมาะสำหรับปลูกส้ม ธรรมชาติของต้นส้มมีจุดอ่อน เรื่อง โรครากเน่า โคนเน่า หากดูแลการระบายน้ำไม่ดี เสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่า หากปลูกในแหล่งดินเหนียว ดูแลจัดการเรื่องน้ำไม่ดี เจอดินแตกระแหง เป็นร่อง อาจดึงรากต้นส้มขาดได้ง่าย

“ การทำเกษตรในรูปแบบไหนก็ตามแต่ ขอให้ถึงเป้าหมายสุดท้ายคือ เกษตรปลอดภัยหรือ ปลอดภัยการเกษตร ซึ่งตรงกับคำว่า Good Agricultural Practices หรือเกษตรจีเอพี (G.A.P) ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในวันที่ 29 ตค.64 เทคโนโลยีชาวบ้านจัดเสวนาออนไลน์ ผมมีโอกาสร่วมบรรยายในหัวข้อการปรุงดินอย่างไร เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงาม ไม่น่าเชื่อนะครับ เรื่องเล็กๆ แบบนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ความจริงมีอะไรๆ ซ่อนอยู่ในนี้ เยอะเลย ต้องการรู้รายละเอียด ท่านต้องติดตามชม วันที่ 29 ตค ผมจะแจงรายละเอียดให้ฟังว่า การปรุงดินอย่างไรให้ถูกใจพืช และเทคนิคการดูแลผลผลิตอย่างไรให้ได้มาตรฐานGAP ” อาจารย์บ้วนกล่าวในที่สุด