ใช้ความรู้ด้านสถาปนิกจัดสรรพื้นที่ เพื่อสร้างจุดเด่นภายในสวน

เจ้าของบอกว่า ช่วงแรกตนและพ่อมีความคิดที่จะทำเกษตรเพียงเพื่อลดค่าจ่ายภายในครอบครัวก่อน แต่เมื่อเริ่มลงมือทำ และศึกษาลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็ได้เกิดไอเดียที่จะปรับพื้นที่บริเวณบ้านที่มีอยู่เกือบ 1 ไร่ มาปลูกผักไว้กินเองหน้าบ้าน บนพื้นที่เพียง 100 ตารางเมตร จากนั้นเริ่มมีการขยับขยายพื้นที่ปลูกมะนาว ปลูกข้าวในวงบ่อซีเมนต์เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 20 วง และเริ่มมีการขยายพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร ปลูกผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ ทั้งปลา กบ และเขียด จนเต็มพื้นที่ 3 งานกว่าๆ ที่มีอยู่ ด้วยการนำความรู้ด้านสถาปนิกเข้ามาช่วยในการออกแบบจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็สามารถจัดสรรพื้นที่การทำเกษตรผสมผสานรอบบ้านได้อย่างลงตัว ดังนี้

แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย และใช้พื้นที่ข้างบ้านเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกมะเขือแซมไว้ที่ข้างๆ เล้าไก่
พื้นที่งานที่ 2 จะเป็นในส่วนของการปลูกมะนาว ปลูกข้าว ปลูกพืชผักสวนครัวอีกเล็กๆ น้อยๆ ในวงบ่อซีเมนต์

พื้นที่งานที่ 3 งานสุดท้าย จะจัดไว้บริเวณใกล้บ่อน้ำ เพราะที่สวนจะขุดบ่อน้ำให้อยู่กลางสวน แล้วปลูกผักไว้รอบๆ บ่อจำนวนครึ่งงาน ปลูกผลไม้ กล้วย อ้อย มะเขือ และไม้ประดับอีกครึ่งงาน โดยใช้หลักการเลี้ยงสัตว์น้ำไว้ตรงกลางของพื้นที่ เมื่อถึงเวลาถ่ายน้ำก็จะใช้น้ำตรงนี้มารดพืชผัก รดต้นไม้ได้เลย

ซึ่งการที่ได้นำความรู้ด้านสถาปนิกเข้ามาช่วยตรงนี้ ส่งผลให้สวนลุงวอนมีจุดเด่นที่นอกจากจะสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มพื้นที่ทุกตารางเมตรแล้ว ยังมีเรื่องของความสวยงามน่ามองเข้ามาเกี่ยวด้วย พิสูจน์ได้จากคนในพื้นที่ที่มักจะชอบเข้ามาขอชมที่สวน และชมว่าสวนสวยเป็นระเบียบ

แนะเทคนิคเป็นเกษตรกรวันหยุดอย่างไร
ให้ประสบความสำเร็จ แบบไม่เบียดเบียนงานประจำ
หากจะถามถึงเทคนิคการแบ่งเวลา รวมถึงการทำเกษตรอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ คุณวิสุทธิ์ แนะนำว่า ต้องทำให้กิจกรรมนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวให้ได้ แต่ไม่จำเป็นว่างานเกษตรต้องกลายมาเป็นงานสร้างรายได้หลัก แต่ต้องทำให้งานเกษตรเป็นงานที่รัก เป็นอะไรที่ขาดไปไม่ได้

“ยกตัวอย่าง ตนเองตอนนี้ก็จะใช้เวลาว่างแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เดินทางกลับบ้านมาทำ ซึ่งความสม่ำเสมอก็ไม่มีอยู่แล้ว แต่ต้องคิดว่าในเมื่อเรายังไม่สามารถลงมาทำได้เต็มตัว ก็ต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนในครอบครัวทำ ที่อย่างน้อยปลูกขายยังไม่ได้ ก็ยังสามารถปลูกไว้กินเองเพื่อลดรายจ่ายไปก่อน และงานที่เรารักก็สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยการที่รู้จักวางแผน แต่ในขณะเดียวกันคนถ่ายทอดทฤษฎีก็จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการปฏิบัติด้วย อย่างผมกับพ่อก็จะเริ่มต้นลองผิดลองถูกมาด้วยกัน จนมีองค์ความรู้ในระดับหนึ่ง”

ซึ่งผลงานที่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเกษตรกรวันหยุดอย่างตน ก็จะเป็นในเรื่องของการผสมดินไว้ใช้เองในสวน และยังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงด้วยสูตรผสมดินปลูกง่ายๆ ในอัตรา 1:1:1 ขี้วัว 1 ส่วน เศษหญ้า 1 ส่วน เศษฝาง 1 ส่วน แล้วนำมาหมักกันเป็นชั้นๆ ตามสูตรของวิศวกรรมแม่โจ้ หมักทิ้งไว้เพียง 2 เดือน หมั่นรดน้ำทุกวันก็สามารถนำไปใส่ในสวนพืชผักผลไม้ รวมถึง ไม้ประดับได้แล้ว

ยกให้ กวางตุ้ง เป็นผักปลูกง่าย ดูแลง่าย
ได้ราคาดี เป็นอันดับต้นๆ ในสวน
คุณวิสุทธิ์ บอกว่า ตนยกให้ กว้างตุ้ง เป็นผักที่ชื่นชอบที่สุด เพราะเป็นผักที่ปลูกง่าย แมลงไม่ค่อยรบกวน สร้างรายได้ดี และที่สวนสามารถกำหนดราคาขายได้เอง ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 15-20 บาท ซึ่งสาเหตุที่สามารถกำหนดราคาได้เองส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตที่ปลอดสาร รวมถึงรูปทรงที่อวบ น่ากิน รสชาติหวาน กรอบ เป็นเอกลักษณ์

เทคนิคการปลูกกวางตุ้ง ให้ได้เก็บผลผลิตไว ใช้เวลาเพียง 28-30 วัน สามารถเก็บขายได้

ขั้นตอนการเตรียมดิน ส่วนผสมจะมีดินหมักจากมูลสัตว์และใบไม้ผสมกับดินบางส่วน จากนั้นขึ้นรูปแปลง แล้วนำฟางข้าว หรือเศษหญ้าที่ตัดภายในสวนมาคลุมดินทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จนดินที่ผสมหมักกันไว้ไม่มีความร้อน ถึงจะนำเบี้ยผักที่เพาะไว้มาลงแปลงปลูกได้

ระยะห่างในการปลูก ประมาณ 1 คืบ

ระบบน้ำ ใช้สายยางรดน้ำทุกเช้า รดแค่พอให้ชุ่ม

การบำรุงดูแล ใช้กากน้ำตาล และจุลินทรีย์มาเป็นหัวเชื้อผสมกับน้ำเปล่า ใส่ฝักบัวรด สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเพิ่มเติมด้วยน้ำหมักรสจืด ใช้สำหรับเร่งการเจริญเติบโตของพืชใบด้วยสูตรดังนี้

สามารถใช้กับผักชนิดใดก็ได้ที่มีรสจืด เช่น เศษผักบุ้งที่เหลือจากการลิดใบ หรือจะเป็นใบหม่อนก็ได้ จากนั้นใช้กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายแดง ปริมาณ 1 กิโลกรัม เทผสมลงไปในน้ำเปล่าพอท่วม หมักทิ้งไว้ 1 เดือน ก็สามารถนำมาใช้บำรุงพืชใบให้ออกมาสวยงาม โตเร็ว 28-30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ถือว่าไวมากเมื่อเทียบกับสวนอื่นที่ต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกหลายวัน

ปริมาณผลผลิต ในแต่ละรอบการปลูก 1 แปลง ขนาดความกว้าง 1×2 เมตร จะได้ผลผลิตเฉลี่ยที่ประมาณ 10 กิโลกรัม

รายได้ ปลูกกว้างตุ้ง 1 แปลง ขนาดพื้นที่ 1×2 เมตร รายได้เฉลี่ยประมาณ 400-500 บาท ต่อแปลง 1 รอบการปลูก ใน 1 เดือน หากนับเฉพาะรายได้จากการขายผักอย่างเดียว ได้ประมาณ 3,000-4,000 บาท ยังไม่รวมกับมะเขือ ที่เก็บเป็นรายสัปดาห์ คิดเป็นรายได้รวมพื้นที่ทั้งหมด 3 งาน สามารถสร้างรายได้ประมาณ 7,000-8,000 บาท ต่อเดือน นับเป็นรายได้เสริมที่สร้างเงินดีไม่น้อย และเป็นการช่วยลดค่าจ่ายในครอบครัว จากที่เมื่อก่อนเคยซื้อกับข้าว ซื้อผัก รายจ่ายส่วนตรงนี้ก็ลดลง เมื่อรายจ่ายน้อยลง พืชผักที่ปลูกไว้เหลือกินก็นำไปขายสร้างรายได้ต่อได้ กลายเป็นการสร้างรายได้ อย่างเรามีเงินเดือน แต่พ่อกับแม่ไม่มีเงินเดือน ท่านก็มีรายได้ตรงนี้เข้ามาเพิ่ม มาเก็บไว้ซื้ออุปกรณ์หรือทำอะไรที่ท่านอยากทำได้

ฝากถึงเกษตรกร
“แต่ก่อนผมก็เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ เพียง 100 ตารางวา ในการทำเกษตร ก็คือ อยากจะแนะนำพี่ๆ น้องๆ ที่อยากทำว่า ให้ลงมือทำเลย เพราะว่าการที่เราศึกษาเยอะแล้วเราไม่ลงมือทำ คอยแต่จะอ้างว่าไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีที่บ้าง ไม่มีแหล่งน้ำบ้าง ก็จะไม่ได้ทำสักที อย่างผมตอนเริ่มทำครั้งแรกพื้นที่ก็ไม่มาก แหล่งน้ำก็ไม่มี รวมถึงข้อจำกัดเรื่องเวลาการทำงาน เพราะมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ ผมยังทำได้เลย เพราะฉะนั้นใครอยากทำอะไร ให้เริ่มลงมือทำเลย ระหว่างทางอาจเจอปัญหาบ้าง ก็ให้ค่อยๆ แก้ไปทีละปัญหา แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้อย่างผมทุกวันนี้” คุณวิสุทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจแวะเข้าชมสวนผสมลุงวอน ติดต่อที่ เบอร์โทร. 089-011-6092 จำได้ว่าสมัยก่อน ผักหวานป่า หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี ในราคาที่จับต้องได้

สวนผักหวานป่า อมรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโพนสุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกแห่งที่ปลูกผักหวานป่าขายทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม โดยมี คุณพิมพ์พกานต์ ซ้ายกาละคำ อดีตพยาบาลสาว เป็นเจ้าของ ซึ่งในสวนนี้มีเนื้อที่ 23 ไร่ นอกจากจะปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ ยังแบ่งปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ อีก อาทิ ไผ่บงหวาน 6.5 ไร่ ปลูกข้าว รวมถึงมะม่วง มะขามเทศ หม่อน ฝรั่งไส้แดง มะเดื่อฝรั่ง สมุนไพรหลากหลาย พืชผักสวนครัวนานาชนิด และเห็ดขอนขาว

เดิมนั้น คุณพิมพ์พกานต์ ทำงานเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และเป็นพยาบาลอิสระ รวมระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งเริ่มสนใจการทำเกษตรอย่างจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แรงจูงใจที่อยากมาทำเกษตร เนื่องจากเจ้าตัวมองแล้วว่าคนต้องกินอาหารทุกวัน การทำธุรกิจอาหารและการเกษตรน่าจะเหมาะกับยุคปัจจุบันที่พืชผักอาหารราคาแพงขึ้น ในส่วนของราคาผักหวานป่าก็แพง ตกกิโลกรัมละ 300-500 บาท ถือว่าสูงมากทีเดียว อีกทั้งยังนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงเลียง แกงจืด แกงส้ม เป็นต้น

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2551 ทางครอบครัวได้ลองปลูกผักหวานป่า เพราะเห็นว่าคนอีสานชอบกินแกงผักหวานป่ามาก อีกทั้งคนในพื้นที่ยังไม่มีใครปลูกได้ ดูแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน และได้ไปดูแนวทางการปลูกผักหวานป่าจากอำเภอบ้านหมอ จังหวัด สระบุรี จากนั้นสั่งเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้า หลังจากปลูกผักหวานป่ามาได้สัก 7 ปี พ่อก็เสียชีวิต ทำให้แม่ต้องดูแลสวนผักหวานป่าคนเดียว คุณพิมพ์พกานต์จึงได้เข้ามาช่วยงานในสวนเต็มตัว และยังเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยใช้ผลผลิตในสวนมาทำทั้งหมด

คุณพิมพ์พกานต์ เล่าว่า ช่วงแรกได้ใช้เงินลงทุน ประมาณ 500,000 บาท ลงทุนปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ เนื่องจากที่ดินแปลงปลูกไม่มีไฟฟ้าและแหล่งน้ำ ต้องขุดสระ 2 สระ ประมาณ 1 ไร่ แล้วนำดินไปถมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และใช้เงินในการปลูก เตรียมเมล็ดพันธุ์ เครื่องสูบน้ำ 2 ตัว ค่าแรงงานปลูกและดูแลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มเก็บผักหวานป่าเมื่อเข้าปีที่ 5 ผักหวานป่าเริ่มโตเต็มที่ คาดว่าจะได้เงินทุนคืนภายในปีนี้ และปีหน้ามีเป้าหมายจะได้ผลผลิตจากผักหวานป่า 500,000 บาท ต่อปี

“หลังจากดิฉันได้ทำการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสวนผักหวานป่าให้คนในพื้นที่ได้รู้จักเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าในชุมชนทั่วอำเภอและทั้งจังหวัด มีออเดอร์จองผักหวานป่ากันข้ามวัน ลูกค้าต้องเข้าคิวรอ แจ้งจองล่วงหน้ากัน 1-2 วัน ลูกค้ากินแล้วติดใจผักหวานป่ายอดอ่อนๆ เก็บสดใหม่ทุกวัน ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ถึงตี 5 ทุกวัน เพื่อเก็บผักหวานป่าให้ทันออเดอร์ ซึ่งทำให้มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และลูกค้าต่างบอกปากต่อปากว่า ถ้าจะกินแกงผักหวานป่าให้อร่อยต้องซื้อจาก อมรฟาร์มเท่านั้น”

คุณพิมพ์พกานต์ บอกด้วยว่า ผักหวานป่านอกจากจะทำเป็นอาหารได้หลายเมนูแล้ว คนโบราณยังนิยมนำมาทำยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคได้หลายชนิด เนื่องจากเป็นพืชที่มีโปรตีน วิตามินซี และใยอาหารสูง ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ในส่วนของรากผักหวานป่า สามารถนำมาต้มเพื่อแก้อาการปวดมดลูกและแก้ดีพิการ อีกทั้งแก่นต้นผักหวานนำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการปวดตามข้อ

สำหรับชาผักหวานป่า มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็ง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ดื่มง่าย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

เทคนิคการปลูกผักหวานป่า
คุณพิมพ์พกานต์ ยังได้แจกแจงเทคนิควิธีการปลูกและการดูแลผักหวานป่าเพื่อให้ออกตลอดทั้งปีว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกจากการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เนื่องจากจะได้ต้นผักหวานป่าที่มีรากเดินดีและแข็งแรง อีกทั้งจะมีชีวิตอยู่ได้นานเป็น 100 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ชั่วลูกชั่วหลาน

สำหรับขั้นตอนการปลูกก็ไม่ยาก เริ่มจาก

1. รองก้นหลุมด้วยขี้วัว

2. ปลูกหลังจากเพาะกล้าเมล็ดได้สัก 1 เดือน

3. ขุดหลุมปลูกไม่ต้องให้ลึกมาก

4. ระยะปลูกที่แนะนำ 1×1 เมตร จะได้จำนวน 400 ต้น ต่อไร่ และระยะ 2×2 เมตร จะได้ 200 ต้น ต่อไร่

5. ต้นอ่อนต้องครอบด้วยกระถางหรือเข่งไม้ไผ่ ให้ต้นกล้าผักหวานป่าต้นอ่อนโดนแสงแดดน้อย เป็นเวลา 1 ปี

6. หลังปลูกเสร็จ ต้องให้น้ำประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

7. ในฤดูกาลแตกยอดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ในช่วงที่ต้องการให้ผักหวานป่าออกยอด ควรตัดแต่งกิ่ง

8. ให้ขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่ ปีละ 2-3 ครั้ง

9. พ่นน้ำหมักชีวภาพหัวปลีฉีดพ่นยอดผักหวานป่า จะทำให้ยืดยาวได้น้ำหนัก

ช่วงที่เหมาะแก่การปลูกในพื้นที่ราบดอนประมาณเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เมื่อได้รับน้ำสม่ำเสมอผักหวานป่าจะเจริญเติบโตเร็ว ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นเนินเขา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูก จะต้องปลูกประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน

เจ้าของอมรฟาร์มบอกว่า การปลูกผักหวานป่าหลายคนบอกว่า ปลูกง่าย ดูแลยาก ตายง่าย โตช้า มีแนวโน้มตายมากกว่ารอด แต่จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของทางฟาร์ม ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่าให้รอด และโตไวด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ ดังนี้

1. ปลูกในพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้ว เช่น ป่าเต็งรัง สวนป่า

2. ผักหวานป่าชอบแดดรำไร ชอบมีต้นไม้พี่เลี้ยง เช่น ตะขบ มะขามเทศ ยางนา ขี้เหล็ก มะม่วง ประดู่

3. ที่ดินเหมาะแก่การปลูก ต้องเป็นที่เนิน ดอน ภูเขา น้ำไม่ท่วมขัง

4. การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกผักหวานป่า เช่น ห้ามน้ำท่วมขัง ให้น้ำในหน้าแล้ง ต้องวางระบบน้ำให้ดี

สำหรับการดูแลต้นผักหวานป่าให้ได้ใบดกและดี มีหลายปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ระวังหนู และแมงอีนูน หนอนจาะแทะต้น ระวังน้ำขัง รากเน่า ฝนฟ้าพายุ และระวังอย่าเหยียบหรือกระแทกต้นผักหวานบ่อยๆ

คุณพิมพ์พกานต์ ให้ข้อมูลอีกว่า ด้วยความที่ดินเป็นที่ราบดอน การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งจำเป็น จึงขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ พอถึงหน้าแล้งก็บริหารจัดการน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ หน้าฝนก็คอยดูแลไม่ให้น้ำท่วมขัง เพราะถ้าปล่อยให้น้ำแช่ขังจะทำให้รากเน่า ต้นผักหวานจะตายได้ ที่สำคัญต้องคอยตรวจว่ามีหนอนเจาะต้นผักหวานป่าหรือไม่ เพราะแมลงหนอนร้ายจะมากับพวกปุ๋ยขี้ไก่

แรกทีเดียวนั้น ทางอมรฟาร์มปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ แต่ปีนี้ได้เพิ่มมาเป็น 10 ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพืชชนิดนี้ต้องมีพืชพี่เลี้ยงด้วย โดยทางฟาร์มปลูกมะม่วง หม่อน และฝรั่ง เป็นพืชพี่เลี้ยง

ผักหวานป่าจะแตกยอดยาวพร้อมเก็บ และเก็บได้ต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม หากต้องการเก็บยอดจนถึงเดือนสิงหาคม สามารถกระตุ้นให้แตกยอดได้ด้วยการลิดใบแก่ออก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเดือนสิงหาคมแล้ว ให้หยุดการเก็บยอด จนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน ค่อยเริ่มการตัดแต่งกิ่งลิดใบออกอีกครั้ง เพื่อจะได้ยอดอีกครั้งกลางเดือนตุลาคม ซึ่งผักหวานป่าจะพักตัวช่วงหน้าฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน

และในช่วงฤดูหนาว ถ้าเจออากาศหนาวเย็นผักหวานป่าจะไม่ชอบ เริ่มจากเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม จะหยุดชะงัก ยอดหงิกงอ หลังจากนั้นผักหวานป่าจะออกยอดดีในฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว

พร้อมกันนี้ทางอมรฟาร์มมีจำหน่ายเมล็ดผักหวานป่า พันธุ์ยอดเหลืองใบใหญ่ ราคากิโลกรัมละ 400 บาท โดยการันตีให้ด้วย และขายต้นกล้าผักหวานป่า ความยาวต้นประมาณ 15-30 เซนติเมตร ราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งข้างในถุงจะมีต้นลำไยให้ด้วย เพื่อใช้เป็นต้นพี่เลี้ยง สามารถนำไปปลูกได้เลย ส่วนกิ่งพันธุ์ต้นหม่อนขาวที่ใช้การเสียบยอด ทาบกิ่ง และกิ่งตอน ขายกิ่งละ 150 บาท

ด้วยความที่สวนมีผักหวานป่าให้ลูกค้าได้ซื้อตลอด และยังมีผลผลิตแปรรูปอื่นๆ ขายด้วย จึงมีนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูสวนอยู่ตลอด ซึ่งทางฟาร์มเปิดให้ชมฟรี แต่ขอให้โทร.แจ้งล่วงหน้าก่อน

“ในอนาคต อมรฟาร์ม อยากจะทำเป็นธุรกิจเกษตรในรูปแบบฟาร์ม&แฟคทอรี่ ที่ผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบฟาร์มสเตย์” โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็วถ้าเป็นฝรั่งที่ปลูกโดยได้จากการตอนกิ่ง จะให้เก็บผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุได้ ประมาณ 8-12 เดือน (ตามความสมบูรณ์ของต้น) ในส่วนยอดที่เกิดใหม่ ตรงโคนก้าน ใบคู่ที่ 3-4 บนกิ่งอ่อน กิ่งหนึ่งมีดอก 1-6 ดอก แล้วแต่พันธุ์ ดอกเป็นชนิดที่สมบูรณ์เพศ ทำให้ติดผลง่าย ดังนั้น ถ้าปลูกฝรั่งแล้วไม่ค่อยออกดอกออกผล อาจจะใช้การบังคับให้ฝรั่งออกดอก

โดยในบ้านเรามีหลากหลายวิธี เช่น การโน้มกิ่ง ฝรั่งมีช่อดอกที่กิ่งอ่อน ดังนั้น การทำให้เกิดกิ่งอ่อนก็จะชักนำให้เกิดตาดอกได้ การโน้มกิ่งฝรั่งให้อยู่ในแนวระดับแล้วใช้ไม้รวกยึดปักไว้ เร่งใส่ปุ๋ย รดน้ำ ฝรั่งก็จะแตกกิ่ง จากกิ่งที่โน้มพร้อมทั้งมีช่อดอกออกมาด้วย

การตัดแต่งกิ่ง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ตาดอกจะเกิดจากกิ่งอ่อน ดังนั้น การตัดแต่งจะทำให้เกิดการแตกกิ่งอ่อนและช่อดอกได้กิ่งที่จะตัดแต่ง คือ กิ่งที่อ่อนแอ กิ่งที่เป็นโรค และกิ่งที่ไม่ได้รับแสง การทำให้ใบร่วง โดยใช้ปุ๋ยพวกยูเรีย หรือสารเคมีละลายน้ำให้เข้มข้น 25% พ่นให้ทั่วทั้งต้น เพื่อให้ใบฝรั่งร่วงหมด ระยะนี้จะต้องให้น้ำและปุ๋ยบำรุงต้น หลังจากนั้นประมาณ 5 สัปดาห์ จะเห็นช่อดอกเจริญออกมาพร้อมกิ่งอ่อนที่แตกขึ้นใหม่ และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในอีก 5 เดือนต่อมา หมายเหตุ วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นฝรั่งบำรุงด้วยปุ๋ยตามที่แนะนำ ซึ่งมีความสมบูรณ์ เพราะการทำให้ใบร่วงนั้น ต้นฝรั่งจะสร้างใบใหม่ เพื่อทดแทนใบเดิมซึ่งหมดสภาพ หรือหลุดร่วงไป ทำให้ต้องสูญเสียพลังงานและอาหารที่สะสมไว้มาก

ดังนั้น หากต้นไม่สมบูรณ์พอ อาจทำให้ดอกและผลฝรั่งที่ได้ร่วงก่อนกำหนด หรือต้นมีสภาพทรุดโทรมเร็ว ให้ผลผลิตได้ไม่นานเท่าที่ควร (ซึ่งไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้วในปัจจุบัน) การเด็ดยอดฝรั่ง โดยนับใบจากปลายกิ่งเข้าไปถึงใบคู่ที่ 4 แล้วจึงเด็ดยอดทิ้ง จากนั้นไม่กี่วันฝรั่งก็จะแทงดอกออกมา

การตัดแต่งกิ่ง เป็นการบังคับให้ฝรั่งออกดอก โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็ว ถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอนจะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์ แข็งแรง และปลูกในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ควรคำนึงถึงว่า การให้ฝรั่งมีผลมาก ผลก็จะเล็กลง ดังนั้น จึงควรให้ปุ๋ยและน้ำแก่ต้นฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกติดผลนั้นมีหลายวิธี แต่ที่นิยมกันก็คือ การตัดแต่งกิ่ง โดยการตัดแต่งกิ่งฝรั่ง ถ้าตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนการทำสาว คือ ตัดแต่งกิ่งออกหมดทั้งต้น ให้เหลือโครงสร้างกิ่งหลักๆ เอาไว้ เพื่อให้ต้นฝรั่งสร้างกิ่งและใบออกมาใหม่ทั้งต้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งหมดทั้งต้นจนใบและกิ่งใหม่มีความสมบูรณ์ทั้งต้น

ช่วงเวลาที่สร้างกิ่งและใบใหม่ sportboard.net เราต้องบำรุงให้ต้นและใบฝรั่งมีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นการเตรียมต้นให้พร้อมในการตัดแต่งปลายใบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดแต่งครั้งที่ 2 ให้ต้นฝรั่งแตกใบมาพร้อมกับการออกดอก เมื่อต้นและใบฝรั่งมีความพร้อม ก็จะตัดปลายใบฝรั่งครั้งที่ 2 การตัดปลายใบฝรั่งจะประมาณคู่ใบที่ 3-5 โดยนับจากปลายยอดเข้ามา ก็ใช้กรรไกรตัด

การตัดแต่งครั้งที่ 2 นี้ จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ที่เราจำได้เห็นใบฝรั่งออกมา พร้อมกับดอกระยะตูม แล้วจากระยะที่ดอกฝรั่งบานไปจนระยะติดผลอ่อน ผลมีขนาดประมาณเหรียญ 5-10 บาท (ระยะห่อผลฝรั่งได้) จะใช้เวลารวมประมาณ 40-50 วัน แล้วหลังจากที่ห่อผลไปแล้ว ก็จะนับไปอีก 50-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งหากเราทราบระยะการเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ เหล่านี้ ในการผลิตฝรั่ง จะสามารถทำให้เราคาดคะเนให้ผลผลิตฝรั่งออกสู่ช่วงที่เราต้องการ หรือมีราคาได้

การตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลนั้น หากท่านที่มีต้นและใบสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนการตัดแต่งหนัก แบบตัดทั้งต้นได้เลย เพื่อให้ผลผลิตออกรุ่นใหญ่รุ่นเดียว โดยข้อดี คือ สามารถดูแลบำรุงใส่ปุ๋ยตามการเจริญเติบโตเหมือนๆ กันได้ง่าย โดยสามารถตัดแต่งแค่ปลายใบ ให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลได้เลย หรือต้องการให้ต้นฝรั่งมีการออกดอกติดผลหลายชุด เพื่อมีผลเก็บจำหน่ายทั้งปี ก็ค่อยๆ ทยอยตัดแต่งปลายกิ่งใบไปเรื่อยๆ ตามความชอบ

เทคนิคการห่อผลฝรั่ง… คือ การตัดแต่งผลที่ไม่สมบูรณ์ออก ห่อผลเมื่อมีอายุ 50-60 วัน หลังดอกบาน หรือผลขนาดนิ้วโป้งมือ ห่อผลด้วยถุงหิ้วพลาสติกใสตัดก้น 3-4 แผล (หรือถุงห่อฝรั่งสีขาวขุ่น) เพื่อให้ระบายน้ำและความร้อน จากนั้นห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันความร้อนกระทบผลฝรั่งมากเกินไป สาเหตุที่ต้องห่อด้วยถุงพลาสติกใสข้างใน เพื่อให้ผลฝรั่งมีสีซีดขาว ไม่ออกสีเขียว ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า การห่อผลจะต้องห่อผลกิ่งที่มีลักษณะโน้มลง ไม่ห่อผลที่มีกิ่งแนวตั้ง เพราะจะเจอกับฝนและแดดโดยตรง ผลที่ห่อจะใช้ผลที่นับจากปลายยอดกิ่งมาประมาณ 2-3 ผล ถึงค่อยเริ่มห่อ จะไม่ห่อที่ผลสุดท้าย และผลรองสุดท้าย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโรคและแมลงสูง

การห่อผลฝรั่ง…ประโยชน์ของการห่อผล นอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว หรือถุงสีขาวขุ่นสำหรับห่อผลฝรั่งโดยเฉพาะ (เจาะรูมาให้แล้ว) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษจากสมุดหน้าเหลืองห่อบังแดดอีกชั้น แต่ที่สวนคุณลีนั้น จะใช้ถุงห่อคาร์บอนของ บริษัท ชุนฟง มาห่อแทนกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ผลฝรั่งผิวสวยมาก