ใช้พันธุ์ต้านทานต่อหนอนชนิดนี้ในการปลูก เช่น สุวรรณ 1, 2

พันธุ์ไทย ดีเอ็มอาร์ 6 ถ้าพบการระบาดมากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรแนะนำให้ใช้สาร deltamethrin อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือสารcypermethrin อัตรา 10 ซีซี./ น้ำ 20 ลิตร การใช้สารเคมีจะใช้เมื่อข้าวโพดอายุ 1 เดือน หรือระยะติดฝักอ่อน หรือเมื่อสำรวจพบกลุ่มไข่ 15 กลุ่มต่อข้าวโพด 100 ต้น หรือ พบยอดข้าวโพดถูกทำลายประมาณ 40-50 %

หากสงสัยหรือมีปัญหา สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอารักขาพืช โทร.0-4231-6788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอหรือศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประตำบลทุกตำบลที่ใกล้บ้านท่าน

ใช้กาแฟยกล้อ อัตราการใช้ 150 ซีซี.(1 กระป๋องกาแฟ) ผสมน้ำ จำนวน 20 ลิตร ฉีดพ่นห่างกันประมาณ 3 วัน/ครั้ง
ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง ควรฉีดพ่นในช่วงเย็น
หากเกษตรกรมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอารักขาพืช โทร.0-4231-6788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ใกล้บ้านท่าน

จากรายงานผลการจัดอันดับภาพรวมสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล ปี 2558 โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้ดัชนีตัวชี้วัดด้านการศึกษาอันเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือ International Institute for Management Development (IMD) นำมาจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ เป็นกรอบหลักในการวิเคราะห์ พบว่า ภาพรวมสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากลอยู่ในอันดับที่ 48 จากทั้งหมด 61 ประเทศในทวีปยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สมรรถนะการศึกษาไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาของเยาวชนไทย ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่ว่า “พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” และตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งมักจะขาดโอกาสและปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพดังกล่าว บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) จึงได้ริเริ่ม “โครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Banpu Education for Sustainability หรือ BES) ขึ้นในปี 2547 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของเยาวชน ในโรงเรียนภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำพูน ลำปาง และพะเยา ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาทั้งโรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน

บ้านปูฯ มอบงบประมาณพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้โรงเรียนรวมทั้งหมด 6 แห่งใน 3 จังหวัดเพื่อให้เป็นโรงเรียนขนาดกลางในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อย่างยั่งยืนของเยาวชนและชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้านการพัฒนาการศึกษา ขณะเดียวกัน ยังจัดกิจกรรมฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพให้แก่ครูผู้สอน โดยคัดสรรเหล่าวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาแบ่งปันความรู้ให้แก่คณะครู รวมถึงนักเรียนในหัวข้อต่างๆ เช่น จิตวิทยาวัยรุ่น การใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และการแนะแนวอาชีพ เป็นต้น นอกจากนั้น บ้านปูฯ ยังได้จัดหาครูสอนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าของภาษาให้แก่ทุกโรงเรียนในโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวเองจากครูเจ้าของภาษา ด้วยเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ นักเรียนสามารถนำภาษาอังกฤษจากชั้นเรียนไปใช้ในชีวิตจริงได้

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส – องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูฯ เคยดำเนินธุรกิจในพื้นที่จังหวัดลำพูน ลำปาง และพะเยา และได้เห็นถึงปัญหาด้านการศึกษาและปัญหาของเยาวชนในพื้นที่ จึงริเริ่มโครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ คิดเป็นมูลค่ารวมแล้วกว่า 37 ล้านบาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมการสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครู และนักเรียน มีเป้าหมายสูงสุด คือการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศ โดยเน้นให้เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญในอนาคตได้มีความรู้ทั้งด้านวิชาการ (academic skill) มีจริยธรรม คุณธรรม และทักษะชีวิต (life skill) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเป็นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต และพร้อมพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีคุณภาพต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของบ้านปูฯ ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมไปพร้อมๆ กับการดำเนินธุรกิจ”

หนึ่งในตัวอย่างนักเรียนที่ได้รับโอกาสด้านการเรียนรู้จากการดำเนินโครงการต่างๆ ของบ้านปูฯ และนำทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้อย่างเห็นผล คือ ด.ช. ปณต บ้านสระ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสระ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล และนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยกล่าวว่า “ครอบครัวของผมมีฐานะยากจน ทำให้ขาดโอกาสเพิ่มพูนความรู้ในวิชาที่เรียน โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ จนกระทั่งได้เรียนภาษาอังกฤษ และเข้าร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนกับคุณครูฝรั่งภายใต้โครงการ BES ผมจึงได้มีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษมากขึ้น จนเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ผมมุ่งมั่นพัฒนาทักษะของตนเอง และในที่สุด วิชาภาษาอังกฤษก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับทุนพัฒนาการศึกษาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต”

ด้าน นายบุ๊ค เวียงจันทร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแม่ทะวิทยา จังหวัดลำปาง นักเรียนที่สามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนมุ่งหวัง เป็นนักเรียนคนแรกของโรงเรียนที่ได้รับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ American Field Service (AFS) แบบเต็มจำนวน กล่าวว่า “ผมใฝ่ฝันอยากไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ และสนใจภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีโอกาสได้ออกไปเรียนพิเศษ ครูสอนภาษาอังกฤษจากโครงการ BES ของบ้านปูฯ ได้ช่วยผลักดันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยไม่เพียงสอนจากตำราเรียน แต่ยังกระตุ้นให้นำภาษาอังกฤษมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฟังเพลง ดูหนัง คุยกับเพื่อนต่างชาติผ่านโซเชียลมีเดีย สิ่งนี้เป็นเคล็ดลับที่ผมได้รับการฝึกฝนมาโดยตลอด การได้รับทุน AFS เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจอย่างมาก”

ผลสำเร็จของโครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (BES) นี้ ไม่เพียงแค่เป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนประจำท้องถิ่นทั้ง 6 แห่ง ในจังหวัดลำพูน ลำปาง และพะเยา โดยสะท้อนผ่านรางวัลการแข่งขันทางวิชาการต่างๆ ของนักเรียน หรือการที่ปัญหาต่างๆ อาทิ การออกจากโรงเรียนกลางคัน และปัญหายาเสพติดในเด็กนักเรียนทุเลาลงเท่านั้น แต่ทุกโรงเรียนยังพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน อีกทั้งยังเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพด้านการเรียนการสอน ตลอดจนการใช้ชีวิตเพื่อให้ก้าวทันกระแสโลกในปัจจุบันได้ บ้านปูฯ จึงยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อคณะครู และนักเรียน ภายใต้โครงการสนับสนุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ต่อไป ตามกับปณิธานการดำเนินธุรกิจที่ว่า “อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” “พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”

บ้านปูฯ เชื่อว่า “การเรียนรู้” เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา “คน” ซึ่งจะขับเคลื่อนชุมชนและสังคมให้พัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว โครงการซีเอสอาร์ของบ้านปูฯ ในทุกประเทศ จึงมุ่งเน้นสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับเยาวชนและชุมชนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การฝึกฝนเพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะชีวิต หรือการค้นคว้า เรียนรู้ และค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือร่วมกับคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวปไซต์ข่าวลาวโพสต์ ในสปป.ลาวเปิดเผยโดยอ้างข้อมูลจาก “สำนักข่าวสารประเทศลาว” ว่าในช่วงกลางปี 2017 นี้ นักลงทุนชาวจีนจะต้องยุติการปลูกกล้วยทั่วแขวงไซยะบุลีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากที่ผ่านมาการดำเนินการดังกล่าวกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก รวมทั้งส่งผลในแง่ลบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งต้องเสี่ยงภัยกับสารเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลงที่ไม่ถูกต้องถามหลักวิชาการ จากรายงานของเจ้าหน้าที่แผนกกสิกรรม และป่าไม้ แขวงไซยะบุลี ระบุว่า ล่าสุดมีการแจ้งต่อบรรดานักลงทุน 4 บริษัทที่เข้ามาลงทุนปลูกกล้วยทั้งในเมืองไซยะบุลี และเมืองเพียงเรียบร้อยแล้ว ว่าให้ยุติการเพาะปลูกกล้วยขึ้นใหม่ ห้ามขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มเติม ส่วนที่ปลูกไปแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น ห้ามปลูกเพิ่มอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกกล้วยในแขวงไซยะบุลี รวมทั้งสิ่้น 521,144 เฮกตาร์ ประกอบด้วยพื้นที่ในเมืองไซยะบุลี และเมืองเพียง อนึ่ง ก่อนหน้านี้ทางแขวงบ่อแก้ว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปลูกกล้วยของนักลงทุนจีน ได้เคยสั่งห้ามปลูกกล้วยมาก่อนแขวงไซยะบุลีแล้วจากสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน (อ่านข่าว รัฐบาลลาวสั่งยุติ “ปลูกกล้วย”เหตุนักลงทุนต่างชาติใช้สารอันตราย บางชนิดโลกเลิกใช้แล้ว เผยมีคนป่วย-กระทบธรรมชาติหนัก)

สัปดาห์นี้ อันเป็นผลกระทบจากความวิตกเรื่องไข้หวัดนกระบาดหนักในประเทศ หลังมีรายงานจากรัฐบาลจีนเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนก สายพันธุ์เอช7เอ็น9 ในเดือนมกราคม พุ่งสูงถึง 79 ราย นับเป็นตัวเลขรายเดือนของผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 3 ปี ส่งผลทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตในฤดูหนาวมีจำนวนถึง 100 คนเเล้ว

จากกรณีดังกล่าวสร้างความกังวลแก่ผู้ประกอบการเนื้อสัตว์เเละผู้บริโภคในจีนซึ่งเป็นตลาดบริโภคสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัทที่ปรึกษาการตลาดในเซียงไฮ้ ระบุว่า ราคาเนื้อสัตว์ในย่านการผลิตสำคัญลดลงตำสุดนับตั้งเเต่ปี 2548 ด้วยเหตุการเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในจีน ซึ่งมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มากเกินกว่าที่คาด โดยเมื่อช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ทางการจีนต้องสั่งปิดตลาดค้าสัตว์ปีในหลายมณฑลเพื่อป้องกันการระบาด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เกาหลีใต้เเละญี่ปุ่นก็กำลังได้รับผลกระทบจากเชื่อไวรัสไข้หวัดนกเช่นเดียวกัน

นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จัดรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 800 ไร่ นั้น ภาคเอกชนโดยกลุ่มน้ำตาลมิตรผล ประสานงานติดต่อโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 เข้ามาร่วมส่งเสริมการปลูกและรับซื้อข้าวคุณภาพเพื่อส่งออก และ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ผู้ผลิตถั่วลิสงโก๋แก่ ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงและรับซื้อป้อนโรงงาน แบ่งปลูกตามฤดู โดยในฤดูฝนจะเน้นปลูกข้าวนาปีเพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นข้าวคุณภาพโดยไม่ปนกับข้าวนาปรัง ส่วนฤดูแล้งหันไปส่งเสริมปลูกถั่วลิสงซึ่งใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง

ด้าน นายสุรชาติ เพ็งมีศรี หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่จัดรูปที่ดินในตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย มีทั้งหมดร่วม 3,000 ไร่ รับการจัดรูปที่ดินเรียบร้อยแล้ว 800 ไร่ ที่เหลือ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พยายามเร่งรัดให้เสร็จทันฤดูการผลิตข้าวนาปี 2560

“ที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกข้าวนาปีแล้วทำถั่วลิสงช่วงฤดูแล้งอยู่แล้ว แต่พอมีการจัดรูปที่ดิน มีน้ำสมบูรณ์ก็เลิกปลูกถั่ว หันไปปลูกข้าว ทั้งนาปีและนาปรังง แต่พอราคาข้าวไม่ดี ก็คิดวางแผนปรับการผลิตกลับมาเหมือนเดิม สอดรับกับที่มีนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ มีการส่งเสริมการปลูกและรับประกันราคารับซื้อ เกษตรกรก็มั่นใจยิ่งขึ้น”

สำหรับการถั่วลิสงในฤดูแล้งนี้ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงโก๋แก่ เข้ามาส่งเสริมโดยวางเป้า 100 ไร่ ราคารับซื้อกว่า 30 บาท/กิโลกรัม แต่มีเกษตรกรเข้าร่วม 80 ไร่ เนื่องจากยังฉุกละหุกเรื่องช่วงเวลา เพราะเกษตรกรส่วนหนึ่งเตรียมการปลูกข้าวนาปรังกันบ้างแล้ว แต่ในฤดูนาปี 2560 เป็นต้นไป จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทางโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 มีความต้องการข้าวคุณภาพค่อนข้างมากเพื่อส่งออก

ภายหลังจาก จังหวัดบึงกาฬ ได้แยกตัวออกมาจากจังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2554 ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้งในภาคสังคม การค้า การลงทุน ปัจจุบัน “ณพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 7 มุ่งมั่นทำงานพัฒนาจังหวัดเพื่อให้ประชาชนอยู่ในสังคมที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งแก่ประชาชนชาวบึงกาฬ

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ของจังหวัดบึงกาฬ มีมูลค่าปีละ 22,000 ล้านบาท รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ “บึงกาฬ” พัฒนาจังหวัดในเชิงพื้นที่ (Area Based Approach) ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก เน้นการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม “คน” ในระดับครัวเรือนและชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง เน้นการสร้างงานในท้องถิ่น ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งแบบยั่งยืน ในด้านรายได้ของประชาชนในระดับหมู่บ้านและชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อลดปัญหาความเลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชาชน

ตั้งเป้าพัฒนา “บึงกาฬ” ให้เติบใหญ่…ไม่แพ้ใคร

ทั้งนี้ ทางจังหวัดได้กำหนดทิศทางการพัฒนา “บึงกาฬ” ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดหนองคาย เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู และบึงกาฬ หากเปรียบเทียบ GPP ในกลุ่มจังหวัดดังกล่าว ปัจจุบัน อุดรธานี มี GPP : 100,000 ล้านบาท และประกาศความพร้อมเป็นเมืองศูนย์กลางการจัดประชุมสัมมนาการท่องเที่ยว และการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ (MICE City) จังหวัดเลย มี GPP : 60,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับจังหวัดหนองคาย ส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู GPP ยังน้อยกว่าจังหวัดบึงกาฬ เพราะมีรายได้จากภาคการเกษตร ในกลุ่มนาข้าวและพืชไร่

ด้าน บึงกาฬ มี GPP ปีละ 22,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งรายได้สำคัญมาจากภาคการเกษตร โดยเฉพาะยางพารา เปรียบเทียบกับจังหวัดเลย ที่ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ แต่เลยยังมีรายได้เสริมจากพืชไร่และการท่องเที่ยว ทำให้มีรายได้ของประชาชนต่อคน ต่อปี มากกว่าบึงกาฬ เช่นเดียวกับหนองคาย ที่ปลูกยางพารา และมีรายได้จากการท่องเที่ยวและประมงริมแม่น้ำโขง

ปัจจุบัน ประชาชนชาวบึงกาฬ มีรายได้เฉลี่ย 63,000 บาท ต่อคน ต่อปี ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด คุณพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่มีศักยภาพช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) ให้ประชาชนมีรายได้ต่อคน ต่อปี ให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ตลาดการค้าชายแดน และด้านการเกษตร โดยจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับจังหวัดทั้ง 3 ด้าน ไปพร้อมๆ กัน

ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว

บึงกาฬ นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น ทั้งด้านวิถีธรรมชาติ เชิงวัฒนธรรม เชิงอารยธรรมและด้านศาสนา บึงกาฬได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้ง เพราะมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป. ลาว มีเพียงแม่น้ำโขงกั้นอาณาเขตถึง 120 กิโลเมตร เกิดเป็นสภาพภูมิประเทศที่ดูสวยงามแปลกตา พ่วงด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ จังหวัดบึงกาฬจึงวางแผนพัฒนาจุดขายด้านการท่องเที่ยว ริมแม่น้ำโขงที่มีความงดงามตามธรรมชาติมากมาย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แหล่งท่องเที่ยวในลุ่มน้ำโขง” เช่น

บึงโขงหลง เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเมาและแม่น้ำสงคราม ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ปี 2522 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนบึงโขงหลง มีพระราชดำริให้พัฒนาอ่างเก็บน้ำบึงโขงหลงเพื่อป้องกันอุทกภัย ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ เพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ปัจจุบัน บึงโขงหลง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดบึงกาฬ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีระบบนิเวศที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของพืชน้ำ สัตว์น้ำ รวมทั้ง นกน้ำ จำนวน 134 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งปลูกบัวแดง เนื้อที่เกือบ 1,000 ไร่ และบัวหลวงอีก 800 ไร่

ภูทอก เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) โดยมี พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดเวียน จำนวน 7 ชั้น เพื่อชมทัศนียภาพรอบๆ ภูทอก แบบ 360 องศา นักท่องเที่ยวจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปเรื่อยๆ บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่งการหลุดพ้น (โลกุตระ) ด้วยความเพียรพยายามและมุ่งมั่น

ภูสิงห์ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ห้ามพลาด จุดขายของที่นี่ อยู่ที่หินขนาดใหญ่ อายุประมาณ 75 ล้านปี ติดหน้าผาสูง แยกตัวเป็น 3 ก้อน มองดูจากระยะไกล หิน 3 ก้อนนี้จะดูคล้ายกับฝูงครอบครัววาฬ ที่ประกอบด้วยพ่อวาฬแม่วาฬและลูกวาฬ จึงถูกเรียกว่า “หินสามวาฬ” ที่นี่ยังมีน้ำตกที่สวยงามมาก

น้ำตกถ้ำพระ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่ดูอลังการมาก เพราะมีปริมาณน้ำมหาศาล และมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะตัวของลานหินน้ำตก ทำให้น้ำตกดูสวยงามเกินจะบรรยาย “หนองเลิง” ในเขตพื้นที่อำเภอพรเจริญ เป็นแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ โดดเด่นในเรื่อง “ทะเลบัวแดง” บานสะพรั่งอยู่เต็มเนื้อที่ 500 ไร่ จุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกสุดถึง 200 เมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ในพื้นที่อำเภอบุ่งคล้า เป็นป่าอนุรักษ์ที่สวยสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ภายในพื้นที่มีน้ำตกสวยงามหลายแห่งที่น่าไปเยี่ยมชม

ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน

จังหวัดบึงกาฬ มีจุดผ่านแดนถาวร 1 แห่ง จุดผ่อนปรน จำนวน 2 แห่ง และด่านประเพณีอีก 2 แห่ง ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าไทย-ลาว ทุกวันนี้บึงกาฬมีจุดผ่านแดนถาวร (บึงกาฬ-ปากซัน) ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ ตรงข้ามกับแขวงบอลิคำไซ ของ สปป.ลาว ด่านแห่งนี้เปิดให้บริการประชาชนที่เดินทางและขนส่งสินค้าเข้า-ออก ระหว่างประเทศ ผ่านเรือและแพขนานยนต์เป็นหลัก มีรายได้จากการค้าชายแดน เฉลี่ยปีละ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขน้อยมาก เมื่อเทียบกับจังหวัดชายแดนอื่นๆ เช่น หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ที่มีมูลค่าการซื้อขายชายแดนถึงปีละ 100,000 ล้านบาท เพราะทุกจังหวัดมีสะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมมิตรภาพ-การค้าระหว่างไทยกับลาว

สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 5 “สะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ)” ได้ออกแบบสะพานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรองบประมาณการก่อสร้าง เมื่อแผนการก่อสร้างสะพานเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เชื่อมโยงระบบโครงข่ายคมนาคม-เส้นทางการค้าจากประเทศไทยไปสู่ สปป.ลาว เวียดนาม และตลาดจีนตอนใต้ ให้มีความสะดวก-ปลอดภัย-ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายทางการค้า-การคมนาคม ในอนาคต

ยุทธศาสตร์ “การเกษตรก้าวหน้า”

ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวแบบครบวงจร “การทำนา” นับเป็นอาชีพดั้งเดิมของเกษตรกรชาวบึงกาฬก่อนที่จะหันมาปลูกยางพาราอย่างเป็นล่ำเป็นสันในทุกวันนี้ ปัจจุบัน เกษตรกรชาวบึงกาฬยังคงทำนาปลูกข้าวอยู่ ทั้งนี้ภาครัฐบาลมีนโยบายมุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวแบบครบวงจร เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ที่ยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำนาแปลงใหญ่ ในลักษณะนาข้าวอินทรีย์ พร้อมจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชน แปรรูปข้าวออกขายในลักษณะข้าวถุง ที่ได้มาตรฐาน QR Code สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงไร่นาแหล่งผลิตได้ทุกถุง ส่วนกระทรวงพาณิชย์เข้ามาสนับสนุนด้านการตลาด ส่งเสริมให้ชาวนารู้จักขายข้าวสารทางตลาดออนไลน์ เป็นต้น

พลิกฟื้น “การทำสวนผลไม้” ในจังหวัดบึงกาฬ ก่อนหน้านี้ ufabetsix.com เกษตรกรชาวจังหวัดบึงกาฬเคยปลูกไม้ผลหลายชนิด แต่ถูกตัดโค่นลงเป็นจำนวนมาก เพื่อนำพื้นที่มาปลูกยางพารา ล่าสุด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูก “สับปะรด” และไม้ผลอื่นๆ เพราะไม้ผลของจังหวัดบึงกาฬมีรสชาติอร่อย ไม่เป็นสองรองใครเลย โดยเฉพาะสับปะรดของอำเภอชัยพร ที่เหลือพื้นที่ปลูกน้อยมาก

มุ่งพัฒนา “ยางพาราบึงกาฬ 4.0” ปัจจุบัน “ยางพารา” นับเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬ โดยมีเนื้อที่ปลูกยางพารา ประมาณ 900,000 ไร่ ทางจังหวัดบึงกาฬได้วางแนวคิดการพัฒนา “ยางพาราบึงกาฬ 4.0” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมต่างๆ มาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ นำไปสู่ประเทศไทย 4.0

สวนยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ ที่เปิดกรีดได้แล้ว นิยมผลิตในลักษณะ “ยางก้อนถ้วย” เป็นหลัก ซึ่งท่านผู้ว่าราชการมองว่า การผลิตยางในลักษณะดังกล่าวเข้าข่าย “ยางพารา 1.0” เพราะทำรายได้ต่ำ จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดโรงงานแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในท้องถิ่น ควบคู่กับส่งเสริมให้เกษตรกรผลิต “น้ำยางสด” ออกมาขาย เนื่องจากสร้างรายได้ดีกว่าการผลิตยางก้อนถ้วย

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมการแปรรูปยาง โดยจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยางข้น เพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ประเภท หมอนยาง ที่นอนยางพารา รองเท้ายาง ยางล้อจักรยาน ยางล้อมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

การจัด “งานวันยางพาราเเละกาชาดบึงกาฬ 2560” ในปีนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬถือเป็นปีที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากความสำคัญของการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของบึงกาฬจากผลผลิตของยางพาราแล้ว ยังมุ่งถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 10ความสำเร็จของ “งานวันยางพาราเเละกาชาดบึงกาฬ” ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพัฒนาเกษตรกร พัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ รวมทั้งสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ของจังหวัดบึงกาฬ ให้มีมูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นในอนาคต