ในการร่วมฟื้นฟูการปลูกและผลิตส้มโอขาวแตงกวาให้ได้คุณภาพ

ด้วยการผลิตส้มโอขาวแตงกวาจีไอ หรือ GI (Geographical Individual) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ที่มีดิน ลม น้ำ หรืออากาศ มาเกี่ยวข้องกับการปลูกและผลิต ได้เป็นผู้ร่วมอนุรักษ์ส้มโอขาวแตงกวา ไม้ผลท้องถิ่นพันธุ์ดั้งเดิมคุณภาพดี ไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญให้คงอยู่คู่กับจังหวัดชัยนาทให้ยาวนานสืบไป

จากเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา ไม้ผลเฉพาะถิ่น พืชเศรษฐกิจเงินแสน ที่ชัยนาท เป็นไม้ผลท้องถิ่นพันธุ์ดั้งเดิมคุณภาพดีที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว อร่อย ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณลุงธงชัย พลับจีน เลขที่ 106 หมู่ที่ 4 ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท โทร. (081) 281-8562 หรือ คุณเทวี ดีอ่วม สำนักงานเกษตรอำเภอหนองมะโมง โทร.

เก็บตกสาระความรู้ที่น่าสนใจ ในงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี 2561 ณ สุนีย์ทาวเวอร์ อุบลราชธานี มาฝากอีกครั้ง สำหรับปีนี้จัดเป็น ครั้งที่ 10 จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง ทั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเวทีเสวนา “เส้นทางเกษตร” ขึ้นภายในงานดังกล่าว เพื่อนำเสนอสาระความรู้ทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ณ เวที ชั้น G สุนีย์ทาวเวอร์ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับฟังเป็นจำนวนมาก

เวทีเสวนา เรื่อง ไม้ผลเมืองอุบลฯ ก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างไร ดำเนินรายการโดย คุณวิไล อุตส่าห์ เกษตรอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนวิทยากรประกอบด้วย คุณกมล โสพัฒน์ ผู้ช่วยเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี คุณธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ และ อาจารย์เรืองประทิน เขียวสด เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ร่วมมาแบ่งปันความรู้ในเวทีแห่งนี้

ปัจจุบัน สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรสู่มาตรฐาน การสร้างเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ การพัฒนาสถาบันเกษตรกรสู่การแข่งขัน การเพิ่มศักยภาพตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร การพัฒนาบุคลากรและองค์กรเกษตรกรสู่มืออาชีพ ภายใต้วิสัยทัศน์หลักของกรมส่งเสริมการเกษตร คือพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีรายได้ที่มั่นคง

จังหวัดอุบลราชธานี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงการขอรับเงินอุดหนุนระหว่างสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี กับ คณะกรรมการพัฒนาด้านการเกษตรระดับชุมชน ภายใต้โครงการสร้างทักษะอาชีพและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย และกิจกรรมพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืนโครงการรายย่อย ซึ่งมีคณะกรรมการฯ ชุมชนอำเภอเมือง 3 ชุมชน อำเภอวารินชำราบ 3 ชุมชน และอำเภอม่วงสามสิบ 3 ชุมชน

ปัจจุบัน จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวไม่น้อยกว่า 4 ล้านไร่ ถือว่า มีตัวเลขการทำนามากที่สุดในประเทศไทย ข้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งชนิดหนึ่งของจังหวัด ทั้งนี้ พบว่าจังหวัดอุบลราชธานีมีที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการทำนาเพียงแค่ 2 แสนไร่ เท่านั้น ที่เหลืออีก 4 ล้านไร่ เหมาะสมสำหรับการทำสวนผลไม้ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรชาวอุบลฯ ลดพื้นที่การปลูกข้าวมาปลูกไม้ผล เช่น ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ซึ่ง อาจารย์เรืองประทิน เขียวสด เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ก็เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนา หันมาทำไร่นาสวนผสมและปลูกทุเรียนด้วยเช่นกัน โดยรวมกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่นปลูกทุเรียน เพื่อเป็นไม้ผลทางเลือกในอนาคต

ด้าน คุณธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ได้แนะนำให้เกษตรกรจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีที่ดินไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวให้ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์มาปลูกพืชทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม เช่น กาแฟ เนื่องจากเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ปลูกดูแลง่าย และให้ผลตอบแทนสูง รวมทั้งปลูกไม้ผลประเภททุเรียน เพราะให้ผลตอบแทนที่ดี และมีผลผลิตออกเหลื่อมฤดูกับฤดูในภาคใต้และภาคตะวันออก

การแปรรูปเห็ด เพิ่มมูลค่า

เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดอุบลราชธานีและเกษตรกรทั่วไป ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้นำเสนอเวทีเสวนา เรื่อง การแปรรูปเห็ด เพิ่มมูลค่า โดย อาจารย์ภานุรัตน์ อารีพันธุ์ และ อาจารย์สืบศักดิ์ สุ่มอิ่ม จากแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี (วอศ. สิงห์บุรี) มาร่วมสาธิตการแปรรูปเห็ดในรูปแบบต่างๆ เช่น

วิธีทำ
ให้ตัดโคนเห็ดออกให้หมด นำเห็ดไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วต้มในน้ำเดือด ประมาณ 3 นาที ตักเห็ดใส่น้ำเย็น แล้วตักขึ้นใส่ผ้าขาวบาง บีบคั้นน้ำออกจากเห็ดให้หมด ฉีกเห็ดให้เป็นเส้นเล็กๆ ใส่ในกะละมัง เติมน้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว และลูกผักชี เคล้าให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ชิมรสตามชอบ นำเห็ดที่ฉีกแล้วตากให้แห้งหมาดๆ ทอดเห็ดในน้ำมันร้อนๆ แต่ใช้ไฟปานกลาง ค่อนข้างอ่อน โดยทอดครั้งละ 100 กรัม เพื่อให้เห็ดเหลืองและกรอบทั่วกัน ตักเห็ดขึ้น พักให้สะเด็ดน้ำมัน นำไปรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวเป็นเครื่องเคียงก็ได้ สามารถทำเห็ดสวรรค์ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท

น้ำพริกนรกเห็ด

เป็นอีกเมนูที่แนะนำให้ลองทำเป็นอาชีพเสริมรายได้ โดยเริ่มจากจัดเตรียมส่วนผสม ได้แก่
– เห็ดนางฟ้าสด 1 กิโลกรัม
– หอมแดงเจียว 150 กรัม
– กระเทียมเจียว 150 กรัม
– พริกขี้หนูคั่วป่น 50 กรัม
– น้ำมะขามเปียกข้น 130 กรัม
– ซีอิ๊วขาว 130 กรัม และ
– น้ำตาลปี๊บ 50 กรัม

วิธีทำ
ล้างเห็ดให้สะอาด หั่นและสับให้ละเอียด นำไปคั่วในกระทะจนสุกและหอม โขลกเห็ดคั่วรวมกับหอมเจียวและกระเทียมเจียวให้ละเอียดตามต้องการ ผสมพริกคั่วป่นรวมกับส่วนผสมที่โขลกไว้ทั้งหมด เคี่ยวน้ำมะขามเปียก ซีอิ๊วขาวและน้ำตาลปี๊บรวมกันให้ข้น และนำไปผสมกับส่วนผสมของน้ำพริกทั้งหมดคนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ นำส่วนผสมทั้งหมดไปคั่วในกระทะอีกครั้ง เพื่อให้เข้ากันและแห้ง บรรจุน้ำพริกนรกเห็ดในภาชนะปิดสนิทเก็บไว้รับประทานหรือจำหน่ายได้

“ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม”
สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์

ดร. จำลอง พรมสวัสดิ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม จังหวัดอุบลราชธานี ได้สละเวลามาให้ความรู้เรื่องการปลูกเมล่อนอินทรีย์ และการพัฒนาฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนม่วงสามสิบ-อำนาจเจริญฟาร์มแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเมล่อนอินทรีย์แห่งแรก และมีพื้นที่ปลูกใหญ่สุดในถิ่นอีสานใต้

ดร. จำลอง พรมสวัสดิ์ ตั้งใจพัฒนาวิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกเมล่อน แตงโมอินทรีย์ และเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับทุกคน ปัจจุบัน โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อนและแตงโมไร้เมล็ด ประมาณ 30 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนต้น ความหนาแน่น การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การป้องกันเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช

การปลูกเมล่อนและแตงโมไร้เมล็ดในโรงเรือนระบบปิด ผ่านการปลูกด้วยกระบวนการที่ทันสมัย ปลอดภัย และได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) งดการใช้สารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

การปลูกเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด มีเจ้าหน้าที่จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี คอยชี้แนะให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด ผลผลิตส่วนใหญ่ของฟาร์มแห่งนี้ จำหน่ายให้กับห้างโมเดิร์นเทรดรายใหญ่

แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการของตลาด ดร. จำลอง จึงชักชวนให้เกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมเครือข่ายผู้ปลูกเมล่อนอินทรีย์และรับซื้อผลผลิตในราคายุติธรรม ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ ในโครงการสินเชื่อ XYZ ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยเสียอัตราดอกเบี้ย เพียงแค่ 0.01% เท่านั้น

ทุกวันนี้ โครงการ “ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม” กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่สุดในถิ่นอีสานใต้ ยินดีแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกดูแลเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เลขที่ 9 หมู่ที่ 12 ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี 34140

หลายคนมีความฝันถึงอนาคตว่าต้องการมีชีวิตแบบบ้านไร่ ทำสวน ปลูกต้นไม้ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยึดอาชีพเป็นเกษตรกร สามารถเลี้ยงชีพตัวเองได้ สร้างรายได้ยั่งยืนและมีความสุข บนพื้นที่ของตัวเอง คุณสายสุนีย์ สุวรรณดี หรือป้าน้อย เจ้าของฟาร์มสายทอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกมัลเบอร์รี่หรือลูกหม่อนสด ปลอดสารเคมี พร้อมการแปรรูปครบวงจร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนทำตามความฝันจนประสบความสำเร็จ

ป้าน้อย เล่าว่า เดิมเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเกษตร อยู่กรุงเทพฯ ก็ทำอาศัยเลี้ยงชีพด้วยธุรกิจค้าขาย แต่ความฝันของป้าน้อยคืออยากเป็นคาวเกิร์ล เพราะชอบดูหนังคาวบอยของตะวันตก เมื่อ 30 ปีก่อน จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน แถวจังหวัดสระบุรี ก่อนจะย้ายมาทำเกษตรในพื้นที่แห่งนี้

ซึ่งก่อนที่จะมาปลูกมัลเบอร์รี่ ปลอดสารเคมีแบบนี้ พื้นที่นี้ก็เคยผ่านการปลูกกระถิ่น การเลี้ยงโคนม มาก่อน แต่การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่เหนื่อยมากซึ่งก็ทำมาหลายปีกว่าจะหยุดลง แล้วหันมาปลูกมัลเบอร์รี่แทน โดยเริ่มจากมีต้นแม่พันธุ์อยู่แค่เพียง 2 ต้นเท่านั้น ซึ่งลูกสาวซื้อมาให้จากเชียงใหม่ เอามาปลูกที่สวนช่วงที่เลี้ยงโคนม

แต่ก่อนนั้นก็ปลูก ก็คือแค่ปลูกอยู่แบบนั้น ไม่ออกลูก ออกผล หลายปีก็ไม่มีผลผลิต มีอยู่ช่วงหนึ่งจึงเอามีดไปฟันกิ่ง ผ่านไปอีกไม่กี่สัปดาห์ ปรากฏว่าต้นมัลเบอร์รี่ให้ผลผลิต นับไปอีกเดือนกว่าผลจะสุก จึงเกิดสนใจ บอกลูกสาวว่า ช่วยหาหนังสือมาให้อ่านหน่อย เพราะอยากรู้ จึงได้ศึกษาและสังเกตดูถึงลักษณะของต้นมัลเบอร์รี่ ว่ามีลักษณะหรือการดูแลอย่างไร

จึงทราบว่า การดูแลต้นมัลเบอร์รี่ไม่ยุ่งยากมาก ทั้งยังสามารถขยายกิ่งพันธุ์ เพื่อใช้ในการปลูกต่อได้อีกด้วย และวิธีการก็ไม่ได้ยาก โดยใช้วิธีการตอนกิ่ง ก็สามารถนำเอากิ่งที่ตอนนั้นไปลงปลูกและทำเป็นสวนมัลเบอร์รี่ได้ อีกทั้งยังพบว่าเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น กรดโฟลิก มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นแอนโทไซยานิน เควอซิติน และสามารถทานได้ทั้งผลสดและแปรรูป ให้พลังงานต่ำ”

แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ป้าน้อย บอกว่า ก็ไม่ได้ง่ายเท่าใดนัก อาศัยให้ต้นไม้ช่วยสอนด้วยส่วนหนึ่ง และหาความรู้เพิ่ม ด้วยเพราะความรู้น้อย จึงต้องลองผิดลองถูกไป ผลผลิตที่ได้ก็แจกฟรี ทำฟรีไป เพื่อดูทิศทางตลาด ซึ่งต่อมาตลาดก็ให้การยอมรับอย่างมาก นำไปสู่การแปรรูปมัลเบอร์รี่ส่งขาย จากผลสดไปสู่ซอสมัลเบอร์รี่, แยมมัลเบอร์รี่, ไวท์มัลเบอร์รี่, น้ำมัลเบอร์รี่สกัด 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการแปรรูปในฟาร์มสายทองแบบครบวงจร ได้มาตรฐาน ปลอดภัยไร้สารเคมีตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการแปรรูป

ทั้งป้าน้อย ยังบอกต่อด้วยว่า ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ก็ด้วยมัลเบอร์รี่เพียงสองต้นเท่านั้น เพราะการขยายพันธุ์ ไม่ได้ซื้อหามาเพิ่ม มาตรฐานทางรสชาติจะไม่ผิดเพี้ยนเลย นี่เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของฟาร์มสายทอง ซึ่งต้นมัลเบอร์รี่ทั้งหมดกว่า 600 ต้นได้จากกิ่งตอนของต้นแม่พันธุ์สองต้นนี้เท่านั้น

ปัจจุบัน ฟาร์มสายทอง ปลูกต้นมัลเบอร์รี่กว่า 600 ต้น บนพื้นที่ 5 ไร่ ใช้ระบบการปลูกแบบวงกลม หรือการปลูกเพื่อให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทั้งผลสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปภายในฟาร์ม

ด้านการตลาด ป้าน้อยชี้แจงว่า ขายผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปยังศูนย์ของฝากของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และส่งแยมมัลเบอร์รี่ขายไปยังร้าน Dairy Home เฉลี่ยเดือนๆ หนึ่งส่งแยมขายประมาณ 100 กิโลกรัม, น้ำมัลเบอร์รี่สกัด 100 เปอร์เซ็นต์ หลายร้อยขวด และซอสมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากจากตลาด รวมๆ แล้วมีรายรับเฉลี่ยเดือนละ 30,000-50,000 บาท

สำหรับป้าน้อย มองว่า การทำสวนมัลเบอร์รี่ทุกวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะนอกจากจะสามารถขายผลผลิตที่ได้จากฟาร์มแล้วนั้น ฟาร์มแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้คนได้เข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จะเห็นได้จากหลายๆ ท่าน ค่อนข้างใส่ใจเรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงการเลือกวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารก็ล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ผ่านการปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีหรือที่ปลูกในระบบอินทรีย์นั้นเอง

การทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ได้รวมไปถึงในเรื่องของการผลิตพืชผักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนำมาปรับใช้กับการทำปศุสัตว์อีกด้วย เช่น การเลี้ยงไก่เชิงระบบอินทรีย์ ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงไก่ไข่ให้เป็นไก่อารมณ์ดี ที่เลี้ยงในคอกหรือรั้วที่มีพื้นที่อิสระ บริเวณกว้าง ด้วยระบบให้กินอาหารอินทรีย์ จึงทำให้ไข่ที่ออกมาสามารถจำหน่ายได้ราคา จนสินค้ามีไม่พอจำหน่ายทีเดียว

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นสถาบันที่มีความพร้อมในเรื่องงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืนมากขึ้น จึงได้มี โครงการ “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” (The KMITL organic agriculture model) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ของการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ในเรื่องนี้

ผศ.ดร. สุพัตรา โพธิ์เอี่ยม อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หัวหน้าโครงการต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL ให้ข้อมูลว่า การจัดตั้งโครงการนี้ขึ้นมานั้น เกิดจากการพัฒนาสารชีวภัณฑ์ เพื่อนำมาใช้ในการกำจัดแมลงและโรคพืชต่างๆ เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี ซึ่งสารชีวภัณฑ์ที่นำมาใช้เกิดจากงานวิจัย ของ รศ.ดร. เกษม สร้อยทอง ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยนำสารชีวภัณฑ์มาป้องกันการเกิดโรคพืชต่างๆ พร้อมทั้งมีการพัฒนางานวิจัยขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้น ทางสถาบันฯ เห็นถึงความพร้อมในทุกด้าน จึงได้ทำแปลงต้นแบบของการปลูกพืชในระบบอินทรีย์ขึ้น

“เนื่องจากสถานศึกษาของเราได้รับมอบพื้นที่ในตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 600 ไร่ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ จึงได้เกิดแนวความคิดที่อยากจะดำเนินโครงการที่เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาดูงาน ในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร พร้อมทั้งนำงานวิจัยและเทคโนโลยีของเราที่มีอยู่ มาปรับใช้ในการทำงานครั้งนี้ และที่สำคัญยิ่งขึ้นไป เรายังมีการพัฒนาผลงานวิจัยเหล่านี้ต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

ซึ่งการทำแปลงเกษตรอินทรีย์ผลผลิตที่ได้ออกมาทั้งหมด ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า จะเริ่มปรับเปลี่ยนส่งเสริมให้บุคลากรและนักศึกษาในสถาบัน ได้สนใจในเรื่องของการใส่ใจสุขภาพ หันมาดูแลอาหารด้วยการรับประทานผักที่ปลูกในระบบอินทรีย์ และต่อไปจะมีการขยายสินค้าออกไปเรื่อยๆ โดยการมีศูนย์จำหน่ายผลผลิตให้กับผู้ที่สนใจมาเลือกซื้อได้ที่ช็อปภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

มากด้วยการใส่ใจคุณภาพ

ในเรื่องของขั้นตอนการผลิตผักนั้น ผศ.ดร. สุพัตรา เล่าว่า เป็นสิ่งที่ทางโครงการหรือผู้ปฏิบัติงานทุกคน มีความใส่ใจและตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะผลิตพืชผักและวัตถุทางการเกษตรต่างๆ ออกมา ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานการทำเกษตรแบบอินทรีย์ โดยตั้งแต่การเตรียมดินปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว จะไม่มีการใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน

“การทำเกษตรอินทรีย์ เรื่องสารเคมีต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ดังนั้น ตั้งแต่การไถเตรียมแปลงปลูก ไปตลอดช่วงการดูแลในเรื่องของการปลูกจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เราจะไม่มีการนำสารเคมีเข้ามาใช้ อย่างช่วงของการเตรียมแปลง ถ้าพบเห็นหญ้าหรือวัชพืชต่างๆ ขึ้นภายในแปลง จะเน้นใช้แรงงานคนหรือเครื่องตัดหญ้าเข้ามาช่วยเป็นหลัก รวมทั้งมีการจัดการเรื่องของระบบน้ำที่ดี ก็จะช่วยในเรื่องของการป้องกันวัชพืชได้ดีอีกด้วย” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชอื่นๆ นอกจากการนำสารชีวภัณฑ์ที่เป็นผลจากการวิจัยก่อนหน้านี้มาใช้แล้ว ยังมีการต่อยอดและทำงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา โดยทั้งอาจารย์และนักศึกษาภายในสถาบันฯ เป็นผู้ทำงานวิจัยเพื่อรองรับงานด้านโรคพืชต่างๆ ที่อาจมาทำลาย หรือก่อความเสียหายต่อพืช และเพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง แบบบูรณาการโดยใช้บุคลากรจากหลายคณะที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยกันทำงานวิจัย

จากองค์ความรู้และเทคโนโลยีทุกด้านที่มีอยู่ ในการทำเกษตรอินทรีย์ต้นแบบนี้ ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า ที่เหลือก็เป็นระยะเวลาสร้างความเชื่อมั่นของเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจอยากจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตร จากเดิมที่มีการใช้สารเคมีมาสู่กระบวนการเกษตรแบบอินทรีย์ ว่าสามารถให้ผลผลิตที่ดีและจำหน่ายได้ราคา

“บางครั้งคนมองว่าการทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่ได้ดี แต่สิ่งแรกของผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับ คือปัจจัยเรื่องสุขภาพของตัวเขาเอง เพราะจากที่เราเห็นเกษตรกรหลายพื้นที่ ได้มองเห็นถึงความสำคัญของเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมีหลายราย และมีการผลิตพืชผักแบบอินทรีย์ ทำให้มีบริษัทที่จำหน่ายสินค้าเหล่านี้ เข้ามารับซื้อผลผลิตถึงฟาร์ม พร้อมทั้งให้ราคาดี สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าพืชผักแบบที่ปลูกแบบเดิม รวมทั้งมีการวางแผนการผลิตที่ชัดเจน ทำให้สินค้าที่ผลิตไม่ออกมาล้นตลาด สามารถจำหน่ายได้ราคาอีกด้วย” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

พืชผักง่ายๆ ที่ผู้บริโภครับประทาน

ปลูกจำหน่ายได้ตลอดเวลา

ในเรื่องของการปลูกผักเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า หรือผู้ที่สนใจอยากปลูกผักในระบบอินทรีย์ ผศ.ดร. สุพัตรา แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเน้นพืชผักที่ผลิตเป็นสายพันธุ์ที่ยุ่งยาก โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมรับประทานผักที่เรียบง่ายและนำมาประกอบอาหารได้ในชีวิตประจำวัน เช่น คะน้า ผักบุ้งจีน ถั่วฝักยาว และอื่นๆ อีกหลายชนิด ดังนั้น ที่แปลงแห่งนี้จึงปลูกพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาด จึงทำให้สามารถจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรได้ตลอดเวลา ไม่มีสินค้าล้นตลาดจนเกิดสภาวะขาดทุน

“อย่างที่ศูนย์เรียนรู้ของเรา ในเรื่องของผลผลิตที่มี ก็จะมีบางส่วนเป็นลูกค้าจากบริษัทต่างๆ เข้ามาติดต่อขอซื้อ และบางส่วนเราก็จะแบ่งไปขายในช็อปที่อยู่ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ก็จะเน้นเป็นพืชผักที่สามารถทานได้ง่ายๆ ทานได้เรื่อยๆ แบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้น สำหรับท่านใดที่มีพื้นที่ว่างและต้องการทำการเกษตรในรูปแบบนี้ ก็สามารถผลิตสินค้าแบบง่ายขายในชุมชน เพื่อให้ทุกคนได้รู้ถึงการปลูกว่า ระบบอินทรีย์ดียังไง ทานแล้วจะได้รับประโยชน์แบบไหน ก็จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจและซื้อพืชผักต่อเนื่อง และที่สำคัญได้ราคาดีอย่างแน่นอน” ผศ.ดร. สุพัตรา แนะเรื่องการทำตลาด

ทั้งนี้ ใครที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ยังไม่รู้วิธีการและต้องการศึกษาองค์ความรู้ ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า สามารถติดต่อเข้าศึกษาดูงาน หรือเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรได้ที่แปลงต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL ตั้งอยู่ที่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจเข้ามาชมการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ของตนเอง อย่างน้อยถ้ายังไม่ได้เน้นทำเพื่อจำหน่าย ก็สามารถปลูกรับประทานเองที่บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนและได้วัตถุดิบที่ปลูกด้วยตนเองมาปรุงอาหาร พร้อมทั้งได้มีกิจกรรมยามว่างทำหลังจากเลิกงานประจำ เมื่อผลผลิตมีมากพอ สามารถจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมมีรายได้อีกด้วย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งผู้ที่สนใจอยากเข้าศึกษาดูงานแปลงต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หอมแป้นเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้นจึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียกหอมแป้นมากกว่าเรียกกุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วนขนมกุยช่ายจะไม่เรียกว่าขนมหอมแป้น

การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อย ไม่เปลืองแรงงาน โรคแมลงศัตรูมีน้อย สามารถทำงานอยู่กับกุยช่ายได้อย่างสบายๆ และเบาแรง จึงเป็นงานเบาที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ดังเช่นกับ โกแป๊ะหรือ ลุงแป๊ะ ชื่อจริง คุณบุญผ่อง ฉิมพุก เกษตรกร วัย 65 ปี หันมาปลูกกุยช่ายเลี้ยงตัวมา 10 กว่าปี

คุณบุญผ่องทำแปลงกุยช่ายบนพื้นที่ 2 ไร่ อยู่หมู่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณบุญผ่อง ไม่ใช่ชาวลำปางโดยกำเนิด มาอาศัยอยู่ลำปางได้ 40 ปี จนกลายเป็นชาวลำปาง

การปลูกกุยช่ายของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ สมัครเว็บจีคลับ ปลูกห่างระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 80 เซนติเมตร เป็นช่องทางเดิน สามารถเดินเข้าทำงานได้สะดวก ปลูกบนพื้นเรียบ ไม่มีการยกร่อง ใส่ปุ๋ยมูลไก่ 3 เดือนต่อครั้ง โรยบางเต็มหน้าแปลงและโรยเมล็ดผัก เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกาด ตามไปด้วย สลับการพ่นด้วยฮอร์โมนปีละ 3 ครั้ง ไม่มีการใช้สารเคมี มีบ้างที่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะหญ้าระหว่างแถวเป็นบางครั้ง น้ำหมักชีวภาพจะใช้ฉีดพ่นเมื่อมีเวลาว่าง กุยช่ายที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีกลิ่นแรง ต้นเล็ก โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะบอกว่า ชาวจีนนิยมมากกว่ากุยช่ายที่ลำต้นใหญ่และไม่มีกลิ่น

การให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ปั๊มจากน้ำบาดาลไปตามท่อพีวีซี 4 หุน ไปยังหัวสปริงเกลอร์ วางไว้ 4-5 หัว หัวสปริงเกลอร์อยู่บนแป้นไม้กระดาน ถูกยึดแน่นที่วางไว้หัวแปลง เมื่อให้น้ำพื้นที่นั้นจนชุ่มแล้วจะลากแป้นไม้กระดานเพื่อย้ายตำแหน่งให้น้ำจุดที่ยังไม่ให้น้ำจนถึงท้ายแปลง ซึ่งเป็นการประหยัดจำนวนหัวสปริงเกลอร์ที่ไม่จำเป็นต้องวางไว้ทุกจุดทั่วพื้นที่โรคที่พบในช่วงต้นฤดูฝนเป็นโรคใบเน่า เกิดจากเชื้อรา ปลายใบจะแห้ง ใบคล้ายใบไหม้ สาเหตุมาจากความชื้นในดินไม่พอ ฝนตกลงมาน้อยสลับกับอากาศที่ร้อน แก้ไขโดยใช้ปูนขาวโรยรอบกอ

การตัด ปกติจะเริ่มตัดกุยช่ายหลังจากปลูกแล้วเมื่ออายุได้ 4 เดือน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 2 เดือน แต่ของโกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ เริ่มตัดหลังจากปลูกอายุได้ 2 เดือน ตัดชิดกับพื้นดิน ตัดรุ่นแรกได้ต้นที่ใหญ่ อวบ ต้นสูง ตัดครั้งต่อไปเมื่ออายุได้ 27-30 วัน ขนาดของต้นเริ่มเล็กลง ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นแยกดึงเอาใบเหลืองใบแห้งออก บรรจุถุงรอแม่ค้ามารับ ยิ่งตัดกอยิ่งขยายใหญ่ สามารถตัดต่อไปได้เรื่อยๆ จนเห็นว่าลำต้นเล็กลงมากจึงจะรื้อกอ เปลี่ยนมาปลูกระหว่างแถวที่เป็นช่องทางเดิน เหง้า 1 กอ แยกมาปลูกใหม่ได้ 5 กอ

กุยช่ายที่ปลูกเป็นพันธุ์ตัดใบ แต่จะให้ดอกระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนกุยช่ายพันธุ์ตัดดอกจะให้ดอกตลอดปี ซึ่งต้องมีการดูแลรักษาใส่ปุ๋ยตลอด ดอกกุยช่ายได้ราคาดีแต่มีจำนวนน้อย การทำกุยช่ายขาว โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะเคยทำแต่ต้องหยุด เพราะสู้ราคาตลาดกุยช่ายขาวของสวนกุยช่ายรายใหญ่ไม่ไหวที่ราคาถูกกว่า มีจำนวนมากกว่า จึงเลิกทำกุยช่ายขาว ตัดอย่างน้อยวันละ 10 กิโลกรัม ส่งในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ยืนพื้น ไม่ว่าราคาในตลาดจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ก็ตาม
งานบริการสังคม…เมื่อ 10 ปีก่อน โกแป๊ะหรือลุงแป๊ะ ช่วงที่เลี้ยงไก่ได้เป็นวิทยากรการเลี้ยงไก่ให้กับนักศึกษาสาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ที่มาฟังการบรรยายที่ฟาร์ม เป็นวิทยากรการปลูกผักให้นักเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนเสด็จ วนาชยางค์กูล ตำบลบ้านเสด็จ เคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านห้วยยางอยู่ระยะหนึ่ง