ในขณะที่ ผช.ดร.อมรรัตน์ ถนนแก้ว อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยีอาหาร ม.ทักษิณ วิทยาเขตสงขลา กล่าวถึงปัญหาของการพัฒนาข้าวว่าประกอบด้วย “1.ตัวเกษตรกร พื้นฐานองค์ความรู้ของเกษตรกร ความสามารถในการเรียนเรียนรู้ อายุของเกษตรกร ความพร้อมของตัวเกษตรกร 2.นักวิจัย ทำวิจัยตามความต้องการของตนเอง ทำวิจัยเพื่อเงินมากกว่าทำงานวิจัยเพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ นักวิจัยไม่สามารถนำงานวิจัยถ่ายทอดให้เกษตรกรใช้งานได้ 3.ภาครัฐขาดนโยบายการทำงานอย่างต่อเนื่อง และการคอรัปชั่นในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ แนวทางการทางานเพื่อวิจัยและพัฒนาข้าวให้มีความยั่งยืนมีดังนี้คือ 1.เกษตกรต้องรู้จักตัวเอง และพึ่งพาตนเองและทรัพยกรที่มีในชุมชนเกษตกรต้องเรียนการแปรรูปและการตลาดของข้าว และมีความสามารถในการติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน 2.ส่งเสริมให้มีการทำงานวิจัยข้าวที่ร่วมกับเกษตกรและผู้ประกอบการให้มากขึ้น และ 3.หน่วยงานของรัฐต้องมีนโยบายการพัฒนาในเรื่องข้าวอย่างต่อเนื่อง

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ผู้ดำเนินรายการกล่าวสรุปถึง นวัตกรรม 1 ในทางออกของชาวนาว่า “การขายข้าวต้องคำนึงถึงตลาดเฉพาะและตลาดทั่วไป อย่างข้าวที่เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะอาจเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง บุคคลสำคัญสุดตลอดห่วงโซ่อาหารคือ “เกษตรกร”ต้องเปลี่ยนแค่คำว่าการขายข้าว เป็นความเข้าใจ ทั้งในเรื่องของการตลาด ตลอดจนมีทีมส่งเสริมเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้เกิดการรวมกลุ่มสร้างผลิตภัณฑ์ที่รักษามาตรฐานไว้ได้ตลอด หรือในส่วนของข้าวหอมมะลิ หากเราอยากแข่งขันกับเวียดนามได้ น่าจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานความหอม เพื่อสร้างความแตกต่าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่านโยบายเรื่องข้าวมีความละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงลูกค้าและตลาดที่มีควาซับซ้อนและหลากหลายอยู่เสมอ”

วันที่ 26 ธันวาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้สภาพอากาศตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงหนาวเย็นวัดอุณหภูมิได้ 18-22 องศาเซลเซียส ลมแรง มองเห็นหมอกแผ่ลงมาปกคลุมบางๆ ส่วนบนยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง สภาพอากาศเย็นจัดเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ น้ำค้างแข็ง หรือเหมยขาบบนยอดหญ้าอีกครั้งเป็นรอบที่ 6 ของฤดูหนาวของปีนี้ บริเวณหน้าหน่วยพิทักษ์ป่า อุณหภูมิต่ำสุด 4 องศาเซลเซียส บริเวณจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน 7 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยในเขตอุทยานแห่งชาติ 11 องศาเซลเซียส ยังคงมีนักท่องเที่ยวพักค้างแรมและเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกและเหมยขาบมากถึงกว่า 7,950 คน

ด้านอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน บรรยากาศการท่องเที่ยวค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะจุดชมวิวกิ่วลม และลานกางเต็นท์ มีทะเลหมอกสวยงาม ทั้งฝั่งอำเภอแม่แตง และอำเภอปาย ท้องฟ้าเปิดสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ตั้งแต่เวลา 06.54 น. อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส จำนวนนักท่องเที่ยว ชาวไทย 2,295 คน ต่างชาติ 71 คน

ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ภาคเหนือมีสภาพอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 15-35 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส

นายสุรพันธ์ ศิลปะสุวรรณ นายอำเภอครบุรี พร้อมด้วยนายพรชัย อำนวยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย นางสาวจารุภา กำเนิดพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแชะ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บ้านหนองรัง ต.แชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา รณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่หันมาแปรรูปมันสำปะหลังเส้นสะอาด เพื่อส่งจำหน่ายให้กับโรงงานในพื้นที่ แทนการจำหน่ายเป็นหัวมันสดที่กำลังมีปัญหาราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้

นายพรชัย อำนวยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดกำลังตกต่ำอย่างมาก ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 1.50 -1.70 บาท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาและปัญหามันเส้นที่ด้อยคุณภาพ ทำให้ตลาดต่างประเทศไม่มั่นใจในคุณภาพ จึงส่งผลกระทบมายังราคารับซื้อที่ต้นทาง ทางสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลัง จึงต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาแปรรูปหัวมันสดมาเป็นมันเส้นสะอาดเพื่อส่งขายโรงงานแทน เนื่องจากจะได้ราคาที่สูง ลดต้นทุนการขนส่ง รวมถึงสร้างมันเส้นคุณภาพออกมาสู่ตลาด สร้างความมั่นใจให้กับตลาดต่างประเทศให้หันมาสนใจรับซื้อมันจากประเทศไทยมากขึ้น

โดยวิธีการผลิตมันเส้นนั้น เกษตรกรสามารถหาซื้อเครื่องสับมันเส้นได้ตามท้องตลาดทั่วไปในราคาเครื่องละ 12,500 บาท เพื่อมาใช้ผลิตมันเส้นสะอาดหลังจากการเก็บเกี่ยว รวมถึงต้องซื้อผ้าตาข่ายขนาดถี่มาไว้รองมันเส้นที่ผ่านการสับแล้ว เพื่อไม่ให้มีดินเข้าไปเจือปนในมันเส้น และตากไล่ความชื้นประมาณ 3-4 วัน จากนั้นก็สามารถขนขึ้นรถไปจำหน่ายได้ทันที

ทั้งนี้ มันเส้น 1 กิโลกรัมจะใช้หัวมันสดประมาณ 2.4 กิโลกรัม ส่วนราคามันเส้นจะอยู่ที่ประมาณ 5.50-6.00 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่มันสดราคา 1.50-1.70 บาทต่อกิโลกรัม หักลบแล้วก็จะได้ราคาส่วนต่างระหว่างมันเส้นกับหัวมันสดประมาณ 1.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือคำนวณเป็นราคาขายมันสดที่นำมาสับตากแห้งจะได้ราคาประมาณ 3 บาท ต่อกิโลกรัม

นายพรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แทนการรอคอยความช่วยเหลือจากทางภาครัฐเพียงอย่างเดียว อีกทั้งหากสามารถผลิตมันเส้นที่มีคุณภาพได้ รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตก็ดีขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อความต้องการมันสะอาดเริ่มสูง ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นตามมาด้วย ทั้งนี้เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 ที่ผ่านมา มีการลงนามความร่วมมือในการผลผลิตและรับซื้อมันเส้นสะอาดจากเกษตรกรโดยตรงระหว่างสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และโรงงานผลิตเอทานอลของไทยกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ ที่กระทรวงพาณิชย์

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนอากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านหมอกหนาไว้ด้วย ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนน้อย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าว มีอากาศเย็นโดยทั่วไปกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อย อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนกลางแล้ว คาดว่าจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 27-30 ธ.ค. 59 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

สำหรับ พายุไต้ฝุ่น “นกเต็น” (NOCK-TEN) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์จะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในวันที่ 26-27 ธันวาคม 2559 แล้วจะอ่อนกำลังลงอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน พายุดีเปรสชัน หย่อมความกดอากาศต่ำ ตามลำดับ และจะสลายตัวไปที่สุด พายุนี้ไม่ผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้. ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 18-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า

อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า

อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล

อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. วันที่ 26 ธันวาคม 2559 นายชาญประเสริฐ พลซา ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์หนองคาย และเจ้าหน้าที่จากปศุสัตว์อำเภอเมืองหนองคาย ออกตรวจเยี่ยมให้ความรู้เกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไข่ในเขตตำบลปะโค และตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงไก่ไข่แบบฟาร์มบนบ่อปลามากถึง 3 แสนตัว เพื่อเป็นการป้องโรคระบาดในสัตว์ปีกที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดในช่วงนี้

นายชาญประเสริฐกล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีก โดยเฉพาะไข้หวัดนก จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในทุกอำเภอเข้มในการรณรงค์ ติดตามให้ความรู้เกษตรกรในการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกพร้อมกัน โดยเน้นการป้องกันพาหะของโรค เช่นการล้อมตาข่าย ผ้าใบ ป้องกันไม่ให้นกเข้าในฟาร์มได้ อีกทั้งต้องมีการฉีดยาฆ่าเชื้อคอกและถาดไข่ ที่พักคอก การสร้างความอบอุ่นให้ไก่เล็ก และทำวัคซีนในครบ การเคลื่อนย้ายก็ต้องมีการรับรองจากเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในส่วนความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น นายชาญประเสริฐ กล่าวว่า ในช่วงนี้มีการระบาดของไข้หวัดนกในต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะให้ทุกอำเภอในจังหวัดหนองคาย มีการคุมเข้มเพื่อป้องกันโรคแล้ว ยังได้มีการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศกับเจ้าหน้าที่ของ สปป.ลาว ที่เป็นเครือข่ายกัน ในการป้องกันโรคระบาดตามแนวชายแดน เพื่อไม่ให้มีโรคระบาดเกิดขึ้น

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ว่า โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะบึงลำไผ่ ก่อสร้างบนพื้นที่ 78 ไร่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ให้สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.ดำเนินการสร้างสวนสาธารณะ เพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนรวม และดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 สิ้นสุดสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาในเดือนธันวาคม นี้ แต่งานมีความคืบหน้าเพียงร้อยละ 30 เนื่องจากติดปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะจำนวน 4 รายไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จึงสั่งการให้สำนักงานเขตมีนบุรีดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการขยายเวลาสัญญาจ้าง ซึ่งผู้รับเหมาแจ้งว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ประมาณ 120 วัน ในการดำเนิานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย คาดว่าเดือนเมษายน 2560

นายจักกพันธุ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กทม.มีสวนสาธารณะที่เปิดให้บริการแล้วจำนวน 32 แห่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 2,922 ไร่ ขณะเดียวกันมีสวนสาธารณะที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2560 อีก 3 แห่งประกอบด้วย 1. สวนราษฎร์ภิรมย์ 2.สวนพระยาภิรมย์ และ 3.สวนป่าเบญจกิติ รวมเนื้อที่ 79 ไร่ นอกจากนี้ มีสวนสาธารณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 3 แห่ง รวมเนื้อที่กว่า 248 ไร่ คือ 1. สวน 9 เนิน เดินตามรอยพ่อ 2. สวนบริเวณซอยเพชรเกษม69 และ 3.สวนสาธารณะบึงลำไผ่

“ในอนาคต กทม.มีโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะเพิ่มเติมอีก 7 แห่งรวมเนื้อที่กว่า 364 ไร่ ดังนี้ 1. สวนสาธารณะภายในสถานีพัฒนาที่ดินกทม. 2. ที่สาธารณะประโยชน์บริเวณเชื่อมคลองมอญ เขตลาดกระบัง 3. ที่สาธารณะประโยชน์แขวงท่าแร้ง (หนองจระเข้บัว) เขตบางเขน 4.ที่สาธารณะประโยชน์ ซ.อ่อนนุช 46 เขตสวนหลวง 5.ที่ดินบ่อฝั่งกลบขยะ 6. สวนสาธารณะซ.สุขสวัสดิ์ 30 แยก 8 และ 7. ที่สาธารณะบริเวณโคกบ่าวสาว”นายจักกพันธุ์ กล่าว

พาณิชย์แง้มส่งออกทั้งปี 59 ไม่ต่ำกว่า 0% หลังยอดส่งออก พ.ย. 59 ขยายตัว 10.2% สูงสุดในรอบ 9 เดือนน้ำมันขยับ แรงเทขายส่งออกทองพุ่ง 72% ส่วนปี’60 คาดการณ์ 2.5-3%

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2559 ว่า มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพฤศจิกายน 2559 เท่ากับ 18,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 10.22% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนถือว่าสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ขยายตัว 10.3% ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 17,368 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 3.0% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่งผลให้ไทยเกินดุล 1,543 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19

ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน) 2559 มีมูลค่า 197,162 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 0.05% ส่วนการนำเข้า มูลค่า 177,441 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 5.1% และส่งผลให้การค้าเกินดุล 19,721 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ส่งออกทั้งปี 2559 ติดลบ 0.1-0.2% ส่วนแนวโน้มการส่งออกปี 2560 คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.5-3%

โดยการส่งออกเดือนพฤศจิกายนที่ขยายตัว 10.2% การขยายตัวสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร 12.7% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ขยายตัว 25.9% จากยอดส่งออกไปจีน เบนิน และแอฟริกาใต้ ยางพารา ขยายตัว 15.6% จากจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น มันสำปะหลัง ขยายตัว 18.4% และผัก ผลไม้สด ไก่สด เป็นต้น ยกเว้นการส่งออกน้ำตาลทรายที่หดตัว 23.5%

สำหรับการส่งออกสินค้าอุตสากกรรม กลับมาขยายตัว 9.8% โดยสินค้าที่ส่งออกขยายตัว เช่น ทองคำยังไม่ขึ้นรูป มีมูลค่า 457 ล้านบาทไม่สูงนัก แต่อัตราการส่งออกขยายตัว 72.5% เป็นผลจากการเก็งกำไรทองจากภาวะความผันผวนจึงมีแรงเทขายทองคำออกมามากเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัว 31.3% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 34.8% เม็ดพลาสติก ขยายตัว 10.9% ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว 12.5%

ขณะที่สินค้าที่ส่งออกหดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทอง เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ เครื่องนุ่งห่ม หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัวทุกตลาด โดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน เอเชียใต้ และ CLMV

นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวถึงปัจจัยที่สนับสนุนต่อการส่งออกไทยว่า ราคาสินค้าที่สำคัญมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะราคายางพาราและน้ำตาลทรายโลก มูลค่าส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันทิศทางเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มราคาน้ำมัน หลังจากที่กลุ่มโอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกนำโดยรัสเซียบรรลุข้อตกลงเรื่องการปรับลดกำลังการผลิต ค่าเงินบาทอ่อนค่าจากขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งมีผลต่าราคาสินค้าเกษตร ผลการเลือกตั้งของสหรัฐ ไม่ได้กระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาด CLMV ยังขยายตัวดี โดยเฉพาะอัญมณี เครื่องดื่ม และยานยนต์

สำหรับปัจจับเสี่ยงที่ต้องติดตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนให้มีมูลค่าการค้าโลกให้ขยายตัวได้ดี ความกังวลจากความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดดันทางการค้าของสหรัฐ จะเป็นปัจจัยกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป และค่าเงินของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทั้งมาเลเซีย จีน อ่อนค่าค่อนข้างมาก เมื่อเทียบเหรียสหรัฐ ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปยังประเทศดังกล่าว รวมทั้งอาจจะกระทบต่อการส่งออกไทยในตลาดคู่แข่งซึ่งกันและกัน

“การส่งออกเดือนนี้ขยายตัว 10.2% ถือว่ายอดส่งออกของไทยขยายตัวสูงสุดในโลก หากเทียบกับประเทศอื่น และมีโอกาสที่การส่งออกเดือนธันวาคมจะขยายตัวเป็นบวก แต่คงไม่ถึงกับ 2 หลัก เพราะมีวันหยุดหลายวัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้การส่งออกทั้งปี 2559 น่าขยายตัวเกิน 0% ทั้งราคาสินค้าเกษตรขยับสูงขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้น ค่าบาทอ่อนค่าลงหลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย”

รายงานข่าวระบุว่า ทาง สนค.ได้จัดทำบทวิเคราะห์คาดการณ์การส่งออกทั้งปี 2559 ไว้ทั้งหมด 5 กรณี คือ 1) ส่งออกติดลบ 1% มูลค่า 214,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 0.2% มูลค่า 214,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โอกาสจะเป็นกรณีนี้หากส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 17,100 ล้านเหรียญสหรัฐ และเดือนสุดท้ายธันวาคม ขยายตัว 0% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2559 ติดลบ 0.86% เท่าปี 2558 ที่ผ่านมา

กรณีที่ 2) หากส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 17,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกเดือนธันวาคมขยายตัวอยู่ที่ 4.29% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2559 ขยายตัวอยู่ที่ 0.30% ทำให้การส่งออกขยายตัวดีขึ้นได้ตามเป้า 0.3% กรณีที่ 3) หากส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 17,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกเดือนธันวาคมขยายตัวอยู่ที่ 3.04% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2559 ขยายตัวอยู่ที่ 0.20% ซึ่งทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวดีขึ้นใกล้เคียงเป้าหมาย

กรณีที่ 4) หากส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ simpleweightlossplans.com ส่งออกเดือนธันวาคมขยายตัวอยู่ที่ 0.53% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2559 ขยายตัวอยู่ที่ 0.00% ทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวดีขึ้นแต่ต่ำกว่าเป้า และกรณีที่ 5) หากส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 16,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกเดือนธันวาคมขยายตัวอยู่ที่ติดลบ 0.73% ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2559 ติดลบ 0.10% ทำให้การส่งออกทั้งปีหดตัว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ศึกษาทางเลือกให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด แจงผลตอบแทนสุทธิของเกษตรกร ในการปลูกข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ถั่วเหลือง รุ่น 2 และถั่วเขียว รุ่น 2 แนะ เกษตรกร ควรเน้นการปรังปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดมากกว่าปริมาณ

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีทางเลือกในการพิจารณาตัดสินใจลงทุนปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าข้าว และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) จึงได้ทำการศึกษาวิจัยสินค้าที่จะนำมาปลูกทดแทนข้าวนาปรัง เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด (พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์) เพื่อมุ่งเน้นพิจารณามิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนแผนการผลิตพืชใน 1 ปีการเพาะปลูก จำนวน 4 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ถั่วเหลือง รุ่น 2 และถั่วเขียว รุ่น 2

จากผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่พึงพอใจต่อสินค้าที่เคยผลิต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง แต่กลับเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่อง การรวมกลุ่ม การถ่ายทอดความรู้ การปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่นเดียวกับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนพืช 4 ชนิดพบว่า

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 มีผลตอบแทนสุทธิ 2,145 บาทต่อไร่ ซึ่งสูงที่สุดเป็นอันอับ 1 รองลงมาเป็นข้าวนาปรัง มีผลตอบแทนสุทธิ 1,549 บาทต่อไร่ ถัดมาเป็นถั่วเขียวผิวมันรุ่น 2 มีผลตอบแทนสุทธิ 1,240 บาทต่อไร่ และ ถั่วเหลือง รุ่น 2 มีผลตอบแทนสุทธิ 345 บาทต่อไร่

ดังนั้น กรณีที่เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนและแหล่งน้ำเพียงพอควรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงที่สุด และกรณีเกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนและแหล่งน้ำไม่เพียงพอควรปลูกถั่วเขียวผิวมัน เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อยและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพดินอีกด้วย ทั้งนี้ แนวทางการผลิตสินค้าเกษตรกรควรเน้นการปรังปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการมากกว่าการผลิตที่เน้นปริมาณ ซึ่งภาครัฐมีการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การสนับสนุนปัจจัยการผลิต แหล่งน้ำ องค์ความรู้ การหาตลาดรองรับผลผลิต และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการบริหารจัดการสินค้าเกษตรต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าว ได้ศึกษาทัศนคติของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการในระดับพื้นที่เกี่ยวกับความต้องการของตลาด (Demand) ปริมาณผลผลิตในแหล่งผลิตในบริเวณใกล้เคียง และในประเทศ (Supply) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการวางแผนและกำหนดนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำผลการศึกษาไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการสินค้าพืชที่ปลูกทดแทนข้าวเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป หากท่านที่สนใจและต้องการคำแนะนำ สามารถสอบถามที่ได้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก โทร. 055 322 658 อีเมล zone2@oae.go.th