ในช่วงต้นเล็กก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อาจจะไม่ได้ให้น้ำทุกๆ

วันก็ได้ ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชื้นของดิน สภาพดินและความสามารถในการอุ้มน้ำของดินในแต่ละพื้นที่ ส่วนการให้น้ำในช่วงที่ต้นโตให้ผลผลิตแล้วก็จะให้ตามความเหมาะสม เช่น หลังการเก็บผลผลิตหมดสิ้นมีการตัดแต่งกิ่ง ต้นชมพู่ก็ต้องการน้ำมากเพื่อใช้ในการสร้างใบใหม่ ช่วงก่อนการออกดอกก็จะมีการงดน้ำหรือกักน้ำให้ต้นเกิดความเครียด เมื่อสังเกตเห็นว่าต้นชมพู่มีตาดอกให้เห็นก็จะให้น้ำอย่างเต็มที่ติดต่อกัน 5-7 วัน จากนั้นก็จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นผลชมพู่นำไปใช้สร้างเนื้อขยายผล เป็นต้น

ตั้งแต่ชมพู่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน และเมื่อกลีบดอกเริ่มบานผ่านพ้นไป 15 วัน จะกลายเป็นผลอ่อน โดยก่อนห่อต้องเด็ดผลที่ไม่สวยและไม่แข็งแรงทิ้งไป เหลือไว้ประมาณ 3-5 ผล ต่อช่อ วัสดุใช้ในการห่อหาได้ไม่ยาก ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขนาด 6×11 หรือ 7×15 นิ้ว เจาะรูขนาดเล็กที่ก้นถุง เพื่อไม่ให้น้ำขัง ผลจะได้ไม่เน่าเสีย จากนั้นผูกหูถุงพลาสติกไว้เหนือกิ่ง เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย ถ้านับวันหลังจากที่ห่อผล ประมาณ 30 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอากาศ

การออกดอก ชมพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มหลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผล ขณะที่มีขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้นผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้น เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ช่อละ 3-5 ผล เท่านั้น กรณีที่ช่อผลอยู่ติดกันมากไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออกเสียบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้ผลมีขนาดเล็ก การเลือกไว้ผลชมพู่ที่สวนคุณลีนั้น อย่างชมพู่ยักษ์ไต้หวัน จะไว้ผลประมาณ 3 ผล ต่อช่อ ส่วนชมพู่พันธุ์สตรอเบอรี่ จะไว้ผล 3-5 ผล ต่อช่อ

การห่อนี้ควรจะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะรู 2-5 รู เพื่อให้น้ำออกจากถุงได้ แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกดังกล่าว โดยผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียวให้แน่น ในบางกิ่งที่ผลชมพู่อาจได้รับแสงมากจากแสงแดดเผาให้ผิวเสียหาย ควรห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ด้านนอกอีกชั้นหนึ่งด้วย ก็จะช่วยปกป้องได้ การห่อผลทำให้ผิวสวย ป้องกันการทำลายของแมลงอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ แมลงวันทอง ซึ่งลักษณะการทำลายเหมือนกันคือใช้อวัยวะที่ก้นเจาะเข้าไปวางไข่ในผลชมพู่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอน ตัวหนอนจะกัดกินภายในผลชมพู่ทำให้ผลเน่าและร่วงในที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อผลร่วงแล้วตัวหนอนจะเจาะผลออกมาเข้าดักแด้ในดินต่อไป การห่อผลจึงช่วยในเรื่องของการทำลายได้ดี ส่วนผลชมพู่ที่ร่วงหล่นหรือเน่าเสียในสวน จะต้องเอาไปเผาทำลาย หรือนำไปทำน้ำหมัก ไม่ควรนำไปฝังดิน

ก่อนการเก็บเกี่ยว

ควรงดการให้น้ำช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ถ้าดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้ อาจเป็น 5-7 วัน การเก็บเกี่ยวและการจัดการผลชมพู่หลังการเก็บเกี่ยว หลังจากชมพู่อายุพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว คือการนับอายุ ผลเต่งอวบ มีความหวานสูง เกษตรกรควรเก็บ หากทิ้งไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้

สนใจ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” กับ “ชมพู่สตรอเบอรี่” สายพันธุ์แท้ ติดต่อได้ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ในปี 2560 จังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1.69 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 62.67 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 8.09 แสนไร่เศษ คิดเป็นร้อยละ 48 ของพื้นที่ สัดส่วนประเภทสาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน มีเงินลงทุนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาง จำนวน 3.9 พันล้านบาท คิดเป็น 88.36 เปอร์เซ็นต์ นับว่าจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งวัตถุดิบยางพาราที่ใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามจุดทางยุทธศาสตร์ (Positioning) ที่ว่า “ศูนย์กลางการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราด้วยนวัตกรรม”

คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอศรีวิไลส่วนใหญ่ปลูกยางพาราเป็นหลัก รองลงมาเป็นการทำนา และมีเกษตรกรบางรายแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้ผลเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการแบ่งพื้นที่มาปลูกไม้ผล เช่น มังคุด เงาะ และทุเรียน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอำเภอศรีวิไล

“ตอนนี้มีเกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการปลูกไม้ผล และที่สำคัญทำจนประสบผลสำเร็จให้ผลผลิตขายได้ ไม่ว่าจะเป็นมังคุดหรือเงาะ โดยเกษตรกรได้แบ่งพื้นที่ยางมาปลูกไม้ผล 3-5 ไร่ ต่อปี ก็สามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนบาทได้ เพราะผลผลิตที่ขายเน้นเป็นเรื่องคุณภาพ จึงทำให้สามารถขายได้ราคา ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ในเรื่องของการเสริมรายได้ ในช่วงที่ราคาของยางพาราลดลง” คุณสมหมาย กล่าว

ซึ่ง คุณบุญนาค ศรีสว่าง อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยลึก ตำบลชุมภูพร อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนมาเป็นแปลงปลูกไม้ผล เพื่อสร้างเป็นรายได้เสริมจากการปลูกยางพารา จึงทำให้สามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนต่อปีกันเลยทีเดียว

อดีตรับราชการ สู่ชีวิตเกษตรกร คุณบุญนาค เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเป็นข้าราชการทหารอากาศ ต่อมาได้ลาออกมาในช่วงปี 2538 ซึ่งในขณะนั้นมีใจที่รักงานทางด้านการเกษตร จึงได้มายึดอาชีพเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงโค การทำสวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนไม้ผล ซึ่งการปลูกไม้ผลก็มีการแบ่งพื้นที่จากสวนยางพาราบางส่วนมาปลูก และเห็นพื้นที่บริเวณบ้านนั้นยังว่าง จึงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการปลูกไม้ผลทั้งหมด

“สมัยก่อนเราต้องซื้อผลไม้มาทาน เราก็รู้สึกว่าราคาค่อนข้างแพงมาก พอดีช่วงนั้นมีโอกาสไปเยี่ยมญาติที่อยู่ภาคใต้ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้นำเงาะโรงเรียนและไม้ผลอื่นๆ จากทางภาคใต้มาทดลองปลูกในที่ดิน ก็ดูแลให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม้ผลที่นำมาปลูกทั้งหมดก็อายุเป็นสิบกว่าปีแล้ว สามารถให้ผลผลิตได้เก็บขายได้ ที่สำคัญสร้างรายได้ได้ดีอีกด้วย” คุณบุญนาค บอก

มีไม้ผลหลากหลายภายในสวน

การปลูกไม้ผลทั้งหมดนั้น คุณบุญนาค เล่าว่า ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่จะเน้นการปลูกแบบตามสะดวกของพื้นที่ โดยมีพื้นที่ว่างตรงไหนของสวนก็จะนำไม้ผลต่างๆ มาลงปลูก ซึ่งสิ่งที่จะเน้นดูแลส่วนใหญ่จะเป็นวัชพืชที่ปกคลุม หากรกมาก ก็จะมีการตัดให้เตียนโล่งมองแล้วสบายตาดีอยู่เสมอ

“พอไม้ผลเริ่มเจริญเติบโต จนสามารถให้ผลผลิตได้แล้ว เราก็จะมีการบำรุงต้นบ้าง เพื่อให้พืชได้รับสารอาหาร ซึ่งการทำไม้ผล น้ำถือว่าสำคัญมาก เพราะต้องมีน้ำคอยรดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโชคดีของพื้นที่ตรงนี้ มีน้ำจากลำห้วยไหลผ่าน จึงทำให้สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตรจำพวกไม้ผลได้ พอปลูกมาได้ 3-5 ปี ไม้ผลพวกนี้ก็จะเริ่มให้ผลผลิต” คุณบุญนาค บอก

เมื่อเก็บผลผลิตจำหน่ายจนหมดต้นแล้ว คุณบุญนาค บอกว่า จะบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ด้วยการใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่ทำเองกับมือ โดยหมักไว้ให้มีอายุเกิน 1 ปี ซึ่งส่วนผสมของน้ำหมักจะเป็นเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน นำมาผสมกับผลมังคุดและเงาะที่ผลเสีย นำมาหมักผสมเข้าร่วมกันทั้งหมด จากนั้นใส่ อีเอ็ม (EM) และกากน้ำตาลลงไปในถังที่หมัก เมื่อหมักไปได้หลายเดือนเกิดมีกลิ่นเหม็นออกมา ก็จะเติมกากน้ำตาลลงไปในถังหมักอยู่เสมอ

เมื่อน้ำหมักได้ที่จะนำมาสาดให้ทั่วบริเวณสวน จากนั้นมีการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเข้ามาเสริมภายในสวนบ้าง เพราะจะช่วยให้ไม้ผลมีความสมบูรณ์ในการให้ผลผลิตมากขึ้น

“น้ำหมักที่ได้ก็สามารถใช้ได้หลากหลาย ไม่ได้ใส่แต่ในไม้ผลอย่างเดียว ยังเอามาใส่กับพืชผักสวนครัวที่ปลูกเองอีกด้วย ก็ถือว่าเป็นการลดเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายได้มาก เรียกว่าอะไรที่ทานได้ ก็ปลูกไปเถอะ อย่างน้อยสามารถนำมาทานในครัวเรือนได้ ส่วนถ้ามากเกินก็สามารถขายเป็นรายได้ สำหรับใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้” คุณบุญนาค บอก

จากการที่ได้ปลูกไม้ผลมาหลายสิบปี คุณบุญนาค บอกว่า ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำก็ยังได้จำหน่ายไม้ผลเสริมรายได้ จึงนับว่าการที่ไม่ทำพืชเชิงเดียวจนเกินไป สามารถทำให้มีรายได้จากพืชได้หลากหลายชนิด ซึ่งในอนาคตที่สวนของคุณบุญนาคจะมีทุเรียนที่ให้ผลผลิตจำหน่ายได้ เพราะได้นำมาทดลองปลูกแล้วไม้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศในแถบนี้

เน้นสร้างตลาดเองจำหน่ายแบบสินค้าคุณภาพ

ผลผลิตที่มีภายในสวนเป็นสินค้าคุณภาพสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เป็นไม้ผลจำพวกเงาะ มังคุด พร้อมทั้งมีสะตอที่ปลูกไว้ ก็สามารถทำราคาให้กับเขาได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งผักสวนครัวที่ปลูกไว้เมื่อมีจำนวนมากจะนำมาจำหน่ายสร้างรายได้สำหรับใช้จ่ายภายในครอบครัวได้เช่นกัน

“ผลไม้ที่ออกมาหรือผลผลิตทั้งหมด เราขายเอง ไม่ต้องกลัวเรื่องตลาด เพราะผลไม้ที่ออกมาเป็นช่วงนอกฤดู ดังนั้นสินค้าค่อนข้างที่จะขายดี มังคุดขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเงาะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนที่เป็นสินค้าขายได้ราคามาก จะเป็นสะตอ ขายได้ถึงราคาฝักละ 20 บาท เพราะสินค้าทั้งหมดเป็นแบบนอกฤดู แต่ถ้าเป็นช่วงในฤดูราคาของผลผลิตที่ขายทั้งหมดก็จะลดลงมาบ้างเล็กน้อย” คุณบุญนาค บอก

จากความตั้งใจที่ได้นำไม้ผลมาเพื่อเป็นการทดลองปลูก แต่เมื่อทั้งหมดเจริญเติบโตให้ผลผลิตแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงการทำกิจกรรมยามว่างที่เขาชอบเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นการสร้างรายได้ให้กับคุณบุญนาคได้เป็นอย่างดี ถ้าช่วงใดที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก ก็ทำให้จำหน่ายได้ราคาหลักแสนต่อปีกันเลยทีเดียว จึงเป็นการช่วยให้มีรายได้ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ

ซึ่งการทำเกษตรในสายตาของคุณบุญนาคนั้น คุณบุญนาคมองว่าไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณค่า โดยในทุกๆ เช้าได้เดินออกไปภายในสวน ตัดแต่งกิ่งพรรณไม้ ทำให้เขามีความสุข และที่สำคัญมีสุขภาพที่ดี เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่เต็มไปด้วยธรรมชาติ

“ถ้าจะบอกว่า การทำเกษตรเชิงเดียวสมัยนี้ อาจจะบอกว่ามันน่าจะหมดยุคหมดสมัยแล้ว เพราะช่วงที่ราคาสินค้าตก ก็มีแต่แย่กับขาดทุน แต่การทำเกษตรผสมผสาน ทำให้เรามีสินค้าหลากหลาย สมมุติพืชตรงนี้ราคาไม่ดี แต่ยังมีอีกชนิดขายได้ราคาดี ก็ทำให้มีรายได้หลากหลาย ฉะนั้น คนที่จะทำงานทางการเกษตร ต้องบอกก่อนว่า ต้องมีใจรักจริงๆ ถ้ามีใจรักเสียแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็จะสำเร็จแน่นอน” คุณบุญนาค แนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณบุญนาค ศรีสว่าง หมายเลขโทรศัพท์ (087) 491-7831 ขอขอบพระคุณ คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

หากพูดถึงพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ คงจะหนีไม่พ้นการทำสวน “ยางพารา” และการทำ “นาข้าว” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคุ้นชินเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ยึดการทำสวนยาง และนาข้าวเป็นอาชีพหลักมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ การขายยางพารายังสามารถสร้างรายได้จำนวนมากให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องของราคายางพาราที่ตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและครอบครัว ทำให้นอกจากยางพาราและนาข้าวที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดบึงกาฬแล้ว “การทำเกษตรแบบผสมผสาน” ก็ถือเป็นการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล และ คุณยุทธการ บุญประคม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รีอู่คำ บึงกาฬ และประธานโครงการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ร่วมให้ข้อมูลว่า โครงการ “แปลงผักกางมุ้งอินทรีย์” ที่ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้และอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่

คุณสมหมาย เล่าถึงการทำเกษตรของชาวบ้านในอำเภอศรีวิไลว่า ในอดีตชาวบ้านจะเน้นการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยวหรือการทำเกษตรโดยเน้นการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว และอย่างที่ทราบดีว่ายางพารานั้นถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬ จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เน้นการปลูกยางพาราไปโดยปริยาย อีกทั้งยางพารายังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการทำเกษตรในจังหวัดอีกด้วย

“เราได้สนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เช่น การปลูกพืชแซมยาง รวมไปถึงการทำเกษตรแบบอินทรีย์หรือการปลูกผักปลอดสารพิษด้วย ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในภาวะราคายางตกต่ำ ทั้งยังต้องการสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้กับคนภายนอก ว่าบึงกาฬ ไม่ได้มีดีเพียงแค่ยางพาราเท่านั้น แต่ยังสามารถปลูกพืชได้อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ทุเรียน รวมถึงไม้ผลอีกหลายชนิดด้วย” เกษตรอำเภอเล่า

ก่อนจะเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำโครงการ คงต้องเกริ่นก่อนว่าการปลูกผักกางมุ้งนั้นคือ การปลูกผักโดยใช้วิธีการทางธรรมชาติร่วมกับวิธีการอื่นๆ ที่ปลอดภัย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช ทั้งยังสามารถป้องกันในเรื่องของแมลงได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ปลูกหลายรุ่นหรือพื้นที่ที่มีการปลูกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีอีกด้วย

คุณยุทธการ เล่าว่า เดิมทีโครงการนี้เกิดจากการรวมกลุ่มเพื่อปลูกและแปรรูปข้าวไรซ์เบอร์รีเพื่อส่งขาย หลังจากที่เกษตรกรหลายรายต้องประสบกับปัญหาราคายางตกต่ำ ต่อมาจึงได้เริ่มมาทำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมีฯ โดยจะเน้นทั้งการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ในพื้นที่ควบคู่กันไป ส่วนเหตุผลที่เลือกปลูกผักอินทรีย์นั้น เพราะกำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งยังเชื่อว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างทั้งอาชีพและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

“ในตอนนี้เราจะเน้นปลูกผักบุ้ง ผักสลัดรวมถึงคะน้า ผักชีไทย และผักชีลาวด้วย เนื่องจากเป็นผักที่ดูแลง่ายและใช้เวลาปลูกเพียงไม่นานก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ซึ่งในตอนนี้ก็มีสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 40 ราย โดยจะแบ่งให้แต่ละรายรับผิดชอบแปลงของตนเอง ส่วนผลผลิตนั้นก็สามารถส่งขายให้แก่ร้านค้าในบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ที่เข้าเยี่ยมชมโครงการผักกางมุ้งเพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ ยังเน้นการให้ความรู้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองปลูกแปลงผักกางมุ้งอินทรีย์ไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือนอีกด้วย”

การเตรียมดินและการดูแลแปลงผักปลอดสารพิษ

สำหรับการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์นั้น การเตรียมดินก็ถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีการปรุงด้วยปุ๋ยคอกก่อน แล้วจึงนำดินไปตากให้แห้งเพื่อรอนำต้นกล้าที่เพาะมาลงต่อไป นอกจากดินแล้วเรื่องปุ๋ยก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง โดยปุ๋ยที่ใช้นั้นจะเป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ทางโครงการเป็นผู้ผลิตเอง ซึ่งการเลือกใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองนอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีแล้ว ยังถือเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการอีกด้วย

นอกจากการเตรียมดินและการให้ปุ๋ยแล้ว การให้น้ำก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยจะให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ซึ่งที่เลือกใช้ระบบสปริงเกลอร์เพราะสะดวก ทั้งยังสามารถช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลาอีกด้วย และเนื่องจากเป็นโครงการผักกางมุ้ง ซึ่งมุ้งที่ใช้นั้นเป็นผ้าที่มีความหนาเป็นพิเศษจึงสามารถป้องกันปัญหาเรื่องศัตรูพืชและแมลงได้เป็นอย่างดี

ผักกางมุ้งอินทรีย์ผลตอบแทนที่มากกว่าคำว่า “รายได้”

สำหรับโครงการผักกางมุ้งอินทรีย์นั้นนอกจากจะเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานและเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างรายได้เสริมจากการขายยางพาราแล้ว ยังถือเป็นแหล่งเรียนรู้และแปลงทดลองทำเกษตรสำหรับชาวบ้านที่สนใจและต้องการเริ่มต้นทำการเกษตรด้วย

โดยทางโครงการไม่เพียงแค่ให้องค์ความรู้ในเรื่องการปลูกผักเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำปุ๋ยหมักชีวภาพและการเตรียมดินก่อนนำต้นกล้าลงปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับสวนของตนเองได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม ซื้อผักปลอดสารพิษหรือต้องการสอบถามและขอข้อมูลในการปลูกผักกางมุ้ง รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ คุณยุทธการ บุญประคม หมายเลขโทรศัพท์ (084) 519-4669

ขอขอบพระคุณ คุณสมหมาย แก้วมณี เกษตรอำเภอศรีวิไล ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรใบหมี่ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายถูกพัฒนาต่อยอดนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมและหนังศีรษะ สร้างรายได้ ก้าวไกลไปในตลาดโลก

นายไชยกร นิธิคณาวุฒิ ประธานกรรมการ บริษัท จินดาสมุนไพร จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ภายใต้แบรนด์ จินดาสมุนไพร กล่าวว่า ใบหมี่เป็นต้นไม้ที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในเขตภาคอีสานจะขึ้นตามทุ่งนา ใบมีกลิ่นฉุน เป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่ใช้ประ โยชน์ทางยาและเครื่องสำอางของใบหมี่ คือ ราก เปลือกต้น ใบ เมล็ด และยาง ใบหมี่มีข้อบ่งใช้ทางเภสัชกรรมล้านนา คือ ราก แก้ไข้ออกฝีเครือ แก้ลมก้อนในท้อง แก้ฝี และแก้ริดสีดวงแตก ส่วนข้อบ่งใช้ทางแพทย์แผนไทย คือ ราก แก้ปวดตามกล้ามเนื้อ เปลือกต้น ใช้แก้ปวดมดลูก แก้คัน แก้อักเสบ แก้แสบตามผิวหนัง แก้บิด ใบใช้แก้ปวดมดลูก แก้ฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน เมล็ดใช้ตำพอก แก้ปวดฝี แก้พิษอักเสบต่าง ๆ ยางใช้แก้บาดแผล แก้ฟกช้ำ

“หลังจากที่ได้รับสูตรการทำเซรั่มบำรุงเส้นผมก็นำมาทดลองสกัดน้ำจากใบหมี่มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศรีษะที่ช่วยให้เส้นผมและหนังศรีษะแข็งแรงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ต้นหมี่ที่เกิดจากธรรมชาติจะเกิดแบบกระจัดกระจาย ทางจินดาสมุนไพรเลยได้ทดลองใช้วิธีขุดล้อมมาปลูก พบว่าเกิดได้ดี ลำต้นโตเร็ว ใบหนา ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี ใช้วิธีการปลูกให้มีระยะห่าง 2×3 เมตร ขุดหลุมลึกประมาณ 70-80 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ต้นหมี่เป็นพืชที่ทนแล้งแต่ก็ต้องการน้ำในระยะแรก และสามารถ เก็บใบได้หลังจากที่ผลิต ใบแล้วประมาณ 45-50 วัน การดูแลรักษาก็ดูเรื่องของวัชพืชที่กำจัดเดือนละ 1-2 ครั้ง ปลูกทิ้งไว้ไม่ใส่สารเคมีใดๆทั้งสิ้น เพราะในใบหมี่จะมีกลิ่นฉุนอยู่ในตัวทำให้แมลงไม่กล้าไปรบกวน”นายไชยกรกล่าว

นายไชยกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จินดาสมุนไพร มีวัตถุดิบจากใบหมี่เป็นส่วนประกอบสำคัญ ทั้งแชมพู ครีมนวด เซรั่มบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ทรีทเม้นต์บำรุงเส้นผม สบู่3 กลิ่นหอม ที่กำลังครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และในปี 2561 นี้ยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างยาหม่องเหลืองสมุนไพร(เปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่แล้ว) มียาสีฟัน ที่กำลังจะออกมาเร็วๆนี้ จำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศและตลาดออนไลน์อย่าง ลาซาด้า ที่แนวโน้มการช้อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งสีสันใหม่จากจินดาสมุนไพรที่จะทำให้ตลาดสมุนไพรมีความคึกคักมากขึ้น อีกทั้งยังได้ทำตลาดต่างประเทศควบคู่กันโดยเฉพาะประเทศรัสเซีย ที่มีแนวโน้มเติบโตการใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยมากขึ้นอีกด้วย

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับไหมอีรี่ ตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าไหม สบู่ล้างหน้า สบู่เหลว แชมพูสระผม ครีมนวดผม และโลชั่นทาผิว ชื่อแบรนด์ “S and N Farm” อีกทั้งยังเปิดร้านขายสินค้าเกษตรด้วย” คุณสุเมธ มาสขาว ผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 ปี แจกแจงกิจการของเขา ซึ่งเพิ่งเริ่มธุรกิจยังไม่ถึงปี โดยเลี้ยงไหมอยู่ที่บ้านหนองพะโลน ตำบลทุ้งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 บาท

นับเป็นคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาโดยตรงในการประกอบอาชีพ ซึ่ง คุณสุเมธ มาสขาว นั้น จบปริญญาตรี สาขากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และเพิ่งจบปริญญาโท สาขาและมหาวิทยาลัยเดียวกันในปีนี้เอง

เจ้าตัวเล่าที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจไหมป่าอีรี่ว่า ตอนเรียนอยู่ปีที่ 3 ในระดับปริญญาตรี ได้ทำปัญหาพิเศษเกี่ยวกับไหมป่าอีรี่ ตอนแรกไม่รู้จักว่าไหมป่าอีรี่คืออะไร มีหน้าตาแบบไหน แล้วกินอะไร สามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง แต่พอได้มาศึกษาอย่างจริงจังกับรู้ว่าไหมป่าอีรี่ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เส้นไหมนำมาทอเป็นผ้าไหม ขี้ไหมทำเป็นปุ๋ย ส่วนดักแด้สามารถนำมารับประทานได้ เพราะมีโปรตีนสูง 64-68% เลยทีเดียว

รวมระยะเวลาประมาณ 5 ปี ในการศึกษาเรื่องไหมอีรี่ทั้งระดับปริญญาตรีและโท จึงคิดว่า ไหมป่าอีรี่ตัวนี้ยังทำอะไรได้อีกเยอะ พร้อมนำมาทำเป็นอาชีพของตัวเอง อีกอย่างปัจจุบันคนที่เลี้ยงไหมในประเทศไทยนับวันยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที

คุณสุเมธแจกแจงการเลี้ยงไหมป่าอีรี่ว่า ใช้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ในการเตรียมแปลงมันสำปะหลัง เพื่อเป็นอาหารของตัวไหม โดยจะเลี้ยงได้ประมาณ 10,000 ตัว ให้ผลผลิต 15-20 กิโลกรัม ต่อรังสด ซึ่งมันสำปะหลัง ใช้เวลาปลูก 4 เดือน จึงจะเก็บใบมาเลี้ยงไหมได้ แต่จะต้องไม่พ่นยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงใดๆ ดังนั้น จึงต้องเลี้ยงเองเพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การเลี้ยงไหมป่าอีรี่คล้ายๆ กับการเลี้ยงไหมบ้าน มีอยู่ 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ในระยะหนอนจะแบ่งเป็น 5 วัย และจะนอน 4 ครั้ง การเลี้ยงจะให้อาหาร 2 ครั้ง เช้า เย็น เวลาไหมนอนจะไม่ให้อาหารและปล่อยให้ไหมนอน พอไหมตื่นก็เติมใบมันสำปะหลังตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงไหมป่าอีรี่กับไหมบ้านก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ตั้งแต่พืชอาหารเลย เพราะไหมบ้านจะกินแค่ใบหม่อน ส่วนไหมอีรี่จะกินพืชอาหารได้หลายชนิดมากกว่า ทั้งใบละหุ่ง มันสำปะหลัง สบู่ดำลีลาวดี และพระเจ้าร้อยท่า ในส่วนของเส้นไหมก็จะแตกต่างกันด้วย โดยเส้นไหมของไหมอีรี่จะมีความมันวาวน้อยกว่าไหมบ้าน แต่จะมีคุณสมบัติอื่นมาแทนคือ เวลาใส่หน้าร้อนจะช่วยระบายอากาศ ส่วนใส่หน้าหนาวจะช่วยเก็บอุณหภูมิ ที่สำคัญที่สุดคือ ไหมอีรี่ทนทานต่อโรคสูงกว่าไหมบ้าน

คุณสุเมธเล่าถึงปัญหาและอุปสรรคที่เจอะเจอในช่วงแรกของการทำธุรกิจนี้ว่า “ผมไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน ทั้งในเรื่องการจัดการด้านต่างๆ การเงิน โดยเฉพาะการตลาด คือผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกนี้เลย ตอนนี้ก็อาศัยสอบถามผู้รู้และผู้ที่เคยทำมาก่อน”

อีกอย่างคือ ไหมป่าอีรี่ตัวนี้เป็นไหมป่าที่กินใบมันสำปะหลัง แต่ต้องเป็นมันที่ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งหายากมาก อีกอย่างใช่ว่าปลูกแล้วจะสามารถเก็บใบมาเลี้ยงไหมได้เลย ต้องรอให้มันอายุได้ 4 เดือนก่อนถึงจะสามารถเก็บใบได้ ดังนั้นการที่จะนำมาแปรรูปได้ต้องเลี้ยงไหมเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้มีแค่โรงเรือนขนาดเล็ก เลี้ยงได้เต็มที่ก็ประมาณ 7-8 กิโลกรัม ต่อเดือนเท่านั้น ส่วนประเภทเครื่องสำอางนั้นผลิตตามออเดอร์ที่สั่ง “ปัญหาและอุปสรรคหลักๆ ของผมคือ เงินทุน เพราะไม่มีเงินที่จะมาทำโรงเรือนเลี้ยงไหมใหม่ ที่มีอยู่เป็นโรงเล็กไม่สามารถเลี้ยงจำนวนเยอะๆ ได้ แก้ไขโดยตอนนี้ได้เขียนโครงการไปยัง ธ.ก.ส. เพื่อที่จะกู้เงินมาทำโรงเรือนเลี้ยงไหม ตอนนี้กำลังรออนุมัติ

ในฐานะผู้ที่ศึกษาเรื่องไหมอีรี่มานาน และลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง คุณสุเมธระบุถึงข้อควรระวังเป็นพิเศษและศัตรูของไหมว่า มีหลายเรื่อง อาทิ การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชรอบแปลงมันสำปะหลัง มด แมลงวันก้นขน หนู รวมทั้งการนอนการตื่นของไหม

“ช่วงไหมนอนนั้นจะไม่เติมใบมันสำปะหลัง เพราะถ้าเติมไหมที่ตื่นก่อนจะได้กินก่อน และจะโตก่อน ต้องสังเกตดูการตื่นของไหมให้อยู่ประมาณ 80-90% ของไหมทั้งหมด ถึงจะเติมใบมันสำปะหลัง ส่วนการเก็บไหมเข้าจ่อนั้น ไม่ควรให้ไหมแออัดจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดรังแฝดเยอะ”

ทั้งนี้ ในปี 2561 เขาจะหาลูกฟาร์มเพิ่ม เพื่อจะได้มีรังไหมมาป้อนให้อีกทาง ขั้นแรกนี้ตั้งเป้าจะหาลูกฟาร์มเพิ่มสัก 5 ราย พร้อมกันนั้นจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น เซรั่ม ครีมทาหน้า เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเขาจะผลิตเครื่องสำอางตามออเดอร์ที่สั่งเท่านั้น

คุณสุเมธให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการจะเลี้ยงไหมป่าอีรี่ว่า ต้องมีใจรักจริงๆ เพราะถ้าคนที่ยังไม่เคยเลี้ยงเลยอาจจะลำบากหน่อย เพราะยังไม่รู้ว่าไหมนอนไหมตื่นเป็นอย่างไร และที่สำคัญต้องมีที่ปลูกพืชอาหารของไหมอีรี่ เช่น มันสำปะหลัง หรือถ้าต้องการคำแนะนำก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ (094) 473-5577 พื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงไหม ขั้นต่ำ 1 ไร่ รวมแปลงปลูกมันสำปะหลัง มีเงินสักเท่าไรถึงจะคืนทุน ขั้นต่ำประมาณ 20,000 บาท และประมาณ 2 เดือน ก็คืนทุนแล้วครับ หาตลาดยากไหม ผมจะแนะนำเป็นแมลงทางเลือกมากกว่าครับ คือถ้าใครปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้ว ลองเอาไหมอีรี่ไปเลี้ยง คือจะเป็นรายได้เสริมอีกทาง และอาจจะลดต้นทุนของปุ๋ยลงอีกด้วยเพราะใช้ขี้ไหมแทน ส่วนตลาดตอนนี้ก็จะมีจุลไหมไทย และก็บริษัทก้องเกียรติที่รับซื้อรังไหมอีรี่อยู่

ถามถึงเรื่องการตลาด คุณสุเมธ ตอบว่า ในการเลี้ยงไหมป่าอีรี่ยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เพราะคนที่เลี้ยงต้องมีเวลาและมีใจรักจริงๆ ส่งผลให้ช่องทางการตลาดตอนนี้ยังมีไม่ค่อยมากเท่าไร แต่ถือว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะปัจจุบันต่างประเทศหันมาสนใจโปรตีนในแมลงมากขึ้น และคนในประเทศก็เริ่มสนใจสุขภาพมากขึ้นด้วย

ในส่วนของคุณสุเมธเองใช่จะนำรังไหมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ยังได้ขายตัวไหมสดด้วย เพราะลูกค้าสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือขนม และยังนำไปทำเป็นอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าได้อีกด้วย

“ตอนนี้ผมวางแผนขายในประเทศก่อน SBOBET จะเริ่มในจังหวัดยโสธร บ้านเกิดตัวเองก่อน พร้อมกันนั้นจะเน้นไปทางตลาดออนไลน์ และตลาดในเมืองใหญ่ๆ ส่วนในต่างประเทศยังไม่ได้เน้นในจุดนั้น เพราะธุรกิจเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น”

ผู้ประกอบการหนุ่มรายนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แบรนด์ “S and N Farm” ของเขาว่า ถ้าเทียบราคากับแบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาดจะใกล้เคียงกัน ส่วนคุณภาพ “S and N Farm” จะเน้นไปทางออร์แกนิกให้มากที่สุด และใช้เคมีให้น้อยที่สุด โดย สบู่ แชมพูสระผม ครีมนวดผม และสบู่เหลว 80 บาท ส่วนโลชั่นทาผิว ขวดละ 150 บาท ผลิตภัณฑ์ที่ขายดีสุด สบู่โปรตีนไหมอีรี่ สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่วัตถุดิบที่ทำจากไหมป่าอีรี่และเป็นสินค้าออร์แกนิกตั้งแต่กรรมวิธีการเลี้ยงไหม

คุณสุเมธแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะเลี้ยงไหมชนิดนี้ว่า ต้องมีใจรักจริงๆ เพราะถ้าคนที่ยังไม่เคยเลี้ยงเลยอาจจะลำบากหน่อย เนื่องจากยังไม่รู้ว่าไหมนอนไหมตื่นเป็นอย่างไร และที่สำคัญต้องมีที่ปลูกพืชอาหารของไหมอีรี่ เช่น มันสำปะหลัง อย่างน้อย 1 ไร่ และต้องมีเงินทุนขั้นต่ำ 10,000-20,000 บาท อย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นแมลงทางเลือกมากกว่า คือถ้าเกษตรกรคนไหนปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้ว ลองนำไหมอีรี่ไปเลี้ยง เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทาง และอาจจะลดต้นทุนของปุ๋ยลงอีกด้วย เพราะใช้ขี้ไหมแทน ส่วนตลาดตอนนี้ก็มีจุลไหมไทย และบริษัทก้องเกียรติ ที่รับซื้อรังไหมอีรี่อยู่

“ผมเองอยากให้เป็นทางเลือกอีกทางสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้วดีกว่า จะได้เป็นรายได้ 2 ทาง ทั้งหัวมันสำปะหลังและไหมด้วย” สนใจอยากเลี้ยงไหมป่าอีรี่ หรือต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ S and N Farm