ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้ง

เป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ

ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไปด้วย จึงมีชาวบ้านสนใจและทำกันมากมาย

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วม หากไม่มีวัว ควาย เลี้ยง…ทางโครงการก็จะแจกให้ยืมเลี้ยง เมื่อวัวและควายนั้นได้ลูกหลานออกมาก็จะมอบให้กับคนที่นำไปเลี้ยง ส่วนแม่พันธุ์ก็จะคืนมาให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการให้ ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มประชากรวัว ควาย ในตัวด้วย พร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยมูลวัวและควาย

“โครงการนอนบ้านมั่งคั่ง นอนนาแก้จน เป็นนโยบายที่คิดขึ้นจากพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด แต่คุณภาพชีวิต การศึกษา สุขอนามัย สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าคนในเมือง วันนี้นโยบายดังกล่าวจึงเป็นแนวทางอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตคนชนบทดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชาวบ้านชนบทเข้มแข็งมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น คิดว่าจะทำให้สังคมในเมืองเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว นี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดดังกล่าว” ดร. พลังพงศ์ บอก

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า วิถีชีวิตชนบทไทยที่กำลังจะหายไป เพราะสังคมอุตสาหกรรมเข้ามาทดแทนแรงงานชนบท โดยสินค้าเกษตรถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลหลายคณะตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ต้นทุนปุ๋ยยากำจัดศัตรูพืชราคาสูง ราคาพืชผลตกต่ำ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ นี่แหละคือกระดูกสันหลังของชาติ ไม่ได้เป็นเนื้อกับเขา เป็นเพียงแค่กระดูกรอวันผุเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรได้ไปอยู่ในที่ดินทำกินของตนเองหรือที่ทำงานของเขา เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีเงินออม ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น ประเพณีมีคนสืบทอดให้รุ่นหลัง เงินกระจายทุกกลุ่ม ราคาที่ดินหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ความเจริญกระจายตัว จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง มีผลทำให้เศรษฐกิจในเมืองมั่นคงไปด้วย เป็นวงจรที่มั่นคง มีเสถียร ประเทศชาติมั่งคั่ง การแก้จนต้องเริ่มจากการพึ่งพาตนเอง ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

จากสภาพปัจจุบันภาคเกษตรกรรม พบว่าชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายจ่ายมากกว่ารายได้ เกิดการกู้หนี้ยืมสิน ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐก็จะมักจะใช้วิธีการแก้ปัญหาความจนด้วยการทุ่มเทงบประมาณให้กับชาวบ้าน แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการเงิน ทำให้มีเงินเท่าไรก็ไม่พอ ขณะที่ปัญหาความจนก็ยังคงอยู่ ซึ่งข้อเท็จจริงจากการที่ได้ไปวิเคราะห์ในระดับล่าง

ปัญหาความยากจนที่แท้จริงก็คือ การที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถึงแม้ความจนต้องแก้ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีชักนำคน เริ่มต้นช่วยเหลือและเพิ่มแนวทางการแก้จน ให้เขาพึ่งตนเองได้ก่อน

ดร. พลังพงศ์ กล่าวอีกว่า คำว่า “นอนนาแก้จน” หากนึกย้อนภาพในอดีตของคนอีสานที่เมื่อถึงฤดูกาลทำนา ชาวนาก็จะลงไปนอนที่ทุ่งนา และมีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ดังนั้น การไปอยู่เถียงนาก็คือ สภาพการพึ่งพาตนเองที่ไม่ใช้การบริโภคจากภายนอก ซึ่งเมื่อได้แนวคิดนี้ จึงได้นำชาวบ้านในหมู่บ้านนำร่อง คือบ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยสิ่งแรกต้องเริ่มจากการปรับกระบวนทรรศน์ที่จะพึ่งพาตนเองก่อน เพราะถ้ามัวแต่จะรอรับอย่างเดียวก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ได้รับการเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหาร เทศบาลตำบลบัวสว่าง ได้ใช้งบประมาณลงทุนขยายเขตไฟฟ้าสู่ไร่ สู่นา เพื่อนำความสว่างไสวให้ทั่วพื้นที่รับผิดชอบ เพราะคิดว่าเมื่อไฟฟ้าไปถึง ชาวบ้านจึงจะสามารถออกไปอาศัยตามหัวไร่ปลายนาได้ตลอดทุกฤดูกาล ไม่ต้องอุดอู้ปลูกเรือนติดๆ กันในหมู่บ้านเหมือนสลัม บางครอบครัวมีลูกมากต้องเอาตู้เสื้อผ้ามากั้นเป็นห้องเล็กๆ

โครงการนี้ นำมาสู่การพิชิตความยากจน ลดรายจ่ายอย่างถาวรคือ ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เทียวไปนาทุกวัน ซึ่งหลายคนอาจปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไว้กินเอง จึงต้องเทียวไปเฝ้า ซึ่งรายจ่ายค่าน้ำมันในส่วนนี้ก็จะหมดไป

จากการประเมิน ได้ประเมินจากโครงการนอนนาแก้จน มีอยู่ 4 ด้าน คือ

ความยากจนลดลง
พออยู่พอกิน
ชีวิตมีสุข
ครอบครัวแห่งการเรียนรู้ โดยพบว่าครอบครัวที่เข้าโครงการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สังเกตได้จากซื้อหวยน้อยลง แต่ไม่ถึงกับไม่ซื้อเลย กินเหล้า สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะทำให้ความยากจนลดลง แต่ไม่ใช่หมดไปเสียทีเดียว เป็นแบบค่อยเป็นคอยไป แต่ที่สำคัญก็คือ เขามั่นใจเรื่องของการแก้จนที่ว่า ต่อไปนี้เขาจะแก้จนด้วยการไม่รอรับเงินอย่างเดียวแล้ว พื้นที่นำร่องตำบลสว่างนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในแง่ของการพึ่งพาตนเอง ครอบครัวมีสุข ความขัดแย้งในครอบครัวลดลง ซึ่งเมื่อพื้นที่นำร่องประสบความสำเร็จแล้ว เชื่อว่าในอนาคตจะนำไปขยายเป็นเครือข่ายไปทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร

อาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี – นักวิ่งเกือบ 4,000 คน ร่วม เดิน-วิ่ง การกุศล เพื่อสุขภาพ ในกิจกรรม ซีพีเอฟ โคราช รัน ฟอร์ ชาริตี้ 2018 (CPF KORAT RUN FOR CHARITY 2018) ชวนคนโคราชสร้างสุขภาพที่ดี พร้อมร่วมทำบุญ โดยนำรายได้จากค่าสมัครกิจกรรมหลังหักค่าใช้จ่ายรวม 400,000 บาท มอบให้โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยมี นพ. จิรศักดิ์ วิจักขณาลัญฉ์ ผอ. โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา และ นพ. ลิขิต มาตระกูล ผอ.โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี ร่วมในพิธีเปิดงานในครั้งนี้

นายวิโรจน์ คัมภีระ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในฐานะประธานชมรม ซีพีเอฟ รันนิ่ง คลับ กล่าวว่า งานครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยชมรมฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชสีมา จัดงาน เดิน-วิ่ง การกุศลขึ้น และมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกโคกกรวด (KRF) และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ปักธงชัย (PTF) เป็นเจ้าภาพจัดงาน ตามแนวคิดของ ซีพีเอฟ ในการส่งเสริมให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย หันมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และทำประโยชน์ให้แก่สังคม

การจัดงานครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากพี่น้องชาวโคราชและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมวิ่งและเดินกันจำนวนมากถึงเกือบ 400,000 คน พร้อมนำเงินรายได้หลังหักรายได้มอบให้โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารีและโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา แห่งละ 200,000 บาท เพื่อนำไปพัฒนาขีดความสามารถของสถาบันทางการแพทย์ในภูมิภาค

นพ. ลิขิต มาตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ นพ. จิรศักดิ์ วิจักขณาลัญฉ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา กล่าวร่วมกันว่า มีความยินดีที่ได้เห็นชาว ย่าโมหันมาออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น สร้างสุขภาพที่ดี เพราะการวิ่งเปรียบเสมือนยา ที่ช่วยให้คนที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอห่างไกลโรค และได้ร่วมกันสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ด้วยการ สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และโรงพยาบาล เทพรัตน์นครราชสีมา เพื่อสร้างความทันสมัยให้กับโรงพยาบาลในโคราชมีศักยภาพสูงในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเทียบเท่ามาตรฐานโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ

กิจกรรม เดิน-วิ่ง การกุศล CPF RUN FOR CHARITY ในครั้งต่อไป ส่งท้ายปี 2018 กับงาน LPF Running ตอบแทนคุณแผ่นดิน เดิน-วิ่งถิ่นครูบา ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์ท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามกิจกรรมของชมรมฯ

ราคายางพาราตกต่ำ – วันที่ 5 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบกับ นายประจบ ทองตาล่วง ชาวบ้าน หมู่ที่ 2 ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ซึ่งนายประจบเปิดเผยว่า หลังจากยางพาราเริ่มตกต่ำมาตลอด ก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก รายรับไม่พอกับรายจ่าย ยิ่งช่วงนี้อยู่ในช่วงเปิดเทอมยิ่งเดือดร้อน จึงรวมกลุ่มกับเกษตรกรเพื่อนบ้านลงทุนเลี้ยงวัวพันธุ์พื้นเมือง โดยเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้ในกลุ่มมีวัวพันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 30 ตัว ของตนมีประมาณ 10 ตัว การเลี้ยงวัวพันธุ์ผสมนั้น เลี้ยงง่ายมาก โดยเลี้ยงแบบปล่อยในทุ่งเลี้ยงสัตว์ ปล่อยให้หากินหญ้าตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ก็สามารถนำไปขายได้ตัวละประมาณ 20,000 บาท เป็นที่ต้องการของตลาด จนไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งขี้วัวยังสามารถขายได้ กระสอบละ 40-50 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเดือนละประมาณ 5,000 บาท โดยผลัดกันเก็บขี้วัวไปขายกับเกษตรกรเพื่อนบ้านที่นำวัวมาเลี้ยงด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงวัวที่ผ่านมานั้นประสบปัญหาน้ำท่วมทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน วัวที่เลี้ยงไม่มีอาหารกิน ทำให้ขายไม่ได้ในราคาที่ต้องการ แต่ก็ยังสามารถอยู่ได้ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หากมีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ต.นาตาล่วง ได้ก็จะมีการเลี้ยงวัวเพิ่มขึ้น

เมื่อปี 2529 ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 2.59 ล้านไร่ แหล่งปลูกมะพร้าวส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะอยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แม้ว่าประเทศไทยจะมีการปลูกมะพร้าวมาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนก็ตาม แต่ปรากฏว่า เมื่อปี 2521 เกิดวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบมะพร้าว ถึงขนาดต้องนำเข้าน้ำมันมะพร้าวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในปี 2523 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันมะพร้าวคิดเป็นมูลค่า 112.2 ล้านบาท

สาเหตุผลผลิตมะพร้าวลดลง

คุณเกริกชัย ธนรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า เมื่อปี 2550 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว 1.6 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 1.724 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,077 กิโลกรัม ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวที่ให้ผลผลิต 1.16 ล้านไร่ หายไป 4 แสนกว่าไร่ สาเหตุที่ทำให้พื้นที่ปลูกมะพร้าวลดลง เนื่องจากสวนมะพร้าวของเกษตรกรในแหล่งปลูกใหญ่ๆ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นสวนเก่าแก่ที่มีอายุมาก บางสวนมีต้นมะพร้าวอายุเป็นร้อยปี เมื่อต้นมะพร้าวมีอายุมาก ผลผลิตก็ลดลง ต้นมะพร้าวที่มีอายุมากต้นสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวยาก ขาดการเอาใจใส่บำรุงรักษา ขาดการใส่ปุ๋ย เกิดแมลงศัตรูระบาดหลากหลายชนิดเป็นเวลานานต่อเนื่องกัน ประกอบกับขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกต้อง ขาดแคลนพันธุ์มะพร้าวที่จะนำไปปลูกทดแทน จึงทำให้พื้นที่ปลูกมะพร้าวไม่เพิ่มขึ้น

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ราคามะพร้าวตกต่ำลงมาก ผลละประมาณ 3-4 บาท และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยางพารากับปาล์มน้ำมันมีราคาสูงกว่า และมีการส่งเสริมให้มีการปลูกในภาคใต้มากขึ้น ทำให้เกษตรกรในหลายจังหวัดที่เคยปลูกมะพร้าวหันไปให้ความสนใจยางพารากับปาล์มน้ำมัน บางแห่งเปลี่ยนพื้นที่จากสวนมะพร้าวเป็นสวนปาล์มกับสวนยางพารา ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับมะพร้าวต้องนำเข้ามะพร้าวมาจากต่างประเทศ เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวในประเทศมีไม่เพียงพอ” คุณเกริกชัย บอก

ยางพาราราคาตก มะพร้าวราคาสูง

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าว เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น กะทิกล่อง ซึ่งมีบริษัทต่างๆ ผลิตกันออกมามากมายจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ราคามะพร้าวอุตสาหกรรมหรือมะพร้าวแกง ราคาผลละ 14 บาท ในปัจจุบันเกษตรกรกลับหันมาปลูกมะพร้าว เนื่องจากราคาดี หันมาสั่งจองพันธุ์มะพร้าวจำนวนมาก

เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนมะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรมดังกล่าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 2/2560 วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบ “ยุทธศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม พ.ศ. 2561-2579” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตมะพร้าวให้มีปริมาณผลผลิตเพียงพอและมีคุณภาพตามความต้องการของผู้บริโภค ให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว พัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปมะพร้าวหลายรูปแบบ สร้างโอกาสทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่ม

กรมวิชาการเกษตร ผลิตมะพร้าวพันธุ์ดี

คุณเกริกชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร บอกว่า กรมวิชาการเกษตร ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการกิจกรรม 3 ข้อ คือ สนับสนุนการผลิตต้นพันธุ์มะพร้าวพันธุ์ดี การขยายพันธุ์มะพร้าวแบบรวดเร็ว และการสร้างแปลงผลิตพันธุ์มะพร้าวเพื่อการพัฒนาพันธุ์

กรมวิชาการเกษตร สั่งศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรเพาะแม่พันธุ์มะพร้าวลูกผสมให้มากขึ้น และได้ให้งบประมาณกับศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรเพาะแม่พันธุ์มะพร้าวลูกผสมให้มากขึ้น ผอ. เกริกชัย บอกด้วยว่า แต่เดิมศูนย์ฯ ชุมพร เป็นแหล่งเดียวที่เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์มะพร้าว ขณะนี้ได้ขยายไปหลายแห่งตามศูนย์เครือข่ายของศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ฯ ระนอง สตูล สงขลา และนราธิวาส รวมพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ โดยเพิ่มพ่อแม่พันธุ์ไปไว้ตามศูนย์ดังกล่าว

มะพร้าว เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ช้ากว่าพืชอื่น การขยายพันธุ์ในวันนี้กว่าจะได้ผลผลิตอย่างน้อย 4-5 ปี ผลมะพร้าวจะอยู่บนต้นอีก 1 ปี กว่าจะเก็บผลผลิตมาเพาะอีก 1 ปี ยอดสั่งจองมะพร้าว 2 ล้านกว่าต้น

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร มียอดสั่งจองมะพร้าวพันธุ์ต่างๆ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มีจำนวนถึง 2,287,871 ต้น ในขณะที่ศูนย์มีศักยภาพการผลิตในปี 2561-2565 รวมทุกพันธุ์ได้จำนวนแค่ 1,283,545 ต้น เพราะเราผลิตได้ปีละ 200,000 ต้น เท่านั้น

ผอ. เกริกชัย บอกว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เป็นศูนย์เดียวเท่านั้นที่ผลิตมะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดี จึงทำให้การผลิตหน่อมะพร้าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เพราะการติดผลมะพร้าวแต่ละทะลาย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 60 ผล/ต้น/ปี ในพันธุ์ไทย คือ พันธุ์ไทยทับสะแก และนครศรีธรรมราช เป็นต้น ส่วนมะพร้าวลูกผสม จะได้ประมาณ 80 ผล/ต้น/ปี

จากการที่ได้ผลผลิตมะพร้าวต่ำ ผลมะพร้าวที่นำมาเพาะก็พลอยให้ผลผลิตต่ำไปด้วย และยังมีอัตราการงอกต่ำอีกด้วย ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราได้ต้นกล้าหรือหน่อที่พร้อมจะนำไปปลูกเพียง 55% เท่านั้น นอกจากนั้นจะเสียไปประมาณ 45% ซึ่งทางศูนย์กำลังศึกษาอยู่ว่า จะทำอย่างไร จึงจะทำให้ได้ต้นกล้าหรือหน่อมะพร้าวมากขึ้น

จะพยายามสร้างความหลากหลายในพันธุ์มะพร้าว

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร มีพันธุ์ลูกผสมอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ชุมพร 2 กับลูกผสมสวี 1 ซึ่งสร้างมาแล้ว ประมาณ 30 กว่าปี

พันธุ์ลูกผสมสวี 1 เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์ต้นเล็กกับพันธุ์ต้นสูง ทำให้มีผลดก เป็นมะพร้าวที่ดีมีเนื้อหนา เปลือกบาง ให้ผลผลิตเร็ว 3 ปีครึ่ง ไม่ถึง 4 ปี ก็เก็บผลผลิตได้แล้ว อายุการเก็บเกี่ยว 11 เดือน เมื่อเทียบกับพันธุ์ไทยพื้นเมืองต้องใช้เวลาถึง 7 ปี แต่พันธุ์ลูกผสมสวีมีข้อเสียคือ ผลเล็ก เกษตรกรไม่ชอบ เนื่องจากมะพร้าวบ้านเราซื้อขายกันด้วยขนาดของผล เลยถูกตีเป็นมะพร้าวเกรดต่ำ

พันธุ์ชุมพร 2 เนื่องจากมะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสวี 1 ผลเล็ก ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรก็พยายามปรับปรุงพันธุ์ให้มีผลใหญ่ขึ้น จึงเอาพันธุ์ไทยเข้ามาปรับปรุงพันธุ์ โดยเอาพันธุ์ไทยมาเป็นพ่อผสมกับลูกผสมสวี 1 ได้ลูกผสมออกมาเป็น ชุมพร 2 ข้อดีของชุมพร 2 คือ ได้ผลใหญ่ขึ้น เนื้อหนา อายุไม่เกิน 4 ปีครึ่ง ก็ได้ผลผลิต ผลใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันมียอดสั่งจอง 1.6 ล้านต้น กว่าจะจ่ายหมดยอดสั่งจองต้องใช้เวลานานทีเดียว

ผอ. เกริกชัย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้สร้างพันธุ์มะพร้าวขึ้นมาอีกพันธุ์หนึ่ง คือ พันธุ์ลูกผสม 3 ทาง เพื่อให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร ศูนย์ได้ทำการศึกษาวิจัย ปรับปรุงพันธุ์มาตั้งแต่ ปี 2538

“ต้องยอมรับว่า นักวิชาการเกษตรรุ่นก่อนๆ ที่ทำงานศึกษาวิจัยการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล พยายามสร้างพันธุ์มะพร้าวขึ้นมาด้วยความพยายาม โดยมองไปถึงอนาคต แม้จะใช้เวลานานนับ 10 ปี”

ที่มาของมะพร้าวพันธุ์ลูกผสม 3 ทาง คือ พันธุ์สวี ซึ่งเกิดจากแม่มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย พ่อเป็นเวสต์แอฟริกันต้นสูง ผสมกับพันธุ์ไทยต้นสูง ผลงานศึกษาวิจัยเสร็จแล้ว เรียกว่า มะพร้าวลูกผสม 3 ทาง ซึ่งกว่าจะได้มา ใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี สถาบันวิจัยพืชสวนกำลังขอเป็นพันธุ์แนะนำ

การขยายพันธุ์มะพร้าวแบบรวดเร็ว

ผอ. เกริกชัย กล่าวว่า เพื่อที่จะให้ทันกับความต้องการของเกษตรกร ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ร่วมกับ สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ได้เสนอโครงการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมะพร้าว และร่วมมือกับสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในโครงการขยายพันธุ์มะพร้าวลูกผสม 3 ทาง ด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยขอใช้งบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัย (สวก.) นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังได้ให้งบประมาณผลิตมะพร้าวพันธุ์ชุมพร 2 และมะพร้าวกะทิโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออีกด้วย

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้ให้ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร จัดทำโครงการวิจัยสร้างแปลงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มะพร้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตต้นกล้ามะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดีในระยะสั้น ให้เร่งสร้างแปลงพ่อแม่พันธุ์มะพร้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตต้นกล้าพันธุ์มะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดีในระยะสั้น และให้เร่งสร้างแปลงพ่อแม่พันธุ์ในการผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมชุมพร 2 และพันธุ์มะพร้าวลูกผสม 3 ทาง ซึ่งศูนย์ฯ ชุมพรได้ขยายแปลงพ่อพันธุ์ ในศูนย์เครือข่ายของกรมวิชาการเกษตรออกไปอีกประมาณ 1,010 ไร่ ในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวนี้ เป็นการปลูกทดแทนแปลงพ่อพันธุ์เดิมที่มีอายุมากและลำต้นสูงมากอีก จำนวน 300 ไร่

เปิดโอกาสให้ภาคเอกชน สร้างแปลง พ่อ-แม่พันธุ์

เนื่องจากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เป็นศูนย์ที่ผลิตมะพร้าวลูกผสมพันธุ์ดีให้เกษตรกรเพียงแห่งเดียว จึงทำให้การผลิตหน่อพันธุ์มะพร้าวไม่ทันกับความต้องการของเกษตรกร กรมวิชาการเกษตร จึงเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตหน่อพันธุ์มะพร้าว

ผอ. เกริกชัย กล่าวว่า ได้มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมโดยการสร้างแปลง พ่อ-แม่ พันธุ์มะพร้าว ได้แก่ บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด สถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย บริษัท ซีพี ที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยได้ให้พ่อแม่พันธุ์ไปปลูกในแปลงขยายพันธุ์ของเขา พร้อมกับได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผสมเกสร สำหรับ บริษัท ซีพี ที่กำแพงเพชร ได้ร่วมกันทำแปลงทดสอบแปลงผลิตมะพร้าวลูกผสม 3 ทาง

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ชุมพร ก็ได้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน สร้างแปลงเพาะพันธุ์มะพร้าวชุมชน โดยจะส่งนักวิชาการเกษตรของศูนย์ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเนิร์สเซอรี่ และสร้างแปลงเพาะพันธุ์มะพร้าว ซึ่งต่อไปเกษตรกรก็จะมีรายได้จากการจำหน่ายพันธุ์มะพร้าว จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนพันธุ์มะพร้าวได้เร็วขึ้น

กระจายมะพร้าวพันธุ์ดี ไปแหล่งปลูกทั่วประเทศ

ผอ. ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กล่าวอีกด้วยว่า กรมวิชาการเกษตร วางแผนในระยะยาวรองรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าว โดยจะกระจายพันธุ์มะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรมไปในแหล่งปลูกสำคัญทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีมะพร้าวพันธุ์ดีปลูก แปลงพ่อแม่พันธุ์ใหม่ของศูนย์ ในปี 2560-2563 จะเริ่มให้ผลผลิต ในปี 2564 คาดว่า ปี 2564-2568 จะสามารถผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีได้ ประมาณ 429,700 ต้น/ปี ช่วงปี 2569-2573 จะผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีได้ ประมาณ 701,415 ต้น/ปี และปี 2573 เป็นต้นไปจะสามารถผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีได้อย่างน้อย 701,415 ต้น/ปี

กว่าเราจะได้ผลผลิตมะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรมโดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องรอคอยนานสักเท่าไร จะมีนักวิชาการเกษตรสืบทอดไปอีกกี่คน และจะมีพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมาอีกสักกี่พันธุ์

มะพร้าวแกง หรือมะพร้าวอุตสาหกรรม ไม่ใช่พืชสวนธรรมดาที่จะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลานานนับ 10 ปีทีเดียว บริษัท GM Interfoods จำกัด ขอเชิญชวนมาชิมและช็อปขนมผักกรอบ Deedy ที่ได้ขนขบวนความอร่อยมาให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ทั้ง 3 รสชาติ ได้แก่ รสชาติผงน้ำสลัดวาซาบิ รสชาติผงน้ำสลัด ซีฟู้ด และรสชาติผงน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์ ซึ่งไม่ใช่มีแค่ความอร่อยและมีประโยชน์เท่านั้น ยังมี โปรโมชั่นพิเศษภายในงานนี้อีกมากมาย อาทิ ซื้อ 3 ซอง แถมฟรีให้เลยอีก 1 ซอง และหากซื้อยกลัง