ในช่วงปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ผลผลิตเงาะดกดีมากหากแต่เทียบ

กับผลผลิตเงาะ ในปี พ.ศ. 2562 นี้ ที่สภาพอากาศค่อนข้างแล้ง ส่งผลให้การติดลูกของเงาะล่าช้าออกไป ยกตัวอย่างโซนที่มีฝนตกการติดผลก็จะค่อนข้างดี ให้ผลผลิตที่ดก อาทิ ตำบลคลองปราบ ตำบลท่าชี ตำบลนาสาร…ทางด้านราคาเงาะของอำเภอบ้านนาสารค่อนข้างดีกว่าเงาะอำเภออื่น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อำเภออื่นนำเงาะมาขายที่อำเภอบ้านนาสาร” เกษตรอำเภอบ้านนาสารกล่าว

“ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหา ทางเทศบาลนาสารร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มีการจัดทำสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เงาะโรงเรียนขึ้น มีการอนุมัติให้ใช้ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอบ้านนาเดิม และอำเภอเวียงสระ ซึ่งถือเป็นแหล่งที่ปลูกเงาะโรงเรียนนาสารที่เก่าแก่มาก่อน… การจัดงานเทศกาลเงาะ ภายในงานมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย อาทิ การประกวดสวนผลไม้ กิจกรรมหน้าเวที การแข่งขันการทำอาหารจากเงาะ การประกวดธิดาเงาะโรงเรียน การประกวดโคงามและอื่นๆ อีกมากมาย…การจัดงานแต่ละครั้ง มีนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมจำนวนมากเพื่อรับประทานเงาะโรงเรียนบ้านนาสารของแท้จากถิ่น สัมผัสรสชาติความอร่อยที่ลงตัวของเงาะโรงเรียนบ้านนาสาร”

ข้าวสังข์หยดเป็นที่นิยมทานของกลุ่มสายรักสุขภาพกันมาก เพราะเป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และไนอะซิน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ชาวบ้านจึงนิยมปลูกและแปรรูปเป็นข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือ เพื่อจำหน่ายให้กับคนบริโภคข้าวเป็นอาหารเพื่อสุขภาพในชุมชนและจังหวัดใกล้เคียง

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมรมสื่อแห่งปัญญาพัฒนาเกษตรยั่งยืน” รวมตัวกันปลูกข้าวสังข์หยดบนพื้นที่ราบกว้างใหญ่นับพันไร่เคยเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีชื่อว่า “ทุ่งชัยรอง” ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยเป็นข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานได้รับความสนใจจากผู้บริโภค กระทั่งนำไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิดตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

คุณอำมร สุขวิน ประธานกลุ่ม เล่าถึงอาชีพเกษตรกรรมของตัวเองว่า ตอนนี้ปลูกข้าว 2 ชนิด ได้แก่ สังข์หยดอินทรีย์และข้าว กข 43 โดยข้าวสังข์หยดปลูกนาปีใช้พื้นที่ 4 ไร่ ส่วนข้าว กข 43 ปลูกนาปรังใช้พื้นที่ปลูก 11 ไร่ สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวสังข์หยดและข้าว กข 43 จะแบ่งเก็บไว้ทุกปี แต่บางคราวหากมีความจำเป็นต้องนำมาจากทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง

ข้าวสังข์หยดจะเริ่มปลูกเดือนกันยายน แล้วเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก 10 กิโลกรัมต่อไร่ โดยปลูกแบบอินทรีย์คือการใช้ปุ๋ยหมักที่ผลิตเองตามมาตรฐาน ทำแนวป้องกันแปลงนา การกำจัดวัชพืชด้วยการถอน ตลอดจนการใช้น้ำจากธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ยังเข้มงวดการตรวจแปลงข้าวของคณะกรรมการที่มาจากหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

คุณอำมรอธิบายถึงแนวทางการปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์ว่า ก่อนปลูกต้องเตรียมแปลงในช่วงเดือนสิงหาคมจะเตรียมดิน ไถแล้วทำเทือกร่องน้ำ ให้สำรวจน้ำในแปลงก่อนว่ามีปริมาณเพียงพอกับการปลูกแบบนาหว่านตมหรือไม่ เมื่อปล่อยน้ำเข้านาในปริมาณที่เหมาะสมแล้วไถกลบตอซังทิ้งไว้ 1 เดือน แล้วให้เริ่มหว่านต้นกล้าในช่วงต้นหรือกลางเดือนกันยายน

ทั้งนี้ ให้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ไปพร้อมกันโดยแช่น้ำไว้ 1 คืน ให้คัดแยกสิ่งเจือปนที่อยู่กับเมล็ดพันธุ์ข้าวก่อน หลังจากนั้นให้นำเมล็ดข้าวที่แช่ออกมาวางไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ 2 คืนจะแตกหน่อเป็นต้นกล้าทำพร้อมไปกับการเตรียมแปลง

ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักชีวภาพไว้ก่อน โดยใช้มูลวัว แกลบดำ รำข้าว กากน้ำตาล จะทำไว้ประมาณ 200-300 กิโลกรัม สำหรับใช้ปลูกข้าวสังข์หยด โดยใส่ 1-2 ครั้ง

“การให้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่หลังจากปลูก 20 วัน ใช้ปุ๋ยประมาณ 60 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วให้ใส่อีกครั้งปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวเริ่มตั้งท้องหรือเป็นช่วงที่ชาวบ้านเรียกว่าช่วงข้าวแต่งตัว อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ต้องคอยบริหารจัดการน้ำในแปลงนาด้วยเพราะอาจมีฝนตกมาก”

การดูแลแปลงข้าวระหว่างปลูกนั้นควรถอนวัชพืชออก รวมถึงต้นข้าวชนิดอื่นที่ปะปนมาด้วย คุณอำมร บอกว่า บางปีฝนมาไม่ตรง แต่ถ้าไม่นานก็ปล่อยไว้ได้ ยกเว้นถ้าฝนทิ้งช่วงนานเกินไปอาจต้องสูบน้ำจากสระในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเติมในแปลงนาเพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว

พอถึงเดือนมกราคมข้าวเริ่มออกรวง หากสังเกตเห็นมีพันธุ์ข้าวอื่นให้ใช้เคียวถอนออก เพราะต้องการให้เหลือแต่สังข์หยดเท่านั้น หลังจากข้าวออกรวงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จึงเก็บเกี่ยว ใช้รถเกี่ยวข้าว แล้วนำมาตากแดด 2 แดด แล้วนำมาใส่กระสอบ จากนั้นแบ่งไว้จำนวน 100 กิโลกรัมเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ในรอบต่อไป ส่วนที่เหลือจึงเก็บไว้สีในโรงสีของกลุ่ม มีกำลังการสีข้าวได้วันละ 500 กิโลกรัม สีข้าวออกมาเป็นข้าวสาร ข้าวกล้อง ข้าวขัด แกลบดำ รำ และปลายข้าว เพื่อขายและนำไปบริโภคและแปรรูปแยกรำไว้สำหรับแปรรูปเป็นสบู่น้ำมันรำข้าว และปลายข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า

ส่วนการปลูกข้าว กข 43 ต้องเตรียมแปลงก่อนในปลายเดือนตุลาคมหรือก่อนน้ำท่วมนา พอน้ำลดจึงปรับปรุงดินแล้วเริ่มปลูกปลายเดือนมกราคม โดยวิธีปลูกเช่นเดียวกับข้าวสังข์หยด ข้าว กข 43 มีอายุเก็บเกี่ยว 90 วันหรือในเดือนเมษายนจึงเก็บเกี่ยว จำนวนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 ใช้ประมาณ 18 กิโลกรัมต่อไร่

คุณอำมรเลือกใช้ข้าว กข 43 ปลูกในการทำนาปรังเพราะพันธุ์ข้าวชนิดนี้มีคุณภาพ มีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าพันธุ์อื่น มีความหอม นุ่ม ได้ผลผลิตประมาณ 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ ใช้แนวทางปลูกแบบอินทรีย์เช่นกัน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 200-250 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านปุ๋ยครั้งเดียวหลังปลูกข้าว 1 เดือน ส่วนการปลูกรอบสองจะเริ่มในเดือนมิถุนายน โดยต้องเตรียมแปลงในเดือนพฤษภาคมด้วยการหมักฟางในน้ำเป็นเวลา 7 วันเพื่อสร้างคุณภาพดินให้ข้าวมีความสมบูรณ์แข็งแรง

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมรมสื่อแห่งปัญญาพัฒนาเกษตรยั่งยืน” มีกิจกรรมหลายด้านอยู่ในกลุ่ม มีคุณอำมรเป็นประธานกลุ่ม ผลผลิตที่นำมาขายทั้งในรูปข้าวสารและแปรรูป จะนำมาจากการรวบรวมผลผลิตข้าวของสมาชิกจำนวนกว่า 30 ไร่ กลุ่มจะรับซื้อจากสมาชิกในราคาที่สูงกว่าโรงสีเอกชน เป็นการผลิตข้าวแบบอินทรีย์ที่รับรองจากทางศูนย์วิจัยข้าว โดยรับรองให้เป็นแปลงปลูกข้าวออร์แกนิก เป็นการช่วยให้สมาชิกขายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป โดยมีตลาดในพื้นที่ชุมชน และภายในจังหวัดพัทลุงเป็นส่วนมาก สินค้ามีวางขายในพื้นที่ชุมชนในท้องถิ่นและขายในจังหวัด กับการขายผ่านทางออนไลน์

สินค้าที่ขาย ได้แก่ ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จมูกข้าวสังข์หยด แป้งข้าวสังข์หยด น้ำมันรำข้าวสังข์หยด สบู่น้ำมันรำข้าว ขณะเดียวกัน แม่บ้านที่อยู่ในกลุ่มยังทำกระเป๋าและภาชนะจากกระจูดนำไปขายร่วมด้วย

ราคาขายข้าวสังข์หยดทั้งกล่องสีดำและสีน้ำเงินเป็นถุงบรรจุสุญญากาศขนาด 1 กิโลกรัมราคา 70 บาท แต่ถ้าขายให้ชาวบ้านในชุมชนจะใส่ถุงพลาสติกขายเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท และราคาขายข้าว กข 43 กิโลกรัมละ 30 บาท ไม่ได้แพ็กเป็นถุงสุญญากาศแต่จะใส่ถุงพลาสติกเพราะขายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ลูกค้าทานเป็นข้าวกล้องหรือข้าวขัดขาวแล้วแต่ความชอบ

“แป้งข้าวสังข์หยดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับไว้ทำขนมและอาหาร เนื้อแป้งได้มาจากการนำข้าวสารหรือปลายข้าวที่คัดคุณภาพไปแช่น้ำก่อน แล้วตากให้แห้ง จึงนำมาบดเป็นผงก่อนนำไปร่อนเพื่อให้ได้เป็นเนื้อแป้งที่ละเอียด กำหนดราคาขายครึ่งกิโลกรัมราคา 60 บาท”

สบู่น้ำมันรำข้าวสังข์หยดอินทรีย์บีบเย็นผลิตจากน้ำมันรำข้าวที่มีคุณสมบัติของวิตามินอีเมื่อนำมาผสมในเนื้อสบู่ช่วยให้ผิวสะอาด บำรุงผิวพรรณให้มีความสดใสชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง ขณะเดียวกัน รำข้าวที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวมีส่วนสำคัญในการช่วยขจัดสิ่งสกปรกช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายมีความสะอาดอย่างแท้จริง

สนใจสอบถามรายละเอียดสั่งซื้อข้าวสังข์หยดและผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ที่ อินบ็อกซ์ fb : ข้าวสังข์หยดพัทลุง ทุ่งชัยรอง หรือโทรศัพท์ ปัจจุบันนี้ การไปเก็บหาของป่ามาบริโภคและนำออกมาขาย ยังเป็นอาชีพที่ยึดถือมาช้านาน เพื่อหารายได้และนำมาเป็นอาหาร ที่ทำกินอย่างเคยชินมาเป็นปกติ ตามฤดูกาล หมุนเวียนของพืชที่ออกมาในช่วงการเปลี่ยนแปลงฤดูที่ชาวบ้านได้เตรียมการไว้เพื่อออกมาขายตามริมถนน เพราะสะดวกกับการจำหน่าย ผลิตผลที่เก็บมาขายให้ผู้สัญจรไปมาจากผู้ขับขี่ยานพาหนะ รถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ที่ขับขี่ผ่านไปมาก็จะแวะซื้อไปประกอบเป็นอาหารที่บ้านหรือนำไปฝากญาติมิตรก็ไม่แปลกใจ สนนราคาถูกกว่าในตลาดหรือในเมือง

ผลผลิตของป่าที่ชาวบ้านไปเก็บมาในป่าสักนั้นเขาจะช่ำชองที่ไปเก็บหามา มีหน่อไม้ ไผ่ตรง ไผ่ลวก มะเขือ สะเดาป่า ผักหวาน เห็ด กบ อึ่ง ปลา และอื่นๆ ล้วนเป็นอาหารยอดนิยม ราคาถูก เหมาะกับการครองชีพตามชนบท ที่คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ ว่ากันอย่างงั้น

แม้ว่าสภาพป่าที่ถูกทำลายหรือแผ่วป่าเพื่อทำการเกษตร ชาวบ้านก็จะขยับขยายไปหาของป่าลึกเข้าไปอีกเพื่อรวบรวมของป่าที่ได้มาเป็นรายได้เล็กน้อยที่ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในการครองชีพ

การประกอบอาชีพไปหาของป่านั้น เป็นอาชีพครั้งคราว ไม่ได้ทำทั้งปี หลังเลิกอาชีพรับจ้างก็มีหยุดพัก ในการหยุดทำไร่ ทำนา การไปหาของป่านั้นต้องมีความชำนาญในการไปหากินที่ทุกคนผ่านประสบการณ์มาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว จึงใช่ปัญหา

แหล่งที่ไปเก็บของป่าต้องเป็นชนบทที่มีสภาพเป็นป่าหลงเหลือ ที่มีสมรภูมิ ป่าทึบ ที่ต้องเดินทางไปค้างแรม อย่างน้อยก็ต้องเดินป่าถึงค่ำหรือสว่าง เช้ามืดแล้วกลับบ้านพร้อมอุปกรณ์ มีด ภาชนะ ไฟฉายติดหน้าผาก แสงสว่างที่พอจะเห็นในเวลาค่ำคืนได้ง่าย การเก็บของในป่าในยามเช้ามืดจะมีของป่าให้ได้เก็บมากขึ้น สิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดคงเป็นเห็ดทั่วๆ ไป ที่มีหลายชนิด อาทิ เห็นถอบ หรือเห็ดเถาะ เห็ดเต่า เห็ดหลากหลายชนิด ที่เรียกแตกต่างกัน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค เรียกชื่อตามท้องถิ่นไม่เหมือนกัน

ส่วนเห็ดที่หายากและราคาแพงนั้นจะเป็นเห็ดโคนป่าซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล และจังหวัดที่เคยออกมาเยอะ ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ตาก อุทัยธานี เหตุคงเป็นเพราะอากาศแห้งแล้ง ร้อนชื้น เหมาะที่เห็ดโคนชอบขึ้นในปลายฤดูฝนทุกปี นับวันจะมีราคาแพงขึ้น

คนไทยชอบบริโภคเห็ดมากสุด จะเห็นได้ว่า เห็ดที่เพาะขึ้นได้จากฝีมือนักเกษตรไทย นานแล้ว ได้แก่ การเพาะเห็ดฟาง เห็ดเข็ม เห็ดนางฟ้า ฯลฯ ล้วนมีผู้เพาะเชื้อเห็ดขายเพื่อให้คนนิยมบริโภคเห็ดนำไปเพาะเลี้ยงต่อ เป็นรายได้เสริมในครัวเรือนที่มีวางขายจำหน่ายตามตลาดสด

ดังจะเห็นได้จากแหล่งผู้เลี้ยงเห็ดมีทุกจังหวัดที่เตรียมเพาะเลี้ยงเชื้อเห็ดแล้วนำไปขายต่อ เพื่อให้ผู้ค้าขายเห็ดนำไปเพาะเลี้ยง เก็บขายได้ นิยมกันทุกรูปแบบ บางรายเพาะเห็ดเป็นมืออาชีพ มีผู้มาเรียนกันมาก เกษตรกรหรือชาวบ้านบางจังหวัดได้ประกอบอาชีพเพาะเห็ดขายเป็นอาชีพก็มีหลายจังหวัด มาเสริมรายได้แก่ครอบครัว

แต่สิ่งที่คนเพาะเห็ดโคนยังทำไม่สำเร็จคงเป็นเพราะมันยากที่จะผลิตเชื้อเห็ดโคนได้ จึงอยากให้ไปรับฟังถึงความอยากมีการเพาะเห็ดโคนที่มีราคาแพง ราคากิโลกรัมนับพันบาทเลยทีเดียว ชาวบ้านเห็นว่าเห็ดเป็นสิ่งปรารถนาของผู้แวะเยือน ถ้าหากไปได้เห็ดที่มีหลายชนิดที่ไปเก็บมาก็จะแยกออกมาในจานหรือกองไว้บนภาชนะ เพื่อให้ผู้ซื้อเลือกซื้อเอาเป็นกองๆ ที่วางขายไม่แพง ถ้าหากจับจ่ายซื้อจะราคาถูกกว่าซื้อเป็นกิโลกรัม อย่างเห็ดโคน เป็นต้น ถ้าดอกเห็ดบานจะมีราคาถูกกว่าดอกตูม เพราะไปเก็บตอนดอกเห็ดบานแล้ว หากเวลาสายหน่อยดอกจะเริ่มบาน

การเพาะเชื้อเห็ดโคนป่าตามแบบฉบับหัวหน้าควบคุมไฟป่า อำเภอดอยสะเก็ด ที่มีข้อสังเกตและชำนาญในการดำรงชีวิตอยู่ในป่ามาช้านาน คงเห็นว่าเห็ดโคนนั้นชอบสภาพอย่างไร และคงจะชอบหาเห็ดมารับประทานด้วย จึงสามารถหาวิธีเพาะเห็ดโคนได้สำเร็จ เขาเล่าให้ฟังว่า

วิธีเพาะเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกที่เข้าใจผิดกันมาช้านานว่าเพาะไม่ได้ ต้องใช้วิธีเผาป่าเท่านั้น ซึ่งจะมีเห็ดโคนให้ไปหาเก็บได้ที่เห็ดจะเกิดขึ้นได้ แต่จะทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ แค่ขุดหลุม หาเศษพืชมากอง ปิดด้วยดินจอมปลวก รดน้ำแล้วรอเวลาเห็ดโคนก็จะมาตามฤดูในที่เดิมนั้น จะจริงหรือไม่ จากการเปิดเผยของ คุณกิตติศักดิ์ ปานโปย หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่เชียงใหม่ฯ (ดอยสะเก็ด)

โดยกล่าวถึงรายละเอียด วิธีเพาะเห็ดปลวกหรือเห็ดโคนมี 4 ข้อ ดังนี้

ข้อแรก ให้ขุดหลุมลึก 40 เซนติเมตร กว้างยาวตามความพอใจ

ข้อสอง หาเศษไม้โดยธรรมชาติที่ยังไม่ได้ผ่านการอบไม้ แช่น้ำยา หรือสารเคมีทุกชนิด ถ้าได้ ขี้เลื่อยก็จะดีมากๆ

ข้อที่สาม เมื่อใส่เศษวัสดุดังกล่าวเต็มหลุมแล้ว ให้ฝังกลบด้วยดินที่ขุดมาจากจอมปลวกจนเต็ม เหนือปากหลุม 20 เซนติเมตร

ข้อสุดท้าย “รดน้ำให้ชุ่มทุก 7 วัน ถ้าฤดูฝนไม่ต้องรดน้ำ ใช้เวลา 8-15 วันต่อเดือน ก็จะได้ดอกเห็ดโคนตามต้องการ เป็นการป้องกันและการรักษาไฟป่ากับปัญหาการจุดไฟเผาป่าได้ เพราะว่าชาวบ้านเข้าใจผิดมาตลอดว่าต้องเผาป่าก่อนจึงได้เห็ด”

จากคำแนะนำในการเพาะเห็ดโคนเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ข้อควรที่ระวัง ไม่ควรทำหลุมใกล้บ้าน เพราะปลวกจะเข้ามาบ้าน ก่อให้เกิดความเสียหาย จะได้ไม่คุ้มเสีย

จากประสบการณ์ของนักควบคุมไฟป่าที่อาศัยพักอยู่กับป่ามาช้านาน ได้อธิบายถึงการเพาะ เห็ดโคนโดยไม่ต้องไปเผาป่าให้เกิดมลพิษฝุ่นละอองในการเผาจนเป็นที่เดือดร้อนของคนในเมืองที่สัญจรอยู่บนท้องถนนและในบ้านทำให้เจ็บป่วยล้มลง เป็นปัญหาในช่วงฤดูแล้ง ที่เกิดขึ้นทุกๆ ปีในภาคเหนือ คือต้นเหตุที่แก้ไขยากที่สุด จนมีการลงโทษและจับกุมคนเผาป่าทุกๆ ปี รัฐบาลเอาจริงกับการเผาป่า

อยากจะเล่าเรื่องเห็ดโคนหรือเห็ดปลวก ที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ทุกปีจะมีเทศกาลไปหาเห็ดโคนมาขายเป็นประจำทุกปี ชาวบ้านแถบนั้นจะมีรายได้ออกไปหาเก็บเห็ดมาขายได้นานถึง 2 เดือนเต็ม มิใช่น้อยเลย และสถานที่เดิมที่เคยไปเก็บมา

นานกว่าสิบปีที่ผู้เขียนเดินทางผ่านไปยังถนนสายเอเชียเพื่อมุ่งสู่จังหวัดลำปาง ผ่านกำแพงเพชร ตาก และผ่านอำเภอบ้านตาก เป็นประจำทุกเดือน พอถึงฤดูกาลปลายเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม ของทุกปี ใครผ่านเส้นทางนี้จะเห็นรถยนต์จอด ซื้อเห็ดโคนป่ากันมาก คล้ายตลาดสดเล็กๆ ตามชนบท

ในช่วงเห็ดออกมาใหม่ เห็ดโคนสดจะมีราคาแพงราวปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน ริมถนนสายเอเชียจะมีแผงร้านปลูกกันริมถนนกันยาวหลายร้อยเมตร ปลูกเพิงอย่างง่ายๆ ภายในร้านจะมีจานใส่เห็ดโคนเล็กๆ ใส่เป็นกองๆ สนนราคา 25-35 บาท ราคาไม่แพง เหมาะกับคนเบี้ยน้อย หอยน้อย ชาวบ้านซื้อไปปรุงเป็นอาหารได้ ถ้าหากชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัมราคาน่าจะถึงหลายร้อยบาทเลยทีเดียว

ถ้าช่วงราคาพีกหรือมีปริมาณมากสุดกลางเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ราคาเริ่มถูกลง เพราะมีปริมาณมากขึ้น เห็ดโคนดอกบานจะราคาถูกลง ชาวบ้านนิยมนำไปดองเห็ดก่อน แล้วออกมาขายภายหลังได้ราคางาม ในระยะเห็ดโคนออกมากหรือขายเหลือลง

ชาวบ้านรู้จักช่วงจังหวะราคาขายมาก-น้อย ของปริมาณเห็ดที่เก็บมาและราคาควรจะขายเป็นอย่างไร การแยกกกองเห็ดโคนใส่จานขายสะดวก ขายคล่อง ดูราคาไม่แพง แต่ถ้ารถเก๋งมาจอดจะขายแพงหน่อย เพราะคนชอบบริโภค ซื้อชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัมขายมาเปรียบเทียบแล้วราคาถูกกว่าในเมืองหรือที่กรุงเทพฯ ต้องหัดต่อราคาบ้าง เพราะคนขายไม่โง่เหมือนเก่า ฉลาดรู้วิธีวางขายของเป็น เอาดอกบานผสมกับดอกตูมเพื่อเรียกราคาจากลูกค้า เพราะเห็ดดอกบานคนไม่นิยมซื้อและต้องได้ราคาถูกลงทำนองนั้น ป่านนี้จะมีการจัดงานเทศกาลเห็ดโคนหรือเปล่า สอบถามชาวบ้านที่ขายเห็ดโคนแล้ว ครอบครัวจะไปหาเห็ดมาขายเอาก็มี รับซื้อเห็ดจากชาวบ้านมาขาย ก็มีหลายรายที่ไม่มีเวลาไปเก็บเห็ด เพราะต้องไปยันดึกถึงสว่างกันเลยในป่าทึบ แบบชนิดยกกันไปทั้งหมู่บ้านก็มี

กล่าวคือเวลาเดินทางไปเก็บเห็ดโคนในช่วงฤดูที่เริ่มมีชาวบ้านเขารู้แหล่งที่ไปว่าเห็ดอยู่ที่ไหนบ้าง

ชาวบ้านอยู่อาศัยบ้านตากใกล้ถนนสายเอเชีย หากเขาจะเริ่มออกเดินทางในเวลาเย็นประมาณ 5 โมงเย็น หากเขาเตรียมมีดหรือพร้า ภาชนะใส่เห็ด ไฟฉายติดหน้าผากสว่างจ้า เห็นเห็ดโคนง่าย

ทำไมต้องไปตอนพลบค่ำ เขาบอกว่า เห็ดมันจะโผล่ออกจากเหนือดินตอนดึกสงัด เหมือนคนไปกรีดยางพาราต้องไปตอนดึก เพราะน้ำยางมันจะไหลดี

พวกเขาจะรีบเก็บเห็ดโคนจนรุ่งสางก็จะเดินทางกลับมาทำความสะอาด เพื่อให้ทันออกมาขายตอนช่วงสายๆ ที่มีรถแล่นผ่านไปมา ดอกตูมก่อนจะบาน จะได้ราคาดีที่สุด ถ้าไม่ทันดอกตูมก็จะบาน ขายไม่ได้ราคา

ถามหารายได้เขาเป็นอย่างไร เขาบอกว่าวันละพันบาทถึงสามพันบาท ถ้าไปทั้งครอบครัว เป็นรายได้ดีมาก แต่เขาจะหาได้ไม่มากนัก เมื่อเวลาผ่านไปเดือนกว่าถึงสองเดือน เห็ดโคนเริ่มลดลงและหมดฤดูไป ต้องรอปีหน้าฟ้าใหม่ จะโชคดีกกลับมาให้เก็บเห็ดโคนขายอีก

ท่านที่นิยมบริโภคเห็ดโคนที่ผ่านเส้นทางบ้านตาก อำเภอที่อยู่ลึกออกไป แต่ชาวบ้านอยู่ริมถนนสายเอเชียได้โชคลาภจากเก็บเห็ดมาขายเป็นประจำทุกปี เสริมรายได้แก่ครอบครัว ชนบท ที่หาเช้ากินค่ำ กลับมามีสีสัน เก็บเห็ดโคนขายได้รายได้ดี ภายใน 1-2 เดือนเท่านั้น

งานอาชีพทางการเกษตรเป็นอีกหนึ่งงานที่มีผู้คนหลากหลายอาชีพให้ความสนใจ โดยสาเหตุที่มาเริ่มสนใจการเกษตรเกิดจากความรัก หรือชอบทานพืชผักนั้นๆ จึงได้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะศึกษาอย่างจริงจัง ส่งผลให้จากที่ไม่รู้เรื่องการปลูกการผลิตพืชชนิดนั้นเลย เมื่อลงมือทำแล้วยิ่งมีประสบการณ์ เกิดความสนุก และสิ่งที่ตามมาคือเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่าย ทำให้เกิดเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ไม่น้อยทีเดียว

คุณปรมพร สีเหนี่ยง หรือ คุณแจง ทำสวนผักเกษตรอินทรีย์ อยู่บ้านเลขที่ 190/155 หมู่บ้านราณี หมู่ที่ 3 ซอยสวนสยาม 16 แยก 3 ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำ มาทำสวนผักเกษตรอินทรีย์ในแบบที่เธอชอบ โดยใช้พื้นที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างเป็นสวนเกษตรในแบบของเธอ ทำให้ในทุกวันหลังเลิกงานและวันหยุด เธอได้มาใช้เวลาให้มีความสุขในสวนเกษตรอินทรีย์ที่เธอรัก

ชอบทานผักปลอดสารพิษ จึงคิดทำเกษตรอินทรีย์ คุณแจง เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่สนใจในเรื่องของสุขภาพอาหารการกินเป็นอย่างมาก โดยแต่ละวันในมื้ออาหารของเธอจะต้องมีผักร่วมอยู่ด้วยเสมอ รวมทั้งมีการปั่นน้ำผักผลไม้ดื่มอยู่เป็นประจำ ซึ่งการนำพืชผักเหล่านี้มาบริโภคนั้นจะต้องเลือกผักที่ไร้สารพิษจริงๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทานให้ปลอดภัยในทุกมื้อ เธอจึงได้ปรึกษากับแฟนและเริ่มต้นใช้ที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำมาปลูกผักอินทรีย์เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและต่อมาสามารถสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน

“ประมาณปี 2559 พอเรามีโอกาสได้คุยกับแฟนเรื่องการทำเกษตร เขาก็บอกว่าน่าสนใจที่จะปลูกผักอินทรีย์ไว้กินเอง เพราะเรายังมีพื้นที่ว่างอยู่ พื้นที่ที่ทำเกษตรก็อยู่ภายในกรุงเทพฯ ไม่ต้องเดินทางออกไหนไกล โดยเริ่มแรกไม่ได้คิดว่าจะทำจำหน่าย เพียงแต่จะไว้ทานในครัวเรือนเท่านั้น แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็มีเพื่อนๆ เข้ามาติดต่อขอซื้อ ทีนี้คนก็เริ่มบอกกันไปปากต่อปาก ในเวลาต่อมาพืชผักที่เราปลูกเริ่มมีจำนวนมากขึ้น จึงเป็นโอกาสทำให้เราเริ่มที่จะทำการค้าขาย โดยมีการออกจำหน่ายตามตลาดต่างๆ ผลปรากฏว่าได้การตอบรับอย่างดี เป็นอีกช่องทางที่มีรายได้เสริมจากการทำงานประจำ” คุณแจง บอก

คุณแจง เล่าถึงการจัดสรรเนื้อที่ของการทำเกษตรอินทรีย์บนเนื้อที่ 4 ไร่ ให้ฟังว่า เธอกับแฟนไม่ได้มีองค์ความรู้การทำเกษตรมากนัก เพราะที่ดำเนินการนั้นก็เกิดจากความชอบล้วนๆ เมื่อมีโอกาสได้มาลงมือทำ จึงทำให้ได้มีเวลาศึกษาข้อมูลการทำเกษตรในที่ต่างๆ ยิ่งทำให้ได้รับความรู้มากขึ้น โดยทางรอดที่จะช่วยให้สวนสามารถอยู่ได้ คือต้องมีพืชผักหลายๆ ชนิด จึงเน้นทำสวนเกษตรอินทรีย์เป็นเกษตรผสมผสาน ก็จะช่วยให้มีผลผลิตที่แตกต่างออกไปแบบครบวงจร โดยการแบ่งเนื้อที่สำหรับการทำเกษตรอินทรีย์นั้น จะมีการขุดบ่อน้ำขึ้นมาใหม่ไว้สำหรับใช้รดน้ำให้พืชผักภายในสวน พร้อมทั้งวางระบบน้ำให้ง่ายต่อการทำงานมากขึ้น เนื่องจากสวนของเธอเน้นในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก จึงทำให้ในเรื่องของการใช้ดินปลูกนั้นสำคัญมาก มีการปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนพืชผักที่เน้นปลูกมีตั้งแต่พืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ คะน้า เป็นต้น ไปจนถึงผักสลัดหลากหลายชนิดที่เหมาะสมกับการนำมาทำเป็นน้ำผักปั่น และการบริโภคสำหรับผู้ที่สนใจอยากดูแลสุขภาพ

“ช่วงแรกหลังได้ผลผลิตออกมาแล้ว เราเน้นบริโภคเองภายในครอบครัว ต่อมาพอผลผลิตเริ่มมากขึ้น ก็แจกจ่ายเพื่อนบ้าง ทีนี้เริ่มมีคนสนใจผลผลิตที่เป็นผักอินทรีย์มากขึ้น เราก็เลยวางแผนการผลิตเพื่อจำหน่ายบ้าง ทำให้ต่อมาสินค้าก็บอกกันไปปากต่อปาก ทำให้ผักอินทรีย์เราขายได้อย่างต่อเนื่อง บางช่วงก็ผลิตไม่ทัน เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ ค่อนข้างที่จะทำได้ลำบากหน่อย เรื่องดินต้องปลอดสารพิษจริงๆ เรามีการปรับปรุงบำรุงดินเอง มีการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อสร้างปุ๋ยจากธรรมชาติ ส่วนในเรื่องของโรคและแมลงเราจะไม่มีการใช้สารเคมีเลย จะมีการใช้สารชีวภัณฑ์แทนที่เหมาะสมกับการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะแปลงผักเราได้รับการรับรองมาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์ ดังนั้นเรื่องการผลิตเราจึงใส่ใจมาก” คุณแจง บอก

ตลาดส่งขายผักอินทรีย์ เน้นกลุ่มผู้รักสุขภาพ
ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่านผลผลิตทางการเกษตรนั้น คุณแจง บอกว่า ในช่วงแรกเมื่อมีผลผลิตจำนวนมากขึ้นพอที่จะสร้างเป็นสินค้านำออกสู่ตลาดได้แล้ว ก็จะดำเนินการใส่หอบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน นำไปจำหน่ายยังตลาดสดต่างๆ ในพื้นที่ที่รู้จัก พร้อมทั้งมีการสร้างตลาดออนไลน์สร้างเพจเฟซบุ๊กที่เป็นของสวนเองโดยเฉพาะ จึงทำให้ลูกค้าสามารถติดต่อการซื้อขายได้มากขึ้น และทางสวนจะมีบริการขนส่งด้วยระบบขนส่งบริการถึงบ้าน

โดยราคาผักอินทรีย์ที่จำหน่ายค่อนข้างที่จะเป็นราคาที่แพงกว่าท้องตลาดทั่วไป แต่เนื่องจากสินค้าที่ผลิตเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์จริงๆ ที่มีการใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมแปลง การดูแล ทุกขั้นตอนเธอลงมือทำด้วยใจรัก และอยากให้ลูกค้าได้ทานผลผลิตที่ปลอดภัยเหมือนกับที่เธอทานเอง ดังนั้น ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าผักทุกต้นค่อนข้างมีคุณภาพ จึงทำให้ในเรื่องของราคาอาจจะจำหน่ายสูงกว่าราคาพืชผักสวนครัวทั่วไป

“อย่างที่เราทราบกันดีว่า footballsoftpro.com ผักที่ปลูกโดยทั่วไปราคาค่อนข้างถูก แต่พอเราไปขายแต่ละชนิด ราคาที่เราตั้งไว้ก็ค่อนข้างที่จะสูงพอสมควร มีการแพ็กใส่ถุงสำหรับคนที่ซื้อจำนวนน้อย ถุงละ 20-30 บาท ส่วนคนที่ซื้อเยอะๆ เราก็จะมีจำหน่ายแบบจำนวนมาก ตก โดยเป็นผักใบผักสลัดจะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท และพืชผักสวนครัวทั่วไปราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 160-170 บาท ซึ่งลูกค้าที่ซื้อส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบผักอินทรีย์จริงๆ ใหม่ๆ อาจมองว่าราคาสูง แต่พอเขาเห็นถึงคุณภาพที่ได้รับ ลูกค้าทุกคนก็ค่อนข้างที่จะพอใจ และยังกลับมาซื้อซ้ำๆ อยู่เสมอ” คุณแจง บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกผักอินทรีย์ คุณแจง แนะนำว่า อาจจะเริ่มจากการปลูกพืชที่ตัวเองชอบทานก่อน จากนั้นประสบการณ์และความอยากเรียนรู้ในการลงมือทำ ก็จะทำให้อยากเรียนรู้ที่จะปลูกผักชนิดอื่นๆ ด้วย ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ผักสวนครัวที่ปลูกในพื้นที่น้อยสามารถทำได้ จากนั้นเมื่อนำมาทานไม่ทันผลผลิตเหล่านั้นก็จะช่วยสร้างเป็นรายได้เสริมอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ได้รับจากการทำเกษตรก็คือความสุขที่ได้ลงมือทำนั้นเอง สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อฤดูกาลให้ฤดูฝนมีระยะเวลาสั้นลง ปริมาณฝนที่ลดน้อยลงทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับประชาชนสำหรับใช้อุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร ฤดูแล้งที่ยาวนานขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางการเกษตร เช่น ดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำ พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตที่ได้มีปริมาณและคุณภาพลดลง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ทำให้ประชาชนประสบกับความเดือดร้อนในหลายพื้นที่

น้ำเสียชุมชน หรือ Municipal wastewater หมายถึง น้ำที่ผ่านการใช้ประโยชน์โดยหมู่ชุมชนในกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภค ได้แก่ น้ำทิ้งจากครัว น้ำทิ้งจากการซักล้าง น้ำทิ้งจากห้องน้ำ เป็นต้น ส่งผลให้น้ำดังกล่าวมีคุณลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิมเนื่องจากปนเปื้อนสิ่งสกปรก หากไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้องก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนด้วย ดังนั้น การบำบัดน้ำเสียชุมชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต้องได้รับการกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากน้ำด้วยวิธีที่เหมาะสมก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

น้ำเสียชุมชน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ น้ำเสียจากส้วม หรือน้ำแบล็ก (Blackwater) ประเภทที่สองเป็นน้ำเสียจากการซักล้างที่ไม่รวมน้ำเสียจากส้วม ได้แก่ น้ำจากการชำระล้างร่างกาย น้ำจากอ่างล้างมือ น้ำจากการซักผ้า และน้ำจากห้องครัว เรียกน้ำส่วนนี้ว่า น้ำเกรย์ (Greywater) ซึ่งเป็นน้ำเสียส่วนใหญ่ที่มีศักยภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ น้ำเกรย์ มีปริมาณการใช้มากถึงร้อยละ 86 เทียบเท่าอัตราการใช้น้ำ 130 ลิตรต่อคนต่อวัน และจากการศึกษาโดยศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมพบว่า น้ำเกรย์มีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งมีการยอมรับในการนำมาใช้ใหม่มากกว่าน้ำเสียที่มาจากส้วม จึงมีแนวโน้มสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากมีการผ่านกระบวนการบำบัดอย่างเหมาะสม

ในการศึกษานี้ จึงมีแนวคิดพัฒนารูปแบบการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ประโยชน์ด้วยถังปฏิกรณ์ชีวภาพเมมเบรน (membrane bioreactor : MBR) เพื่อให้มีการพัฒนารูปแบบการหมุนเวียนน้ำเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ