ในช่วงสัปดาห์แรกหลังจากที่ปลูกท่อนมันเทศลงดินไปแล้ว

จะต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ 3 วันแรก จะต้องให้ทุกวัน เช้า-เย็น ให้ครั้งละประมาณ 1-2 ชั่วโมง (กรณีที่ให้ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์) หลังจากนั้น จะให้น้ำวันเว้นวัน หรือ 3 วัน หรือ 5 วัน หรือ 7 วัน ต่อครั้ง

แต่การให้น้ำนั้นต้องสังเกตจากความชื้นของดินเป็นหลัก เนื่องจากสภาพพื้นที่ปลูกในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน หลังจากมันเทศอายุได้ 2 เดือน ก็จะเริ่มห่างน้ำ เป็นการบังคับทางหนึ่งที่ให้ต้นมันเทศลงหัวได้ดี อาจจะให้เดือนละ 2-4 ครั้ง ตามความเหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ และควรฉีดปุ๋ยทางใบควบคู่กันไป เช่น สูตร 0-52-34 ทุกๆ 10-15 วัน เพื่อให้การลงหัวดีมากขึ้น

อายุการเก็บเกี่ยวมันเทศ…ความจริงแล้ว อายุการเก็บเกี่ยวมันเทศเกือบทุกสายพันธุ์ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 100-140 วัน หลังจากปลูกท่อนพันธุ์ลงไป ในขณะเดียวกันมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เช่น ฤดูกาลปลูก ความสมบูรณ์ของต้น สายพันธุ์ที่ปลูก เป็นต้น

จากตัวเลขในการเก็บเกี่ยวผลผลิตมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศทุกสายพันธุ์ในแปลงปลูกของสวนคุณลี ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี จะให้ผลผลิตได้เฉลี่ย 3,000-4,000 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่

วิธีการปลูกมันเทศในถุงพลาสติกและกระถาง
บริโภคในครัวเรือน สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ในปัจจุบันนี้ การปลูกมันเทศในประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ ได้มีการนำพันธุ์มันเทศจากต่างประเทศมาปลูกในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น อาทิ มันเทศเนื้อสีเหลือง เนื้อสีม่วงและเนื้อสีส้ม จากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น

โดยแต่ละสายพันธุ์ล้วนมีคุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน จากข้อมูลพบว่า “มันเทศเนื้อสีส้ม” เป็นแหล่งของสารเบต้าแคโรทีน เมื่อรับประทานแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาบอดกลางคืน ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

และใน “มันเทศเนื้อสีม่วง” จะมีสารแอนโทไซยานินสูง มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสื่อมของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ยับยั้งเชื้ออีโคไลซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษและท้องร่วง ที่สำคัญเป็นมันเทศที่มีรสชาติอร่อย

อย่างกรณีของ มันเหลืองญี่ปุ่น ปัจจุบันมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศและนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคคนไทยในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 100 บาท ทาง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้นำมันเทศสายพันธุ์จากต่างประเทศ ซึ่งจะเน้นสายพันธุ์จากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ประมาณ 10 สายพันธุ์ เข้ามาปลูกในเชิงการค้าในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร จนประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ให้ผลผลิตและรสชาติหวานตรงตามสายพันธุ์ สามารถจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 80-100 บาท ออกจากสวน

นอกจากการปลูกมันเทศในแปลงที่มีการเตรียมดินและระบบน้ำที่ดี ได้มีการประยุกต์วิธีการปลูกในรูปแบบใหม่ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยปลูกเพื่อการบริโภคในครัวเรือน มีพื้นที่น้อย อยู่ในบ้านจัดสรรหรือปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริม ด้วยการ “นำมาปลูกในพื้นที่จำกัด” เช่น ถุงพลาสติกดำ กระสอบปุ๋ยเก่า ตะกร้าพลาสติก ยางรถยนต์เก่า วงบ่อปูน ฯลฯ ใช้เวลาปลูกเพียง 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือนครึ่งเท่านั้น (ตามอายุเก็บเกี่ยวแต่ละสายพันธุ์) สามารถขุดหัวมาบริโภคหรือจำหน่ายได้

สำหรับวัสดุปลูกที่สำคัญคือ ดินร่วน แกลบดำ แกลบดิบ และปุ๋ยคอกเก่า (หรือประยุกต์ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น) ในอัตราส่วน 1:1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำวัสดุปลูกใส่ในถุงให้เต็มและอัดให้แน่น นำถุงพลาสติกไปวางไว้บริเวณกลางแจ้ง รดน้ำให้ชุ่ม นำยอดมันเทศที่เตรียมไว้ (ตัดยอด ให้มีความยาว 30 เซนติเมตร) ใช้ไม้แหลมแทงดินในถุงให้เป็นรู ให้รูเฉียงประมาณ 45 องศา โดยประมาณ นำยอดปลูกลงไปให้มีความลึก ประมาณ 3-5 ข้อ โดยจำนวนยอดที่จะปลูกลงไป ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะที่เลือกใช้ เช่น ถุงดำ ก็จะใช้ยอดพันธุ์มันเทศราวๆ 3-5 ยอด กดดินให้แน่นพอประมาณ ช่วง 7 วันแรก

หลังจากที่ปักยอดมันเทศลงไป ควรจะรดน้ำเป็นประจำทุกเช้า (ระวังอย่าปล่อยให้ถุงแห้งขาดน้ำ) หลังจาก 7-10 วัน จะพบว่า ยอดมันที่ปักชำลงไปเริ่มแทงรากออกมาให้เว้นการให้น้ำให้ห่างขึ้นเป็นวันเว้นวัน และห่างเป็น 2-3 วัน ต่อครั้ง ตามความเหมาะสม เมื่อต้นมันเทศมีอายุต้นได้ 45 วัน และพบว่า ใบมันเทศไม่มีอาการเหี่ยวให้เห็น ก็ไม่จำเป็นจะต้องให้น้ำ เนื่องจากการให้น้ำบ่อยๆ จะทำให้ต้นมันเทศมีอาการบ้าใบและไม่ลงหัว

การปลูกมันเทศในถุงพลาสติกและมีความต้องการให้มีการลงหัวและรสชาติที่ดี จำเป็นต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีบ้าง เพื่อปรับปรุงคุณภาพ ในช่วงแรกใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 เพียง 1 ช้อนชา ทุกๆ 15 วัน และโดยเฉพาะเมื่อต้นมันเทศมีอายุครบ 2 เดือน เป็นช่วงของการลงหัว ควรจะใส่ปุ๋ยเคมีที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 16-16-16 หรือ สูตร 13-13-21 ฯลฯ เพื่อให้หัวมันเทศใหญ่ มีรสชาติหวานตามสายพันธุ์ ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตมันเทศ อายุต้นจะต้องเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 100-140 วัน โดยอาจจะสุ่มขุดดูว่าหัวมันเทศมีขนาดที่เราต้องการนำมาบริโภคได้หรือยัง

ปัจจุบัน “มันเทศ” จัดเป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่ตลาดมีความต้องการมาก เนื่องจากเป็นมันเทศที่มีปริมาณสารอาหารที่มีประโยชน์สูงมาก ในบางประเทศส่งเสริมให้รับประทานข้าวในบางมื้อ หรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ หุงพร้อมข้าว

ด้วยความชื่นชอบด้านการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อในขณะนั้นสถานการณ์ยังไม่พร้อมเนื่องจากหน้าที่การงานจึงต้องเริ่มปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ทำงานประจำพร้อมกับศึกษาด้านการทำเกษตรเรื่อยมา กระทั่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงได้กลับมาชนบทบ้านเกิดที่ใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์

คุณสุทธินันท์ เขตหนองบัว หรือ พี่นิด บ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 2 บ้านกงกลาง ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ 081-934-9411 ได้กลับมาทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากที่เกษียณจากงานประจำที่กรุงเทพฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณสุทธินันท์ได้สนใจและศึกษาการทำการเกษตรมาหลายปี และเริ่มทยอยปลูกต้นไม้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2545-2546

คุณสุทธินันท์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ถึงการทำการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง ว่าการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นเงินเก็บช่วงที่ทำงานก็จะร่อยหรอและหมดไปไร้ซึ่งความมั่นคงในชีวิต ฉะนั้นต้องประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายและมีรายได้จากการทำการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยหมักที่พี่นิดทำเองโดยไม่ต้องซื้อยาฆ่าแมลงและเป็นการประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

วิธีทำน้ำหมักไล่แมลงศัตรูพืช
ใบสะเดาครึ่งกิโลกรัม
ใบยาสูบ 2 ห่อ ห่อละ 15 บาท
น้ำส้มสายชู 2 ขวด ขวดละ 700 มิลลิกรัม ราคาประมาณขวดละ 12 บาท
เหล้าขาวขวดเล็กราคา 70-80 บาท
สับใบสะเดาแล้วต้มพอท่วม น้ำประมาณ 1 ลิตร ต้มนานประมาณ 5-6 นาที ยกลงแล้ว

ปล่อยให้เย็น แล้วผสมกับน้ำส้มสายชู เหล้าขาว แล้วก็ยาเส้น หมักใส่ถังไว้ 2 คืน (48 ชั่วโมง) หลังจากนั้นก็กรองเอาแต่น้ำเก็บใส่ขวด น้ำหมัก 1 ขวด อายุการใช้งานไม่จำกัดใช้ไปเรื่อยจนกว่าจะหมด ใช้กันแมลงศัตรูพืช เพลี้ยแป้ง มดง่าม มดคันไฟ แมลง แมลงหวี่ขาว

จะได้น้ำยาหมักประมาณ 2 ลิตร ทยอยใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่มีอันตรายเพราะปลอดสาร เน้นสุขภาพพึ่งตนเอง

เลี้ยงไก่
เริ่มทำหลังลาออกจากงานประจำมา 6 เดือน แต่ก่อนทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แรงบันดาลใจมาจากโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร การพึ่งพาตนเองไม่ได้ซื้อ มีกินมีใช้ มีเหลือค่อยขาย ตอนนี้เลี้ยงไก่จำนวน 50 ตัว เก็บไข่ได้วันละ 30 ฟอง ไก่ 1 รุ่นอายุ 2 ปี หลังจากนั้นก็จะไข่น้อยลง

หัวอาหาร กระสอบละ 300 บาท ลงทุนจริงกระสอบละ 500 บาท ไก่ 50 ตัว ใช้กระสอบละ 1 เดือน ตั้งใจว่าจะขยายให้ถึง 200 ตัว เลี้ยงตอนแรกไม่รู้ปัญหา ไก่เคยเป็นหวัดเพราะอากาศเปลี่ยน ไข่ก็จะลดลง ก็จะปรึกษาฟาร์ม ที่เราสั่งแม่ไก่มา ฟาร์มจะมียา ก็ซื้อกับเขา เขาก็แนะนำ เราก็เริ่มดูแลเป็น

ข้อดี
ไม่ได้ทิ้งเวลาให้สูญเปล่า
เป็นการสร้างกิจวัตรประจำวัน ขายไข่ได้วันละ 80 บาท แผงละ 80 บาท ขายได้เดือนละ 2,000 กว่าบาท
“ผมขยายสิ่งที่ทำเพิ่มมากขึ้นในช่วงแรก คิดว่าจะทำจนแก่ ออกจากงานแล้วก็ต้องทำ ถึงแม้จะมีเงินบำนาญมีเงินเก็บ ก็สามารถเลี้ยงตัวได้ ถ้าเราต้องการกินสิ่งไหนเราก็ต้องปลูกสิ่งนั้น เช่น ถ้าเราชอบกินกล้วยเราก็ต้องปลูกกล้วย เราชอบกินละมุด เราก็ต้องปลูกละมุด ไม่ใช่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องคละกันเป็นเศรษฐกิจผสมผสาน ศึกษาความรู้จากเว็บไซต์ การเกษตรต่างๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ตรง อ่านสะสมมาเรื่อยๆ สะสมความรู้มาเรื่อยๆ แต่เมื่อลงมือทำจริงไม่เหมือนในหนังสือหรือในยูทูบ เพราะอยู่ในยูทูบเขาประสบความสำเร็จแล้ว มาเริ่มต้นจะรู้ปัญหา ศึกษามา 4-5 ปี แต่ก่อนทำงานเก็บเงินทั่วไป พอทำงานก็ซื้อหนังสือด้านการเกษตรเดือนละเล่ม”

คุณสุทธินันท์ลองทำทุกอย่างด้วยตนเอง ลองผิดลองถูก ตื่นตี 5 ผสมอาหารไก่ 6 โมงเช้าก็ให้อาหารไก่แล้วก็เดินดูต้นไม้ ที่ปลูกก็จะมี กล้วย ละมุด ฝรั่ง ทุเรียน ลองกอง และไม้ยืนต้นต่างๆ 7-8 โมงเช้า กินข้าวพักผ่อน ถึงเที่ยงก็ทำอาหารลดต้นทุน หญ้าเนเปียร์ แหนแดงปลูกเอง ไปเอาพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรขอนแก่นให้มา 2 กิโลกรัม และสั่งจากอำเภอภูเวียง มา 4 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บวกค่าส่ง 25 บาทต่อกิโลกรัม บางแหล่งก็ซื้อจากอุบลราชธานี

“ผมเพิ่งเริ่มต้นทุกอย่าง ตอนนี้ยังไม่ได้เลี้ยงปลา นาให้น้องเขยดูแล ส่วนของนาก็ยังเป็นของครอบครัวอยู่ ต้นไม้ที่ปลูกประกอบด้วย ต้นยาง ตะเคียนทอง สักทอง พะยูง จำนวน 556 ต้น ในพื้นที่ 6 ไร่ (ยังไม่ขาย) ปลูกมา 15-16 ปีแล้วตั้งแต่สมัยทำงาน สวนเกษตรก็จะปลูกหญ้าเนเปียร์ ทุเรียน ฝรั่ง ปลูกกล้วยกับต้นไม้ กล้วยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลไม้ใหญ่ ช่วงนี้เราต้องดูแล มะยงชิด เงาะ หน่อไม้ตัดทั้งปี ปลูกมา 15-16 ปี แม่ไปขายตามตลาดนัดประจำหมู่บ้านวันจันทร์กับวันพฤหัสบดี เตรียมของวันจันทร์กับวันพุธ แม่ส่งให้แม่ค้าไปขาย (ตลาดนัดวันอังคารที่ดอนโมง และตลาดนัดวันเสาร์ที่บ้านเปือย ตำบลบ้านกง)”

6 เดือนผ่านไป กล้วยเริ่มงาม กล้วยเท่าคน 9 เดือนตั้งท้อง ไม้ผลเอาลง 4-5 ต้น เพื่อศึกษาปัญหา ถ้าลงเยอะมันไม่คุ้ม ลง 5 ต้น เพื่อศึกษาปัญหาวิธีแก้

ปลูกต้นยาง 20 ปี จึงจะขายได้ ช่วงหนึ่งมีโครงการธนาคารต้นไม้ รู้สึกสนใจ หลังจากนั้นเมื่อกลับบ้านก็นำต้นไม้มาปลูก ลงทุนซื้อพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมมาปลูก ต้นละ 250 บาท เราจะมีวิธีปลูกเอียง 45 องศา ไม่ใช่คิดจะปลูกก็ปลูกเลยมันมีวิธีของมันเหมือนกัน ต้นไม้ที่ปลูกศัตรูพืชกินจนแหว่ง ก็ทำน้ำหมักไล่แมลง กับดักแมลงเอาไม่อยู่ (กับดักกาวสีเหลืองที่ผูกใกล้กับต้นไม้ที่ปลูก) ฉีดยาพ่นแมลงก็เป็นผลเสีย นอกจากนี้ ก็ปลูกข่า ฟักทอง พืชล้มลุก ต้องปลูกผสมผสาน อยากกินอะไร เราไม่อยากซื้อตลาดก็ปลูก ต้นยางนาปลูกตั้งแต่อยู่ ม.3 ประมาณ 30 กว่าปี ต้นไม้จะเริ่มก่อน ตะเคียน สักทอง พะยูง ปลูก 15-16 ปี

เศรษฐกิจพอเพียง
และการใช้พื้นที่แบบ 30 : 30 : 30 : 10
“เศรษฐกิจพอเพียงจะมีการจัดสรรพื้นที่ ปลูกข้าว 30 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงสัตว์ ปศุสัตว์ 30 เปอร์เซ็นต์ ทำสวน 30 เปอร์เซ็นต์ และที่อยู่อาศัย 10 เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจพอเพียงนั้นมาก่อนโคก หนอง นา ที่คนส่วนใหญ่ทำในทุกวันนี้ โคก หนอง นา หลักๆ จะมีคลองไส้ไก่ คลองล้อมนา”

คุณสุทธินันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราอยากกินอะไรไม่ต้องอาศัยคนอื่น ให้ปลูกสิ่งนั้น ปลูกมะนาว ปลูกพืชสวนครัวมีให้พร้อม เหลือค่อยแจกจ่ายหรือจำหน่าย เลี้ยงดูตัวเองให้ได้ก่อน เกษียณออกมาต้องอาศัยตรงนี้ ไม่อย่างนั้นเงินเก็บที่มีจะร่อยหรอ ทำการเกษตรเพื่อความมั่นคงของชีวิต ทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงกับชีวิตของเรา

ในช่วงฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อยกัน มองในแง่ดี ที่คงจะช่วยลดน้ำหนักได้มากโขอยู่ มองในแง่ร้าย ก็เป็นความทุกข์ทางกายอย่างหนึ่ง ที่ไม่สดชื่นรื่นรมย์นัก พาลหงุดหงิด อารมณ์เสีย หาที่ร่มเย็นๆ หลบไอร้อนใต้ต้นไม้ใหญ่ดีนักแล และเหมือนธรรมชาติจะสร้างโลกให้มีสิ่งดับร้อนให้มนุษย์ ร่มไม้ ชายป่า ขุนเขา น้ำตก ลำธาร ทะเล และยังมีผลไม้ ให้กินชุ่มคอดับร้อนได้อีกมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลาย ทั้งคนแก่ เด็กหนุ่มสาว ชื่นชอบ และชื่นชมว่าดีแท้ หลบมาใต้ร่มไม้ชนิดหนึ่ง ออกลูกเป็นพวงโต สีม่วงแดงคล้ำถึงดำ ผลคล้ายองุ่น กลมรีทรงกระบอก เขาเรียกกันว่า “ลูกหว้า” ไม้ที่ให้ร่มเงาคือ “ต้นหว้า”

ต้นหว้า (Jambolan Plum) festivaladventures.com เป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืนยาว เป็นพืชในวงศ์ MYRTACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syzygium cumini มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปทั่วทั้งอาเซียน พบมากในป่าดิบชื้น ป่าผลัดใบ ใกล้แหล่งน้ำ ตั้งแต่ชายทะเลถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,000 เมตร และพบมีแพร่ขยายเข้าสู่เขตเมือง ชุมชน สวนหลังบ้าน ในป่าจะพบต้นหว้า สูง 10-30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทา ผิวเปลือกเรียบ แตกกิ่งมาก ถ้าขึ้นในที่โล่ง ในสวน ในชุมชน ต้นจะแผ่พุ่มกว้าง เนื่องจากได้แสงแดดมาก แตกกิ่งมาก แข็งแรง ต้านทานลมแรงได้ดี ปลายกิ่งจะห้อยย้อยลง ไม้หว้าใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่มได้ดี ใบต้นหว้าจะดก ใบใหญ่ หนา แน่นทึบ ออกดอกเป็นช่อ เป็นกระจุกที่ซอกใบ และปลายยอด กลีบดอกสีขาว ฐานรองดอกรูปกรวย มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ มีเกสรตัวผู้มาก ออกดอกติดผลราวเดือนธันวาคมถึงมิถุนายน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อผลเริ่มแก่จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู สีม่วงแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ เมื่อแก่จัด ผลเป็นรูปรี รูปกระสวย ทรงกระบอก ปลายผลบุ๋มเป็นหลุม ผลขนาดเท่าข้อปลายนิ้วมือ รสเปรี้ยว ฝาด ในผลมีเมล็ดรูปไข่ 1 เมล็ด

หว้า มีชื่อเรียกแต่ละถิ่นต่างกัน เช่น ห้าขี้แพะ ไม้ห้า หว้าป่า หว้าขี้นก หว้าขาว (ชนิดผลสีขาว) มีพืชชนิดเดียวกัน แต่ต่างกันที่ขนาด รูปทรงผลเล็กน้อย ทางเหนือ เรียก “มะเกี๋ยง” เป็นไม้ในตระกูลเดียวกัน เหมือนกันมาก มะเกี๋ยง จะมีผลกลม สั้นป้อม ใบยอดอ่อนมีก้านสีแดง เป็นไม้ป่าของไทยแท้ๆ นำมาเป็นผลไม้ แปรรูปเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ทำแยม ทำไวน์ ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ฯลฯ ได้เช่นเดียวกับลูกหว้า ส่วนหว้า เป็นไม้จากชมพูทวีป ก็คือทาง อินเดีย เนปาล ถึงปากีสถาน ชาวฮินดู เรียกว่า “จามาน หรือ จามูน” มีวางขายในตลาดสดของแถบนั้นมากมาย มีหลายเกรด หลายขนาด และหลายสายพันธุ์ เป็นที่นิยมรับประทานของชาวฮินดู และเข้าใจกันว่า หว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 ชนิด ที่สามารถนำมาทำ “น้ำปานะ” สำหรับถวายพระสงฆ์ นักบวช ได้

ลูกหว้า มีรสเปรี้ยว เมื่อผลแก่ งอม ฉ่ำนิ่มเกือบเละแล้ว มีรสหวาน อร่อยมาก ผลแก่จิ้มเกลือกินแก้ร้อนได้ดีมาก ผลสุกลูกหว้า นำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม ได้เครื่องดื่มที่มีสีม่วง อร่อย เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แก้ท้องร่วง แก้บิด บำรุงร่างกาย ทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ ผลดิบรสฝาด เป็นยากินแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง ผลตากแห้งบดละเอียด หรือผลสดต้มน้ำดื่ม แก้อาการหอบหืด แพ้อากาศ วัณโรค ใบและเปลือกต้นหว้า สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมหรือใช้เป็นยา ช่วยย่อยอาหาร ลดการจับตัวลิ่มเลือด ต้านแบคทีเรียบางชนิด ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง บิด ใช้อมแก้ปากเปื่อย คอเปื่อย ใบกินแก้บิด เมล็ดแก่ เป็นยาถอนพิษ แก้บิด แก้ท้องร่วง มีธาตุเหล็ก ให้คุณค่าในการบำรุงรักษากระดูกและฟัน ใบและเมล็ด มีสารช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวานได้ดี เชื่อว่าทุกส่วนของต้นหว้า มีสารต้านอนุมูลอิสระก่อเกิดมะเร็งร้ายด้วย

ประโยชน์ทางอาหาร นอกจากจะใช้ยอดอ่อนเป็นผักกินกับอาหารประเภท ลาบ ยำ น้ำพริกได้แล้ว ที่ผลลูกหว้า ยังให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกาย ประกอบด้วย พลังงาน 60 กิโลแคลอรี เส้นใยอาหาร 0.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 14.0 กรัม โปรตีน 0.995 กรัม ไขมัน 0.23 กรัม วิตามินบีหนึ่ง หรือไทอะมีน 0.019 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง หรือไรโฟลาวิน 0.009 มิลลิกรัม วิตามินบีสาม หรือไนอะซิน 0.245 มิลลิกรัม วิตามินบีหก หรือไพริด็อกซิน 0.038 มิลลิกรัม วิตามินซี 11.85 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 55.0 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 35 มิลลิกรัม โซเดียม 26.2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 15.6 มิลลิกรัม แคลเซียม 11.65 มิลลิกรัม เหล็ก 1.41 มิลลิกรัม