ในประเด็นการปนเปื้อนของสารเคมีในข้าว ตามปกติไม่น่าจะมี

แม้จะมีเสียงวิจารณ์กันบ้างว่ามีสาร arsenic (สารหนู) ปนเปื้อนจากยาวัชพืชที่ฉีดตกค้างในดิน แต่เสียงวิจารณ์นี้น้อยมาก คิดว่าคงไม่มี และบางข้อมูลบอกว่า การทำนาข้าวเป็นการปล่อยแก๊สมีเทน ขึ้นไปเป็นแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ แต่เป็นเรื่องที่นักวิชาการจะชี้แจงถกเถียงกัน เราผู้บริโภคไม่ได้เกี่ยวตรงนี้ สารเคมีไหนที่เป็นอันตราย ทางราชการก็ออกกฎห้ามใช้ หรือห้ามนำเข้ามาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่รวงข้าวเริ่มฟอร์มเมล็ด และแก่จนเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาเป็นเดือน ไม่ได้ฉีดยาเคมีอะไร ที่เคยฉีดไปก่อนหน้าช่วงนี้ก็คงสลายไปหมดแล้ว

สำหรับข้าวอินทรีย์นั้น ข้อที่เป็นประโยชน์สำหรับคนกินข้าวอย่างเราๆ นี้ คือเขาไม่ได้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนให้กับข้าว เพราะปุ๋ยไนโตรเจนที่พืชดูดขึ้นไป ถ้าเกินความจำเป็น ใช้ไม่หมด อาจจะตกค้างเป็นสารประกอบแถวผนังเซลล์ อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งได้ และข้าวอินทรีย์ให้คุณภาพเมล็ดที่ดีกว่า เพราะข้าวสามารถดูดฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม (หรือโซเดียมจากดินเค็ม) ขึ้นไปใช้ได้อย่างสมดุล

พูดถึงแป้ง amylose ที่เป็นส่วนประกอบในเมล็ดข้าว ร่างกายจะผลิตน้ำย่อย amylase มาย่อย ทำให้รู้สึกอิ่มเมื่อได้กินข้าว เพราะกินทุกวัน พอไม่ได้กินข้าว แม้จะกินอาหารอย่างอื่น เช่น ผลไม้ น้ำย่อย amylase ยังไม่ได้ทำงาน ก็ยังรู้สึกหิวอยู่ แต่ถ้าเราไม่กินข้าวเป็นเวลานานๆ ร่างกายก็จะปรับ ไม่สร้างน้ำย่อยนี้ออกมา ทำให้ไม่รู้สึกหิวข้าว หรือไม่เป็นโรคกระเพาะ คนที่ไม่กินข้าวเย็นมาเป็นเวลานานพอสมควร ก็อยู่ได้ ไม่หิว เพราะเหตุนี้

ตามปกติแล้ว คุณค่าของข้าวจะอยู่ที่ข้าวกล้องหรือเปลือกข้าว (รำ) โดยเฉพาะสาร gamma oryzanol ที่เป็นประโยชน์ ลด chloresterol และยังมีแร่ธาตุอีกหลายชนิด ที่เรารู้จักกันคือ วิตามิน B แก้โรคเหน็บชา และแร่ธาตุอื่นๆ ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดรอยจุดด่างดำ และเส้นใยอาหารที่ใช้ในการหล่อลื่นในการเคลื่อนย้ายกากอาหารไปสู่ลำไส้ใหญ่ แต่ในแป้งข้าวขาวนั้น จะมี amylose (ข้าวเหนียวมี amylopectin) เป็นส่วนประกอบสำคัญ และยังมี glucose ซึ่งข้าวเหนียวอาจจะมี glucose มากกว่าข้าวเจ้า

ที่สำคัญ คือมีโปรตีนอยู่ด้วย ที่จำไม่ผิด มีถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าบริโภคข้าวร่วมกับพืชอื่นๆ เช่น ถั่วต่างๆ และงา ก็อาจจะมีโปรตีนเพียงพอต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โปรตีนที่ร่างกายใช้ไม่หมด อาจจะแปรสภาพเป็นไขมัน สะสมในร่างกายได้ สำหรับข้าวที่ได้รับปุ๋ยไนโตรเจน หรือธาตุไนโตรเจนจากดินสูง จะมีส่วนของโปรตีนสูงขึ้น เพราะไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญของโปรตีน โดยปกติแล้ว ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือที่แนะนำให้กินนั้น จะกินไม่อร่อย เมล็ดแข็ง และสีไม่สวย จึงอยากจะแนะนำให้เอาข้าวกล้องกับข้าวขาว ผสมกัน หุงกิน เมื่อหุงสุกแล้วจะดูน่ากินและกินอร่อย แต่ระวัง คนที่อายุมากๆ อย่ากินข้าวมาก ให้เน้น ผัก ผลไม้ เพราะข้าวเป็นพลังงาน ถ้าใช้ไม่หมด สามารถไปสะสมเป็นไขมันในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เคยได้ยินว่า คนที่ไปตรวจสุขภาพ ที่มี triglycerine สูงนั้น เพราะกินแป้งและน้ำตาล (หวานๆ) มากเกินไป ต้องลดอาหารตรงนี้ลง ก็จะดีขึ้น

ปกติชาวนาที่ขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ในเขตชลประทานหรือเขตน้ำฝน จะสามารถทำงานหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ดี เพียงแต่เราต้องพยายามหาอาหารสมอง ให้เขาพัฒนาเปลี่ยนแปลง ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี ค่านิยมใหม่ๆ ได้ แต่การที่ทำให้ราคาข้าวสูงๆ เป็นประโยชน์ต่อชาวนา และเป็นที่ต้องการ เรียกว่า felt need เท่านั้น ขายข้าวได้เป็นปีๆ ก็หมดไป

แต่ basic need ที่แท้จริงแล้วคือ ต้องจัดหาปัจจัยสนับสนุนให้เพียงพอ เช่น แหล่งน้ำ เมล็ดพันธุ์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาชาวนาให้ทำตัวเอง ทันสมัย มีความรู้ ความคิดดี มีการลงมือเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเก่าๆ ที่ล้าสมัย สามารถผลิตสินค้าที่เพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ หรือขยายขนาดธุรกิจของตัวเองให้มากขึ้นหรือใหญ่ขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็น long run ตลอดไป

เรื่องข้าวนี้ อาจจะจำมาผิดๆ ถูกๆ ขอความเห็น มาคุยแนะนำกันได้นะครับ ที่เขียนขึ้นมานี้เพียงแต่อยากคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ตามปกติเท่านั้น ชาวบ้านในพื้นที่บ้านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เดิมทำอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก่อน แต่ระยะหลังเจอปัญหาต้นทุนการผลิตแพงทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์ แถมบางปีเจอปัญหาฝนทิ้งช่วง เกิดโรคแมลงระบาดทำลายผลผลิตเสียหายและคุณภาพไม่ดี จึงขายผลผลิตไม่ได้ราคาเท่าที่ควร จึงเลือกปลูก “เงาะ” เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปรากฏว่า ได้ผลผลิตที่ดี สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงสู่ชุมชน

เกษตรกรผู้ริเริ่มปลูกเงาะในท้องถิ่นแห่งนี้คือ คุณวงเดือน กุลบุตร บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 6บ้านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู คุณวงเดือน เป็นคนที่ชอบทดลองปลูกพืชใหม่ๆ จึงได้นำพันธุ์เงาะโรงเรียนจากจังหวัดจันทบุรีมาทดลองปลูก เมื่อปี พ.ศ. 2542 จำนวน 20 ต้น หลังทดลองปลูกประมาณ 1 ปี ต้นเงาะก็เจริญเติบโตได้ดี คิดว่าน่าจะสร้างรายได้ที่ดีแก่ครอบครัวได้ดีกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เธอจึงตัดสินใจซื้อเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูกเพิ่มอีกจำนวน 110 ต้น ในปี 2543

เงาะที่คุณวงเดือน นำมาปลูกเป็นเงาะที่ขยายพันธุ์ด้วยการติดตา จำนวน 130 ต้น พื้นที่ 5 ไร่ ในการปลูกครั้งแรกได้เตรียมดินโดยการไถเตรียมดิน จำนวน 1 ครั้ง เพราะพื้นที่เคยปลูกข้าวโพดมาก่อน ทำให้สะดวกในการเตรียมดิน

คุณวงเดือน เตรียมหลุมปลูก โดยขุดหลุม กว้างxยาวxลึก (50X50X50) แยกดินชั้นบนและดินชั้นล่างไว้คนละส่วน ตากดินไว้ประมาณ 5 วัน จากนั้นย่อยดินให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยคอก กลบลงในหลุมที่ขุดไว้ให้สูงกว่าระดับ ประมาณ 20-25 เซนติเมตร คุ้ยดินที่เตรียมไว้เป็นหลุมเล็กๆ จากนั้นนำกิ่งพันธุ์เงาะลงปลูกตรงกลางหลุม แล้วกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมไม่เกิน 1 นิ้ว จัดต้นเงาะให้ตรง จากนั้นควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้น เพื่อป้องกันลมโยก แล้วรดน้ำ และหาเศษวัชพืชมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น

ด้านการดูแลรักษา คุณวงเดือน ใช้รถไถเดินตามไถกำจัดวัชพืช ในช่วงที่ปลูกเงาะได้มีการปลูกพืชแซม ได้แก่ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง เป็นการเพิ่มรายได้ ในปี 2543-2546 ได้ปีละ 18,000-20,000 บาท เมื่อปี 2547 เงาะที่ปลูกได้ให้ผลผลิตครั้งแรกทำให้เกิดความภูมิใจว่าบ้ านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน สามารถปลูกเงาะได้เหมือนกับภาคใต้และภาคตะวันออก โดยจำหน่าย กิโลกรัมละ 10 บาท

การขายส่วนมากจะขายภายในหมู่บ้านและแจกให้ญาติพี่น้องไปรับประทาน ขายได้เงิน 700 บาท ปี 2548 การขายก็เหมือนกับปีแรก ขายได้เงิน 1,000 บาท และในปี 2549 ให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 10 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 10 บาท แต่ขายได้เงิน 4,000 บาท เนื่องจากทั้งขายทั้งแจก และส่วนใหญ่แจกให้แก่ญาติพี่น้องเสียมากกว่า ตั้งแต่ปลูกมาไม่มีการใส่ปุ๋ยเคมี การให้น้ำให้แบบรดตามโคนต้นธรรมดา ในปีต่อมา สวนเงาะแห่งนี้สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 30,000-50,000 บาท

ทั้งนี้ ตำบลบุญทัน มีสภาพพื้นที่ลาดเอียงเป็นลูกคลื่นสูงต่ำ สลับกับพื้นที่ทำนา ทำไม้ผลไม้ยืนต้น และทำไร่ บริเวณที่ราบลุ่มติดกับแหล่งน้ำต่างๆ มีภูเขากระจายอยู่ทั่วไป โดยรอบๆ สภาพภูมิอากาศเย็นสบาย อากาศจะร้อนจัดประมาณ 2 เดือน (มีนาคม-เมษายน) อุณหภูมิประมาณ 35-42 องศาเซลเซียส อากาศจะหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิประมาณ 13-20 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,300-1,800 มิลลิเมตร ต่อปี

ตำบลบุญทัน มีสภาพพื้นที่เหมาะสมในการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เช่น ลำไย ขนุน ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง ยางพารา โดยเฉพาะ เงาะ เป็นไม้ผลที่มีความเหมาะสมปลูกในเขตภาคใต้และภาคตะวันออก แต่สำหรับบ้านบุญทัน บ้านคลองเจริญ ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู มีเกษตรกรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาทดลองปลูก จำนวน 130 ต้น ปรากฏว่าให้ผลผลิตและคุณภาพดี รสชาติดี ไม่แตกต่างกับเงาะที่ปลูกในแหล่งกำเนิดของเงาะ เช่น ทางภาคใต้ หรือทางภาคตะวันออก

“เงาะ” เป็นไม้ผลเมืองร้อน มีอายุนานหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ ระหว่าง 22-35 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 2,000-3,000 มิลลิเมตร ต่อปี มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ สภาพพื้นที่มีความชื้นสูง 75-85% แต่ต้องการสภาพแห้งแล้งก่อนการออกดอกติดต่อกัน 21-30 วัน แหล่งปลูกไม่ควรสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 650 เมตร ไม่ชอบอากาศที่หนาวเย็น

โดยธรรมชาติแล้ว เงาะชอบดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ความลึกของหน้าดินไม่ควรน้อยกว่า 1 เมตร ความเป็นกรด-เป็นด่าง 5.0-6.5 มีการระบายน้ำได้ดี ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเริ่มให้ผลผลิตมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป เงาะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่ ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน นอกจากนี้ เงาะยังสามารถทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น รับประทานผลสด ทำเงาะแช่น้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ทำแยม ไขของเงาะสามารถนำมาทำเป็นสบู่และเทียนไขได้ รากและเปลือกยังสามารถนำมาทำเป็นยาสมุนไพรได้ด้วย

เชื่อหรือไม่ว่าชื่อดังต่อไปนี้เป็นชื่อพันธุ์มะม่วง…

ขายตึก หลงหลิน พราหมณ์ตีเมีย นางนวล สาวน้อยลืมผัว ตับเป็ด ชื่อเหล่านี้เป็นสายพันธุ์มะม่วงจากสวนมะม่วงเลื่องชื่อในจังหวัดฉะเชิงเทรา “สวนลุงโมทย์” ตั้งอยู่ที่บ้านคลองเขื่อน ตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ มีชื่อเสียงโด่งดังมาหลายปีในฐานะสวนผลไม้ที่เจ้าของรวบรวมเก็บรักษาพันธุ์มะม่วงพื้นบ้านไว้มากมาย

ปราโมทย์ วรชาติตระกูล หรือ ลุงโมทย์ เจ้าของสวนผู้รักมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจมักจะบอกกับคนที่มาเที่ยวชมว่า “มะม่วงแต่ละพันธุ์ของสวนนี้มีรสชาติต่างกัน ถ้าเราปลูกอย่างเดียว เราก็ได้กินอย่างเดียว ไม่ได้กินไม่รู้จักสายพันธุ์อื่นๆ คนที่เข้ามาเที่ยวมากินมะม่วงก็ได้ความรู้เรื่องความหลากหลายของสายพันธุ์กลับบ้านไปด้วย”

ด้วยแนวคิดที่อยากแบ่งปันความรู้และความอร่อยของมะม่วงแต่ละพันธุ์ ตลอดระยะเวลา 10 ปี แม้จะผ่านอุปสรรคคือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง ในปี 2554 และ 2556 มะม่วงพันธุ์หายากที่รวบรวมไว้กลับหายไปกับสายน้ำ ต้องเริ่มใหม่ไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยความตั้งมั่น ตั้งใจ วันนี้สวนลุงโมทย์มีมะม่วงมากกว่า 30 สายพันธุ์ ไว้กิน ไว้ขาย อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ มีองค์ความรู้หลากหลายแขนง ให้คนมาเที่ยว ทดลองชิม ศึกษา เรียนรู้ รองรับทุกเพศทุกวัยที่สนใจเรื่องมะม่วง

นอกเหนือจากการเป็นสวนสวรรค์ของบรรดานักชิม ที่นี่ยังเป็นพื้นที่สีเขียวโล่งกว้างให้ลูกหลานตามติดพ่อแม่ปู่ย่าเข้าสวนไปช่วยงานเล็กๆ ได้วิ่งเล่นเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้โลกธรรมชาติ แสนสนุก

“หน้าที่ของหนูเวลาเข้าสวนกับปู่ก็คือช่วยเก็บมะม่วง ช่วยห่อมะม่วงตอนลูกเท่ากำปั้น มะม่วงของปู่อร่อย แล้วก็มีหลายพันธุ์ค่ะ ที่หนูจำได้ก็มีน้ำดอกไม้ ขายตึก แรด มหาชนก หลงหลิน เจ้าลงกา ต้องสังเกตจากสี จากรูปร่าง ก็จะแยกแต่ละพันธุ์ออกค่ะ” น้องมิลค์ กฤษณี เตียวเจริญ หลานสาวตัวน้อยวัย 8 ขวบของลุงโมทย์ หรือ ปู่โมทย์ ฉายแววตาเปี่ยมสุขเมื่อได้บอกเล่าเรื่องราวของมะม่วงในสวนคุณปู่

“หนูชอบมะม่วงพันธุ์ขายตึกที่สุดค่ะ จะกินดิบกินสุกก็อร่อย ที่ชื่อขายตึกก็เพราะว่าอร่อยมาก ใครกินก็อยากจะขายตึกมาซื้อที่ดินปลูกมะม่วงพันธุ์นี้ ปู่บอกว่าเป็นมะม่วงพื้นบ้านของฉะเชิงเทราบ้านเราเองค่ะ”

เด็กๆ เติบโตในบรรยากาศที่ดี สร้างสรรค์ให้เกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะได้ซึมซับรับรู้วิถีชาวสวน ได้รู้จักมะม่วงขึ้นชื่อบ้านตนเอง เรียกได้ว่าวิถีการเกษตรของครอบครัวสร้างการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ความสุขใจจึงเกิดขึ้นมากมายในสวนแห่งนี้

พบกับเรื่องราวชีวิตแสนสุขของมิลค์ ลูกหลานชาวสวนมะม่วง ในรายการทุ่งแสงตะวัน ตอน มะม่วงคุณปู่ เสาร์ที่ 12 พฤษภาคมนี้ เวลา 06.25 น. ทางช่อง 3 ช่อง 33 ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ทาง

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนชาวสวนระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน สาเหตุฝนตกต่อเนื่องและย่างสู่ฤดูฝน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่องการเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2561 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตือนภัย และให้คำแนะนำในการรับมือแก่เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรหากเกิดกรณีประสบภัยพิบัติด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงให้ผลผลิต ให้เฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง ทุเรียนทุกระยะมีโอกาสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราได้ อันจะทำให้ต้นทุเรียนอ่อนแอ กระทบต่อปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดได้

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนระบาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากทุเรียนมีราคาแพงเกษตรกรจึงไม่ตัดผลทุเรียนที่ไม่ได้ขนาดทิ้งและไว้ผลทุเรียนในต้นปริมาณมากเกินไป ทำให้ต้นทุเรียนโทรม เสี่ยงต่อการเข้าโจมตีจากโรคและแมลงศัตรูพืชได้ง่าย ซึ่งเชื้อราสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน คือ เชื้อราไฟทอปธอรา พาล์มิโวรา (Phytophthora palmivora)

สังเกตลักษณะอาการของต้นที่เกิดโรค ใบจะไม่เป็นมันสดใส โดยใบค่อย ๆ เหลืองซีดและร่วง ใบอ่อนเหี่ยวเหลือง มีจุดแผลสีน้ำตาลอ่อนฉ่ำน้ำ เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ บริเวณกิ่ง ลำต้น และโคนต้น มีสีของเปลือกเข้มคล้ายถูกน้ำเป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่างหรือมีรอยแตกของแผล และมีน้ำเยิ้มออกมาในช่วงเช้า เมื่อถากเปลือกจะพบว่าเปลือกเน่า เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาล ส่วนที่เน่ามีกลิ่นหืน แผลเน่าจะลุกลามรวดเร็ว ต้นที่เป็นโรครุนแรงจะมีน้ำยางไหลออกมาโดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้น เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะมีลักษณะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาล และหลุดง่าย กรณีอาการของโรครุนแรงจะเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย

วิธีป้องกันกำจัดกรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ฮาร์เซียนั่ม (Trichoderma harzianum) ผสมกับรำข้าวและปุ๋ยหมัก ในอัตราเชื้อรา 1 กิโลกรัม รำข้าว 4 กิโลกรัม และปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปโรยรอบโคนต้น ในอัตรา 10-20 กรัมต่อต้น

แต่หากโรคเข้าทำลายรุนแรง ให้ถากหรือขูดผิวเปลือกที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยทาแผลทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง

หากพบใบเหลืองทั้งต้น ให้ราดโคนต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยร่วมกับการใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาแล้วฉีดเข้าลำต้น ส่วนต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตาย ให้ขุดออกแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวและตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วปลูกใหม่ทดแทน

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัดอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2538 สมาชิกแรกตั้ง 21 คน สมาชิกปัจจุบัน 395 คนภายใต้การนำของประธานกรรมการ “นายสุพล ชุมแก้ว”

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัดมีความคิดริเริ่มในด้านต่างๆ เช่น 1.โครงการส่งเสริมให้สมาชิกใช้เชื้อราไดรโคเดอร์มา แก้ปัญหาโรคพืชในแปลงเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่ณรงค์ให้สมาชิกป้องกันและแก้ปัญหาโรคเชื้อราในพืช

สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพืชผลทางการเกษตรมักประสบปัญหาโรคพืชต่าง ๆ ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีในการกำจัดโรคพืช ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเกษตรกร และยังมีสารตกค้างในพืช ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม การใช้เชื้อราไดรโกเดอร์ มีประโยชน์สามารถป้องกันและกำจัดโรคได้

สหกรณ์ฯ เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงจัดทำโครงการนี้เพื่อแก้ปัญหาโรคพืชในแปลงเกษตร โดยจัดอบรมให้ความรู้ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรสามารถผลิตเชื้อราไดรโกเดอร์มาไว้ใช้เองทดแทนการใช้สารเคมี ช่วยลดความเสี่ยงสารเคมีตกค้าง ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งช่วยรักษาสภาพแวดล้อม

สหกรณ์ฯ ส่งเสริมให้สมาชิกใช้เชื้อราไดรโคเดอร์มาแก้ปัญหาโรคพืชในแปลงเกษตร รักษาโรคเชื้อราในดิน โรครากเน่า โคนเน่า ช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมสามารถใช้รักษาโรคน้ำกันเท้าได้อีกด้วย ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร จำนวน 345 ราย เฉลี่ยปีละ 4,500 บาทต่อราย ลดการใช้สารเคมีในการรักษาโรคพืช สมาชิกมีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากไม่มีสารปนเปื้อนในพืช ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่โครงการ

โครงการส่งเสริมและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารประเภทเครื่องแกง
ปัจจุบันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอิทธิพลจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตในสังคม ทั้งด้านรายที่ลดลงและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ประสบปัญหาในการครองชีพ ดังนั้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาของสมาชิก สหกรณ์จึงได้คิดหาอาชีพเสริมให้กับสมาชิกของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย โดยจัดตั้งกลุ่มเครื่องแกงและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน

วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความรู้ทักษะด้านอาชีพให้แก่แม่บ้าน เพื่อสร้างโอกาสทางเลือกในการประกอบอาชีพ เป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน เพื่อส่งเสริมและจัดตั้งกลุ่มอาชีพในสหกรณ์เพื่อเสริมสร้างให้สมาชิกพึ่งตนเองได้ และมีการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โครงการนี้สามารถแก้ไขปัญหาให้สมาชิกมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ในครัวเรือน สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 3,000 – 4,000 บาทต่อครัวเรือน สมาชิกพึ่งตนเองได้บนพื้นฐานแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุนจากการปลูกพืชผักเพื่อนำมาบริโภคในครัวเรือน เช่น พริกแกง ขมิ้น ตะไคร้ ขิง ข่า ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 1,000 บาทต่อครัวเรือน สมาชิกในชุมชนประมาณ 1,000 ราย ได้ซื้อเครื่องแกงในราคาถูก ประหยัดค่าพาหนะในการเดินทางไปซื้อที่ตลาด

สมาชิกมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม สามารถช่วยเหลือสมาชิกในการจำหน่ายเครื่องแกงไว้ใช้ในครัวเรือน มีการจัดสรรกำไรจากการจำหน่ายสินค้าแบ่งให้สมาชิกในกลุ่ม เป็นโครงการที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์ ๆ และได้ดำเนินการขอมาตรฐาน อย. เพื่อมาตรฐานและพัฒนาสินค้าให้ก้าวหน้าต่อไป

โครงการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตในการจัดหาปุ๋ยพร้อมตรวจวิเคราะห์สภาพดิน
สมาชิกส่วนใหญ่ทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ทำให้แต่ละปีสมาชิกต้องการปุ๋ยมาใส่พืชผลจำนวนมาก สหกรณ์ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแนวคิดในการจัดหาปุ๋ยมาจำหน่ายเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับสมาชิก โดยจัดทำโรงผสมปุ๋ยเพื่อผลิตปุ๋ยตามสูตรและตามสภาพดินที่เหมาะสม โดยสหกรณ์จะตรวจวิเคราะห์สภาพดินให้กับสมาชิก เพื่อจะได้ทราบถึงธาตุอาหารที่ดินยังขาดอยู่และใช้ปุ๋ยตามสูตรที่ดินต้องการ

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่สมาชิก โดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ถูกต้อง เพื่อลดต้นทุนการผลิตอย่างยั่งยืน โดยผ่านการวิเคราะห์สภาพดินก่อนการใส่ปุ๋ย ดำเนินงานของโครงการ

โดยสหกรณ์ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการก่อสร้างโรงผสมปุ๋ย จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการผสมปุ๋ย จัดหาแม่ปุ๋ยจำนวน 3 สูตร เพื่อนำมาผสมปุ๋ยตามสูตร จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ เรื่องข้อดีของการใช้ปุ๋ยผสม เปิดรับตัวอย่างดิน เพื่อวิเคราะห์สภาพดินในแต่ละพื้นที่ แนะนำปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ตามความต้องการของสภาพดิน

โครงการนี้สามารถแก้ไขปัญหาให้สมาชิกได้ใช้ปุ๋ยตามสภาพดินและพืชที่ต้องการ แถมซื้อปุ๋ยในราคาถูกกว่าท้องตลาด สมาชิกตื่นตัวเกี่ยวกับข้อมูลการในการวิเคราะห์ เป็นโครงการตัวอย่างที่สามารถนำเสนอให้หน่วยงานต่าง ๆ มาศึกษาดูงาน

ความสามารถในการบริหารและการจัดการของสถาบัน

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัด มีคณะกรรมการดำเนินการ 11 คน เจ้าหน้าที่สหกรณ์ 5 คน ผู้ตรวจสอบกิจการ 1 คน ที่ปรึกษาสหกรณ์ 1 คน ปัจจุบันมีทุนดำเนินงาน 15,076,749.78.00 บาท ปริมาณธุรกิจ 83,405,428.55 บาท ธุรกิจสินเชื่อ 3,457,000.00 บาท ธุรกิจรับฝากเงิน 4,316,763.65 บาท

ธุรกิจรวบรวมผลผลิตยางพารา 403,137.94 บาท ธุรกิจรวบรวมยางแปรรูป 37,391,961.63 บาท ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 12,889,462.33 บาท ธุรกิจปุ๋ยสั่งตัด 7,693,315.00 บาท ธุรกิจรวบรวมผลปาล์มน้ำมัน 17,253,788.00 บาท กำไรสุทธิ 308,198.71 บาท มีการเก็บรักษาเงินสดไว้ตามระเบียบที่กำหนด สหกรณ์ได้รับการจัดชั้นคุณภาพการควบคุมภายในของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อยู่ในระดับดี

บทบาทการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน

สหกรณ์เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิก พนันบอลออนไลน์ สร้างจิตสำนึกการมีส่วนร่วม โดยผ่านการประชุมและการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยการประชุมใหญ่ ร้อยละ 75.16 สมาชิกเข้าประชุมกลุ่มร้อยละ 89.39 ประชุมคณะกรรมการร้อยละ 93.18 ค่าเฉลี่ยสมาชิกร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์ ร้อยละ 89.39 สมาชิกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ ร้อยละ 70.00 สมาชิกยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหกรณ์ เช่น กิจกรรมงานวันสหกรณ์ กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ กิจกรรมวันผู้สูงอายุ กิจกรรมตักบาตรวันแม่แห่งชาติ ฯลฯ

ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน

จากการดำเนินงานในรอบสามปีที่ผ่านมา สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านเสม็ดจวนพัฒนา จำกัด มีความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีทุนดำเนินงาน 15,076,749.78 บาท ทุนเรือนหุ้น 6,267,250.00 บาท ทุนสำรอง 2,389,952.20 บาท เงินรับฝาก 4,316,763.65 บาท ปริมาณธุรกิจ 83,405,428.55 บาท กำไรสุทธิ 308,198.71 บาท จัดสรรเงินปันผล ร้อยละ 1.5 เป็นเงิน 96,154.00 บาท เงินเฉลี่ยคืนแก่สมาชิก 86,531.00 บาท

การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

กิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สหกรณ์ฯ มีให้แก่สมาชิกและครอบครัวสมาชิก กรรมการและพนักงาน ได้แก่ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก มอบเงินช่วยเหลือสมาชิกถึงแก่กรรม มอบเงินรับขวัญบุตรแรกเกิด สวัสดิการสมรสหรือบวช

กิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและชุมชน สหกรณ์ฯ จัดกิจกรรมประเพณีวันสารทเดือนสิบ จัดโครงการหนึ่งสหกรณ์หนึ่งทุนการศึกษาทุนละ 5,000 บาท โดยให้ทุนเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนจบปริญญาตรี จัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ด้านการสหกรณ์ รณรงค์ฉีดวัคซีนประจำปี จัดฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน หลักสูตรป้องกันเตือนภัยและฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต จัดกิจกรรมถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา

กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธราชาติและสิ่งแวดล้อม รณรงค์ประหยัดไฟฟ้าน้ำประปา และน้ำมันเชื้อเพลิง สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน รณรงค์ใช้กระดาษสองหน้า คัดแยกขยะนำไปรีไซเคิล ให้ความรู้เรื่องการตรวจสภาพดินเพื่อให้เหมาะกับการใช้ปุ๋ยสูตรต่าง ๆ โดยวิทยากรจากเกษตรอำเภอ