ในปี 2562 กรมการข้าว มีเป้าหมายส่งเสริมระบบนาแปลงใหญ่

ของพื้นที่ปลูกข้าวของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวของสมาชิกนาแปลงใหญ่ให้เข้าสู่ระบบการผลิตข้าวที่เหมาะสมตามมาตรฐาน GAP ครบทุกแปลงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวให้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดการเชื่อมโยงตลาดหรือต่อยอดแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง ทำให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด

คุณปรีชา กิมกง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวเกษตรคุณภาพห้วยยางโทนผลิตเมล็ดพันธุ์ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยยางโทนฯ เริ่มดำเนินการ ปี 2560 มีสมาชิก 50 ราย พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 1,157 ไร่ แบ่งเป็นผลิตเมล็ดพันธุ์ 355 ไร่ ข้าวส่งให้โรงสี 709 ไร่ ด้วยความรู้ความชำนาญในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ประกอบกับได้รับการถ่ายทอดความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีความรู้ ความเข้าใจ การร่วมมือกันบริหารจัดการผลผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้มีมาตรฐานและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้นาแปลงใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบครบ 100% ทั้ง GAP เมล็ดพันธุ์ และ GAP ข้าว ยังขาดอีกไม่กี่แปลงกำลังเร่งผลักดันให้สมาชิกพัฒนาให้ผ่านการรับรองให้ครบทุกแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

โครงการนาแปลงใหญ่เป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการให้ชาวนาเข้มแข็ง โดยเน้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกันขาย ซึ่งแต่ก่อนชาวนาต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและยังโดนกดราคา พอชาวนามารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น อีกทั้งเมื่อรวมกลุ่มกันทางหน่วยงานที่จะเข้ามาสนับสนุนก็ทำงานง่ายขึ้น เมื่อเกษตรกรมีความรู้ มีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุน มีตลาดรองรับ ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน คุณบรรพต มามาก เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม จังหวัดเพชรบุรี ให้ข้อมูลว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ไร่มะขาม เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี 2559 สมาชิก 49 คน พื้นที่ 756 ไร่ มาถึงวันนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสมาชิกมีความมั่นคงทางอาชีพ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ มาตรฐาน GAP Seed และมีข้าว GAP ทั่วไปที่ทำ MOU ร่วมกับโรงสี มีตลาดรับซื้อแน่นอน จุดเด่นของกลุ่มคือ ผลิตเอง ขายเอง พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลิตข้าวพันธุ์ที่ผู้บริโภคนิยม คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 และไรซ์เบอร์รี่ เน้นขายตรง ลดการพึ่งพาภายนอก อย่างเมื่อก่อนพึ่งโรงสี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในเวลานี้ตอนนี้ลดเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น และที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการพึ่งพาตนเอง โดยมีเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเองคือ “รอยยิ้มชาวนา” รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวต่างๆ เช่น ชาข้าว ครีมอาบน้ำข้าว สบู่ข้าวหอม สบู่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ โจ๊กปลายข้าว เป็นต้น

จากตัวอย่างความสำเร็จการรวมกลุ่มของพี่น้องชาวนาในการบริหารจัดการผลผลิตและทำตลาดร่วมกัน ก่อให้เกิดความยั่งยืน เพียงแค่ทุกคนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าอาชีพชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาตินี้ก็จะมั่นคงสืบไป

คำว่า “สมุนไพร” หมายความว่า ยาที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุจากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ และบำรุงร่างกายได้ ประเภทของสมุนไพร สมุนไพรที่ได้จากส่วนของพืชโดยตรง (พืชวัตถุ) โดยส่วนต่างๆ ที่นำมานั้นมีสารที่สามารถใช้เป็นยาได้ ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด รากหรือหัว ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือกไม้ สมุนไพรที่ได้จากอวัยวะของสัตว์ (สัตว์วัตถุ) ได้แก่ ตับ ดี นอ เขา เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ฯลฯ เช่น ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลา สมุนไพรที่ได้จากแร่โดยธรรมชาติหรือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากแร่ธาตุต่างๆ ตามกรรมวิธี (ธาตุวัตถุ) นำมาใช้เป็นยา เช่น เกลือ กำมะถัน น้ำประสานทอง ดีเกลือ สารส้ม

การจำแนกรูปแบบของสมุนไพรที่ใช้เป็นยา

สมุนไพรไม่ว่าจะเป็นส่วนที่มาจากพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือธาตุวัตถุก็ตาม เวลาจะนำมาใช้เพื่อบริโภค หรือเพื่อการรักษาตามกรรมวิธีจำเพาะอันใดก็ตาม พอจะจำแนกรูปแบบของสมุนไพรที่ใช้เป็นยาได้ดังนี้คือ

รูปแบบที่เป็นของเหลว ยาเหล่านี้มักได้จากกรรมวิธีต่างๆ กัน เช่น ยาต้มคือหั่นต้นยาแล้วต้มกับน้ำ ยาชงเป็นยาแห้งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คั่วแล้วนำไปชงกับน้ำ น้ำคั้นสมุนไพรเตรียมโดยการเอาต้นสมุนไพรสดๆ ตำให้ละเอียด เติมน้ำแล้วคั้นเอาน้ำยามารับประทาน และยาดองเตรียมโดยบดสมุนไพรให้แห้งห่อด้วยผ้าขาวบาง ดองในสุรา
รูปแบบที่เป็นของแข็ง ยาปั้นลูกกลอน เตรียมโดยหั่นต้นไม้ยาสดให้เป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม 1 ส่วน ปั้นเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ปั้นเสร็จผึ่งแดดจนแห้ง
รูปแบบกึ่งแข็งกึ่งเหลว สมุนไพรเหล่านี้จะทำให้อยู่ในลักษณะพอทรงตัวได้ มักใช้เพื่อการรักษาภายนอก เช่น ยาพอก เตรียมโดยใช้ต้นสดตำให้แหลกหรือเหลว
รูปแบบอื่นๆ ที่มีลักษณะการใช้พิเศษ เช่น ใช้วิธีรมควัน เพื่อรักษาโรคของทางเดินหายใจ หรือการรมควันเพื่อรักษาแผล และให้มดลูกเข้าอู่ในสตรีภายหลังคลอด

ความเชื่อและการใช้สมุนไพรนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมีในตำราแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีก อินเดีย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ไทยแผนโบราณ นอกจากนี้ ก็มีการศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะพูดถึงประโยชน์ของสมุนไพร ในปัจจุบันยาต่างๆ ที่ใช้กันอยู่มีจำนวนไม่น้อยที่ได้มาจากสมุนไพรโดยตรง เช่น ยาแก้ปวด aspirin มาจากเปลือกไม้ของพืชชนิดหนึ่ง ยาแก้ปวด morphine ก็มาจากต้นฝิ่น ยาควินินรักษาโรคมาลาเรียก็ได้มาจากการสกัดเปลือกไม้ cinchona ยารักษาโรคหัวใจล้มเหลว digitalis ก็ได้มาจากต้น foxglove เป็นต้น

ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี วุ้นในใบมีสารเคมีหลายชนิด วุ้นในใบมีคุณสมบัติรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย นิยมใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาแผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหาร

มะขามแขก ใช้เป็นยาระบาย สารประกอบทางเคมีที่สำคัญในใบและฝักมะขามแขกมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายท้อง ที่จริงฝรั่งเองก็รู้จักยาตัวนี้และผลิตออกขายเป็นยาระบายคือ senokot

กระเทียม เป็นสมุนไพรที่ใช้ปรุงอาหารที่มีใช้กันแพร่หลาย นอกจากจะมีคุณสมบัติทางการปรุงรสและกลิ่นอาหารแล้ว กระเทียมยังมีส่วนของน้ำระเหยซึ่งมีฤทธิ์ในการลดปริมาณไขมันในเลือด ในคนไข้ที่มี cholesterol สูง และอาจช่วยลดความดันโลหิตสูงด้วย

โทษและอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร

สมุนไพรนอกจากจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็อาจมีโทษและอันตรายได้เช่นกัน อันตรายจากสมุนไพรนั้นอาจแยกออกเป็น 3 ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง อันตรายที่เกิดจากโรคที่ขาดการรักษา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหืด ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การให้ยานั้นเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ถูกต้องอาจจะเบื่อก็เลยหยุดยา แล้วรักษาด้วยสมุนไพร มียาสมุนไพรหลายชนิดที่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค นอกจากนั้น โรคที่ท่านเป็นอยู่บางครั้งก็อาจจะไม่มีอาการเด่นชัด ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าโรคหายแล้วก็ละเลยกับการรักษาที่ถูกต้อง นานๆ ไปโรคเดิมอาจจะกำเริบ เช่น เป็นความดันโลหิตสูงมากๆ ไม่ได้รักษาก็อาจจะทำให้เส้นเลือดแตกในสมองเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

ประการที่สอง เป็นอันตรายที่เกิดจากฤทธิ์ของสมุนไพรโดยตรง มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีสารเคมีที่เป็นพิษร้ายแรง ถ้าได้รับเข้าไปจะทำให้เกิดอาการจากพิษของสารชนิดนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น มะเกลือ (มะเกลือเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง) เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าผลมะเกลือมีสารเคมีที่สำคัญหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการขับถ่ายพยาธิ ตำรับยากลางบ้านได้แนะนำให้ใช้ผลมะเกลือสดตำคั้นผสมกะทิ ได้มีรายงานผู้ป่วยหลายรายที่ได้รับพิษจากมะเกลือ ผู้ป่วยมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเดิน หลังจากนั้น จะมีอาการตามัว ตามองไม่เห็น ตาบอดได้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลมะเกลือที่แก่เต็มที่จนมีสีดำนั้น อาจจะมีสาร nepthalene ซึ่งเป็นพิษต่อประสาทตาโดยตรง

ยี่โถ เป็นไม้พุ่มประดับที่นิยมปลูกกันตามบ้านเรือน เคยมีผู้แนะนำให้เอาใบยี่โถต้มน้ำรับประทานเพื่อแก้โรคพิษสุราเรื้อรัง หลังจากรับประทานเข้าไปแล้ว คนไข้มีอาการอาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ และปวดท้อง ถ้ารับประทานมากพิษของสารเคมีในใบยี่โถจะกดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง และอาจจะหยุดได้ ดังนั้น จึงควรจะต้องระมัดระวังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ซึ่งอาจจะรับประทานเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

นอกจากนี้ พืชอื่นๆ อีกหลายชนิดก็อาจจะมีพิษ เช่น ลำโพงมีพิษต่อระบบประสาทโดยตรง ถ้าได้รับเข้าไปมากคนไข้จะมีอาการตาพร่ามัว ปากแห้ง กระหายน้ำ ม่านตาขยาย ไม่สู้แสง ผิวหนังร้อนแดง ถ้าเป็นมากอาจถึงขั้นสับสน จิตประสาทหลอน และคลุ้มคลั่ง

ประการที่สาม อันตรายจากสารเจือปนในสมุนไพร ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ยาสมุนไพร เพื่อจะหาสารเจือปนที่อาจจะเป็นอันตรายจากตัวอย่างจำนวนร่วมร้อย พบว่ามี arsenic 60% มีสาร steroids 30% นอกจากนั้น มีสารปรอทและตะกั่วประปราย

Arsenic ในสมัยก่อนนิยมใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังเรื้อนกวาง และรักษาโรค syphilis ในปัจจุบันเลิกใช้เพราะเป็นยาอันตราย ในตำราแพทย์โบราณทั้งของไทยและจีนเชื่อว่า arsenic มีคุณสมบัติกระตุ้นให้กระชุ่มกระชวย แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับมากเกินไปก็อาจจะเกิดพิษของ arsenic ได้ ในระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปวดท้อง ท้องเสีย ต่อมาผู้ป่วยมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณปลายประสาทแปล๊บๆ แบบถูกไฟฟ้าช็อต ระยะหลังจะมีผื่นตามตัวสีดำ ผิวหนังหนาขึ้น ผู้ป่วยที่ได้รับ arsenic อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด เป็นต้น

สารปรอท ปรอทที่ผสมในสมุนไพร อาจจะทำให้เป็นพิษ โดยมีอาการปากเปื่อย เหงือกอักเสบ ฟันหลุด น้ำลายไหลมากผิดปกติ และไตวาย เป็นต้น Steroids มีคุณสมบัติบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด จึงนิยมเจือปนในสมุนไพร ทำให้โรคบางอย่างดูเหมือนดีขึ้น เช่น โรคหืด โรคไขข้ออักเสบ แต่ถ้าใช้นานๆ จะมีอาการข้างเคียงและอันตรายอย่างมาก ผู้ป่วยมีหน้าบวมฉุ เป็นสิว ลำตัวอ้วนกลม ผิวหนังลายเป็นจ้ำเลือดได้ง่าย และกระดูกผุ เป็นต้น ถ้าใช้ติดต่อกันนานทำให้ติดยาและถ้าหยุดยาเฉียบพลัน อาจทำให้ช็อกได้

สารตะกั่ว พิษของสารตะกั่วเป็นที่รู้จักกันดี ตะกั่วเป็นพิษทำให้มีอาการปวดท้อง โลหิตจาง กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากปลายประสาทผิดปกติ เป็นต้น คำแนะนำในการใช้สมุนไพร

สมุนไพรเป็นดาบสองคม พึงระลึกเสมอว่าอะไรก็ตามที่มีประโยชน์มาก ก็อาจมีโทษได้เช่นกัน การใช้สมุนไพรควรจะต้องระมัดระวัง

หลักการในการใช้สมุนไพรคือ

ถ้าเป็นโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ผลดี ก็ไม่ควรรักษาด้วยสมุนไพร เช่น งูพิษกัด สุนัขบ้ากัด โรคบาดทะยัก กระดูกหัก วัณโรค เบาหวาน เป็นต้น
กลุ่มอาการบางอย่างที่บ่งชี้ว่า อาจจะเป็นโรคร้ายแรงที่จำเป็นต้องรักษาอย่างรีบด่วน เช่น ไข้สูง ซึม ไม่รู้สึกตัว ปวดอย่างรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ตกเลือดจากช่องคลอด ท้องเดินอย่างรุนแรง หรือคนไข้เป็นเด็กและสตรีมีครรภ์ ควรรีบนำไปปรึกษาแพทย์ แทนที่จะรักษาด้วยสมุนไพร
การใช้ยาสมุนไพรนั้น ควรค้นคว้าจากตำรา หรือปรึกษาท่านผู้รู้ โดยใช้ให้ถูกต้อง ใช้ให้ถูกส่วน ใช้ให้ถูกขนาด ใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกโรค ใช้ให้ถูกคน
ไม่ควรใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะพิษอาจจะสะสมได้ เมื่อใช้ยาหลายสัปดาห์ อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
ถ้ามีอาการพิษที่เกิดขึ้นจากยาสมุนไพร ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ควรรีบหยุดยาโดยเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณพิชิต เกียรติสมพร เริ่มดำเนินการศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง เมื่อ ปี 2544 ปัจจุบัน มีสมาชิก 27 ราย โดยเน้นการพัฒนาการผลิตข้าวของสมาชิกให้มีความสามารถในการผลิตและการจัดการผลผลิตข้าว สมาชิกสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีควบคู่กับการจำหน่ายข้าวเปลือกคุณภาพดี ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บนพื้นที่นากว่า 15 ไร่ คุณพิชิต เลือกปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข 61 เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด และใช้แรงงานในครัวเรือนทั้งหมด โดยมุมมองในการทำนาของคุณพิชิตคือ ถ้าต้นทุนการผลิตต่ำ จะทำให้เหลือกำไรมาก จึงยึดการปลูกข้าวแบบลดต้นทุน ตามแนวทาง “3 ต้องทำ 3 ต้องลด” มาตลอด จะให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตมากกว่าเรื่องของปริมาณผลผลิต

และจากสถานการณ์ภัยแล้งติดต่อกันหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ คุณพิชิต ได้นำคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี เกี่ยวกับการทำนาแบบประหยัดน้ำ หรือที่เรียกว่า “เปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” มาใช้โดยตลอด จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งเสริมให้ใช้วิธีการติดตั้งท่อดูน้ำ ซึ่งทำจากท่อ พีวีซี (PVC) ขนาด 4 นิ้ว เจาะรูรอบๆ ห่างกันรูละ 5 เซนติเมตร ประมาณ 4 รู นำท่อไปฝังลงในนา (ประมาณ 10 วัน หลังใส่น้ำครั้งแรก) โดยกดท่อให้ลึกระดับ 5 เซนติเมตร (รูแรก) แล้วเอามือควักดินด้านในออกจนเห็นรูสุดท้าย จะเห็นว่ามีน้ำซึมเข้าจนเต็มท่อ หากระดับน้ำลดลงไม่ถึง 15 เซนติเมตร ก็ยังไม่จำเป็นต้องให้น้ำ วิธีนี้จะทำให้ทราบว่าระดับน้ำใต้ดินยังมีเพียงพอสำหรับข้าว เพราะข้าวไม่ใช่พืชน้ำ ไม่จำเป็นต้องเอาน้ำไปแช่ขังไว้ จึงช่วยประหยัดน้ำและลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำเข้านาลงไปได้กว่าครั้งละ 100 บาท

เทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เป็นสิ่งที่กรมการข้าวได้พัฒนาเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ แม้น้ำชลประทานมีจำกัด นำมาใช้กับการเพาะปลูกข้าวได้ทั้งนาปีและนาปรัง โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ ร้อยละ 20-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ และช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มรากข้าวให้ดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ใส่ปุ๋ยน้อยลง ประหยัดต้นทุนการทำนาได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับเทคโนโลยีการจัดน้ำแบบเปียกสลับแห้ง มีขั้นตอนและวิธีการ ดังนี้
ตอนเตรียมดินปลูกข้าว ปรับพื้นที่ให้เรียบสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาวัชพืช ทำให้น้ำไปได้ทั่วถึงกันหมด เมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วระบายน้ำออกจากนาให้แห้ง
เมื่อข้าวอายุประมาณ 10 วัน ให้พ่นสารกำจัดวัชพืช โดยพิจารณาตามชนิดของวัชพืชที่เกิดขึ้น เมื่อวัชพืชตายได้ 3 วัน ให้เพิ่มระดับน้ำในนา ประมาณ 3 เซนติเมตร ขังนาน 3 วัน

ใส่ปุ๋ยครั้งแรก (ข้าวอายุ 20-30 วัน) แล้วรักษาระดับน้ำท่วมผิวดิน ขังน้ำไว้จนกระทั่งน้ำแห้ง หากพบวัชพืชให้รีบกำจัดทิ้งอีกครั้ง
ประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อน้ำในนาเริ่มแห้ง ดินเริ่มแตก ให้ระบายน้ำลงนา ระดับ 3-5 เซนติเมตร ขังไว้จนกระทั่งน้ำแห้ง ให้น้ำแบบเปียกสลับแห้ง จนกระทั่งข้าวอายุประมาณ 45-50 วันหากพบวัชพืชต้องรีบกำจัดก่อนใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2

เมื่อข้าวอยู่ในระยะแตกกอสูงสุด (ข้าวอายุ 45-50 วัน) ให้เพิ่มระดับน้ำในนาสูง 5 เซนติเมตร ขังไว้นาน3 วัน จนข้าวเริ่มกำเนิดช่อดอก (อายุ 50-55 วัน)
ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 (ข้าวอายุ 50-60 วัน) หลังจากนั้น 7 วัน ให้เพิ่มระดับน้ำ 10 เซนติเมตร รักษาระดับน้ำจนข้าวออกดอกถึงระยะแป้งในเมล็ดเริ่มแข็ง (15-20 วัน หลังข้าวออกดอก)
หลังข้าวออกดอกแล้ว 20 วัน ระบายน้ำออกจากแปลงให้แห้ง เพื่อเร่งการสุกแก่

“แนวทางการทำนาแบบแกล้งข้าว เป็นการทำให้ดินเปียกบ้าง แห้งบ้าง ดีกว่าการขังน้ำตลอดฤดูกาล เพราะเมื่อข้าวขาดน้ำจะกระตุ้นให้เกิดการแตกรากใหม่มาชอนไชหาน้ำใต้ดิน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ตัวเองแกร่งขึ้น แข็งแรง ไม่ล้มง่าย ดูดซับธาตุอาหารได้ดี แม้ว่าวิธีการนี้จะต้องระวังปัญหาวัชพืชเป็นพิเศษ แต่ก็ช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูข้าว พวกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าวได้ดี เพราะวิธีนี้จะทำให้ต้นข้าวไม่อวบน้ำ เพราะช่วงที่ขาดน้ำข้าวจะดูเหมือนแกร็น แมลงพวกนี้จะไม่ชอบ มันชอบต้นข้าวที่อวบน้ำ ก็ไปหาอาหารจากแหล่งอื่นแทน เราก็ลดค่าสารกำจัดแมลง ลดค่าสูบน้ำลงไปได้มาก และยังช่วยให้ฟางย่อยสลายได้ดี ช่วยลดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวที่ลดลง ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์น้ำจะอยู่ในช่วงปกติ ผมก็ยังใช้วิธีการนี้อยู่ตลอด เพราะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดปัญหาหลายๆ อย่าง และเป็นวิธีธรรมชาติที่ยั่งยืน” คุณพิชิต กล่าว

จากแนวทางการปลูกข้าวด้วยการใช้เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว ด้วยวิธีการ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด คือ ต้องปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้ง ต่อปี ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในอัตราที่เหมาะสม ต้องทำบัญชีฟาร์ม ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการใช้สารเคมี เพื่อนำไปใช้เพิ่มศักยภาพการผลิต ร่วมกับการทำนาแบบประหยัดน้ำโดยวิธีเปียกสลับแห้ง รวมถึงการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นสารชีวภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี และการใช้ปุ๋ยสั่งตัด ทำให้คุณพิชิตสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้กว่าไร่ละ 2,000 บาท จากเดิมที่ต้นทุนการผลิตจะอยู่ที่ประมาณไร่ละเกือบ 5,000 บาท

นอกจากการดำเนินงานในฐานะประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตงแล้ว คุณพิชิต ยังเปิดบ้านของตนให้เป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อการเกษตรด้านต่างๆ ในนาม ศูนย์จัดการดินและปุ๋ยชุมชนบ้านสวนแตง และศูนย์จัดการศัตรูพืชบ้านสวนแตงอีกด้วย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ศึกษาตามความต้องการ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนาในพื้นที่ให้มีความสามารถในการผลิตและการจัดการผลผลิตข้าว สมาชิกสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีควบคู่กับการจำหน่ายข้าวเปลือกคุณภาพดี ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวให้มีประสิทธิภาพต่อไป

สนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีการทำนาที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า ควบคู่กับการประหยัดน้ำแบบนี้ ติดต่อไปได้ที่ คุณพิชิต เกียรติสมพร เลขที่ 22/2 หมู่ที่ 4 ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ (089) 174-2512

หอมแป้นเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้นจึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียกหอมแป้นมากกว่าเรียกกุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วนขนมกุยช่ายจะไม่เรียกว่าขนมหอมแป้น

การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อย ไม่เปลืองแรงงาน โรคแมลงศัตรูมีน้อย สามารถทำงานอยู่กับกุยช่ายได้อย่างสบายๆ และเบาแรง จึงเป็นงานเบาที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ดังเช่นกับ โกแป๊ะหรือ ลุงแป๊ะ ชื่อจริง คุณบุญผ่อง ฉิมพุก เกษตรกร วัย 65 ปี หันมาปลูกกุยช่ายเลี้ยงตัวมา 10 กว่าปี

คุณบุญผ่องทำแปลงกุยช่ายบนพื้นที่ 2 ไร่ อยู่หมู่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณบุญผ่อง ไม่ใช่ชาวลำปางโดยกำเนิด มาอาศัยอยู่ลำปางได้ 40 ปี จนกลายเป็นชาวลำปาง