ในปี 2562 ตลาดการนำเข้าน้ำมะพร้าวรวมได้ขยายเพิ่มอีก

เป็น 523.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยได้กลายเป็นตลาดนำเข้าน้ำมะพร้าว อันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการนำเข้าจากไทย 131.80 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น ร้อยละ 23 ของส่วนแบ่งตลาดน้ำมะพร้าว ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมะพร้าว อันดับ 1 สู่สหรัฐอเมริกา ปี 2562 มีมูลค่าการนำเข้า 131 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น ร้อยละ 23 ของส่วนแบ่งตลาด มีปริมาณส่งออก 111 ล้านลิตร มีอัตราเฉลี่ยเติบโตของปริมาณส่งออกสู่สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 131

ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกขยายตัวสูงสุดในช่วงปี 2561-2562 คู่แข่งการส่งออกน้ำมะพร้าวสู่สหรัฐอเมริกาของไทยที่สำคัญคือ ฟิลิปปินส์ เนื่องจากทั้งฟิลิปปินส์นั้นมีความสามารถในการผลิตมะพร้าวได้มาก ประกอบกับมีโรงงานน้ำมะพร้าวหลายบริษัทของสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในประเทศ การขยายตัวของปริมาณการส่งออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ของฟิลิปปินส์ถือว่ากำลังมาแรง โดยเฉพาะ ปี 2562 มีการขยายตัวการส่งออกถึง ร้อยละ 325 ขยายตัวมากกว่าประเทศไทยกว่า ร้อยละ 150

ส่วนในแง่ราคาน้ำมะพร้าวของไทยถือว่ามีราคาเฉลี่ยสูงที่สุดในตลาด แต่ในปี 2561-2562 ราคาน้ำมะพร้าวไทยลดลงเล็กน้อย คาดว่าเกิดจากปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ในขณะที่ราคาน้ำมะพร้าวจากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2562 ได้ขยับตัวสูงขึ้นกว่าไทยเล็กน้อย ทำให้ไทยได้เปรียบเรื่องราคาจำหน่ายที่ต่ำกว่า สรุปภาพรวมความสามารถในการแข่งขันของน้ำมะพร้าวไทยจึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบัน โดยมีสินค้าจาก บริษัท Zico ประเทศไทย ครองสัดส่วนตลาดมากที่สุด (ปริมาณ 21,000 ตัน) แต่ด้วยตลาดน้ำมะพร้าวของสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ จึงมีผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวมากกว่า 200 แบรนด์ จำหน่ายในตลาด

โดยยี่ห้อที่ได้รับความนิยมหลัก 3 ยี่ห้อ ซึ่งมีจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่น Costco, Safeway, Trader Joe คือ

1. น้ำมะพร้าว ยี่ห้อ Vita ที่มีแหล่งวัตถุดิบการผลิตจากประเทศอินโดนีเซียและบราซิล

2. น้ำมะพร้าว ยี่ห้อ Zico มีแหล่งวัตถุดิบการผลิตจากประเทศไทย เฉพาะผลิตภัณฑ์ 100% coconut water และ

3. น้ำมะพร้าว ยี่ห้อ O.N.E มีแหล่งวัตถุดิบการผลิตจากประเทศฟิลิปปินส์

สำหรับสินค้าทั้ง 3 ยี่ห้อนี้ ถือเป็นสินค้าสำหรับตลาดระดับกลาง ด้วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวสหรัฐอเมริกา ในด้านราคาโดยสินค้ามะพร้าวมีราคาจำหน่ายระหว่าง 2-3 เหรียญสหรัฐ ต่อขวด มีจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา สินค้าได้รับความนิยมระดับดีมาก

นอกจากกลุ่มลูกค้าระดับกลางแล้ว น้ำมะพร้าวยังสามารถเจาะตลาดกลุ่มบน โดยมีการนำเสนอสินค้าน้ำมะพร้าว เกรดพรีเมี่ยมด้วยราคาสูงกว่าน้ำมะพร้าวทั่วไปถึง 3 เท่า และเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวสหรัฐอเมริกา อาทิ น้ำมะพร้าว ยี่ห้อ Harmless Harvest (วัตถุดิบน้ำมะพร้าวจากประเทศไทย แต่ดำเนินธุรกิจโดยชาวอเมริกัน) ที่มีราคาจำหน่าย 4-5 เหรียญสหรัฐ ต่อขนาด 16 ออนซ์

ขณะที่บริษัทน้ำมะพร้าวของไทยที่มีการแข่งขันในตลาดดังกล่าวเช่นกัน คือ ผลิตภัณฑ์ 100% Pure NAM HOM coconut water ของ บริษัท All Coco ที่จำหน่ายในราคา 4-5 เหรียญสหรัฐ ต่อขนาด 16 ออนซ์ จำหน่ายในตลาดแถบรัฐแคลิฟอร์เนีย

เนื่องจาก ปี 2563 สหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่า ภายหลังการระบาดของ COVID-19 จะทำให้เศรษฐกิจมีการถดถอย อาจทำให้กำลังการซื้อสินค้าจะลดลง

ดังนั้น ความพร้อมในการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดของผู้ประกอบการภายหลังวิกฤต จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งแผนการลดต้นทุน แผนการกระตุ้นการขาย และแผนการผลิตสินค้าหากเกิดปัจจัยการขาดแรงงานภาคการเกษตร

นอกจากนี้ ภายหลังจากเกิดการระบาดอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ด้วยเชื่อว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐ จะอ่อนค่าลง เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวมากที่สุดในโลก จึงอาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่อาจจะได้กำไรจากการจำหน่ายสินค้าที่ลดลง เนื่องมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น

CP แตกไลน์ธุรกิจ “มะพร้าว”

เพื่อตอบรับกระแสความนิยมรักสุขภาพทั่วโลกที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ช่วงเทศกาลกินเจ เมื่อเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา บริษัท ซี.พี. ฟู้ดสโตร์ จำกัด ในกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (CPI) เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ น้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ที่ผลิตจากน้ำมะพร้าวแท้ 100% ภายใต้แบรนด์ “R U COCO?” (อาร์ยูโคโค)

ดร. วรรณวิรัช วิรัชนิภาวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจมะพร้าว บริษัท ซี.พี. ฟู้ดสโตร์ จำกัด มั่นใจว่า น้ำมะพร้าว “R U COCO?” เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี เพราะเป็น“Sports Drink of Nature” น้ำมะพร้าวแท้อาร์ยูโคโค มีเกลือแร่ธรรมชาติ ทำให้ทุกคนสดชื่น ที่สำคัญมีแคลอรีแค่ 50 kcal ถือว่าต่ำที่สุดในท้องตลาด หวานน้อย ไม่เติมน้ำตาล ไม่เติมสารให้ความหวาน ไม่แต่งกลิ่น ไม่แต่งสี ไม่ใส่สารกันบูด ถูกใจผู้บริโภคสาย Healthy สุดๆ

ซี.พี. ฟู้ดสโตร์ มุ่งมั่นสร้าง the “coco” culture ที่ appreciate the good vibes หรือ วิถีแห่งความยั่งยืน ส่งมอบสิ่งดีๆ และสร้างระบบนิเวศที่ดีต่อโลก น้ำมะพร้าว “R U COCO?” มีขนาดบรรจุ 330 มิลลิลิตร ต่อกล่อง อายุสินค้า 1 ปี เก็บได้ในอุณหภูมิปกติ โดยไม่ต้องแช่เย็น ดื่มน้ำมะพร้าว “R U COCO?” ก่อนและหลังออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน หรือผสมในเครื่องดื่มสุดโปรด ทั้งกาแฟ ชา และโปรตีนเชค ก็อร่อย สดชื่นตลอดเวลา

น้ำมะพร้าว “R U COCO?” เป็นเครื่องดื่มรักษ์โลก ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ต่ำ สามารถปลูกทดทดแทน (Renewable) และรีไซเคิล (Recycle) ได้ ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นสร้าง The “COCO” Culture ที่ Appreciate the good vibes หรือวิถีแห่งความยั่งยืน โดยการส่งมอบสิ่งดีๆ และสร้างระบบนิเวศที่ดีต่อโลก

น้ำมะพร้าว “R U COCO?” ผลิตจากการผสมน้ำมะพร้าวแท้ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวเบญจพรรณ ที่มีน้ำตาลธรรมชาติเพียง 9 กรัม ไม่เติมน้ำตาล ตัวน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยเกลือแร่จากธรรมชาติถึง 5 ชนิด ได้แก่ โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม คลอไรด์โซเดียม ที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เพราะช่วยปรับสมดุลร่างกายให้สดชื่นในทุกๆ จังหวะของชีวิต

ดร. วรรณวิรัช กล่าวว่า น้ำมะพร้าว “R U COCO?” ผลิตจากมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง เช่น นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ส่วนมะพร้าวเบญจพรรณมาจากพื้นที่ภาคใต้ เกษตรกรปลูกดูแลมะพร้าวด้วยความตั้งใจ มีระบบมาตรฐาน GAP ตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ เก็บเกี่ยวมะพร้าวโดยไม่ใช้ลิง รับซื้อผลผลิตในราคาตลาด และใช้โรงงานผลิตเครื่องดื่ม ของเครือข่ายพันธมิตรในจังหวัดนครปฐมเป็นฐานการผลิตน้ำมะพร้าว “R U COCO?”

การเปิดตลาดในปีแรก ซี.พี. ฟู้ดสโตร์ ตั้งเป้าหมายว่า ผลิตภัณฑ์ “R U COCO?” จะคว้าส่วนแบ่งเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มในเมืองไทยได้ไม่ต่ำกว่า 30% จากมูลค่าตลาดรวม 200 ล้านบาท และเจาะตลาดส่งออก ได้แก่ ประเทศจีน ฮ่องกง ยุโรป 500 ล้านบาท โดยใช้งบการตลาดกว่าร้อยล้านบาทพัฒนาแบรนด์ “R U COCO?” (อาร์ยูโคโค) ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เช่น งานวิ่ง งานคอนเสิร์ต มูลนิธิการกีฬา การศึกษา และกิจกรรมอื่นๆ

ซี.พี. ฟู้ดสโตร์ อยากให้ทุกคนมาร่วมสร้างและส่งมอบความรู้สึกและสิ่งดีๆ ให้กันและกัน ใน the “coco” culture โดยจัดโปรโมชั่นต่างๆ ทุกช่องทาง เพื่อสร้างประสบการณ์สัมผัสสิ่งที่ดีจริงของ น้ำมะพร้าว R U COCO? ที่เป็นมากกว่าแค่น้ำมะพร้าว

หม่อน เป็นพืชอาหารชนิดเดียวของตัวไหม คุณภาพและปริมาณของเส้นใยที่ได้จากไหม ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหาร คือ ใบหม่อน เท่านั้นจึงนับได้ว่า ใบหม่อนคือหัวใจหลักของการผลิตเส้นใยไหมนั่นเอง

ใบหม่อน จึงกล่าวได้อีกว่าเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งของเส้นทางวัฒนธรรมสายไหมของเอเชีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : หม่อน เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ลำต้นมีเปลือกสีเทาจุดน้ำตาล แตกกิ่งกระโดงง่ายมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ใบออกเรียงสลับกันบริเวณข้อ ผิวใบสากคายมือ ดอกเป็นกระจุกเล็กๆ สีขาวอมเหลือง ผลเป็นผลรวมประกอบด้วยรังไข่เล็กๆ หลายอัน รวมกันเป็น 1 ผล รสชาติอร่อยมาก อมหวาน อมเปรี้ยว เป็นผลไม้ประจำอีกชนิดหนึ่งสมัยที่ผู้เขียนยังเด็ก วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ในแปลงหม่อนของวิทยาลัยเกษตรกรรมสุรินทร์ เล่นไปกินไป จนปากคอกลายเป็นสีม่วงกันถ้วนหน้าทุกคน พอเหนื่อยก็ไปนั่งพักดู ป้าบล คนงานของพ่อ สาวไหม ประจบขอดักแด้มาโรยเกลือป่นหม่ำกันอีก เป็นความทรงจำที่ติดตาไม่ลืมเลือน

สรรพคุณ และการใช้ประโยชน์ : ในสมัยก่อนเรานิยมปลูกต้นหม่อนเพื่อนำใบมาใช้เลี้ยงไหมเท่านั้น หนอนไหมเมื่อกินใบหม่อนเข้าไปก็จะเปลี่ยนโปรตีนจากใบหม่อนให้กลายเป็นเส้นใยไหมสีเหลืองทองหรือขาว เป็นมันสวยงามหาใดเทียม แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์มาปลูกเพื่อกินลูก ได้แก่ พันธุ์เชียงใหม่ ลูกโต รสชาติดี สีสวยน่ากิน ผลหม่อนมีสารที่เป็นประโยชน์มาก มี แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สูง อุดมด้วย วิตามิน เอ บี 1 บี 2 วิตามินซี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และธาตุเหล็ก

น้ำผลหม่อนสด มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ลดความดันโลหิต บำรุงเส้นผมให้ดกดำ บำรุงสายตาช่วยการมองเห็น เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ คนจีนโบราณเรียกว่า ชางเซน (Sangshen) คือ เหมือนเป็น Blood tonic บำรุงเลือดสุภาพสตรี นำไปทำแยมหม่อน เจลลี่ ไอศกรีม พายหม่อน น้ำหม่อนคั้น หรือกินเล่นสดๆ ก็ได้ ส่วนใบหม่อนสามารถนำมาชงเป็น ชาเขียวใบหม่อน (Gabaron tea) มีสารแทนนิน (tannin) ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ไตรเทอร์พีน (triterpene) มัลเบอร์โรไซด์ (mulberroside) ที่มีคุณค่ากับร่างกาย สามารถต้านอนุมูลอิสระ ลดน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรียบางประเภทได้ ลดความอ้วน ลดปริมาณการสร้างเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวขาวขึ้น

รากหม่อน ช่วยลดความดันโลหิต เปลือกเยื่อหุ้มลำต้นยังสามารถเอามาทำเป็นกระดาษสาได้อีก นับว่า หม่อน เป็นพืชที่น่าปลูกไว้ดูเล่นสักต้น หรือเพื่อประดับบารมีก็ไม่เสียหายอะไร เหมือนเล่าปี่ตอนเด็กๆ ขึ้นไปขี่กิ่งหม่อนหน้าบ้านขย่มเล่นแทนม้า ยังมีซินแสมาทำนายเลยว่าเป็นคนมีบุญ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่เป็นโต ท่านก็ปลูกไว้คนละต้นเผื่อฟลุกไงครับ

วิธีปลูก : ใช้วิธีตัดกิ่งปักชำ โดยการเลือกกิ่งที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 10 นิ้ว ปลายด้านบนตัดให้ตรง เหนือข้อตาบนสุด สักประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายด้านล่างตัดแฉลบแบบฝานบวบ ใต้ตาล่างสุด ประมาณ 1.5 เซนติเมตร นำไปปักชำในถุงบรรจุทรายผสมขี้เถ้าแกลบ วางไว้ในที่ร่ม รอสัก 2-3 สัปดาห์ จะเห็นยอดอ่อน แตกกระโดงขึ้นมา สวยงาม ให้นำไปปลูกในกระถาง หรือจะลงดินเลยก็ได้ ให้ขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ผสมเศษใบไม้ผุ กาบมะพร้าวสับ คลุกเคล้าให้เข้ากัน กลบดินให้พอดี ไม่ต้องแน่นนักก็ได้ รดน้ำเช้า-เย็น อีกไม่นานก็ได้กินได้ใช้แน่นอนครับ

หม่อน ออกลูกเร็วมาก บางทีเพียงเดือนเดียวก็มีลูกให้เชยชมกันได้แล้ว และสามารถปลูกได้ไม่เลือกฤดูกาล ทนทานทุกสภาวะอากาศ ดินเลวๆ ก็ยังขึ้นได้ ขอให้ขยันหมั่นเล็มยอดไว้ให้เป็นพุ่ม อย่าปล่อยให้สูงโย่ง แตกกิ่งระเกะระกะมาก เด็ดใบกับยอดอ่อนไปชงชาดื่มบ่อยๆ ก็ได้ ต้นหม่อนของเราก็จะมีทรวดทรงที่งดงาม ใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ให้เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2-3 กำมือ โรยรอบๆ โคนต้น ห่างสัก 1 คืบ อย่าให้ชิดลำต้น เดี๋ยวจะเน่า เพียงเท่านี้เราก็จะมีต้นหม่อนที่เจริญเติบโต สวยงาม สดชื่น พร้อมที่จะออกลูกให้เรากินต่อไปได้อีกนานหลายปีเลยครับ

วันนี้ ผู้เขียนจะพาไปรู้จักนักปรับปรุงพันธุ์พืชระดับปรมาจารย์ขนานแท้และดั้งเดิม มีลูกศิษย์ลูกหาปั้นขึ้นมาเป็นระดับแนวหน้าไปทั้งประเทศ หรือจอมยุทธ์ข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) ด้านปรับปรุงพันธุ์ประจำอยู่หลายองค์กร ทั้งภาคเอกชนและภาคราชการที่เกี่ยวข้อง ท่านคือ ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ จินายน

วงการข้าวโพดทุกชนิดในระดับโลกต้องทราบชื่อนี้ดี ฝีมือที่ใครๆ มาเรียนรู้แล้วต้องยกระดับเป็นท่านอ๋อง เลยทีเดียว แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรง แต่ก็เคยร่วมงานกับท่าน ในคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภาสมัยท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปี 2539-2543 ชุดแต่งตั้ง

เพราะผู้เขียนเป็นตำแหน่งเลขานุการประจำคณะและได้รับใช้ท่านอาจารย์ผู้นี้ สมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เป็นครั้งแรก ราวปี 2536

ต่อมาภายหลังท่านได้กลับมาเป็นอธิการบดีที่เดิมอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 เรียกว่า “เชน คัมแบ็ค” ปี 2552-2560 ทำนองนั้น อดีตแม้ว่าท่านจะผิดหวังในการที่ท่านจะก้าวขึ้นสู่อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปแล้ว แต่สวรรค์มีตา ท่านโด่งดังไปทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปดำรงตำแหน่งอะไร

ผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา โดยเฉพาะชาวไร่ข้าวโพด ในยุคที่ท่านเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ที่ปากช่อง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ท่านสร้างพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมเพื่อไว้เลี้ยงสัตว์ และพันธุ์ข้าวโพดหวานที่ท่านผสมพันธุ์ไว้ เป็นฝีมือท่านที่คนบริโภคน้ำข้าวโพดเกษตรที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ที่ปากช่อง จำกันได้ ใครแวะผ่านไป หากเสาร์-อาทิตย์ น้ำข้าวโพดก็จะหมดเร็ว สร้างความผิดหวังให้คนมาหาซื้อต้องบ่นเสียดายกลับบ้านไปมือเปล่า

ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ สมัคร Royal Online ที่ปากช่อง พื้นที่ 3,000 ไร่ ท่านบุกเบิกและสร้างวีรกรรมไว้มากมาย ดินแดนแห่งนี้โดยเฉพาะบริเวณที่ทำไร่ข้าวโพด เป็นสุสานนักรบเก่า มีคนตายมากมายในสมัยโบราณ เป็นไข้ป่า และมาเสียชีวิตไว้มาก ภูตผีปีศาจไม่มีมาหลอกหลอน แพ้ทางอาจารย์หมด คนรุ่นเก่าที่เคยอยู่มาเขาว่ามาอย่างนี้ครับ และผู้เขียนเคยไปดูงานมาเมื่อปีที่แล้ว คนรุ่นเก่าเล่าให้ฟัง ผลงานท่านฝากไว้ให้ผู้อำนวยการที่เป็นลูกศิษย์เก่าสืบสานเจตนารมณ์ให้ท่านที่เป็นผู้มีคุณูปการกับวงการพืชไร่มาช้านาน จนมีฉายาว่า บิดาแห่งข้าวโพดสุวรรณ 1

ท่านเป็นแบบอย่างของผู้เป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ และไปสอนหลายสถาบัน ในวิชาปรับปรุงพันธุ์พืช ก่อเกิดลูกศิษย์ที่เติบโตก้าวหน้าจนก้าวเป็นระดับขั้นเทพแห่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลายคน

สิ่งจำเป็นที่ผู้เขียนต้องขอสดุดีถึงประวัติความเป็นมาที่ท่านสร้างผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะผลผลิตและเมล็ดพันธุ์พืชไร่ได้สูงมาก ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนลง ผลกำไรมากนั้น บริษัทเอกชนถึงกับเชื้อเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษา ท่านตอบปฏิเสธหมด เพราะท่านกล่าวทิ้งทวนไว้ว่า

“ครูจะเสียความเป็นกลางนะสิ” ทำให้ไม่แปลก ลูกศิษย์ที่ผลิตออกมาต่างให้ความเคารพรักท่านทุกคน

ศาสตราจารย์ ดร.สุจินต์ จินายน ศาสตราจารย์สาขาพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพืช ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา เมื่อปี พ.ศ. 2533 เคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อปี พ.ศ. 2536-2544 และในปี 2552-2560

เกิดเมื่อปี 2478 เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร วันที่ 12 เมษายน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2496-2498

– B.S (Plant Genetics) University of California at Berkeley พ.ศ. 2498-2501

– M.S (Ginetics) Lowa State University พ.ศ. 2501-2503

– Ph.D. (Plant Breeding) Lowa State University พ.ศ. 2506-2509 สมรสกับ คุณสิริวรรณ จินายน (วิมลโนธ) มีบุตรชาย 1 คน

ผลงานและตำแหน่งต่างๆ ที่ท่านได้รับในขณะยังดำรงตำแหน่งมีมากมาย คงกล่าวให้ไม่หมด

ศ.ดร.สุจินต์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในหลายๆ ด้าน เป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติควบคู่กันไป ดังที่ได้ตั้งชื่อหนังสือที่ระลึก อายุ 60 ปี ไว้ว่า

“คิดแล้ว ต้องทำ ให้เกิดผล”

ในด้านการเรียนการสอน มีงานเด่นในเรื่องการปรับปรุงพันธุศาสตร์ และวิชาการปรับปรุงพันธุ์พืช อาจารย์สุจินต์ มีความเห็นว่า วิชาพันธุศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญ นิสิตทุกคนจะต้องเรียนเพื่อให้มีความเข้าใจถึงวิวัฒนาการต่างๆ ของธรรมชาติ อันจะนำไปสู่กระบวนทางความคิดในการปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์

วิชาพันธุศาสตร์ เป็นวิชาที่นิสิตในสมัยนั้นกลัวกันมาก เพราะถือว่ายาก เพราะต้องรอบรู้ในวิชาที่เกี่ยวข้องหลายๆ เรื่อง วิชาชีววิทยา วิชาสถิติ คณิตศาสตร์ เป็นต้น