ในพื้นที่ 1 ไร่ ที่เราปลูกพืชผักสวนครัวทุกชนิดและเลี้ยงสัตว์เหล่านี้

นอกจากเราจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไว้กินไว้ใช้ในครอบครัวโดยไม่เดือดร้อนแล้ว ผลผลิตที่เหลือเป็นจำนวนมาก ยังสามารถนำไปแจกจ่ายญาติพี่น้องและจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวด้วย จึงคิดว่าป้านุ้ยเดินมาถูกทางแล้ว” ป้านุ้ย กล่าว

ปัจจุบัน ป้านุ้ยยังมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคารต้นไม้ สาขาบ้านทอน-อม มีสมาชิกซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรในพื้นที่จำนวน 56 คน ซึ่งสมาชิกทุกคนจะต้องมีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 30 ชนิด เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง มะฮอกกานี ทุ้งฟ้า ตีนเป็ด พะยอม ตาเสือ หลุมพอ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ทางเครือข่ายธนาคารต้นไม้กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับธนาคารต้นไม้ ด้วยการประกาศให้มูลค่าต้นไม้แต่ละต้นนั่นคือ ต้นไม้ทุกต้นจะมีมูลค่าต้นละ 5บาท ต่อ 1 ปี เช่น ใครปลูกต้นไม้ 100 ต้น ในปีแรก ก็จะมีมูลค่า 500 บาท ในปีที่ 2 ก็เพิ่มเป็น 1,000 บาท ปีที่ 3 ปี เป็น 1,500 บาท และที่ 4 เป็น 2,000 บาท

สับปะรดสี (Bromeliad) มีถิ่นกำเนิดแถวทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด สามารถเจริญเติบโตได้ในป่าดงดิบชื้น จนถึงสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งทะเลทราย ลักษณะของใบมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ใบกว้างจนถึงใบแคบคล้ายใบหญ้า รูปทรงใบมีทั้งขอบใบเรียบ ใบหยัก และใบเป็นหนาม ใบจะทับกันแน่นโดยรอบฐาน ทำให้ส่วนยอดของสับปะรดสีดูคล้ายมีอ่างน้ำอยู่ตรงกลางยอด

สับปะรดสีนิยมนำมาจัดสวนโชว์เพราะอยู่ได้นาน 8-10 วัน โดยไม่ต้องรดน้ำ และที่สำคัญบางสายพันธุ์สามารถอยู่กลางแดดได้ และบางสายพันธุ์ชอบพื้นที่แบบร่มรำไร ความสวยงามและสีสันที่สดมีเสน่ห์นี้เอง จึงทำให้หลายๆ คนชื่นชอบและหลงใหล จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้ลูกไม้แปลกใหม่อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้ไม้หลากหลายแล้วยังช่วยให้ทำตลาดได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

คุณตะวัน โตทน เจ้าของสวน Sunshine Garden ตั้งอยู่ที่ 293 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เริ่มปลูกสับปะรดสีจากใจรักใจชอบ จากนั้นค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ จากความหมั่นเรียนรู้นี้เอง จึงช่วยส่งเสริมในเรื่องของการทำตลาดให้เขาได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าภายในประเทศแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าต่างประเทศเข้ามาติดต่อขอซื้ออยู่เป็นระยะ

คุณตะวัน เล่าให้ฟังว่า หลังจบปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ช่วงแรกในชีวิตของการทำงานได้เป็นทั้งครูสอน นักวิจัย และพนักงานบริษัทเอกชน ต่อมาเกิดความคิดที่อยากจะกลับมาอยู่บ้านเกิดช่วงปี 2558 และมีโอกาสไปเดินเล่นในพื้นที่จำหน่ายต้นไม้ และเห็นสับปะรดสีตามร้านต่างๆ จึงเกิดความชอบและอยากจะนำมาทดลองเลี้ยง ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นและพัฒนาพันธุ์มาเรื่อยๆ จนสามารถเป็นสวนสับปะรดสีที่มีคุณภาพอีกสวนหนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้

“พอทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครนาน เริ่มรู้สึกเบื่อ อยากกลับไปอยู่บ้านเกิด โดยช่วงวันหยุด ผมก็ได้ไปเดินเล่นในตลาดต้นไม้ แล้วเห็นสับปะรดสีสวยมาก ช่วงนั้นยังไม่รู้จัก ก็มองว่ามันแปลกดี ก็เลยซื้อมาทดลองปลูกก่อน ประมาณ 2 ต้น จากนั้นก็ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ ได้รู้จักไม้ชนิดนี้มากขึ้น และที่ทำให้เราเรียนรู้ได้ไวก็คือ เราได้ไปศึกษาจากสวนที่เขาพัฒนาพันธุ์ด้วย ยิ่งทำให้เรามองการตลาดว่า เราจะทำแบบไหน เพราะว่าเราไปเห็นคนที่เขาพัฒนาพันธุ์ ว่าสามารถขายได้ราคาที่สูงพอสมควร จากการที่ได้เรียนรู้ในวันนั้น ใช้เวลาสร้างสวนประมาณ 1 ปี แล้วจึงได้ลาออก และก็มาทำตลาดทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ขาย และการขยายพันธุ์แบบเพิ่มจำนวนไปพร้อมๆ กัน” คุณตะวัน เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสวนสับปะรดสี

โดยพื้นที่โรงเรือนที่ปลูกสับปะรดสี ช่วงแรกใช้โรงเรือนที่มีอยู่แล้วของครอบครัวเป็นโรงเรือนกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่ได้ลงทุนในเรื่องของสิ่งปลูกสร้างมาก ต่อมาเมื่อขายจนมีกำไร จึงพัฒนาพื้นที่ปลูกเรื่อยๆ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นอาณาจักรสับปะรดสีกันเลยทีเดียว

ช่วยให้สวนมีความมั่นคง

คุณตะวัน เล่าต่อไปถึงหลักการทำสวนว่า ในเมื่อต้องการที่จะอยู่ในวงการนี้ การที่จะทำรายได้อย่างมั่นคงนั้น จะขยายไม้เพิ่มจำนวนขายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการผสมไม้เองภายในสวน เพราะการมีลูกไม้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลาดจะไม่ขาดช่วง และทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการซื้อไม้มากขึ้น

โดยพื้นที่ปลูกสับปะรดสีทั้งหมดในเนื้อที่ 2 ไร่ มีการแบ่งโซนการผลิตแต่ละรุ่นของไม้อย่างชัดเจน ตั้งแต่โรงเรือนอนุบาลต้นกล้าไปจนถึงโรงเรือนไม้ไซซ์ใหญ่ ซึ่งด้านบนโรงเรือนจะมีหลังคาและตาข่ายพรางแสง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในเรื่องความสูงอยู่ที่ประมาณ 3.50 เมตร หรือถ้าใครจะทำโรงเรือนที่สูงกว่านี้ก็ได้ แต่ในเรื่องของต้นอาจจะสูงตามขึ้นไปด้วย

การพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดสีภายในสวน คุณตะวัน บอกว่า จะยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก โดยดูว่าแต่ละปีช่วงไหนสีไหนสายพันธุ์ไหนมาแรง จากนั้นจะหาพ่อแม่พันธุ์ที่คิดว่าผสมแล้ว น่าจะได้ลูกไม้ตามที่จินตนาการไม้ไว้มาผสมในแนวทางที่ตลาดต้องการ และตามที่เขาตั้งใจจะออกมาให้เป็นเอกลักษณ์ของสวนด้วย ซึ่งอายุพ่อแม่พันธุ์ก็แตกต่างกันไปแล้วแต่สายพันธุ์ แต่เฉลี่ยจะใช้ไม้ที่มีอายุอยู่ที่ 2 ปีครึ่ง

“พอเราผสมพันธุ์ดอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นรอประมาณ 4 เดือน ก็จะเริ่มติดเป็นฝักที่มีเมล็ดออกมาให้เห็น นำเมล็ดที่ได้ไปเพาะในวัสดุเพาะจำพวกขุยมะพร้าว ใช้เวลางอกและโต จนสามารถย้ายปลูกลงกระถาง 4 นิ้วได้ เป็นเวลาประมาณ 8 เดือน ซึ่งการย้ายลงปลูกในกระถาง 4 นิ้ว วัสดุปลูกก็จะเน้นใช้เป็นกาบมะพร้าวสับเล็กเป็นหลัก ดูแลช่วงนี้ต่อไปอีก 6 เดือน ไม้ก็จะใหญ่ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จากนั้นก็จะย้ายลงปลูกในกระถาง 6 นิ้วอีกครั้งหนึ่ง ดูแลสักระยะรอขายได้ทันที และบางส่วนที่เป็นต้นเด่นๆ จะทำการคัด เพื่อมาขยายพันธุ์ทำจำนวนต่อไป” คุณตะวัน บอก

การคัดเลือกสับปะรดสีที่เด่นๆ นั้น คุณตะวัน เล่าว่า ใน 1 ช่อดอก สมมุติให้ไม้ได้ประมาณ 1,000 ต้น จะมีเพียง 100 ต้นเท่านั้นที่สามารถทำมูลค่าเพิ่มได้ เพราะต้นมีลักษณะที่เด่นและแตกต่างออกไป จากนั้นนำ 100 ต้นนั้น มาทำจำนวนด้วยการแยกหน่อ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จนได้จำนวนอยู่ที่ 40-50 ต้น จึงจะตั้งราคาขายได้

สำหรับการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ยังไม่พบปัญหามากนัก เพราะโรงเรือนที่เขาสร้างค่อนข้างสูง จึงทำให้ระบายอากาศได้ดี และไม่เกิดการสะสมโรคต่างๆ แต่ถ้ามีพบบ้างบางฤดูกาลจะใช้เคมีภัณฑ์ที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไปมาฉีดพ่นป้องกันบ้างในบางครั้ง

ทั้งในและต่างประเทศ

ในเรื่องของการขายสับปะรดสีภายในสวน คุณตะวัน บอกว่า จะใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการทำตลาดเป็นหลัก ซึ่งเขาเองไม่ได้มีหน้าร้านหรือต้องนำไม้ออกไปตระเวนขายที่ไหน และยิ่งระบบขนส่งในยุคปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว มีการจัดการที่ดีมีคุณภาพ จึงทำให้ง่ายและสะดวกต่อการทำตลาด

การพัฒนาและขยายพันธุ์สับปะรดสีไปพร้อมๆ กันอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้ไม้ภายในสวนมีมูลค่าและราคาที่แตกต่างกันไป โดยไม้ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วจะขายต่อให้กับลูกค้าที่ต้องการไปทำจำนวนและขายต่อ ส่วนไม้ที่เป็นลักษณะทั่วไปจะขายให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อไปจัดสวนหรือประดับตกแต่งในพื้นที่ต่างๆ

“สับปะรดสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การทำตลาดไม่จำเป็นต้องขายในประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมเองก็มีส่งขายยังตลาดต่างประเทศด้วย ดังนั้น ไม้แต่ละพันธุ์ที่เราพัฒนาเองก็สามารถนำไปจดทะเบียนกับสมาคมสับปะรดสีนานาชาติ มันก็จะช่วยการันตีว่า ไม้นี้เราเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา โดยราคาสับปะรดสีที่สวนผม ราคาเริ่มต้นเป็นแบบทั่วๆ ไป มีราคาตั้งแต่ต้นละ 50 บาท จนถึง 200 บาท และถ้าเป็นไม้ที่สำหรับขายให้กับนักสะสม หรือเป็นการพัฒนาแล้วได้เป็นไม้ตัวใหม่ออกมา มีอายุ 1 ปีครึ่ง สวยเต็มฟอร์ม ราคาจะอยู่ที่ต้นละ 500 บาท จนถึง 5,000 บาท” คุณตะวัน บอกหลักการทำตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจหรืออยากจะเริ่มต้นปลูกสับปะรดสีเป็นอาชีพ คุณตะวัน แนะนำว่า อันดับแรกให้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ก่อน จากนั้นเมื่อเกิดความชอบขึ้นมาจริงๆ ให้จับไม้ที่ราคาถูกมาทดลองปลูกเลี้ยงก่อน จากนั้นหมั่นศึกษาและหาประสบการณ์จากผู้ที่ประสบผลสำเร็จอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้การปลูกสับปะรดสีไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถทำเป็นอาชีพได้แน่นอน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณตะวัน โตทน หมายเลขโทรศัพท์ 085-109-6525

ผักเหลียง หรือ ผักเหมียง เป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีรสจืด รสมัน ไม่ขม ไม่มีกลิ่น เมื่อจัดเป็นผักเครื่องเคียงกินกับขนมจีนน้ำยา หรือกินกับกับข้าวรสชาติจัดจ้านจะช่วยให้เจริญอาหารและได้คุณค่าทางโภชนาการสูง ที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเกษตรกรได้ปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว ปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพาราหรือสวนมะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับในการซื้อขาย ส่งผลให้ผู้ปลูกมีรายได้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและยังชีพได้มั่นคง

คุณทวิชา คุปต์ทรงคุณ ผู้ปลูกผักเหลียง เล่าให้ฟังว่า ผักเหลียง หรือ ผักเหมียง เป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ปลูกกันแพร่หลาย มีทั้งปลูกเป็นสวน ปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา สวนมะพร้าว หรือสวนปาล์ม เป็นผักกินใบที่มีรสจืด รสมัน ไม่ขม ไม่มีกลิ่น เมื่อจัดเป็นผักเครื่องเคียงกินกับกับข้าวรสจัดหรือกินกับขนมจีนน้ำยารสจัดจ้านจะช่วยให้ได้ลิ้มรสชาติความอร่อยเป็นพิเศษ หรือนำยอดผักเหลียงไปลวกกินกับน้ำพริก ผัดใส่ไข่ หรือนำไปทำเป็นลาซานญ่า พิชซ่าโรลหรือพายผักเหลียง ก็จะได้ลิ้มลองรสชาติแปลกใหม่ ประโยชน์ที่ผู้กินได้รับจากผักเหลียงคือ มีใยอาหารหรือไฟเบอร์ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยลดน้ำหนัก หรือเสริมสร้างให้มีสุขภาพแข็งแรง

ต้นเหลียง… เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มสูง 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ลักษณะใบคล้ายใบต้นยางพารา ใบแตกออกมาจากปลายยอดของต้นและกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน มีก้านยาว ลักษณะใบเป็นทรงรี ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ใบแก่มีสีเขียว ยอดอ่อนมีสีแดง ใบอ่อนหรือใบเพสลาดสีเขียวอ่อนเหมาะที่จะนำไปกิน

ดอก…ออกเป็นช่อที่ซอกใบ ก้านช่อดอกสั้น ดอกมีลักษณะทรงกลมเล็กๆ สีเหลืองนวล ผลมีลักษณะทรงกลมรี ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่สีเหลืองอมส้ม เปลือกหนา เนื้อในผลสีขาวนวล มีเมล็ดอยู่ภายในเป็นเนื้อสีน้ำตาล

การเพาะเมล็ด ด้วยการนำเมล็ดแก่ไปแช่น้ำ เอาเปลือกนอกออก นำไปวางเพาะในกระบะทรายหรือเถ้าแกลบผสมทราย ในราว 4 เดือน เมล็ดจะงอก มีใบ 2-3 คู่ ก็ย้ายมาเพาะเลี้ยงในถุงเพาะชำไว้ประมาณ 1 ปี เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงก็นำไปลงปลูกที่แปลง
ใช้ไหลหรือรากแขนง จะพบอยู่ระดับผิวดินที่แตกเป็นลำต้น จัดการขุดขึ้นมาใส่ในถุงเพาะชำ แล้วเลี้ยงไว้ประมาณ 6 เดือน เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงก็นำไปลงปลูกที่แปลง
ใช้กิ่งตอน เป็นวิธีที่ผู้ปลูกนิยมปฏิบัติคือ เลือกกิ่งไม่อ่อน-ไม่แก่เกินไป หรือกิ่งที่ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาลอ่อน จากนั้นตอนกิ่งตามขั้นตอน หลังการตอนประมาณ 2 เดือน กิ่งตอนจะออกรากสมบูรณ์ก็นำไปเพาะเลี้ยงในถุงเพาะชำ 2-3 เดือน เมื่อต้นแข็งแรงก็นำไปปลูกที่แปลง ก็จะทำให้เจริญเติบโตได้ดี ตลาดซื้อ-ขาย 20-35 บาท ต่อกิ่ง
การปักชำ ต้องเลือกตัดกิ่งที่มีขนาดเหมาะสม ทาปลายโคนกิ่งด้วยฮอร์โมนช่วยเร่งราก นำไปปักชำในถุงเพาะหรือกระบะเพาะ เมื่อรากงอกได้ต้นแข็งแรงก็นำไปลงปลูกที่แปลง

ที่สวนปลูกผักเหลียงไว้ 2 ไร่ ปลูกด้วยกิ่งตอน รากแข็งแรงทำให้มีการเจริญเติบโตได้ไวกว่าแบบอื่น การปลูกต้องขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 30 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ศอก ขุดหลุมปลูกเป็น 4 หลุม 4 มุม เพื่อให้แตกเป็นกอ ตากแดดหลุมปลูก 10-14 วัน แล้วนำปุ๋ยคอกแห้งผสมกับดินบนใส่รองก้นหลุม วางกิ่งตอนลงปลูก ปักไม้หลักผูกยึดกับกิ่งตอน ป้องกันการโค่นล้ม เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม จัดระยะปลูกระหว่างหลุมปลูกและแถวห่างกัน 2.5×2.5 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ จะปลูกเป็นพืชแซมระหว่างต้นยางพาราหรือต้นปาล์มก็ได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกต้นเหลียงคือต้นฤดูฝน เพื่อให้ต้นผักเหลียงได้รับน้ำจากน้ำฝน มีการเจริญเติบโตได้ดีและช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงด้วย

การใส่ปุ๋ย…แต่ละปีได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้งหรือปุ๋ยหมัก 2 ครั้ง ในช่วงต้นฝนและปลายฝน ด้วยการนำปุ๋ยมาหว่านให้กระจายรอบทรงพุ่มแล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม หลังจากนั้นต้นเหลียงก็จะเจริญเติบโตพร้อมให้ผลผลิต

การให้น้ำ…ต้นเหลียงเป็นพืชที่ทนต่อทุกสภาพอากาศ ไม่ชอบแดดจัดเป็นเวลานาน หลังการปลูกจะต้องให้ต้นเหลียงได้รับน้ำพอเพียง ถ้าฝนตกทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ก็ให้น้ำเพิ่ม 2-3 วัน ต่อครั้ง

การตัดแต่งกิ่งและขยายทรงพุ่มเพื่อให้เกิดการแตกยอดใหม่และเพิ่มผลผลิต…ตัดแต่งให้ต้นเหลียงสูง 1-2 เมตร จะได้ทรงพุ่มเหมาะสม มีความสะดวกในการเก็บเกี่ยวใบอ่อนหรือยอดเพสลาด

การเก็บเกี่ยว…เมื่อปลูกต้นเหลียงอายุได้ 2 ปีขึ้นไป ก็เริ่มเก็บใบอ่อนหรือยอดเพสลาด จะเก็บได้ทุก 7 วัน ต่อครั้ง การตัดเก็บต้องให้ชิดข้อ อย่าตัดเก็บตรงบริเวณกลางข้อ เพราะจะทำให้การแตกยอดครั้งต่อไปช้า นำผลผลิตใบเหลียงไปเก็บรวบรวมไว้ในที่ร่ม พรมน้ำแต่พอชุ่ม จะรักษาความสดได้ 5-6 วัน โดยไม่ต้องนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น ราคาซื้อขายใบอ่อนหรือยอดเพสลาด อยู่ที่ 70-100 บาท ต่อกิโลกรัม และราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาลด้วย

คุณทวิชา ปลูกผักเหลียง เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ผักเหลียงเป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการปลูกแพร่หลายในภาคใต้ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านในภาคใต้ เป็นผักกินใบ โดยเลือกนำใบอ่อนหรือยอดเพสลาดไปปรุงอาหารได้หลายเมนู บ้างก็นำมาทำเป็นแกงเหลือง ทำห่อหมก แกงจืด แกงส้ม นำไปลวกจิ้มกินกับน้ำพริก ใบสดกินพร้อมกับกับข้าวหรือขนมจีนน้ำยาที่มีรสเผ็ดจัดได้รสชาติอร่อยถูกปาก

นอกจากนี้ ก็มีการนำใบอ่อนหรือยอดเพสลาดไปทำเป็นเมนูใหม่อื่นๆ เช่น ลาซานญ่า พิซซ่าโรล หรือพายผักเหลียง ความพิเศษนี้เป็นการนำจุดเด่นของผักเหลียงมาเติมเต็มด้วยความมันกับความกรอบ เมื่อผสมผสานกับเบคอนและชีสที่เป็นชั้นๆ กับซอส พิซซ่าสูตรเข้มข้นก็เกิดเป็นความลงตัวที่แสนอร่อย จึงเกิดคำว่า “ผักเหลียงเมนูไหนก็อร่อย” ด้วยคุณสมบัติของผักเหลียงที่มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงสายตา เส้นเอ็นและกระดูกที่เสริมให้ผู้กินมีสุขภาพแข็งแรง และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้และมีวิถีชีวิตในการยังชีพแบบพอเพียงและมีความมั่นคง

จากเรื่อง ผักเหลียง พืชผักเศรษฐกิจพื้นบ้าน ปลูกขายรายได้ดี วิถีมั่นคง เป็นพืชที่เก็บยอดอ่อนหรือยอดเพสลาดไปขาย และนำไปทำอาหารได้หลายเมนู ที่เสริมให้ผู้กินมีสุขภาพแข็งแรง เกษตรกรผู้ปลูกมีการยกระดับรายได้นำไปสู่การยังชีพในแบบวิถีพอเพียง

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณทวิชา คุปต์ทรงคุณ ที่ 34 หมู่ที่ 1 ศาลเจ้ากวนอู ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 83130 หรือ โทร. 089-728-7710 ก็ได้ครับ สวัสดีครับ พบกับ คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย อีกครั้ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ไว้ว่า ปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 อีก 30 ปีข้างหน้านี้ คนจะอพยพไปอยู่ในเขตเมืองมากขึ้นจากเดิม 12% ความต้องการอาหารจะเพิ่มจากเดิม 50% ส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนในภาคเกษตรจะลดลง 31.8% ในประเทศที่กำลังพัฒนา คนในภาคเกษตรจะลดลง 32.8% นั่นแสดงว่า หาก FAO คาดไว้ไม่ผิด อาหารอาจจะขาดแคลน หรือกระบวนการผลิตอาหารอาจจะเปลี่ยนแปลงไป

ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวเลขชุดนี้ชี้ว่า คนในภาคเกษตรจะลดลง คนตามชนบทจะลดลง เห็นแล้วก็สงสัยต่อว่า ภาคการเกษตรโดยเฉพาะประเทศไทยจะเดินกันไปอย่างไร? แต่ทิ้งความสงสัยไว้ก่อน แล้วตามผมไปพบกับเกษตรกรสาวคนรุ่นใหม่ ที่เดินทางสวนการคาดการณ์ของ FAO ทิ้งเมืองมาอยู่ชนบท ทำเกษตรอินทรีย์ มีชีวิตดี้ดี ที่หลายคนอิจฉา ตามไปชมกันในฉบับนี้ครับ

พาท่านไปพบกับ คุณพิมพลอย สุขสุวรรณ ที่บ้านเลขที่ 31/7 หมู่ที่ 2 ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี คุณพิมพลอย เป็นคนรุ่นใหม่อายุน้อยที่หันหลังให้กับสภาพชีวิตคนเมือง มาสานต่องานเกษตรที่คุณพ่อเริ่มต้นเอาไว้เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว คุณพิมพลอย เริ่มต้นเล่าว่า “เมื่อก่อนใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ คุณพ่อเป็นหมอ ตัวเราเองเรียนจบการโรงแรม จบมาทำงานที่โรงแรม จนเมื่อเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งใหญ่ ปลายปี 2554 คุณพ่อจึงพาครอบครัวมาอยู่ที่ไร่แห่งนี้ บนพื้นที่ 50 ไร่ ที่ได้ปลูกพืชเอาไว้บ้างแล้ว” นั่นคือ จุดเริ่มต้นของชีวิตเกษตรกรเต็มตัวของ คุณพิมพลอย “เรารู้สึกเบื่อกับสภาพชีวิตในกรุงเทพฯ เบื่อรถติด มลพิษ พอมาอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกว่าสบาย จึงเป็นที่มาของการมาทำสวนที่นี่ค่ะ”

“บ้านเนินหินดาด” ชีวิตเกษตรกรไม่ได้ง่ายเหมือนที่ฝันไว้ เมื่อตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว คุณพิมพลอยจึงต้องสร้างสวนเกษตรในพื้นที่ที่มีให้เป็นรูปเป็นร่าง “ในพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ ของเรา เราปรับให้เป็นระบบเกษตรผสมผสาน จากเดิมที่มีไม้ผลอยู่แล้ว อย่างเช่น มะขามเปรี้ยวยักษ์ ส้มโอ เราก็มาลงกล้วยพันธุ์ต่างๆ เพิ่มเข้าไป เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยหิน ปลูกหม่อนกินผลสด ตะลิงปลิง ปรับพื้นที่บางส่วนสร้างโรงเรือนปลูกผัก พื้นที่บางส่วนปรับไปใช้เลี้ยงสัตว์อย่างเช่น เป็ด ห่าน มีบ่อเลี้ยงปลาและเก็บน้ำเอาไว้ใช้” เมื่อได้ลงมือทำจริงๆ จึงรู้ว่างานเกษตรไม่ง่าย “พอเราเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว เรารู้สึกเลยว่างานเกษตรไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่เราวาดฝันไว้ พืชบางอย่าง อย่างกล้วย ปลูกไว้ก็หาตลาดไม่ได้ ตะลิงปลิงก็ไม่มีคนซื้อ เราต้องวิ่งหาลูกค้า ต้องเรียนรู้การปลูก การแปรรูปด้วยตัวเอง หาตลาดด้วยตัวเอง ต้องล้มลุกคลุกคลานกับอาชีพเป็นเกษตรกรอยู่พอสมควรจึงมามีวันนี้ได้” คุณพิมพลอย เล่าให้ฟัง

เมื่อผลผลิตออกมามาก hannaheloge.com แต่มีปัญหาเรื่องตลาด ไม่สามารถขายผลผลิตที่มีได้ คุณพิมพลอย จึงต้องหันไปพึ่งเรื่องของการแปรรูปผลผลิต “ผลผลิตของเรา อย่างกล้วยต่างๆ เราหาตลาด หาคนซื้อไม่ได้เลย จึงตัดสินใจแปรรูป เราก็ไปศึกษาดูว่า กล้วยพันธุ์ไหนเหมาะกับการแปรรูปเป็นอะไร อย่าง กล้วยหิน เราเอามาทำเป็นกล้วยเบรคแตก กล้วยน้ำว้าเราก็ทำเป็นกล้วยกวน แต่เรามีลูกหม่อนกินผลสดอยู่เยอะ เราก็เอามากวนรวมกันเป็นกล้วยกวนผสมหม่อน มะขามเปรี้ยวยักษ์มาทำเป็นมะขามแช่อิ่ม มะขามแช่อิ่มอบแห้ง ตะลิงปลิงเอามาแช่อิ่ม” เมื่อมีผลผลิตและมีผลิตภัณฑ์แปรรูปแล้ว สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ เรื่องการตลาด คุณพิมพลอย เล่าว่า “ช่วงแรกผลิตภัณฑ์ของเราจะเอาไปฝากวางขายตามร้านขายของฝากในจังหวัด ส่วนตัวเราเองก็จะหอบหิ้วทั้งผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปขายตามงานออกบู๊ธในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างกลุ่มลูกค้า ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก อย่างเช่น กล้วยกวนผสมหม่อน ตะลิงปลิงแช่อิ่ม ลูกค้าชอบมาก”

คุณพิมพลอย เล่าว่า “ที่ผ่านมาได้นำกลยุทธ์การตลาดมาใช้กับการขายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของบ้านเนินหินดาด โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Push and Pull Strategy คือ Push Strategy หรือการส่งเสริมการตลาดแบบผลัก เป็นการผลักสินค้าออกไปขายผ่านช่องทางค้าปลีกต่างๆ ขายไปยังคนกลาง ซึ่งอาจจะเป็นร้านโชห่วย ร้านขายของฝาก สรุปได้ว่า Push Strategy คือการเน้นไปที่คนกลาง ร้านค้าปลีก ให้รับสินค้าไปขายต่อ ส่วน Pull Strategy หรือการส่งเสริมการตลาดแบบดึง คือจะทำให้สินค้าของตัวเองเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โปรโมทสินค้าผ่านเครื่องมือต่างๆ ไปยังผู้บริโภคเอง และหากทำสำเร็จ ตลาดก็จะเกิดความต้องการขึ้น ช่องทางจัดจำหน่าย คนกลาง ร้านค้าปลีก ก็จะต้องการสินค้านั้นไปขาย” จากที่เคยต้องวิ่งเข้าไปหาลูกค้าในกรุงเทพฯ ตามงานเปิดบู๊ธต่างๆ แต่ทุกวันนี้ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของบ้านเนินหินดาดจะใช้สื่อโซเชี่ยลเป็นหลักในการโฆษณา แจ้งข่าวสารให้ลูกค้า

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง วันนี้คุณพิมพลอยจึงได้ขยับเดินหน้าอีกครั้ง โดยการยกระดับการผลิตให้เข้าไปอยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์ “วันนี้ฟาร์มบ้านเนินหินดาดของเราได้ยื่นขอรับรองการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ของทางจังหวัดกาญจนบุรี ผลไม้หลายอย่าง ทั้ง ส้มโอขาวน้ำผึ้ง ส้มโอทองดี ที่ปลูกในพื้นที่ 10 ไร่ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จีเอพี (GAP) รวมทั้งผักของเราหลากหลายชนิดที่ปลูกในโรงเรือน เช่น ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักบุ้ง ผักชี ที่เป็นการผลิตแบบอินทรีย์อยู่แล้ว ก็จะได้รับการรับรองในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ผ่านมาเราก็พยายามทำเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เราใช้ทั้งไตรโคเดอร์มา ฮอร์โมนไข่ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกับพืชของเรา ดังนั้น เมื่อถึงเวลาควรยื่นขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เราก็มั่นใจในการผลิตของเรา” นอกจากผลิตสินค้าของตัวเองจนมีลูกค้าประจำ มีตลาดของตัวเองแล้ว คุณพิมพลอยยังช่วยสนับสนุนชุมชนข้างเคียงในเรื่องของความรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตเกษตรและเรื่องของการตลาดอีกด้วย “เมื่อเราทำเองมาหลายปี จนคนในพื้นที่มองเห็นว่าเราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปได้ จึงมีพี่น้องในชุมชนรอบข้างมาขอให้ช่วยในเรื่องการแปรรูปผลผลิตเกษตร เช่น การแช่อิ่ม รวมไปถึงช่วยในเรื่องของการหาตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยให้มาวางขายที่หน้าร้านของเรา นอกจากนั้น เรายังรับซื้อผลผลิตจากชุมชน เพื่อนำมาใช้ในร้านอาหารของเราอีกด้วย” คุณพิมพลอย เล่า

ร้านอาหาร อีกหนึ่งช่องทางการจัดการผลผลิต